เหตุผลที่เราไม่ควรตอบอีเมลเร็วเกินไป

เหตุผลที่เราไม่ควรตอบอีเมลเร็วเกินไป

เคยสังเกตไหมครับว่า บางทีเราขยันและ productive มากเลย แต่สุดท้ายแล้ว To do list ก็ยังยาวเท่าเดิม

เพราะกับงานที่เราต้องทำกับคนอื่น พอเราส่งให้เขาเร็ว เขาก็จะส่งกลับมาหาเราเร็วเช่นกัน

ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับงานที่ต้องแข่งกับเวลาหรือ critical กับความสำเร็จขององค์กร

แต่สำหรับงานที่ไม่ได้สำคัญหรือเร่งด่วนขนาดนั้น การทำงานพวกนี้เร็วเกินไปก็จะกลับกลายเป็นอุปสรรคได้เหมือนกัน

ในหนังสือ Indistractable ของ Nir Eyal ผู้เขียนบอกว่ามนุษย์เรานั้นมีสัญชาตญาณที่ชอบเลียนแบบพฤติกรรมคนรอบตัวมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์

ดังนั้น ถ้านาย A ส่งเมลไปหานาย B แล้วอีก 3 นาทีนาย B ก็ตอบกลับมา นาย A ก็จะรู้สึกว่า โอ้โห คุณ B นี่ตอบเมลเร็วจังเลย ดังนั้นเราก็ต้องตอบเมลคุณ B ให้เร็วๆ ด้วยเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นเขาจะว่าเอา

ซึ่งมันจะไม่มีปัญหาถ้าสิ่งที่ A กับ B คุยอยู่เป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วน (ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ควรคุยผ่านอีเมลอีกนั่นแหละ) แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ได้สำคัญมากนัก การตอบโต้ทางอีเมลอย่างรวดเร็วแบบปิงปองนี้ย่อมจะทำให้ A กับ B มีเวลาและสมาธิน้อยลงในการไปทำงานอื่นที่สำคัญกว่านั้น

นี่จึงเหตุผลที่เราไม่ควรตอบอีเมลเร็วเกินไป

เพราะงานส่วนใหญ่นั้นรอได้ มีแต่คนเราที่แหละที่รอไม่เป็นครับ

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอาจไม่ได้อยู่ที่นั่น

เช้านี้ผมได้เรียนรู้ศัพท์ภาษาอังกฤษคำใหม่ – Hyperintention ถ้าให้แปลเป็นไทยง่ายๆ ก็คือความพยายามที่ล้นเกิน

เคยสังเกตมั้ยครับว่า เวลาเราพยายามอะไรมากเกินไป ผลลัพธ์มักจะออกมาตรงกันข้าม

หากเราพยายามจะจีบผู้หญิงคนหนึ่งมากเกินไป เขาก็จะยิ่งหนีห่างจากเรา

หากต้องทำ public speaking หรือพูดต่อหน้าสาธารณชน แล้วเรากังวลกับสายตาคนที่มองมามากเกินไป เราจะยิ่งเกร็ง ยิ่งประหม่า และพูดได้ไม่ดี

ยิ่งเราอยากทำให้คนรับรู้ว่าเรานั้นฉลาดและเก่งกาจแค่ไหน คนอื่นๆ เขายิ่งมองออกว่าเรา insecure

แต่พอเราเลิกพยายาม หรือพยายามน้อยลง ผลลัพธ์กลับดีกว่าที่คิด

กับความสำเร็จหรือเงินทองก็เช่นกัน ยิ่งเราวิ่งไล่ตามมันเท่าไหร่ มันอาจยิ่งหนีห่างเรามากขึ้นเท่านั้น

คนที่ประสบความสำเร็จมากๆ ในชีวิต เขาไม่ได้วิ่งตามความสำเร็จ แต่วิ่งตาม purpose อะไรบางอย่าง พอเขาทำตรงนั้นได้ดี เงินทองและชื่อเสียงก็ไหลมาหาเขาโดยไม่ต้องร้องขอ

Steve Jobs ไม่ได้อยากมีสมบัติอะไรมากมาย เขาชอบให้บ้านโล่งๆ ด้วยซ้ำ แต่เขาโฟกัสไปที่การสร้าง product ที่ปฏิวัติวงการแถมยังดีไซน์สวยจนน่าหลงใหล ก็ทำให้ Apple กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

Elon Musk ก็ไม่ได้วิ่งตามเงินทอง หลังจากขายหุ้นของ Paypal เขาก็เอาเงินเกือบทั้งหมดมาลงทุนใน Tesla และ SpaceX เพราะเชื่อว่าจะลดมลภาวะและสร้างความเป็นไปได้ที่มนุษย์จะไปอาศัยบนดาวเคราะห์ดวงอื่น

เราถูกรายล้อมไปด้วยสื่อที่พูดถึงคนที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งความสำเร็จนี้มักจะถูกนิยามด้วยรายได้และทรัพย์สิน คนจำนวนไม่น้อยเลยเอารายได้ต่อเดือนและเงินเก็บเป็นเป้าหมายหลักในชีวิต

บางคนใช้วิธีเปลี่ยนงานบ่อยๆ บางคนก็ไปเทรดคริปโต บางคนก็ทำธุรกิจสีเทา

แต่เมื่อเรามี hyperintention กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจออกมาตรงกันข้าม

ก็เลยมาเขียนบอกว่าให้ระวัง อย่ามองอะไรแค่มิติเดียว ถ้าอยากได้ A เราอาจต้องทำ B ก็ได้

เพราะความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอาจไม่ได้อยู่ที่นั่นเสมอไปครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ The Daily Laws by Robert Greene

คืนเดือนแรมจะมองเห็นแสงดาว

ปี 2565 เปิดมาได้ไม่กี่วัน ก็รู้สึกถึงความอึมครึมจากสถานการณ์โควิด ไม่ว่าจะเป็น Omicron ที่ฉุดกราฟขึ้นอีกครั้ง, Deltacron ที่มาจาก Deta + Omicron หรือ Flurona ที่มาจาก Flu + Corona

คนทำงานกลางคืน งานอีเว้นต์ หรือธุรกิจการบิน น่าจะรู้สึกเหมือนกันว่า “เมื่อไหร่มันจะจบจะสิ้นเสียที”

หนึ่งคำถามที่จะช่วยให้เราล่องนาวาแห่งชีวิตได้ คือคำถามที่ว่า

“เราจะใช้สถานการณ์นี้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร”

ธรรมดา ถ้าเจอเรื่องดีๆ เราก็ใช้มันในการให้กำลังใจตัวเองว่ามาถูกทางแล้ว นี่คือผลตอบแทนของการทำหน้าที่ของเราอย่างสัตย์ซื่อ

แต่เวลาเจอเรื่องไม่ดี เป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่จะมองให้เห็นประโยชน์ของมัน โดยเฉพาะในช่วงแรกที่เรายังช็อคหรือยังจมอยู่กับสถานการณ์

เวลาเจ็บป่วย เวลาเจอเรื่องไม่คาดฝัน เวลาแผนที่วางเอาไว้มันพังทลายลงมา ซึ่งไม่ใช่แค่ครั้งแรก แต่เป็นครั้งแล้วครั้งเล่า

แต่ในร้ายย่อมมีดี เมื่อทางเลือกต่างๆ ถูกตัดลง เราจะเห็นอะไรได้ชัดกว่าเดิม

เราจะลดเรื่องไร้สาระ เราจะกลับมาอยู่กับตัวเอง เราจะตั้งคำถามสำคัญว่าจะเอายังไงต่อ อะไรคือสิ่งที่เราต้องทำเพื่อให้อยู่รอดต่อไปในอนาคตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนี้

“A certain darkness is needed to see the stars.”
― Osho

เมื่อถึงคืนเดือนแรม ดาวจะส่องแสงชัดเจนกว่าทุกคืน

ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าจะเงยหน้ามองมันรึเปล่าเท่านั้นเอง

ทฤษฎีอิฐวันละก้อนของ Will Smith

Will Smith คือนักแสดง Hollywood ที่ฝากผลงานไว้กับหนังอย่าง Men in Black และ The Pursuit of Happyness*

สมัยที่วิลยังเด็ก พ่อของวิลมีร้านเบเกอรี่ และด้านนอกของร้านก็มีกำแพงตั้งอยู่

อยู่มาวันหนึ่ง พ่อเกิดอยากได้กำแพงใหม่ เลยทุบกำแพงเดิมทิ้ง และบอกวิลกับน้องชายว่าให้ทั้งสองคนก่อกำแพงขึ้นมาใหม่

วิลประท้วงพ่อว่าจะไปทำได้ยังไง พวกเขายังเด็กอยู่เลย แต่พ่อก็ยังยืนกราน วิลกับน้องก็เลยต้องจำใจ

ทุกวันหลังเลิกเรียน วิลและน้องชายจะไปที่ร้านเบเกอรี่เพื่อก่อกำแพง ผสมปูนและก่ออิฐทีละก้อน จนกำแพงค่อยๆ สูงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

หลังจากผ่านไปหนึ่งปีครึ่ง พวกเขาก็วางอิฐก้อนสุดท้าย

พ่อเดินออกมาจากร้านเบเกอรี่ ยืนมองกำแพงที่เสร็จสมบูรณ์ ก่อนจะหันมาพูดกับวิลว่า

“จากนี้ไป อย่ามาบอกพ่ออีกนะว่าแกทำอะไรไม่ได้” (Don’t ever tell me you can’t do something again) แล้วพ่อก็เดินเข้าร้านไป

วิลยังจดจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้แม้จะผ่านมาหลายสิบปี

“ผมได้เรียนรู้ว่า เราไม่ควรตั้งเป้าว่าจะสร้างกำแพง เราไม่ควรเริ่มด้วยการบอกตัวเองว่า ‘ฉันจะสร้างกำแพงที่เยี่ยมยุทธ์ที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา’ เราก็แค่บอกตัวเองว่า ‘ฉันจะวางอิฐก้อนนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะวางได้’ ถ้าเราทำอย่างนี้ทุกวัน ไม่นานเราก็จะก่อกำแพงได้สำเร็จ”

ชีวิตก็เป็นเช่นนั้น อย่าไปเริ่มต้นด้วยการบอกว่า “ฉันจะเป็นคนที่เยี่ยมยุทธ์ที่สุด” เพราะมันโอเว่อร์และจริงจังเกินไป

การมีภาพตอนจบไว้ในใจไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่จงเริ่มต้นด้วยการบอกตัวเองว่า “วันนี้ฉันจะวางอิฐหนึ่งก้อนให้ดีที่สุดเท่าที่ฉันจะวางได้”

อิฐก้อนนั้นจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ ธุรกิจ นิสัย หรือความสัมพันธ์

ลองสำรวจดูว่ามีด้านไหนของชีวิตที่เราอยากจะปรับปรุงมากที่สุด แล้วก็เริ่มวางอิฐก้อนแรก

ถ้าเป็นเรื่องสุขภาพ ก็จงออกไปวิ่งเป็นครั้งแรก ถ้าเป็นเรื่องความคิดความอ่าน ก็จงเปิดอ่านหนังสือหน้าแรก

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ก็ขอให้มันเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ทำสำเร็จได้โดยไม่ยากเย็นเกินไปนัก

แล้วพรุ่งนี้ เราค่อยกลับมาวางอิฐก้อนที่สอง

และวันถัดไป เราก็วางอิฐก้อนที่สาม

ถ้าทำอย่างนี้ได้วันแล้ววันเล่า เราก็จะกลายเป็นคนที่เยี่ยมยุทธ์ที่สุดในแบบของเราได้อย่างแน่นอน


* “The Pursuit of Happyness” ชื่อหนังตั้งใจเขียนว่า Happyness แทนที่จะเป็น Happiness

ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: John Michael Domingo’s answer to How do you make yourself a better person?

เป็นครูนานๆ ก็ลืมการเป็นนักเรียน

เป็นหมอนานๆ ก็ลืมการเป็นคนไข้

เป็นโค้ชนานๆ ก็ลืมการเป็นผู้เล่นในสนาม

ลองเปลี่ยนหมวกที่สวมใส่ เมื่อได้มองจากมุมใหม่ ชีวิตย่อมไปได้ไกลกว่าเดิม

“The longer you’re a teacher, the less you remember what it is like to be a student.

The longer you’re a doctor, the less you remember what it is like to be a patient.

The longer you’re a coach, the less you remember what it is like to be a player.

Change positions. A new perspective can improve your old methods.”

James Clear

คุณท้อฟฟี่ แบรดชอว์ เคยมาบรรยายกิจกรรม WeShare ที่ LINE MAN Wongnai และได้เล่าให้ฟังว่า

“ในหนึ่งปีเราควรมีหนึ่งโปรเจคที่เราไม่เคยทำมาก่อนเลย ผมเคยไปเรียนมวยไทย ซึ่งไม่เข้ากันเลยกับตัวเอง ทั้งเจ็บ ทั้งร้อน แล้วก็ได้พบว่าแค่เปลี่ยนสนามเราก็ไม่ใช่ที่หนึ่งแล้ว มันทำให้เรารู้ว่ายังมีคนเก่งกว่าเราอีกเยอะ มันทำให้เราไม่กร่าง มันทำให้เรารู้จักชื่นชมคนอื่น”

ความเคยชินที่เนิ่นนานทำให้ชีวิตขาดสีสันและความลุ่มลึก เราจะเติบโตได้อย่างไรหากเราทำแต่เรื่องที่เราถนัดและคุ้นเคยอยู่แล้ว

นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมชื่นชอบการเดินทางไปต่างประเทศ (เมื่อครั้งที่โลกยังไม่มีโควิด) เพราะมันคือการพาตัวเองกลับไปสู่การไม่รู้อะไรเลย ภาษาก็อ่านไม่ออก พูดก็ไม่ได้ จะไปไหนต่อไหนก็หลงทาง หลายครั้งที่พลาดจนตกรถไฟหรือเสียตังค์อย่างน่าเจ็บใจ

แต่เหตุการณ์เหล่านี้นี่แหละคือสิ่งที่จะเด่นชัดในความทรงจำของเราที่สุด และมันคือสิ่งที่เราจะมองย้อนกลับมาด้วยความคิดถึงและเสียงหัวเราะ แถมยังให้บทเรียนที่หาไม่ได้จากหนังสือเล่มไหน

แม้ช่วงนี้เราไม่อาจเดินทางไกลทางกายภาพ แต่มันก็ไม่ใช่อุปสรรคที่จะออกเดินทางทางอารมณ์และทักษะ

เป็นครูกันมานาน อย่าลืมการเป็นนักเรียนด้วยนะครับ