เรายุ่งเกินไปที่จะมีเวลาคิดเรื่องชีวิตรึเปล่า

Bill Gates ที่เป็นผู้ก่อตั้ง Microsoft และมูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation จะจัดเวลาปีละสองครั้งเพื่อขังตัวเองอยู่เพียงลำพังเป็นเวลา 1 สัปดาห์

เขาเรียกมันว่า Think Week

บิล เกตส์ จะใช้เวลา 7 วันนี้ในการอ่านหนังสือและบทความต่างๆ เพื่อจะได้มองเห็นภาพใหญ่ของเศรษฐกิจและสังคม ทบทวนว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ และอะไรคือสิ่งที่เขาควรจะจัดการเมื่อกลับไปทำงาน

หลายคนอาจคิดว่าบิลเกตส์เป็นมหาเศรษฐีที่เกษียณแล้ว จะเอาเวลาไปทำอะไรก็ได้ แต่จริงๆ แล้วบิลเกตส์เริ่มทำ Think Week มาตั้งแต่ปี 1995 ซึ่งเป็นช่วงที่เขายังเป็น CEO ของ Microsoft ในยุคที่กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด


Jeff Weiner ซึ่งเป็น CEO ของ LinkedIn จะบล็อคเวลาใน Calendar ให้ตัวเองวันละ 2 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็นช่วงละ 30 นาที เพราะเขาเคยประสบปัญหาที่เจอประชุมติดๆ กันทั้งวัน (เรียกว่า back-to-back meetings) จนไม่เหลือแรงและสมาธิในการตัดสินใจเรื่องสำคัญเลย

เจ๊ฟมองว่าการบล็อคเวลาให้ตัวเองนี้เป็น productivity tool ที่สำคัญที่สุด เพราะมันเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เขาเมคชัวร์ว่าเขาเป็นนายของ calendar ตัวเอง ไม่ใช่ปล่อยให้นัดหมายและความรับผิดชอบต่างๆ มากลืนกินเวลาของเขาไปทั้งหมด

เราคงไม่เคยคิดที่วางแบงค์ 500 แปดใบไว้บนโต๊ะทำงานแล้วเชื้อเชิญให้ใครมาหยิบไปใช้ก็ได้ แต่เรากลับปล่อยให้ตารางเวลาทำงาน 8 ชั่วโมงของเรามีคนหยิบไปใช้ได้ฟรีๆ


มีคนเคยบอกว่า If you don’t prioritize your life, someone else will

ถ้าคุณไม่จัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ ในชีวิต คนอื่นจะจัดให้คุณเอง

เราทุกคนอยากมีชีวิตที่ดี แต่บางทีเราก็จมอยู่กับความยุ่งเหยิงจนลืมถามตัวเองว่าที่เรากำลังทำอยู่ทั้งหมดนี้มันทำให้ชีวิตเราดีขึ้นจริงหรือ

เราต้องระวังที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อของการประชุม เหยื่อของอีเมล หรือเหยื่อของการตอบ LINE/Slack เพราะแม้สิ่งเหล่านี้จะสำคัญ แต่มันไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด

เรายุ่งเกินไปที่จะมีเวลาคิดเรื่องชีวิตรึเปล่า?

ดูแลตัวเองบ้าง จัดเวลาให้ตัวเองบ้าง – prioritize yourself

จะได้มีเวลาหยุดพักและได้ครุ่นคิดถึงสิ่งที่จะมีคุณค่าและความหมายกับเราอย่างแท้จริงครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ทาง

Blog: https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
Facebook: facebook.com/anontawongblog
Blockdit: blockdit.com/anontawong
LINE: http://bit.ly/LINEanontawong
Twitter: twitter.com/anontawong
Instagram: instagram.com/anontawong

นิทานเมฆกับท้องฟ้า

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

นักแสวงหาคนหนึ่งมาพบกับผู้ทรงปัญญาซูฟีที่มีนามว่า “บายาซิด” และพูดว่า

“อาจารย์ครับ ผมเป็นคนที่เจ้าอารมณ์ เวลาที่โกรธมักจะทำสิ่งที่เลวร้ายโดยไม่รู้ตัว ผมแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ผมทำลงไปเลย ผมจะทิ้งความโกรธนี้ได้อย่างไร จะเอาชนะมันได้อย่างไร จะควบคุมมันได้อย่างไรครับ?”

บายาซิดใช้มือจับหัวผู้ที่มาฝากตัวเป็นศิษย์ มองเข้าไปในตาเขา ผู้ที่เป็นศิษย์รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย แล้วบายาซิดก็พูดว่า

“ความโกรธนั้นอยู่ที่ไหน? ข้าต้องการจะเห็นมัน”

ศิษย์หัวเราะอย่างเฝื่อนๆ พร้อมกับพูดว่า

“ตอนนี้ผมไม่ได้โกรธ มันเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวเท่านั้นครับ”

บายาซิดจึงพูดต่อไปว่า

“สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวย่อมไม่ใช่ธรรมชาติที่แท้จริงของเจ้า มันเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว มันมาแล้วก็จากไป มันเหมือนกับก้อนเมฆ ดังนั้นจะไปกังวลกับก้อนเมฆทำไม ? จงคิดถึงแต่ท้องฟ้าเพราะว่ามันอยู่ตรงนั้นเสมอ”


ขอบคุณนิทานจาก OSHO: หนังสือ เชาวน์ปัญญา (Intelligence) ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด แปลและเรียบเรียง

ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ทาง

Blog: https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
Facebook: facebook.com/anontawongblog
Blockdit: blockdit.com/anontawong
LINE: http://bit.ly/LINEanontawong
Twitter: twitter.com/anontawong
Instagram: instagram.com/anontawong

ศัตรูที่น่ากลัวคือเสียงในหัวของเราเอง

“ขอนอนต่ออีก 5 นาที”

“เล่นมือถือซักหน่อยดีกว่า”

“ซื้อเลย ของมันต้องมี”

“ทำแค่นี้ก็พอแล้วมั้ง”

“ขอครั้งนี้อีกครั้งเดียว”

“ไม่เป็นไรมั้ง ใครๆ เขาก็ทำกัน”

“มึงทำไม่ได้หรอก”

“พยายามไปก็เท่านั้น”

“เค้าไม่ได้แคร์เราหรอก”

อุปสรรคหนักหนาแค่ไหนก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าอุปสรรคที่เราสร้างขึ้นมา

ศัตรูที่น่ากลัวคือเสียงในหัวของเราเอง

คนที่ล้มเหลว คนที่คิดสั้นทั้งหลาย ก็เพราะพ่ายแพ้เสียงนี้

ถ้าจัดการมันได้ ก็ไม่มีอะไรน่ากลัวอีกต่อไปแล้วครับ

งานที่ไม่มีใครมองเห็น

ใครเคยวิ่งมาราธอนมาก่อนจะเข้าใจความรู้สึกนี้

ระยะทาง 42.195 กิโลเมตรนั้นเท่ากับการวิ่งจากดาวคะนองไปรังสิต

เป็นระยะทางที่ไกลมาก มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะวิ่งไกลระดับนั้น

แต่จริงๆ แล้วก่อนจะถึงวันแข่ง ต้องซ้อมวิ่งกันอย่างน้อย 20 สัปดาห์ แค่ซ้อมสัปดาห์ละ 4 ครั้ง ครั้งหนึ่งวิ่งเฉลี่ย 10 กิโลเมตร แปลว่าเราต้องซ้อมวิ่งทั้งหมด 800 กิโลเมตร

ซ้อม 800 กิโลเมตรเพียงเพื่อที่จะได้มายืน ณ จุดสตาร์ทในวันแข่งมาราธอน

42.195 กิโลเมตรคืองานที่ทุกคนมองเห็น ส่วน 800 กิโลเมตรคืองานที่ไม่มีใครมองเห็น

Invisible work นั้นมีอยู่ทุกที่ แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง

กว่าโรนัลโดหรือเมสซีจะเป็นนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลกได้ พวกเขาต้องซ้อมหนักแค่ไหน ซ้อมโดยไม่มีใครดู ยิงประตูโดยไม่มีใครปรบมือ

กว่าเพจดังๆ จะมีคนติดตามขนาดนี้ได้ เขาต้องขลุกอยู่หน้าจอคนเดียวกลางดึกไปไม่รู้กี่พันชั่วโมง

กว่าธุรกิจหนึ่งจะประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียง อาจต้องดิ้นรนและไม่มีใครสนใจเป็นเวลาหลายปี

สิ่งที่เราเห็นกันมันเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง สิ่งที่อยู่ใต้น้ำนั้นใหญ่กว่าเป็นสิบเท่า

ถ้าอยากจะไปจุดที่น้อยคนนักจะไปถึง ก็ต้องเผื่อใจกับงานที่ไม่มีใครมองเห็นไว้ด้วยนะครับ

คนที่เราอยากเป็นเขาจะทำตัวแบบไหน

Maslow’s Hierarchy of Needs นั้นเป็นปิระมิดที่มีทั้งหมด 5 ชั้น

ชั้นแรกเป็นเรื่องทางกายภาพ อยากกินให้อิ่มท้อง อยากมีที่พักอาศัย

ชั้นสองคือความปลอดภัย มีงานทำ มีเงินใช้

ชั้นสามคือความรู้สึกได้เป็นที่รัก มีครอบครัวที่อบอุ่น มีเพื่อนฝูงที่พึ่งพาได้

ชั้นสี่คือความรู้สึกว่าได้เป็นคนสำเร็จ

และชั้นบนสุดคือการได้บรรลุศักยภาพในตัวตน

การได้บรรลุศักยภาพของตัวเองในทุกมิติเป็นเรื่องที่ทุกคนพึงทำ

เพราะมันคือการเติบโตทั้งในด้านร่างกาย ความสามารถ จิตใจ และจิตวิญญาณ

“ร่างสุดท้าย” ของเราที่สมบูรณ์ที่สุด แข็งแกร่งที่สุดนั้นจะหน้าตาแบบไหนกันนะ

เขาจะนอนต่อบนเตียงหรือจะลุกไปวิ่ง

เขาจะใช้โซเชียลสร้างประโยชน์หรือจะโดนโซเชียลใช้งาน

เขาจะยอมแพ้อะไรง่ายๆ หรือจะทำทุกทางเพื่อรักษาสัจจะที่เคยให้ไว้

คนที่เราอยากเป็นเขาจะทำตัวแบบไหน

ถามคำถามนี้กับตัวเองอยู่บ่อยๆ

จะได้ไม่ลืมว่าเรามาทำอะไรที่นี่ครับ