เหตุผลที่ Elon Musk ไม่ลาพักร้อน

อีลอน มัสก์นั้นเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะ CEO ของ Tesla และ SpaceX แถมยังมีโปรเจคเท่ๆ อีกมากมายที่ทำให้หลายคนปวารณาตัวเป็นสาวก

สิ่งหนึ่งที่เราได้ยินกันจนคุ้นหูก็คืออีลอนนั้นทำงานหนักมาก ตกสัปดาห์ละ 100 ชั่วโมง

และแม้จะร่ำรวยมหาศาล แต่อีลอนก็ไม่ค่อยลาพักร้อน เพราะมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

ปี 2000 ตอนที่อีลอนแต่งงานกับ Justine ภรรยาคนแรก ทั้งสองวางแผนจะไปฮันนีมูนด้วยกันที่ออสเตรเลียในเดือนกันยายน แต่ระหว่างที่อีลอนเดินทางอยู่บนเครื่องบิน ผู้บริหารของ x.com (ที่จะกลายเป็น Paypal ในกาลต่อมา) ก็ออกจดหมายเรียกร้องให้บอร์ดปลดอีลอนออกจากตำแหน่ง CEO และแต่งตั้ง Peter Thiel เป็น CEO แทน พออีลอนเดินทางถึงซิดนี่ย์แล้วทราบข่าว ก็ต้องจองตั๋วเครื่องบินบินกลับอเมริกาทันทีเพื่อไปต่อสู้เรื่องนี้ แผนฮันนีมูนเป็นอันล่ม

อีกสามเดือนถัดมา อีลอนวางแผนไปฮันนีมูนกับจัสทีนอีกครั้ง คราวนี้เป็นทริปสองสัปดาห์ สัปดาห์แรกในบราซิล สัปดาห์ที่สองในแอฟริกาใต้ใกล้ชายแดนประเทศโมซัมบิก ระหว่างที่อยู่ในแอฟริกาใต้อีลอนก็ติดเชื้อมาเลเรียชนิดรุนแรง (falciparum malaria) โดยไม่รู้ตัว

เมื่ออีลอนกลับมาถึงแคลิฟอร์เนีย อีลอนก็ป่วยจนล้มหมอนนอนเสื่ออยู่หลายวัน จัสทีนพาเขาไปโรงพยาบาล ซึ่งหมอก็วินิจฉัยผิดว่าเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (meningitis) พอให้ยาอาการก็ดีขึ้นชั่วคราว แต่พอกลับถึงบ้านอาการก็แย่ลงเรื่อยๆ จนถึงขั้นเดินไม่ได้ จนภรรยาต้องนำส่งโรงพยาบาลอีกเป็นคำรบสอง ซึ่งเจ้าหมอคนที่สองก็วินิจฉัยผิดอีกว่าเป็นมาเลเรียอีกสายพันธุ์หนึ่งจึงไม่กล้าให้ยาเยอะมากเพราะกลัวผลข้างเคียง

โชคยังดีที่มีหมอจากอีกโรงพยาบาลหนึ่งมาเยี่ยมพอดี หมอคนนี้ทำเคสมาเลเรียมาอย่างโชกโชน พอเห็นอาการอีลอนเลยลองเอาเลือดไปตรวจอีกครั้งและตัดสินใจให้ยาปฏิชีวนะแบบเต็มพิกัด

อีลอนต้องนอนใน ICU นานถึง 10 วันและใช้เวลาถึง 6 เดือนกว่าจะกลับมาหายดี น้ำหนักของอีลอนลดลงไป 20 กิโล จนเสื้อผ้าส่วนใหญ่ในตู้นั้นใส่ไม่ได้

“เหตุการณ์คราวนั้นทำผมเกือบตาย” อีลอนกล่าว

“มันทำให้ผมได้บทเรียนว่า การลาพักร้อนนั้นมันฆ่าคุณได้เลยนะ” (“Thats’ my lesson for vacation: vacations will kill you.”)

สงกรานต์นี้ ขอให้ทุกคนได้พักผ่อนและดูแลสุขภาพให้ดีนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ Elon Musk: Tesla, SpaceX, and the Quest for a Fantastic Future

3 สิ่งที่คนฉลาดพึงทำ

Epicurus นักปราชญ์ชาวกรีกบอกว่า คนมีปัญญาจะทำ 3 เรื่องนี้สำเร็จ

  1. มีงานเขียนทิ้งไว้ให้โลก
  2. ใช้เงินอย่างระมัดระวังและเตรียมการสำหรับอนาคต
  3. ใช้ชีวิตใกล้ชิดกับธรรมชาติ

ส่วน Aristotle นักปราชญ์ชาวกรีกอีกคนนั้นอธิบายถึงชีวิตของทาสในยุคสมัยนั้นไว้ว่า

  1. งาน
  2. อาหาร
  3. การลงโทษ

ชีวิตของเราใกล้เคียงกับนักปราชญ์หรือทาสมากกว่ากัน และเราอยากจะมุ่งหน้าไปทางไหน ลองไตร่ตรองดูครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสื Stillness is the Key by Ryan Holiday

ร่างกายจะจดคะแนนเอาไว้เสมอ

ในวัยหนุ่มสาว เราอาจจะใช้ร่างกายราวกับมันไม่มีวันบุบสลาย

นั่งติดโต๊ะ อดหลับอดนอน ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ กินของที่ไม่มีประโยชน์ โดยที่เราก็ไม่เห็นว่าจะเป็นอะไร

1 สัปดาห์ไม่เป็นอะไรไร 1 เดือนไม่เป็นอะไรไร 1 ปีก็ไม่เป็นอะไร

มารู้ตัวอีกทีตอนเห็นสมุดผลตรวจสุขภาพ หรือตอนที่ร่างกายส่งสัญญาณประท้วงว่ามันแบกรับพฤติกรรมแบบนี้ไม่ไหวแล้วนะ

เพราะร่างกายนั้นจะจดคะแนนเอาไว้เสมอ เมื่อทำสิ่งที่เป็นประโยชน์มันก็จะเพิ่มแต้ม เมื่อทำสิ่งที่ทำร้ายมันก็จะตัดแต้ม

งานไม่เวิร์คนั้นยังเปลี่ยนงานได้ แต่ร่างไม่เวิร์คนั้นยังไงก็ต้องทนอยู่กับมัน

ร่างกายจะจดคะแนนเอาไว้เสมอ

ดูแลมันเสียแต่ตอนนี้ จะได้ไม่ล้มละลายทางสุขภาพในภายหลังครับ

นิทานนานแค่ไหน

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ศิษย์คนหนึ่งไปขอฝากตัวกับพระอาจารย์เซน

“อาจารย์ครับ ถ้าผมตั้งใจฝึกฝน นานแค่ไหนถึงจะบรรลุครับ”

“10 ปี”

“ไม่ครับอาจารย์ ถ้าผมตั้งใจสุดๆ ผมจะใช้เวลาเท่า-“

อาจารย์พูดตัดบท “ขอโทษที ข้าประเมินผิด ต้องใช้เวลา 20 ปี”

“อาจารย์เข้าใจผมหน่อย! ผม-“

“30 ปี” อาจารย์ตอบ

ถ้ากำลังหลีกเลี่ยงงานใหญ่ ให้ลองทำสองข้อนี้

ข้อแรก แตกงานใหญ่ให้เป็นงานย่อยที่ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที
เพราะงานใหญ่นั้นมันน่ากลัว ดูแล้วต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง เราก็เลยหลีกเลี่ยงมันมาตลอด แต่ถ้าเราลองแตกมันออกมาเป็นงานย่อยๆ ที่ทำเสร็จโดยใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที เราจะกล้าทำแต่ละสเต็ปมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้น เมื่อได้เริ่มแล้วเราจะมีโมเม็นตัมที่จะไปต่อได้เอง

ข้อที่สอง เมื่อทำงานย่อยแต่ละชิ้นเสร็จแล้ว จงให้รางวัลตัวเอง
อาจจะกินขนม อาจจะเดินไปคุยกับเพื่อน อาจจะเข้า social media (แต่อย่านาน) เมื่อเราให้รางวัลตัวเองตอนทำงานเสร็จ สมองเราจะเชื่อมโยงการกระทำกับรางวัล (associate action with reward) และทำให้เรามีความรู้สึกที่ดีต่องานมากขึ้นจนเกิดเป็น positive loop

ไม่ต้องห่วงว่าจะให้รางวัลตัวเองมากเกินไป เพราะพอทำไปสักพัก ความก้าวหน้าในงานจะตอบแทนตัวมันเอง

สิ่งสำคัญตอนนี้คือการเริ่มต้นและสร้างอารมณ์ในเชิงบวกให้กับงานที่เราหลีกเลี่ยงมาโดยตลอดครับ