ความถ่อมตนทางปัญญา

เราทุกคนล้วนเคยผ่านช่วงชีวิตที่มั่นใจในความคิดของตัวเองมากๆ

โดยเฉพาะถ้าเราอินเรื่องการเมืองและเลือกฝักเลือกฝ่ายเรียบร้อย แถมยังอ่านและศึกษามาอย่างมากมาย (แต่ส่วนใหญ่จะอ่านแต่งานของฝ่ายที่เราเชียร์) เราก็ยิ่งมีความเชื่อมั่นว่าฝ่ายเราถูก ส่วนอีกฝ่ายนั้นเป็นคนผิดอย่างไม่ต้องสงสัย

Jordan Peterson ผู้เขียนหนังสือ 12 Rules for Life ตั้งคำถามชวนคิดว่า “มีโอกาสกี่เปอร์เซ็นต์ที่คนที่คุณต่อต้านเขาจะฉลาดน้อยกว่าคุณและมีศีลธรมต่ำกว่าคุณ?”

หนุ่มสาวอาจจะตอบว่า 80% หรือ 90% ส่วนคนที่ผ่านชีวิตมามากพอจะไม่ได้ตอบเป็นตัวเลขที่สูงขนาดนั้น

คนที่มีวุฒิภาวะจะมี intellectual humility หรือความถ่อมตนทางปัญญา

Intellectual humility จะมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีวิมังสาและไม่หลอกตัวเอง เพราะเห็นประจักษ์มากับตาว่าสิ่งที่เคยมั่นใจนักหนาก็ยังพลิกโผได้เสมอ

“The belief that one’s own view of reality is the only reality is the most dangerous of all delusions.”
-Paul Watzlawick

ความจริงไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว ยิ่งเรายึดมั่นในความคิดตัวเองเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งพลาดเป้ามากขึ้นเท่านั้น

ขอให้เราทุกคนมีความถ่อมตนทางปัญญา เพราะนั่นคือสัญญาว่าเรากำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างแท้จริงครับ

ชีวิตที่ดีคือรางวัลของการทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์

ดูแลสุขภาพกายให้ดีด้วยการนอนให้เพียงพอ กินของที่มีประโยชน์ และเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

ดูแลสุขภาพใจให้ดีด้วยการจัดเวลาให้ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองมีความสุข ไม่สนใจสายตาของคนอื่นมากจนเกินไป และหัดรู้เนื้อรู้ตัวจะได้ไม่ปล่อยให้ความคิดทำร้ายตัวเอง

ดูแลงานของตัวเองให้ดีด้วยการรู้ว่าจุดประสงค์ของงานนี้คืออะไร รู้ใจหัวหน้า ทำมากกว่าที่ขอ รักษาคำพูด ให้เครดิตคนอื่น ไม่หวงวิชา

ดูแลสติปัญญาด้วยการเสพสิ่งดีๆ และผลิตงานดีๆ ออกมา ไม่ปล่อยให้ว่างจนเฉื่อยเนือย แต่ก็ไม่ปล่อยให้ยุ่งจนทุกอย่างเบลอไปหมด

ดูแลการเงินให้ดี ใช้ให้น้อยกว่าที่หามาได้ มีรายได้มากกว่าหนึ่งช่องทาง มีเงินเก็บส่วนหนึ่ง ลงทุนส่วนหนึ่ง บริจาคส่วนหนึ่งเพราะเป็นการบอกกับจิตใต้สำนึกว่าเรามีมากพอ

ดูแลความสัมพันธ์ให้ดี ไม่เผลอทำกับคนที่บ้านเหมือนที่เราทำกับคนที่ทำงาน ฟังให้มาก เถียงให้น้อย ยอมๆ บ้างก็ได้ ดีกว่าต้องมางอนกันนานๆ ด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ดูแลผู้มีพระคุณเพราะคนกตัญญูไม่มีวันตกอับ

ถ้าชีวิตของเรายังไม่ค่อยดีในบางมุม แสดงว่าเราอาจยังขาดตกบกพร่องในบางหน้าที่

เพราะชีวิตที่ดีคือรางวัลของการทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ครับ

นิทานหนอนกับเทวดา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีผู้ชายสองคนเป็นเพื่อนรักกันมาก คนหนึ่งชอบทำความดีเป็นนิสัย แต่อีกคนชอบทำบาปเป็นอาจิณ

ต่อมาทั้งสองตายลงในเวลาใกล้เคียงกัน คนที่ชอบทำบุญได้ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ ส่วนเพื่อนที่ชอบทำบาปได้ไปเกิดเป็นหนอนในหลุมส้วมของวัดแห่งหนึ่ง

เมื่อเพื่อนผู้เป็นเทวดาเสวยทิพยสุขในสวรรค์พอสมควรแล้ว ก็นึกถึงเพื่อนของตนว่าไปอยู่ที่ไหน เขาได้เพ่งดูด้วยตาทิพย์ จึงรู้ว่าเพื่อนของตัวเองไปเกิดเป็นหนอนที่ส้วมของวัด

ด้วยความปรารถนาดีจะช่วยให้เพื่อนพ้นทุกข์ จึงลงจากสวรรค์มาปรากฏตัวที่ส้วม และได้ดลใจเพื่อนเก่าคือหนอนให้จำได้ สหายทั้งสองทักทายกันด้วยความยินดี

หลังจากถามข่าวคราวเสร็จสิ้น สหายผู้เป็นเทวดาได้กล่าวขึ้นว่า

“เพื่อน ฉันสงสารแกเหลือเกินที่ต้องเกิดมาเป็นหนอน กินนอนอยู่ในอุจจาระอันแสนสกปรกโสมมนี้ มาเถิดเพื่อน อย่าอยู่ที่นี่เลย ไปอยู่สวรรค์กับเราเถิด”

“ขอบคุณเพื่อนมากที่ปรารถนาดีกับเรา แต่บอกหน่อยได้ไหมว่า สวรรค์ของนายนั้นดีอย่างไร”

ฝ่ายเพื่อนเทวดาจึงสาธยายความวิเศษของเมืองสวรรค์ ความเลิศหรูอลังการในสถานที่ที่ตนเองอยู่ รวมทั้งความสะดวกสบายในทุกเรื่องให้หนอนฟัง

“สวรรค์ของเราดีมากอยู่ในวิมานทองสูง 100 โยชน์ มีนางฟ้าแวดล้อมเป็นบริวารนับพัน ไปไหนมาไหนก็เหาะไป อยากกินอะไรก็เนรมิตเอาได้”

“สวรรค์ของนายฟังดูก็น่าอยู่ดี แต่ถามหน่อย ในสวรรค์มีขี้กินไหม”

“ไม่มี” เทวดาตอบอย่างงงๆ

เมื่อหนอนได้ยินคำตอบ แทนที่จะตัดสินใจไปอยู่กับเพื่อนผู้หวังดี เขากลับตอบอย่างไม่แยแสในน้ำใจของเพื่อนผู้เป็นเทวดาว่า

“ถ้าอย่างนั้นก็สู้ที่นี่ไม่ได้ ที่นี่มีอาหารการกินบริบูรณ์ ไม่ต้องเนรมิตให้ลำบากด้วย ถึงเวลาก็ตกลงมาเองจากเบื้องบน เชิญนายตามสบายเถอะ เราขออยู่ที่นี่ต่อไปดีกว่า”


ขอบคุณนิทานจากเพจนิทานเซน เลือกเอง

เราเป็นแค่ลิงที่พูดได้

06

“If you ever start taking things too seriously, just remember that we are talking monkeys on an organic spaceship flying through the universe.”
-Joe Rogan

แน่นอนว่าชีวิตมันต้องกินต้องใช้ ปัจจัยสี่ยังเป็นเรื่องจำเป็น ภาระยังมีให้ต้องดูแล

แต่เราก็ควรมองให้ออกด้วยว่าเกือบทุกอย่างที่เราวุ่นวายอยู่นั้นมนุษย์ invent ขึ้นมาทั้งสิ้น

ทั้งงาน เงิน ตลาด ความก้าวหน้า สถานะ สิ่งเหล่านี้มีไม่ได้มีอยู่เองโดยธรรมชาติ แต่มีอยู่เพราะมนุษย์สร้างขึ้นและติ๊ต่างร่วมกันว่ามันมีอยู่จริง

เป็นเพียงเกมอย่างหนึ่งที่เราเล่นแก้เบื่อระหว่างที่เรากำลังเดินทางบนยานโลก แม้จะดูยาวนานแต่ก็สั้นเพียงกะพริบตาเมื่อเทียบกับห้วงเวลาของจักรวาล

โชคดีแค่ไหนที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ เป็นลิงที่พูดได้และรู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักใช้จินตนาการและความรู้เพื่อโลกที่ดีกว่าสำหรับลูกหลานลิงรุ่นถัดไป

ไม่ล้อเล่นกับชีวิต แต่ก็ไม่ต้องเอาเป็นเอาตายกับมันจนเกินงามครับ

คุยกับตัวเองให้เหมือนคุยกับคนที่เราแคร์

Negative self-talk ถือเป็นอาการเจ็บป่วยหนึ่งของยุคสมัย

ยิ่งเล่นโซเชียลมาก ยิ่งเลี่ยงไม่พ้นที่จะเห็นคนที่ดูดีกว่า เก่งกว่า รวยกว่า และเราก็จะถามตัวเองอยู่ในจิตใต้สำนึกว่าทำไมเรามันกระจอกจังเลย

โดยเรามักจะลืมไป ว่าทุกอย่างที่เราเห็นในฟีดนั้นผ่านฟิลเตอร์มาไม่รู้ตั้งกี่ชั้น

โลกนี้คือละครโรงใหญ่ ไอจีคือการจัดฉาก ดูเอาเพลินได้ แต่อย่าไปอินกับมันมาก

ดูหนังดูละครแล้วอย่าลืมย้อนดูตัวเอง ไม่ใช่ดูเพื่อเปรียบเทียบ แต่ดูเพื่อที่จะเรียนรู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องดีเหมือนใครเขา ดีแบบเราก็ใช้ได้เหมือนกัน

“Talk to yourself like you would to someone you love.”
Brené Brown

คุยกับตัวเองให้เหมือนคุยกับคนที่เราแคร์ครับ