ทำไมยิ่งห้ามยิ่งทำ – Boomerang Effect

ผมเคยคุยกับอาจารย์ท่านหนึ่งที่มีลูกสาวอยู่ในช่วงวัยรุ่น ผมในฐานะที่มีลูกสาวเหมือนกันเลยถามว่าพอโตไปเป็นวัยรุ่นแล้วคุยกันยากมั้ย อาจารย์ก็เลยเล่าว่าเด็กวัยนี้จะมีความต่อต้านผู้ใหญ่อยู่ในตัวอยู่แล้ว พอเราบอกว่าอยากให้เขาทำ A เขาก็จะทำ B ดังนั้นวิธีแก้ก็คือการบอกให้เขาทำ B เขาจะได้ทำ A อย่างที่เราต้องการ 😉

เพื่อนผมอีกคนหนึ่งก็เคยเล่าให้ฟังว่า ถ้ามีคนมาบอกว่าทำ A สิ แถมยังพูดย้ำด้วยว่าอย่าลืมทำ A นะ สุดท้ายเขาก็จะพานไม่ทำมันซะเลย ทั้งที่ๆ ตอนแรกตั้งใจจะทำ A อยู่แล้ว

ปฏิกิริยาเช่นนี้ มีชื่อเรียกในทางจิตวิทยาว่า psychological reactance หรือในอีกชื่อที่น่าจะติดหูกว่าก็คือ boomerang effect

เหตุใดจึงเกิด boomerang effect ที่ห้ามสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้น หรือขอให้ทำสิ่งใดแล้วกลับไม่ยอมทำสิ่งนั้น

เพราะหนึ่งในสิ่งที่คนเราหวงแหนมากที่สุดก็คืออิสรภาพ การโดนใครสั่งให้หันซ้ายหันขวา แม้จะมาจากความหวังดี มันก็ยังเป็นการริดรอนอิสรภาพ สิทธิและตัวตนของเขาอยู่ดี

ดังนั้น การทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่โดนสั่งมา ก็คือการได้เรียกสิทธินั้นกลับคืนมา แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่ามันอาจไม่ได้เป็นทางเลือกที่ดีกว่าก็ตาม

สำหรับคนที่ชอบจ้ำจี้จ้ำไช ไม่ว่าจะในฐานะพ่อแม่หรือเจ้านาย ก็ควรระลึกถึง boomerang effect นี้เอาไว้

จะได้ไม่พูดเยอะเกินไปจนเสียงานครับ

7 ข้อคิดเรื่องความสัมพันธ์

  1. การลืมเข้าไปส่องโปรไฟล์ของเขาคือสัญญาณว่าเราเริ่มทำใจได้แล้ว
  2. เวลาเลือกแฟน อย่าดูแค่สิ่งที่สะดุดตา แต่ให้ดูในสิ่งที่เขาเชื่อและเรื่องที่เขาให้ความสำคัญ
  3. ช่วงที่คบกัน ควรมีเวลาให้ได้อยู่กันอย่างใกล้ชิด และมีเวลาให้ได้อยู่ไกลกัน
  4. คน toxic จะไม่เปลี่ยนตัวเอง เขาแค่เปลี่ยนเหยื่อไปเรื่อยๆ
  5. คนที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นแฟนที่ดีเสมอไป
  6. วิถีความสัมพันธ์แบบเดิมๆ ไม่อาจให้ผลลัพธ์ที่ต่างไปจากเดิมได้
  7. สิ่งที่เราต้องการจากแฟนไม่ใช่คนที่เพอร์เฟ็กต์ แต่คือคนที่เข้าใจในความไม่เพอร์เฟ็กต์ของตัวเอง

ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Alex Ferman’s answer to What was the best relationship advice you ever got?

เขียน To Do List สำหรับเรื่องสนุก

ธรรมดาคนเราจะมี To Do List สำหรับการทำงาน

แต่น้อยคนนักจะมี To Do List สำหรับเรื่องสนุก เพราะคิดว่าไม่จำเป็น

พอเรามีเวลาว่าง เราก็เลยมักจะใช้เวลาเรื่อยเปื่อยอย่างการไถมือถือหรือดูทีวีไปเรื่อยๆ

แต่ถ้าเรามี To Do List เรื่องสนุก เมื่อเรามีเวลาว่าง เราจะเอามันขึ้นมาทำเป็นอย่างแรก

คุณชิอน คาบาซาวะ ที่ผมเคยอ้างอิงถึงในบทความ “อย่ารู้สึกผิดต่อการใช้ชีวิตให้สนุก” ก็บอกว่าตัวเองเป็นคนชอบดูหนังในโรงหนังมาก ดังนั้นเขาจะศึกษาและจดตารางเอาไว้ก่อนเลยว่าเดือนนี้จะมีหนังเรื่องไหนเข้าโรงบ้าง ฉายวันแรกเมื่อไหร่ เมื่อถึงวันที่หนังออกฉาย เขาก็กระตือรือร้นที่จะทำงานให้เสร็จ จะได้ไปดูหนังได้อย่างสบายใจ

อีกอย่างที่คุณคาบาซาวะชอบทำ ก็คือการตระเวนกินร้านอาหารอร่อยๆ ดังนั้นหากมีนัดประชุมแถวไหน เมื่อประชุมเสร็จแล้วเขาก็จะแวะไปกินร้านอาหารใน To Do List ที่อยู่ในละแวกนั้น

ผมเองก็เพิ่งลองใช้เวลา 3 นาทีนั่งเขียน To Do List เรื่องสนุกที่อยากจะทำ แค่เขียนก็สนุกแล้ว

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ สกิลขั้นเทพ ของนักบริหารเวลาที่รู้ใจสมอง โดย ชิอน คาบาซาวะ

ผู้หญิงที่ไม่มีแฟนก็เหมือนปลาที่ไม่มีจักรยาน

“A woman without a man is like a fish without a bicycle”

Irina Dunn

หนึ่งในความกังวลของน้องๆ ผู้หญิงที่ผมรู้จักก็คือการยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตน

ผมเข้าใจความกังวลนี้ดี เพราะช่วงที่ผมทำงานใหม่ๆ ก็เป็นโสดอย่างยาวนานเช่นกัน

แต่การอยู่ตัวคนเดียวมันก็มีข้อดีหลายอย่าง อยากทำอะไรก็ได้ทำ จะไปไหนมาไหนก็ได้ไป มีเวลาให้ตัวเองและเพื่อนฝูงได้อย่างเต็มที่

แน่นอนว่าต้องมีอารมณ์อิจฉาบ้างเวลาเห็นเพื่อนมาแฟนมากินข้าวด้วย แต่นั่นก็แค่นานๆ ที

ไม่เหมือนสมัยนี้ที่เพื่อนลงสตอรี่คู่กับแฟนแทบจะทุกวัน คอยตอกย้ำให้รู้สึกว่าเราต้องรีบหาคู่กับเขาบ้าง

แต่เรื่องอย่างนี้มันก็เร่งกันไม่ได้ ยิ่งเร่งจะยิ่งกลายเป็นทุกข์ใจกว่าตอนโสดเสียอีก

สิ่งที่พอจะทำได้ คืออยู่กับตัวเองให้ดี เพราะความสุขนั้นมีหลายต้นทาง ไม่ได้มาจากเพศตรงข้ามแต่เพียงอย่างเดียว

คนไม่มีแฟน ก็เหมือนปลาที่ไม่มีจักรยานเอาไว้ขี่ ซึ่งไม่เห็นจะเป็นไร เราก็เป็นปลาสวยๆ ของเราต่อไป

ถึงเวลาที่ใช่ คนที่ใช่จะเข้ามาเอง

จะปล่อยมือหรือจะยอมโดนลากไป

บางทีที่เราเจ็บหนักก็เพราะเราไม่ยอมปล่อยมือ

เปรียบเหมือนคนตกจากหลังม้าแล้วยังคว้าสายบังเหียนเอาไว้

ม้าก็วิ่งเตลิดของมันไป ส่วนเราก็กระเด็นกระดอนชนขอนไม้และก้อนหิน

ม้าไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายเรา มันก็แค่วิ่งไปตามสัญชาตญาตของมัน

แต่เมื่อเราไม่ยอมปล่อยบังเหียน ก็เป็นเรานั่นแหละที่ทำร้ายตัวเอง

ใครตำหนิแม้เพียงหนึ่งครั้ง เราเอามันกลับมาฉายซ้ำในความทรงจำเป็นสิบครั้ง

เหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นเพียงหนึ่งครั้ง เราพาตัวเองย้อนกลับไประลึกอีกนับครั้งไม่ถ้วน

เขาทำให้เราเจ็บแล้วหนึ่งครั้ง เราก็ยังเหมือนคนเจ็บแล้วไม่จำ

รู้ว่าทุกข์แต่ก็ยังทำ เพราะเราเมามันไปกับอารมณ์ที่เกิด พออารมณ์เตลิด ใจก็เลยกระเด็นกระดอนชนขอนไม้และก้อนหินไปด้วย

“Let go or be dragged.”
-Zen proverb

แค่ตกลงมาก็เจ็บมากพอแล้ว

อย่าให้เจ็บไปมากกว่านี้เพราะเราไม่ยอมปล่อยมือเลยนะครับ