มนุษย์วางแผนอย่างละเอียดลออ ส่วนเทวดาก็หัวร่อชอบใจ

“Man plans and God laughs”*

Yiddish proverb

ถ้าใครได้อ่านบทความ “Sapiens ตอนที่ 16 – สวัสดีทุนนิยม” ในบล็อกนี้ จะเข้าใจว่าทุนนิยมนั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานของการเจริญเติบโต (growth)

ธนาคารจึงสามารถปล่อยกู้ได้ถึง 10 เท่าของเงินฝากที่ธนาคารฝากมีอยู่จริง เพราะเชื่อว่าเงินกู้เหล่านั้นจะไปสร้างความเจริญเติบโตและออกดอกออกผลให้กับทุกคนได้

เมื่อเราเชื่อว่าอนาคตจะดีกว่านี้ เราจึงลงมือทำ ออกเหงื่อออกแรง สร้างคุณค่า สร้างงานสร้างรายได้ ก็เลยเกิดความเจริญเติบโตขึ้นมาตามที่เชื่อไว้จริงๆ

แต่อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ หลายธุรกิจที่เคยสดใสเมื่อสองปีที่แล้วตอนนี้กลับเจ็บหนักและแทบเอาตัวไม่รอด

ถ้ามองในหน่วยย่อยลงมา หลายคนชอบมีแผนการในชีวิต ตั้งแต่การมี New Year’s Resolutions การวางแผนเกษียณ การทำ projection รายได้และเงินเก็บของเราล่วงหน้าไป 30 ปีลงในไฟล์เอ็กซ์เซล

แต่คนเรานั้นเปราะบาง หักรถผิดนิดเดียวชีวิตที่เคยหงายก็อาจกลายเป็นคว่ำได้ วางแผนไว้ 10 อย่างอาจจะมีแค่ 1 อย่างเท่านั้นที่เป็นไปตามแผน

ไม่ได้จะบอกว่าคนเราไม่ควรวางแผนและใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย แผนการนั้นควรมี แต่ต้องมี margin of safety เอาไว้บ้าง อย่าไปหวังว่าทุกอย่างจะเป็นดั่งใจ

ยิ่งถ้าเราผ่านความสำเร็จมามากเท่าไหร่ เรายิ่งมีแนวโน้มที่จะทะนงตนมากขึ้นเท่านั้นซึ่งนั่นจะยิ่งทำให้เราประมาทกว่าเดิม ทำอะไรที่เสี่ยงกว่าเดิม และมีโอกาสจะล้มดังกว่าเดิม

ในขณะที่เรากำลังวางแผนอย่างละเอียดลออ เทวดาก็กำลังเฝ้าดูและหัวร่อชอบใจ พร้อมกับพูดเปรยๆ ว่า “มันบ่แน่ดอกนาย”

วางแผนได้ไม่ว่ากัน แต่อย่าลืมแผนการสำคัญที่เรามักละเลย

นั่นคือแผนการที่บอกว่าเราควรทำอย่างไรในวันที่แผนไม่เป็นไปตามแผนครับ


* “Der mentsh trakht und Gott lakht”

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ The Psychology of Money by Morgan Housel

เด็กแก่ที่ขาดของเล่นไม่ได้

นี่เป็นคำพูดของพี่โจน จันใด

ซึ่งผมคิดว่ามีความจริงอยู่ไม่น้อย

ในวัยเด็กเราก็อยากได้ของเล่นเป็นรถบังคับหรือตุ๊กตา

โตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น เราเปลี่ยนของเล่นเป็นรถแต่งหรือตุ๊กตาหน้ารถ

พอทำงานเป็นผู้ใหญ่ของเล่นเราก็ชิ้นใหญ่ขึ้น อาจเป็นธุรกิจหรือคริปโต

พอแก่ชรา บางคนก็ถูกคัดออกจากเกม บางคนก็ยังอยู่ในเกมและเล่นกับประเทศชาติและประชาชนแทน

ตั้งแต่นอนเปลจนถึงนอนเตียงโรงพยาบาล เราโหยหาของเล่นมาโดยตลอด อะไรที่เราเรียกว่าหน้าที่หรือการงานนั้น อาจจะเป็นแค่เพียงของเล่นที่ปลอมตัวมาอย่างดีเท่านั้น

เมื่อเป็นเด็กแก่ที่ขาดของเล่นไม่ได้ เราจึงอยู่ไม่สุข จนบางทีก็ทำของเล่นพังคามือ

และบางทีเราก็พังคามือของเล่นครับ

เร็วได้แบบไม่รีบ

อ่านเจอใน Newsletter ของ James Clear ชอบมาก เลยเอามาแปลไว้ตรงนี้นะครับ

“เราสามารถทำอะไรเร็วๆ อย่างระมัดระวังได้

แต่ถ้าเรารีบเมื่อไหร่ ความระมัดระวังจะหายไปทันที

ในทางกลับกัน ถ้าเราระมัดระวังจนชักช้า นั่นแสดงว่าเราคิดเยอะเกินไป เป็นการผัดวันประกันพรุ่งอีกรูปแบบหนึ่ง

จงอย่ารีบ แต่ก็จงอย่ารอเช่นกัน”

หัวหน้า 4 ประเภท

1.หัวหน้าที่แคร์แต่ไม่ตรง

เป็นหัวหน้าที่ “ใจดีเกินไป” เห็นใจลูกน้องและไม่อยากทำให้ใครไม่สบายใจ ผลลัพธ์คือเวลาลูกน้องทำผิดหรือประพฤติไม่เหมาะสมก็ไม่กล้าฟีดแบ็คลูกน้องตรงๆ คนที่ผลงานไม่ดีจึงอยู่ต่อไปได้ คนที่ผลงานดีก็เสียกำลังใจเพราะรู้สึกว่าโดนเพื่อนร่วมงานกินแรงอยู่แต่หัวหน้าไม่ทำอะไรสักอย่าง

2. หัวหน้าที่ตรงแต่ไม่แคร์

เป็นหัวหน้า “ปากเสีย” คือแม้จะพูดในสิ่งที่คิด แต่ไม่ได้สนใจความรู้สึกของคนฟังเลย แถมยังสร้างความชอบธรรมด้วยการบอกว่าตัวเองเป็นคนตรงๆ อีกด้วย แม้ว่าฟีดแบ็คจะสอดคล้องกับความจริง น้องก็ไม่ได้เต็มใจเอาไปปรับปรุงเพราะรู้สึกว่าเป็นการด่าเพื่อความสะใจมากกว่า

3. หัวหน้าที่ไม่แคร์และไม่ตรง

เป็นหัวหน้า “ปากหวานก้นเปรี้ยว” ต่อหน้าพูดจากับน้องดี แต่เอาลูกน้องไปบ่นให้คนอื่นฟัง จึงเป็นหัวหน้าที่ขาดความจริงใจและหวังเพียงจะใช้ประโยชน์จากลูกน้องเพื่อสร้างผลงานให้ตัวเอง

4. หัวหน้าที่ตรงและแคร์

เป็นหัวหน้าประเภท “tough love” คือรักนะ แต่เมื่อผิดก็ต้องลงโทษ เมื่อทำอะไรไม่ถูกก็ต้องบอกให้ชัดเจน แม้น้องจะเจ็บที่โดนดุ แต่น้องก็รู้ว่ามันคือการติเพื่อก่อเพราะเบื้องหลังของคำที่ไม่อยากฟังนั้นมีแต่ความปรารถนาดี

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่อยากมีหัวหน้าแบบที่ 4 เพราะนั่นคือหัวหน้าที่จะทำให้เราเติบโตไปในทางที่ถูกต้อง

สำหรับคนที่เป็นหัวหน้า เป็นเรื่องสำคัญมากที่เราจะเป็นคนตรงไปตรงมา แต่ก่อนจะพูดอะไรตรงๆ กับน้องอย่าลืมดูด้วยว่าน้องเค้ารู้รึยังว่าเราแคร์ เพราะถ้าเขารู้สึกว่าเราไม่ได้แคร์เขา การพูดอะไรตรงๆ ออกไปก็อาจจะไม่ได้ส่งผลอย่างที่ควรจะเป็นครับ


ขอบคุณต้นทางไอเดียจากหนังสือ Radical Candor by Kim Scott

ในวันที่เราบ่นเรื่องลูกเรียนออนไลน์

สำหรับคนเป็นพ่อแม่ หนึ่งในปัญหาหนักอกในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา คือการที่ลูกต้องเรียนออนไลน์

งานก็ต้องทำ ลูกก็ต้องดู เรียนก็ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวเท่าไหร่ แถมค่าเทอมยังแทบไม่ลดอีกต่างหาก

ผมกับพ่ออยู่บ้านคนละหลัง แต่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน เมื่อวันก่อนผมวิ่งรอบหมู่บ้านเสร็จก็เจอพ่อกำลังเดินออกกำลังกายอยู่พอดี พ่อเลยชวนเดินไปคุยไป

พ่อเล่าให้ฟังว่าเพิ่งได้มีโอกาสพูดคุยกับข้าราชการท่านหนึ่งในกระทรวงมหาดไทย เขาเล่าให้ฟังว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองท่านหนึ่งได้ปรารภไว้ว่าเป็นห่วงเกี่ยวเด็กในต่างจังหวัดอยู่สองเรื่องและฝากฝังให้เขาช่วยคิดแก้ไข

หนึ่งคือการฉีดวัคซีนยังไปไม่ทั่วถึง หลายครอบครัวยังไม่ได้ฉีดแม้แต่เข็มแรกด้วยซ้ำ

สองคือเด็กเหล่านี้ไม่มีโอกาสเรียนออนไลน์เลย พ่อแม่ต้องออกไปทำมาหากิน แถมที่บ้านก็ไม่มีคอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ต ถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เด็กกลุ่มนี้จะเสียเปรียบมาก

ผมฟังไปก็สะท้อนใจว่าปัญหาลูกเรียนออนไลน์ของเรานี่มันจิ๊บจ๊อยเหมือนกัน เป็นปัญหาที่เกิดจากการที่เรามีโอกาสดีกว่าคนอื่นตั้งมากมาย

ด้วยหน้าที่ในงาน ทำให้ผมติดตามสถานการณ์เรื่องโควิดค่อนข้างใกล้ชิด นับตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนจนถึงบัดนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อโควิดในกรุงเทพลดลง 3 เท่าจากวันละ 3700 คนเหลือประมาณ 1200 คน และผู้เสียชีวิตลดลง 6 เท่าจาก 120 เหลือ 20 คน

ถ้าไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์ เดือนพฤศจิกายนสถานการณ์ในกรุงเทพน่าจะดีขึ้นพอที่จะทำให้พ่อแม่ชาวกรุงส่วนหนึ่งกล้าส่งลูกกลับไปเรียนที่โรงเรียน

แต่ประเทศไทยไม่ใช่กรุงเทพ ยังมีอีกหลายจังหวัดที่ไม่อาจเข้าถึงทรัพยากรได้เท่าเรา

เมื่อเราตระหนักว่าเรายังโชคดีกว่าผู้คนอีกมาก เราก็จะมีกำลังใจที่จะรับมือกับปัญหาที่เราเผชิญอยู่ครับ