หมื่นไลค์จากคนไม่รู้จักหรือจะสู้หนึ่งกอดจากคนที่เรารัก

หนึ่งในปรากฏการณ์ของสัปดาห์ที่ผ่านมาก็คือ Clubhouse – social media ที่ได้อารมณ์เหมือนฟังวิทยุ+งานสัมมนาที่มีห้องให้เข้าหลายห้อง

ผมเองก็สนใจในคลับเฮาส์มาตั้งแต่ตอนที่ได้ยินข่าวว่า Elon Musk ให้สัมภาษณ์ผ่านทางสื่อนี้ แต่ด้วยความที่ตัวเองใช้เครื่องแอนดรอยด์ก็เลยไม่ได้สมัครเสียทีเพราะแอปนี้มีแต่บน iOS

จนกระทั่งเมื่อวันจันทร์ได้ยืมเครื่องไอแพดของบริษัทมาลองใช้เลยสมัครจนได้ แต่ก็ยังไม่ได้ไปพูดที่ไหน แค่เข้าไปลองฟังสองสามครั้งก็ได้ยอดคนติดตามมา 300 คนแบบงงๆ

ผมเห็นพี่ๆ หลายคนที่คุ้นเคยกันมียอด follower หลายหมื่นในเพียงสัปดาห์เดียว น่าจะเป็นการเติบโตของผู้ติดตามรวดเร็วยิ่งกว่าแพลตฟอร์มไหนๆ ที่ผ่านมา

สิ่งที่ต้องแลกก็คือคลับเฮาส์นั้นมันกลับไปฟังไม่ได้ ต้องฟังสดเท่านั้น กลางวันต้องทำงาน รายการต่างๆ ก็เลยมากองกันตอนกลางคืนตั้งแต่สองทุ่มยันเที่ยงคืน

และนั่นคือเหตุผลหลักที่ผมยังไม่ได้ทำอะไรบนคลับเฮาส์มากนัก เพราะช่วงสองทุ่มจนเข้านอนคือช่วงที่ผมทิ้งอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ไว้นอกห้อง เพื่อจะได้ใช้เวลากับลูกสาววัยห้าขวบกับลูกชายวัยสามขวบ และบางครั้งก็ได้นวดหลังนวดไหล่ให้ภรรยาด้วย

การมีคนติดตามนั้นดีแน่นอน การที่ผมเขียนบล็อกมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะมีคนติดตามและคอยส่งกำลังใจ ให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราเขียนนั้นมีประโยชน์

แต่ราคาที่ต้องจ่ายนั้นก็ต้องมาชั่งน้ำหนักกันดูว่าคุ้มกันหรือไม่

เพราะหมื่นไลค์จากคนไม่รู้จักหรือจะเท่าหนึ่งกอดจากคนที่เรารัก

จำนวนคนฟอลนั้นรอได้ แต่ลูกเราที่โตขึ้นทุกวันเขาอาจจะรอไม่ได้ เราไม่รู้เลยว่าเขาจะอยากให้เรากอดอยากให้เราอุ้มไปถึงเมื่อไหร่

ชั่งน้ำหนักให้ดี จะได้ไม่มีอะไรให้เสียใจและเสียดายครับ


ป.ล. ใครมีคลับเฮาส์แล้ว ติดตามกันได้ที่ @anontawong นะครับ ถ้าจะมีคุยกันน่าจะเป็นช่วงเช้าก่อนเริ่มงานหรือไม่ก็วันหยุดสุดสัปดาห์ครับผม

นิทานฮอทดอก

เมื่อวานวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันนี้อากาศเย็นสบาย พวกเราเลยนัดกันไปปิคนิคที่สวนสาธารณะในเมืองพอร์ตแลนด์

เมื่อถึงที่หมาย เราแยกย้ายกันไปซื้อของกินของแต่ละคน ฉันกับเอ็มม่าเดินไปที่บู๊ธฮอทดอกที่คิวไม่ยาวนัก ติดป้ายเบ้อเริ่มว่าชิ้นละ $4

เราสั่งฮอทดอก 2 ชิ้น คนขายเตรียมฮอทดอกอย่างตั้งใจ แต่พอเราจ่ายแบงค์ $10 ไป เขากลับทอนเรามา $6

เมื่อเห็นสีหน้างงๆ คนขายจึงชี้ไปที่ฮอทดอกอันนึงแล้วพูดว่า

“ชิ้นนี้อาจจะไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่ ผมแถมฟรีก็แล้วกัน ถือว่าคุณเป็นผู้โชคดีของวันนี้”

เรากล่าวขอบคุณแล้วเดินกลับมานั่งทานอาหารของตัวเองที่จุดนัดพบ

ระหว่างที่นั่งกินไปคุยไป ฉันก็สังเกตเห็นผู้ชายคนหนึ่งมองมาที่กลุ่มของเรา เขาใส่เสื้อผ้ามอซอ ผมเผ้ารกรุงรัง ดูแล้วน่าจะไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน

เมื่อต้องไปที่อื่นต่อ ฉันกับเอ็มม่าก็เดินไปที่ถังขยะเพื่อจะทิ้งถุงใส่ฮอทด็อก

“ในถุงนั้นมีอาหารเหลืออยู่มั้ยครับ?” มีเสียงทักขึ้นมาก่อนที่ฉันจะโยนถุงใส่ถังขยะ

พอหันไปจึงพบว่าคือผู้ชายคนนั้นนั่นเอง

“ไม่มีค่ะ เรากินหมดแล้ว” ฉันตอบ

“อ้อ…” เขาตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดูท่าเขาคงหิวน่าดูและคงทนไม่ได้ถ้าเห็นเราทิ้งอาหารเหลือลงถังขยะ

ระหว่างที่ฉันกำลังคิดว่าจะพูดอะไรดี เอ็มม่าก็โพล่งขึ้นว่า

“คุณรอตรงนี้แป๊บนึงนะคะ” แล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไป

ฉันมองตามหลังเอ็มม่าที่วิ่งข้ามเนิน อึดใจเดียวเธอก็กลับมาพร้อมกับฮอทดอกชิ้นใหม่

“ฮอทดอกเจ้านี้อร่อยมาก คุณลองทานดูนะคะ” เอ็มม่ากล่าวพร้อมยื่นฮอทดอกให้ชายคนนั้น

ระหว่างที่เราเดินจากมา เอ็มม่าก็หันมากะพริบตาขให้ฉันแล้วกระซิบว่า

“แค่อยากส่งต่อความโชคดีน่ะ” 😉


ดัดแปลงจากหนังสือ Chicken Soup for the Soul

ถ้าเราทำสิ่งที่รู้อยู่แก่ใจว่าควรทำ

สิ่งที่เรามักจะหลีกเลี่ยง

สิ่งที่จริงๆ แล้วมันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น แถมไม่ได้ยากเข็ญอะไร

แค่ต้องออกแรงอีกนิด แค่ต้องกล้าขึ้นอีกหน่อย

และทำมันอย่างต่อเนื่อง ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน

อีก 10 ปีชีวิตเราจะเปลี่ยนไปแค่ไหนกันนะ?


ขอบคุณประกายความคิดจาก Jordan B. Peterson

4 Mindsets และ 5 Skills สำหรับผู้นำทศวรรษใหม่

เผอิญผ่านไปเจอสรุปเนื้อหาจากหนังสือ The Future Leader: 9 Skills and Mindsets to Succeed in the Next Decade ของ Jacob Morgan

เลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

4 Mindsets ที่สำคัญสำหรับผู้นำในทศวรรษนี้

Mindset 1: นักสำรวจ (Explorer)
ผู้นำยุคใหม่ต้องมีความสงสัยใคร่รู้และความพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลง

Mindset 2: เชฟ (Chef)
ผู้นำยุคใหม่ต้องหาส่วนผสมกลมกล่อมระหว่างเทคโนโลยีและความเป็นมนุษย์ (“HumanIT”) เขายินดีจะลองใช้เครื่องมือใหม่ๆ แต่เครื่องมือเหล่านี้ต้องไม่ไปลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนในองค์กร

Mindset 3: ผู้รับใช้ (Servant)
องค์กรที่ดีจะเต็มไปด้วยผู้รับใช้ ลูกน้องจะรับใช้หัวหน้าเพื่อบรรลุเป้าหมาย หัวหน้าจะรับใช้ลูกน้องเพื่อให้ลูกน้องได้เติบโตและเติมเต็มศักยภาพของตัวเอง ทุกคนจะรับใช้ลูกค้าและผู้ใช้งานเพื่อให้ทุกคนมีประสบการณ์ที่ดี

Mindset 4: พลเมืองโลก (Global Citizen)
ผู้นำยุคใหม่ต้องมองกว้างและใจกว้าง ยอมรับความแตกต่างของผู้คนที่มาจากต่างวัฒนธรรมต่างโลกทัศน์

5 Skills ที่จำเป็นสำหรับผู้นำยุคใหม่

Skill 1: นักอนาคตศาสตร์ (The Futurist)
มองไกล ใคร่ครวญถึงสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมที่จะรับมือไม่ว่าไพ่จะออกมาหน้าไหน

Skill 2: โยดา (Yoda)
ใช้ความฉลาดทางอารมณ์เพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัยในที่ทำงานและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการล่มหัวจมท้ายของคนในทีม

Skill 3: นักแปล (The Translator)
ฟังและสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้คนในองค์กรเห็นและมองไปในทิศทางเดียวกัน

Skill 4: โค้ช (The Coach)
เข้าถึง ผลักดัน สร้างแรงบันดาลใจและถ่ายทอดให้กับทุกคนโดยไม่หวงวิชา

Skill 5: วัยรุ่นสายเทค (The Technology Teenager)
กล้าเล่นกล้าลองของใหม่ๆ

ลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ

เรามีต้นทุนคนละ 219,000 ชั่วโมง

เรามีต้นทุนคนละ 219,000 ชั่วโมง

คนเรามีอายุขัย 75 ปี แต่ช่วงเวลาที่เราแข็งแรงทั้งกายใจและทำงานทำการได้อย่างเต็มที่นั้นมีประมาณ 40 ปี

เรานอนวันละ 7 ชั่วโมง อาบน้ำแต่งตัวกินข้าวเข้าห้องน้ำอีก 2 ชั่วโมง ดังนั้นเหลือวันละ 15 ชั่วโมง

15 ชั่วโมง x 365 วัน x 40 ปี = 219,000 ชั่วโมง

นี่คือจำนวนชั่วโมงที่เรามีไว้จับจ่ายใช้สอย ไม่มากไปกว่านี้ แต่อาจน้อยกว่านี้ถ้าอายุเราไม่ถึงค่าเฉลี่ย

คำถามคือเราจะใช้สองแสนชั่วโมงเศษๆ ไปกับอะไรบ้าง?


ในหนังสือ “เงินหรือชีวิต” (Your Money or Your Life) ให้นิยามคำว่า “เงิน” ได้ถูกใจผมมาก

เขาบอกว่า เงินคืออะไรก็ตามที่เราใช้พลังงานชีวิตแลกไปเพื่อให้ได้มา

สำหรับพนักงานบริษัท เราใช้เวลาและพลังงานวันละ 8 ชั่วโมง หรือเดือนละ 176 ชั่วโมง แต่ถ้ารวมการเดินทางด้วยก็ตีคร่าวๆ ว่า 200 ชั่วโมง

ถ้าเราเงินเดือน 20,000 บาท หนึ่งชั่วโมงของเราแลกเงินมาได้ 100 บาท

ถ้าเงินเดือน 40,000 บาท หนึ่งชั่วโมงของเราแลกเงินได้ 200 บาท

พอเรารู้ “ค่าตัว” ของเราแล้ว ก็ลองมองดูว่าเราจ่ายเงินกับเรื่องอะไรบ้าง

อาหารญี่ปุ่นมื้อละ 600 บาท = พลังงานชีวิต 3 ชั่วโมง

โทรศัพท์มือถือเครื่องละ 30,000 บาท = 150 ชั่วโมง

รถคันละ 800,000 บาท = 4,000 ชั่วโมง

คอนโด 2.4 ล้านบาท = 12,000 ชั่วโมง ซึ่งจริงๆ มากกว่านั้นเพราะเรากู้แบงค์มา ถ้ารวมดอกเบี้ยแล้วอาจจะต้องจ่ายถึงสองเท่าหรือ 24,000 ชั่วโมง

แล้วเรากินอาหารแพงๆ บ่อยแค่ไหน ซื้อมือถือไปแล้วกี่เครื่อง ซื้อรถไปแล้วกี่คัน

แน่นอนว่าเงินเดือนเราไม่ได้ 40,000 บาทตลอดไป และของที่เราซื้อมาบางอย่างก็เป็นทรัพย์สินที่สร้างรายได้ให้เราในอนาคต

แต่สิ่งหนึ่งที่จะไม่เปลี่ยนคือ 219,000 ชั่วโมงที่เรามีในวัยหนุ่มสาว

นอกจากซื้อของแล้ว เราเลือกจับจ่ายใช้สอยชั่วโมงที่เหลือไปกับอะไรบ้าง?

แค่ Social Media + TV วันละ 3 ชั่วโมง = 3 x 365 x 40 = 43,800 ชั่วโมงแล้ว

เมื่อรวบรวมข้าวของที่เรามี บวกเวลาที่เราเสียไปกับสิ่งล่อตาล่อใจต่างๆ นาๆ เราอาจจะพบว่าเราเป็นยาจกทางเวลาเลยก็ว่าได้

ไม่ได้จะบอกว่าอย่ากินอาหารอร่อยและอย่าซื้อมือถือใหม่

แค่จะบอกว่าให้เลือกให้ดีๆ เพราะถ้าเลือกไม่ดีมันคือการใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่อย่างจำกัดไปแลกกับของในโลกนี้ที่มันมีอยู่ไม่จำกัด

ข้าวของอะไรที่ซื้อมาแล้วเราไม่ได้ใช้คือพลังงานชีวิตที่เสียไปโดยเปล่าเปลือง

กิจกรรมที่เราทำแต่ไม่ได้สร้างความสุขหรือความหมายให้กับเราก็คือพลังงานชีวิตที่เสียไปโดยเปล่าเปลืองเช่นกัน

คิดให้ถี่ถ้วนว่าสิ่งที่ได้ที่ควรซื้อ สิ่งใดที่ควรทำ

เพราะต้นทุนเดียวที่เรามีอย่างแท้จริงคือเวลาบนโลกใบนี้

และเรามีกันคนละ 219,000 ชั่วโมงเท่านั้นครับ