ไม่ต้องเล่นท่ายากก็ได้

นักวิ่งสายอุปกรณ์บางคนซื้อ gadget มาเต็มไปหมดเพื่อช่วยให้การวิ่งมีประสิทธิภาพขึ้น

คนทำงานบางคนจัดการอีเมลด้วยการตั้ง rules เสียมากมาย หากส่งมาจากคนนี้ให้เอาเข้าโฟลเดอร์นั้นและตั้งเมลให้เป็นสีนี้

ส่วนบางคนก็มีแอปในมือถือเป็นสิบๆ แอปที่ช่วยเพิ่มความ productive ในด้านต่างๆ

แต่ถ้าเราใส่พลังไปกับของเล่น เราจะละเลยเรื่องพื้นฐาน

จะวิ่งให้ดีก็แค่ต้องขยันซ้อม จะจัดการอีเมลให้ดีก็แค่ทำ inbox zero และถ้าอยาก productive จริงๆ ก็แค่ต้องกล้าลุยงานสำคัญ

วางของเล่นลง กลับมาที่เรื่องพื้นฐาน ลงมือทำอย่างจริงจัง แล้วจะได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่าครับ

3 สิ่งที่ทำได้ตอนโกรธใครขึ้นมา

เราทุกคนรู้ว่าการทำอะไรตอนโกรธนั้นมักได้ผลเสียตามมา ซึ่งอาจกระทบกับการงานและความสัมพันธ์จนยากเกินเยียวยา

ถ้ารู้ตัวว่าโกรธแต่อดไม่ได้ แถมคนที่ทำให้โกรธก็อยู่ตรงหน้าเราอีก วันนี้ผมมีสาม 3 ขั้นตอนที่น่าจะช่วยให้ความโกรธทำร้ายเราได้น้อยลงครับ

  1. แบมือ เวลาโกรธเราจะกำมือแน่นโดยอัตโนมัติ ลองแบมือดูแล้วอารมณ์ของเราจะเบาลงโดยอัตโนมัติเช่นกัน (ลองถามตัวเองก็ได้ว่าเคยแบมือโกรธใครรึเปล่า)
  2. คลายไหล่ เวลาโกรธ ไหล่เราก็จะเกร็งโดยอัตโนมัติเช่นกัน ลองผ่อนคลายหัวไหล่ดูแล้วความรู้สึกตึงๆ ของเราจะลดลง
  3. พูดให้ช้าลง เวลาโกรธเราจะพูดเร็วและพูดเสียงดังขึ้นอย่างชัดเจน แต่ถ้าเราพอทำไหว ลองพูดให้ช้ากว่าปกติ เนิบๆ อารมณ์ของเราก็จะพลุ่งพล่านไม่ค่อยออก

แบมือ คลายไหล่ พูดช้าๆ แล้วเราอาจจะผ่านช่วงเวลาตาต่อตาฟันต่อฟันได้โดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Life Hacks มูฟออนชีวิตเริ่มคิดแบบเล็กๆ

ลดเรื่องปวดหัวด้วยการหลีกเลี่ยง unforced errors

Unforced errors เป็นศัพท์ที่คนดูเทนนิสจะรู้จักกันดี

มันคือการที่นักเทนนิสตีเสียแต้มเพราะตีพลาดเอง

เช่นเสิร์ฟติดเน็ต หรืออีกฝ่ายตีลูกมาธรรมดาแต่เรากลับตีออกเสียเอง

มันคือการพลาดแบบไม่น่าพลาด หรือถ้าใช้คำแรงหน่อยก็คือพลาดแบบโง่ๆ

ในชีวิตการทำงานเราก็มี unforced errors มากมาย

ส่งอีเมลแล้วลืม attach ไฟล์

นั่งทำงานติดเก้าอี้ไม่ยอมเข้าห้องน้ำจนเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

พูดจาสนุกปากจนไปเข้าหูคนที่เรานินทา

ในชีวิตส่วนตัวเราก็มี unforced errors ได้เช่นกัน

ดูซีรี่ส์ดึกดื่นจนนอนไม่พอ

ไมจ่ายค่าไฟจนมิเตอร์โดนตัด

ผิดใจกับคนในบ้านด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง

ปัญหาเหล่านี้เราป้องกันได้เพียงใช้สติและความระมัดระวังเพิ่มขึ้นอีกนิดเดียวเท่านั้น

อย่าพลาดอะไรที่ทำให้เราอยากเขกหัวตัวเองทีหลัง

ลด unforced errors ได้สักครึ่งหนึ่ง ชีวิตก็ราบรื่นขึ้นเยอะแล้วครับ

คนที่ชอบบอกตัวเองว่าขอศึกษามากกว่านี้ก่อน

บางทีเขาอาจกำลังหลบซ่อนอยู่ก็ได้

กับหลายสิ่งหลายอย่าง เราสามารถลงมือทำและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ไม่จำเป็นต้องศึกษาให้ถี่ถ้วนก่อนแล้วค่อยลงมือ

เพราะถึงศึกษามาดีแค่ไหน ยังไงโลกแห่งความจริงมันก็ไม่เหมือนในในตำราอยู่ดี

จริงๆ แล้วถ้าอยากศึกษาให้ถ่องแท้ วิธีที่ดีที่สุดคือลงมือทำ เพราะมันจะเข้าใจและขึ้นใจกว่าการอ่านในหนังสือหรือในเว็บบอร์ดมากมายนัก

“We often avoid taking action because we think “I need to learn more,” but the best way to learn is often by taking action.”
-James Clear

อยากเป็นบล็อกเกอร์ก็แค่ลงมือเขียนบทความลงในเฟซตัวเอง

อยากเป็นนักลงทุนก็แค่เปิดพอร์ตแล้วลองซื้อหุ้นที่เรารู้จัก

อยากทำธุรกิจก็แค่ลองเสนอสิ่งที่เราถนัดให้กับเพื่อนฟรีๆ และดูผลตอบรับ

แทบทุกอย่างเราสามารถลงมือทำโดยจำกัดความเสี่ยงได้ทั้งนั้น

อาจจะยังไม่สำเร็จในเชิงตัวเลข แต่ที่แน่ๆ เราได้ออกมาเผชิญกับความกลัวของตัวเอง

และผลตอบแทนคือคำตอบที่ชัดเจน ซึ่งอาจเป็นคำตอบที่เราอยากเห็นหรือไม่อยากเห็นก็ได้

แต่มันจะมีประโยชน์กว่าสิ่งที่เราเจอจากตำราแน่นอน

นิทานรถใหม่

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พอลเพิ่งได้รถหรูคันใหม่เป็นของขวัญคริสต์มาสจากพี่ชาย

ค่ำวันคริสต์มาสอีฟขณะที่พอกำลังเดินกลับมาที่รถ เขาเห็นเด็กชายตัวมอมแมมคนหนึ่งเดินวนรอบรถของพอลด้วยความชื่นชม

“นี่รถของคุณน้าเหรอครับ”

“ใช่ พี่ของน้าซื้อให้”

“โห ผมอยาก…”

พอลรู้ดีว่าเด็กหมายถึงอะไร เขาคงอยากมีพี่ชายอย่างนั้นบ้าง

แต่พอลคาดการณ์ผิด

“ผมอยากเป็นพี่ชายแบบนั้นบ้าง”

พอลมองเด็กผู้ชายคนนั้นด้วยความฉงนสนเท่ห์ ก่อนจะเอ่ยปากชวน

“อยากไปนั่งรถเล่นกับน้ามั้ยล่ะ”

“ผมนั่งรถน้าได้จริงๆ เหรอครับ!” เด็กถาม ตาลุกวาว

“ได้สิ ขึ้นไปนั่งข้างๆ น้าได้เลย”

เมื่อนั่งรถได้สักครู่ เด็กก็ถามพอลว่า

“น้าจะพอขับไปแถวบ้านผมได้มั้ยครับ”

“ไม่มีปัญหา” พอลคิดในใจ เด็กคงอยากจะอวดเพื่อนบ้านว่าได้นั่งรถหรู

แต่พอลคาดการณ์ผิดอีกแล้ว

“น้าช่วยจอดตรงบ้านข้างหน้าหน่อยครับ”

เด็กน้อยวิ่งเข้าไปในบ้าน ไม่กี่อึดใจก็เดินออกมาแบบทุลักทุเล เพราะบนหลังของเขามีเด็กชายตัวเล็กขาพิการด้วย

“นี่ไงไอ้ตัวเล็ก รถที่พี่พูดถึง พี่ชายของน้าเค้าซื้อให้ แล้ววันนึงพี่จะซื้อให้แกคันนึงบ้าง แกจะได้นั่งรถไปรอบๆ เมืองแล้วได้เห็นเหมือนกับพี่ว่าวันคริสต์มาสอีฟเค้าแต่งร้านกันสวยแค่ไหน”

พอลเดินเข้าไปอุ้มน้องชายมานั่งข้างคนขับ ส่วนเด็กชายก็กระโดดขึ้นไปนั่งเบาะหลังด้วยใบหน้ายิ้มแฉ่ง

ค่ำคืนนั้น สามหนุ่มนั่งรถชมเมืองด้วยความเบิกบาน


ขอบคุณนิทานจากหนังสือ Chicken Soup for the Soul