15 วิหคกลยุทธ์ของคนทำงาน

  1. กลยุทธ์บลูเบิร์ด ทำตัวร่าเริง สถานการณ์ยากลำบากแค่ไหนก็ไม่หวั่น
  2. กลยุทธ์นกแแก้ว เลียนแบบนกรอบตัว พยายามทำตัวให้เหมือนคนอื่นมากที่สุดเพื่อให้ได้รับการยอมรับ
  3. กลยุทธ์นกกระจอก วางตัวเป็นกลางและพยายามทำตัวให้กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม อย่าดึงดูดความสนใจจะได้ไม่ถูกเพ่งเล็ง
  4. กลยุทธ์ฮัมมิงเบิร์ด เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง (เพราะการยิงเป้าเคลื่อนที่เป็นเรื่องยาก)
  5. กลยุทธ์นกคีรีบูน ทำตัวให้มีสีสันและมีเสน่ห์ พยายามทำตัวให้เป็นจุดสนใจในองค์กรอยู่เสมอ
  6. กลยุทธ์หงส์ ทำหน้าที่ของตัวเองและได้รับการยอมรับนับถือจากการวางตัวอย่างงามสง่า
  7. กลยุทธ์แร้ง อย่าสนใจที่คุณดูไม่เข้าพวก ทำให้ตัวเองกลายเป็นคนสำคัญด้วยการทำงานที่คนอื่นไม่อยากทำ
  8. กลยุทธ์นกฮูก ทำตัวให้มีคุณค่าและมีความสำคัญ โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านที่องค์การต้องการ
  9. กลยุทธ์เหยี่ยว ทำตัวให้มีคุณค่าด้วยการเป็นนักล่าที่เปี่ยมทักษะ โดยนำแนวคิดและโอกาสใหม่ๆ เข้าสู่องค์กร
  10. กลยุทธ์นกพิราบ ทำตัวเป็นผู้รักสันติ และนักแก้ไขปัญหา
  11. กลยุทธ์นกอินทรี บินสูงเหนือสถานการณ์และเล่นบทบาทผู้นำในการเปลี่ยนแปลงองค์กรไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
  12. กลยุทธ์นกยูง แสดงความสามารถและผลงานอันยอดเยี่ยมจนคนอื่นๆ ต้องตะลึง
  13. กลยุทธ์นกกระจอกเทศ เอาหัวมุดทราย แกล้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติ
  14. กลยุทธ์ไก่ หมอบกลัวและพร่ำบ่นถึงเรื่องแย่ๆ แต่ไม่กล้าทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์
  15. กลยุทธ์ห่าน ตัดอกตัดใจแล้วบินลงใต้เพื่อหาสภาพแวดล้อมใหม่ที่เป็นมิตรกว่าเดิม

เราเป็นนกตัวไหน เพื่อนร่วมงานเป็นนกตัวไหน หัวหน้าเราเป็นนกตัวไหน

ฝากไปคิดเล่นๆ ต้อนรับวันแรกของสัปดาห์ครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ “สำเร็จ” ได้ในแบบที่คุณเป็น – A Peacock in the land of Penguins by BJ Gallagher Hateley & Warren H. Schmidt สำนวนแปล นาถกมล บุญรอดพาณิชย์ สำนักพิมพ์ WeLearn

เราต้องการชีวิตที่ยากกำลังดี

ถ้าวันหนึ่ง เรามีทุกอย่างที่เราเคยอยากได้แล้ว เราจะทำอะไร?

เราจะนอนดูทีวีหรือซีรี่ส์ทั้งวันทั้งคืนรึเปล่า

ต่อให้ได้นอนเตียงที่นุ่มที่สุด ดูทีวีที่ภาพชัดที่สุด ดูซีรี่ส์ที่อินเทรนด์ที่สุด

ทำอย่างนี้สัก 30 วัน แล้วเราจะเป็นคนที่มีความสุขมาก หรือจะเป็นคนใกล้บ้า

แม้เราจะโหยหาความสำเร็จ อยากมีพร้อมทุกอย่าง แต่แท้จริงแล้วเราไม่ได้ต้องการชีวิตที่ง่ายดายเกินไป

เราต้องการชีวิตที่ยากกำลังดี ชีวิตที่มีงานให้ทำ มีปัญหาให้ขบคิด มีสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบ

ชีวิตที่เราอยากมีจริงๆ จึงอาจไม่ได้อยู่ไกลอย่างที่คิด

ตอนนี้เราอาจกำลังใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่แล้วก็ได้

นิทานกระเป๋าใบเดียว

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

“มุลล่า” เดินมาเจอชายคนหนึ่งที่มีสีหน้าเศร้าสร้อย จึงเอ่ยปากถาม

“น้าเป็นอะไรเหรอ”

ชายคนนั้นยกกระเป๋าผ้าซอมซ่อขึ้นมา แล้วพูดว่า

“ข้าแร้นแค้นเหลือเกิน กระเป๋าผุๆ พังๆ ใบนี้เพียงใบเดียวก็ใส่สมบัติทุกอย่างของข้าได้หมดแล้ว”

“แย่จังเลยเนอะ” มุลล่าพึมพัม พร้อมกระชากกระเป๋าจากมือชายคนนั้นแล้ววิ่งหนีไปทันที

เมื่อรู้ตัวว่าโดนขโมยกระเป๋า ชายผู้เศร้าสร้อยก็ได้แต่ร้องไห้โฮ

ส่วนตัวมุลล่านั้น เมื่อวิ่งเลยทางโค้งไปได้นิดเดียว ก็วางกระเป๋าไว้ตรงกลางทาง

เมื่อชายคนนั้นเดินมาพบกระเป๋าของตัวเอง ก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง

“กระเป๋าของข้า! กระเป๋าของข้า! ข้านึกว่าข้าเสียเจ้าไปแล้วซะอีก!”

มุลล่าที่แอบดูอยู่ตรงพุ่มไม้พูดกับตัวเองเบาๆ

“นี่คงเป็นวิธีนึงที่ทำให้คนมีความสุขได้สินะ!”

วันนี้จะดีด้วยสิ่งที่เราได้ วันหน้าจะดีด้วยสิ่งที่เราให้

ตั้งแต่เกิดจนโต เราถูกสอนว่าทำอย่างไรถึงจะได้มา

เราเรียนหนังสือเพื่อจะได้ความรู้ สอบได้คะแนนดีๆ ได้เข้าเรียนมหาลัยดังๆ ได้ทำงานที่ใช่ ได้เงินใช้ไม่ขาดมือ ได้ซื้อของและประสบการณ์

เมื่อได้มาเยอะ เราก็สามารถจับจ่ายสิ่งที่เราได้มาเพื่อหาความสุขในวันนี้

ส่วน “วันหน้า” ซึ่งอาจจะหมายถึง “วันข้างหน้า” หรือ “ชาติหน้า” ก็ตาม มันจะดีแค่ไหนขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราให้

ให้เวลา ให้ความรู้ ให้ความรัก ให้อภัย ให้โอกาส

พลังงานแห่งการให้ไม่เคยหายไปไหน มันเพียงแปรรูปไปและจะย้อนกลับมาหาเราในภายหลัง

สิ่งที่เราได้มา แม้จะสะสมได้ระดับหนึ่ง แต่มากกว่านั้นมันก็จะเริ่มไม่สร้างประโยชน์ หิวแค่ไหนก็อิ่มได้ในหนึ่งจาน นาฬิกาเยอะแค่ไหนก็ใส่ได้ทีละเรือน

แถมของที่เราได้มา เมื่อจบชีวิตนี้ก็ถือว่าจบกัน

แต่สิ่งที่เราให้ไป มันเหมือนเป็นการเอาสมบัติที่เรามีไปลงในสินทรัพย์ที่หลากหลาย และสินทรัพย์บางตัวก็มี maturity date / cash-in date ที่ยาวนานกว่าหนึ่งชีวิตมนุษย์

เราจึงต้องบาลานซ์ทั้งการให้และการได้ ต้องมีทั้ง Give and Take

ถ้าเอาแต่ให้ก็จะเป็นการเบียดเบียนตัวเองเกินไป ถ้าเอาแต่ได้ก็มองการณ์ใกล้เกินไป

จัด portfolio ของเราให้ดีเพื่อการลงทุนระยะยาว

เพราะวันนี้จะดีด้วยสิ่งที่เราได้ และวันหน้าจะดีด้วยสิ่งที่เราให้ครับ

ใช้เงินซื้อความทรงจำ

สิ่งของที่เราซื้อมาวันนี้ จะหายไปหมดในอีก 20 ปีข้างหน้า

แต่ประสบการณ์ แม้จะผ่านไป 20 ปี ก็ยังสุขทุกครั้งที่คิดถึง

ถ้าชีวิตคือเวลา 80 ปีที่เราได้มาอยู่บนโลก

“ความทรงจำ” ก็คือ “ชีวิตที่ผ่านมา”

ถ้าเงินคืออะไรก็ตามที่เราเอาเวลาและพลังชีวิตไปแลกมันมา

หากเราเอาแต่สะสมเงินหรือสะสมสิ่งของ เราก็กำลังเอาพลังชีวิตอันจำกัดไปถมบ่อที่ไร้ก้น

แต่ถ้าเราเอาพลังชีวิตไปแลกเงิน แล้วเอาเงินไปแลกความทรงจำ ความทรงจำก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปโดยตลอด

การสร้างความทรงจำที่ดี จึงน่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากกว่าการซื้อสิ่งของ

สิ่งของจะ depreciate หรือเสื่อมคุณค่าตามวันเวลา

ส่วนความทรงจำจะ appreciate ยิ่งเก่ายิ่ง spark joy

ถ่ายวีดีโอเก็บเอาไว้เยอะๆ ไม่ต้องกลัวเปลืองเม็ม

ใส่ใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เพราะบาง moment ที่เหมือนไม่มีอะไร อาจกลายเป็นความทรงจำล้ำค่าในภายหลัง

เมื่อได้ฉีดวัคซีนแล้ว ก็นัดกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา จัดทริปไปไหนต่อไหน ใช้เวลากับมนุษย์ให้มากกว่าใช้เวลากับหน้าจอ

ใช้เงินซื้อความทรงจำกันครับ