ท่ามกลางความวุ่นวาย อย่าลืมสูดลมหายใจลึกๆ

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงปั่นป่วนกับเรื่องโควิด-19 ที่กลับมาอีกครั้ง

สามเดือนที่ผ่านมาดูเราจะชะล่าใจ เราจึงลดการ์ดและสนุกสนานราวกับไวรัสตัวนี้ไม่มีอยู่จริง ทั้งๆ ที่มันอยู่แถวนี้มาโดยตลอด พอมันโผล่ออกมาหลายคนเลยตกอยู่ในความเสี่ยง

ผมไม่มีข้อแนะนำอะไรนอกจากขอให้อย่าลืมสูดลมหายใจลึกๆ บ้างเป็นครั้งคราว

เมื่อเรารู้ตัวว่าเราหายใจ เราจะหลุดออกจากโลกของความคิด หลุดจากโรคของความเครียดได้ แม้เพียงไม่กี่วินาทีก็ยังมีประโยชน์

ต้องถือว่าโชคดีแค่ไหนที่เราพ้นภัยมาได้จนถึงวันนี้ วันที่เริ่มมีวัคซีน วันที่การแพทย์รู้วิธีการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อจนอัตราการหายดีนั้นสูงขึ้นกว่าแต่ก่อน

ที่เราทำได้คือทำสิ่งที่เรารู้ว่าควรทำอยู่แล้ว ไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแต่ต้องใช้ความอดทน

ท่ามกลางความวุ่นวาย อย่าลืมสูดลมหายใจลึกๆ กันนะครับ

สิ่งที่ควรระลึกเวลารู้สึกผิดที่จะ Say No

เมื่อวานนี้ผมมีสอนเรื่อง Time Management ให้พนักงานใหม่

ผมพูดว่ามี productivity hacks สองข้อที่ทุกคนควรใส่ใจ

หนึ่งคือนอนให้เพียงพอ เพราะการนอนมักเป็นสิ่งแรกที่เรายอมแลกเมื่อมีเรื่องให้ต้องทำมากเกินไป แต่จริงๆ แล้วการนอนให้พอนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการมีวันที่ดีและการทำงานให้ได้ดี

ส่วนแฮ็คที่สองคือเราต้องหัด say no ให้เป็น

เราไม่ค่อยกล้าปฏิเสธใครเพราะเรากลัวจะดูเป็นคนไม่มีน้ำใจ แต่ถ้าเราไม่หัดปฏิเสธคนบ้างเลย สุดท้ายเราจะไม่ได้ทำเรื่องสำคัญสำหรับเรา เพราะเรามัวแต่ทำเรื่องสำคัญของคนอื่น

เวลาจะปฏิเสธนั้นไม่ใช่ทำอย่างไร้เยื่อใย เราต้องรู้จักมอบทางเลือกให้คนที่มาขอความช่วยเหลือด้วย เช่นต่อรองเรื่องเวลาว่าจะทำให้ได้เมื่อไหร่ หรือแนะนำคนอื่นที่อาจจะช่วยแทนเราได้

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือเราต้องแยกแยะให้ออกว่าการปฏิเสธคำขอกับการปฏิเสธตัวตนของคนที่ขอนั้นไม่เหมือนกัน

เวลาใครมาขอให้เราช่วยอะไร เขากำลัง “ขาย” อะไรบางอย่าง อาจจะเป็นไอเดีย อาจจะเป็นงาน อาจจะเป็นเป้าหมาย ถ้าเขาขายเราสำเร็จ เราก็ต้อง “ซื้อ” ไอเดียนั้น ซึ่งไม่ใช่การซื้อด้วยเงิน แต่เป็นการซื้อด้วยเวลา

ดังนั้น ก่อนที่เราจะจ่ายเวลาอันมีค่าออกไป ลองคิดให้ดีว่าเราอยากซื้อไอเดียนั้นจากเขาจริงรึเปล่า ถ้าไม่อยากซื้อ เราก็ยังไม่จำเป็นต้องจ่าย และการที่เราปฏิเสธข้อเสนอก็เป็นคนละเรื่องกับการปฏิเสธคนที่มาเสนอ – denying a request is not the same thing as denying the person making the request.

เมื่อเราแยกแยะได้ระหว่างสิ่งที่ขอกับตัวตนของคนที่ขอ เราก็จะมีความกล้ามากขึ้นที่จะปฏิเสธคำขอนั้นอย่างนุ่มนวลและด้วยความเคารพ และยังรักษาสัมพันธภาพอันดีเอาไว้ได้

เรียนรู้ที่จะ say no แล้วเราจะจัดการชีวิตได้ดีขึ้นครับ

เคล็ดลับกระตุ้นตัวเองให้อยากออมเงินมากขึ้น

งานวิจัยหนึ่งของมหาวิทยาลัย UCLA มีการถามผู้เข้าร่วมว่าถ้าคุณได้เงินมา $1000 คุณจะออมเงินเท่าไหร่

คำตอบของคนส่วนใหญ่จะอยู่ที่ค่าเฉลี่ยประมาณ $80

แต่มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่คำตอบสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงสองเท่า คือ $172

คนกลุ่มหลังคือคนที่ได้เห็นรูปตัวเองตอนแก่

เราทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่าการอดออมเพื่อวัยเกษียณนั้นเป็นเรื่องสำคัญแค่ไหน แต่เราก็ไม่ค่อยจะทำกันเพราะในจิตใต้สำนึกนั้นเราจะรู้สึกเหมือนเรากำลังเสียสละความสุขสบายในตอนนี้เพื่อความสุขของ “คนแปลกหน้า” ในอนาคต

การได้เห็นรูปของตัวเองในวัยแก่ จะทำให้ตัวเราในวัยเกษียณนั้นจับต้องได้มากขึ้น และทำให้เราตระหนักว่าตัวเราในอนาคตจะได้รับผลกระทบจริงๆ จากการมีวินัยหรือขาดวินัยในของตัวเราในวันนี้

ดังนั้น ถ้ารู้สึกว่าเรายังไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจที่จะเก็บเงินเพื่อตัวเองในอีก 30 ปีข้างหน้าเท่าไหร่ ลองทำสามข้อต่อไปนี้ ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที

  1. เข้า App Store หรือ Playstore แล้วดาวน์โหลดแอป FaceApp
  2. ถ่ายรูปหน้าตัวเองแล้วทำให้หน้าแก่ขึ้น (เลือก Age -> Old หรือ Cool Old)
  3. แปะหน้าแก่ของเราไว้ในที่ที่เราเห็นบ่อยๆ

ผมลองเล่นดูเองแล้ว ความรู้สึกอยากมีเงินเก็บก็สูงขึ้นมาจริงๆ ครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ How to Have a Good Day by Caroline Webb

ปล่อยวางบางอย่างที่แก้ไม่ได้

ถ้ารู้สึกว่ากำลังร้อนรน กำลังเหนื่อยเกินไป กำลังนอนไม่ค่อยหลับ นั่นอาจเป็นเพราะเราเข้าไปยึดเอา “สถานการณ์ต่างๆ” มาเป็น “เรื่องราวของตัวเอง”

ติดตามข่าวสารบ้านเมือง กังวลเรื่องดารา นินทาผู้บริหาร

สนุกก็จริง แต่เปลี่ยนอะไรไม่ได้ และไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มอะไรให้ชีวิต

เมื่อเราสนใจเรื่องของคนอื่น ย่อมมีเวลาน้อยลงที่จะใส่ใจเรื่องของตนเอง

“Everything slows down when we listen and stop trying to fix the unfixable.”
― Anne Lamott

โลกก็ยังคงหมุนไป ไม่มีความจำเป็นอะไรที่เราต้องวิ่งตามมันให้ทัน เรื่องส่วนใหญ่ที่ผ่านเข้ามามันจะหมดความหมายภายในสองสัปดาห์

ชีวิตจะจัดการได้ง่ายขึ้น เมื่อเราปล่อยวางบางอย่างที่แก้ไม่ได้ครับ

เวลาลูกงอแงพ่อแม่ต้องหยุดใช้เหตุผล

ช่วงนี้ผมกำลังอ่านหนังสือ The Book You Wish Your Parents Had Read (and Your Children Will be Glad That You Did) ของ Philippa Perry นักจิตบำบัดชาวอังกฤษซึ่งแต่งตัวได้จัดจ้านมาก

เป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่งเลยครับ ใครเป็นพ่อเป็นแม่ของเด็กวัยอนุบาลหรือประถมอยากแนะนำให้ลองไปหาอ่านกัน มีแปลเป็นไทยภายใต้ชื่อ “เสียดายแย่ถ้าพ่อแม่ไม่ได้อ่าน” โดย สำนักพิมพ์ Bookscape ด้วย

คำแนะนำหนึ่งที่มีประโยชน์มากและผมลองเอามาใช้แล้วเวิร์คคือวิธีการรับมือตอนที่ลูกงอแง

พ่อแม่ทุกคนล้วนต้องเคยรับมือกับสถานการณ์ที่ลูกทำตัวไร้เหตุผล

เช่นอยากซื้อของเล่นแล้วโวยวาย ล้มแล้วร้องไห้ไม่หยุดทั้งๆ ที่ไม่ได้เจ็บมากขนาดนั้น ไม่กล้านอนคนเดียวเพราะกลัวผี ไม่ยอมแบ่งของเล่นให้เพื่อน ฯลฯ

พ่อแม่สายซอฟต์อย่างเราก็จะพูดจากับลูกดีๆ อธิบายเขาด้วยเหตุผลว่าทำไมเขาไม่ควรซื้อของเล่น/ไม่ควรร้องไห้/ไม่ควรกลัวผี/ไม่ควรแย่งของเล่นกับคนอื่น

แต่พูดจาดีๆ แล้วหลายครั้งลูกก็มักไม่ยอมฟัง จนสายซอฟต์เริ่มต้องใช้ไม้แข็งหรือใช้แรงเข้าข่ม

ซึ่งสุดท้ายลูกก็ต้องยอมเราและสงครามเล็กๆ นี้เราก็เป็นฝ่ายชนะไปอีกครั้ง

แต่สิ่งที่หนังสือเล่มนี้สอน และผมมองว่าเป็น game changer เลยก็ว่าได้ ก็คือเราไม่ควรคุยกับลูกด้วยเหตุผล

ใช่ครับ อย่าใช้เหตุผลนำทาง อย่าพยายามแก้ปัญหา แต่ให้พยายามเข้าใจความรู้สึกของลูกและแสดงให้เขารู้ว่าเราพยายามเข้าใจเค้าอยู่นะ.

Don’t fix your child. Feel your child.

ตัวอย่าง

“หนูจะเอาตุ๊กตาตัวนี้!”

“แต่วันก่อนหนูเพิ่งซื้อไปเองนะ”

“แต่หนูอยากเอาอีกตัวนี่หน่า”

“ที่บ้านมีตั้งเยอะแล้ว ยังเล่นไม่ครบทุกตัวเลย”

“แต่ตัวนี้มันน่ารักมากเลย หนูอยากได้”

“มันเปลืองตังค์นะ แม่ซื้อให้หนูทุกครั้งไม่ไหวหรอก”

“แต่หนูจะเอาๆๆๆๆ”

“ถ้าทำตัวอย่างนี้คราวหลังไม่พามาแล้วนะ”

นี่คือบทสนทนาที่แม่พยายามใช้เหตุผล และมักจะจบลงที่ลูกทำตัวไร้เหตุผลและเราต้องใช้คำขู่หรือการบังคับ

คราวนี้ลองพยายามเปลี่ยนจากการ fix เป็นการ feel บ้าง

“หนูจะเอาตุ๊กตาตัวนี้!”

“ทำไมหนูถึงอยากได้ตุ๊กตาตัวนี้ล่ะคะ”

“ก็มันน่ารักอ่ะค่ะ”

“น่ารักยังไง ไหนเล่าให้แม่ฟังหน่อย”

“ก็มันใส่ชุดสีชมพู ขนตายาว ผมสีทอง น่ากอดมากเลย”

“คล้ายๆ กับอีกตัวที่บ้านเลยเนอะ น่าจะเป็นเพื่อนกันได้”

“ใช่ๆ เอามาเป็นคู่หูได้”

“แม่รู้ว่าหนูอยากได้ตัวนี้ แต่วันนี้แม่ซื้อให้ไม่ได้จริงๆ เพราะเราต้องรู้จักประหยัด”

“ประหยัดแปลว่าอะไรคะ”

แล้วบทสนทนาก็ดำเนินไป แน่นอนว่าสุดท้ายลูกอาจจะยังยืนกรานที่จะซื้อตุ๊กตาอยู่ก็ได้

แต่ผมลองวิธีนี้หลายครั้งแล้วก็ได้พบว่าเมื่อเราแสดงออกว่าเราอยากรู้อยากเข้าใจความรู้สึกของเขา ท่าทีของเขาจะอ่อนลง ไม่งอแง ไม่ต่อล้อต่อเถียงเหมือนที่เคย แถมยังพร้อมจะฟังและเข้าใจเรามากขึ้นด้วย

สุดท้ายแล้วมนุษย์เราก็อาจไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าคนที่เข้าใจเขา

ละทิ้งการใช้เหตุผลไปก่อน แล้วลองตั้งต้นด้วยความรู้สึก

แล้วความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกอาจจะราบรื่นขึ้นนะครับ