แด่คนดีที่ชอบตัดสิน

เมื่อวันเสาร์ผมได้ไปเดินงานสัปดาห์หนังสือที่สถานีกลางบางซื่อมาครับ

บู๊ธที่ได้หนังสือเยอะที่สุดคือบู๊ธ A58 ของสำนักพิมพ์เป็ดเต่าควาย / PTK Studio

จริงๆ ผมไม่รู้จักชื่อสำนักพิมพ์นี้ เดินผ่านโดยบังเอิญและเห็นว่าน่าสนใจเพราะมีหนังสือการ์ตูนหมีแพนด้าเต็มไปหมด พอเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ถึงเห็นปกหนังสือที่คุ้นตา เป็นรูปปลาวาฬสีขาวบนแบ็คกราวด์สีน้ำเงิน หนังสือชื่อ “ยอดมนุษย์ดาวเศร้า” เขียนโดย องอาจ ชัยชาญชีพ

ชื่อคุ้นมาก…พอไล่ดูปกหนังสือถึงเห็นว่าเป็นคนเดียวกับที่เขียนเรื่อง “หมูบินได้” หนังสือเล่มโปรดที่ผมเคยอ่านเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วและซื้อเป็นของขวัญให้คนอื่นหลายเล่ม

ผมอ่านยอดมนุษย์ดาวเศร้าจบตั้งแต่อยู่ในงาน แม้จะเป็นการ์ตูน แต่ก็หนาเกือบสี่ร้อยหน้า และมีข้อความชวนให้คิดเยอะมาก

หนึ่งในตอนที่ผมประทับใจเป็นพิเศษคือบทสนทนาระหว่าง “น้ำ” เด็กผู้หญิงเจ้าชู้ กับ “ป้อม” เจ้าของสำนักพิมพ์เซอร์ๆ ที่ครองความโสดมาโดยตลอด

น้ำ: พี่ว่าหรูแรดปะวะ? โอ๊ย…ไม่รู้จะถามทำไม…หนูแม่งแรดอยู่แล้วเห็นๆ…แย่ว่ะ ใครที่รู้เรื่องหนูก็คงบอกว่าหนูแม่งโคตรชั่วแน่ๆ

ป้อม: คนเรามันก็ตัดสินคนอื่นจากมุมมองของตัวเองกันทั้งนั้นแหละ อะไรที่มันต่างจากขอบเขตศีลธรรมของตัวเอง เค้าก็ตัดสินว่าชั่วทั้งนั้นแหละ

น้ำ: แล้วมุมมองของพี่ล่ะ?

ป้อม: …เฮ้อ…แกก็รู้…คนอย่างพวกเราจะไปตัดสินใครได้วะ…นั่นอาจจะเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของคนชั่วๆ อย่างพวกเรามั้ง

น้ำ: แล้วทำไมคนอื่นเค้าถึงกล้าตัดสินคนกันวะพี่ ทั่งที่ไม่รู้ว่าชีวิตคนนั้นต้องเผชิญอะไรมาบ้าง

ป้อม: คนพวกนั้นมันอยู่คนละจักรวาลกับพวกเรา ฉันถึงกลัวพวกที่คิดว่าตัวเองมีศีลธรรมสูงกว่าใครไง ถ้าใช้มาตรฐานศีลธรรมตัวเองมาตัดสินคนอื่นมันก็จอมปลอมทั้งนั้นแหละ…คนมีศีลธรรมจริงๆ แม่งจะไม่ตัดสินใครง่ายๆ หรอก…เพราะเขาต้องหมั่นตรวจสอบศีลธรรมของตัวเองก่อน โดยเฉพาะในเวลาที่เขาคิดจะตัดสินคนอื่น…

น้ำ: แรงนะพี่ ถ้าออกสื่อพี่โดนถล่มแน่

ป้อม: ใครจะไปพูดวะ ก็อยู่ให้เป็นสิ อีกอย่างไอ้พวกออกตัวว่ามีศีลธรรมสูงเพราะไม่ได้ทำอะไรที่มันขัดต่อศีลธรรมตัวเองน่ะ…เค้านึกว่าตัวเองมีความอดกลั้น มีความละอายไง แต่จริงๆ หลายคนแม่งก็แค่ไม่มีโอาส ถ้ามีโอกาสนะแกเอ๋ย…คนพวกนี้แม่ง…บรื๋อ ขนลุก


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ ยอดมนุษย์ดาวเศร้า โดย องอาจ ชัยชาญชีพ สำนักพิมพ์เป็ดเต่าควาย

กฎ 48 ข้อจากภูมิปัญญา 2,000 ปี

Ryan Holiday เป็นผู้เขียนหนังสือ bestsellers หลายเล่ม อาทิเช่น The Obstacle is the Way และ Ego is the Enemy และยังเป็นลูกศิษย์ก้นกุฎิของ Robert Greene ผู้เขียนหนังสือสุดคลาสสิคอย่าง 48 Laws of Power อีกด้วย

Holiday เคยเขียนบทความชื่อ “50 Very Short Rules for a Good Life From the Stoics – The best pieces of wisdom gathered from a body of work that spans 2,000 years.

ผมเห็นว่ากระชับและมีประโยชน์ เลยขอนำมาแปลไว้ตรงนี้นะครับ

  1. โฟกัสในเรื่องที่เราควบคุมได้
  2. เราควบคุมได้ว่าเราจะตอบสนองสิ่งต่างๆ อย่างไร
  3. ถามตัวเองว่า “เรื่องนี้จำเป็นรึเปล่า?”
  4. คิดถึงความตายของตัวเองทุกวัน
  5. ให้คุณค่ากับเวลามากกว่าเงินตราหรือสิ่งของ
  6. เราคือผลผลิตของอุปนิสัย
  7. จำไว้ว่าเรามีสิทธิ์ที่จะไม่มีความเห็น
  8. เอาช่วงเช้าให้อยู่หมัด
  9. ตรวจสอบตัวเอง สอบสวนตัวเองอย่างสม่ำเสมอ
  10. อย่าทุกข์ใจไปกับปัญหาที่มโนขึ้นมาเอง
  11. พยายามมองให้เห็นแง่ดีในผู้คน
  12. อย่าให้ใครได้ยินว่าเราบ่น รวมถึงตัวเราเองด้วย
  13. มันมีเหตุผลแหละที่เรามีสองหู-หนึ่งปาก
  14. ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายว่าคนดีเป็นอย่างไร ทำให้ดูเป็นตัวอย่างไปเลย
  15. อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับใคร
  16. ใช้ชีวิตราวกับว่าเราได้ตายไปแล้วและฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ (ทุกนาทีคือโบนัส)
  17. การแก้แค้นที่ดีที่สุดคืออย่าเป็นเช่นนั้นเสียเอง -มาร์คัส ออเรลิอุส
  18. เข้มงวดกับตัวเอง อดทนกับผู้อื่น
  19. ตรวจสอบความรู้สึกให้ดีก่อนจะทำอะไรลงไปเพราะความรู้สึกนั้น
  20. เรียนรู้อะไรบางอย่างจากทุกคน
  21. โฟกัสกับกระบวนการ ไม่ใช่ผลลัพธ์
  22. นิยามให้ชัดว่าสำหรับเราแล้วความสำเร็จคืออะไร
  23. อะไรที่มันเกิดขึ้นแล้วก็หาทางชอบมันเสีย
  24. แสวงหาความท้าทาย
  25. อย่าเฮโลตามฝูงชน
  26. ทุกคนที่เราพบคือโอกาสในการแสดงน้ำใจ
  27. ปฏิเสธให้บ่อย
  28. อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือ
  29. หาอะไรที่ทำให้เราฉลาดขึ้นทุกวัน
  30. อะไรที่แย่ต่อรังผึ้งย่อมแย่ต่อตัวผึ้ง
  31. ไม่ตัดสินคนอื่น
  32. ศึกษาชีวิตของคนที่ยิ่งใหญ่
  33. ให้อภัย ให้อภัย ให้อภัย
  34. สร้างความก้าวหน้าเล็กๆ น้อยๆ ในทุกวัน
  35. จดบันทึก
  36. เตรียมใจว่ายังไงชีวิตก็ต้องเจอเรื่องผิดหวัง
  37. มองหาบทกวีในเรื่องธรรมดา
  38. ทำผิดกับใครก็ย่อมเท่ากับทำผิดกับตัวเอง
  39. จงเลือก “เวลาที่มีชีวิต”
  40. เกี่ยวดองแต่กับคนที่ทำให้เราดีขึ้น
  41. ถ้าใครทำให้เราโกรธ ให้รู้ตัวว่าเราเองก็มีส่วน
  42. จงอย่าลืมว่าโชคชะตานั้นเอาแต่ใจ
  43. อย่าทำให้ปัญหาแย่ลงด้วยการบ่น
  44. รับมือกับความสำเร็จโดยปราศจากความโอหัง รับมือกับความล้มเหลวด้วยใจเป็นกลาง
  45. กล้าหาญ ชั่งใจ ยุติธรรม ใช้ปัญญา
  46. อุปสรรคคือมรรคา
  47. อัตตาคือศัตรู
  48. ความนิ่งคือกุญแจ

ขอบคุณบทความจาก Ryan Holiday: 50 Very Short Rules for a Good Life From the Stoics – The best pieces of wisdom gathered from a body of work that spans 2,000 years

มีกฎ 2 ข้อที่ผมละไว้ เพราะไม่แน่ใจว่าจะแปลได้ถูกต้องหรือไม่ครับ

  • Grab the “smooth handle.”
  • Possessions are yours only in trust.

นิทานยากที่จะบอก

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่ง ซึ่งมีสหายคนสนิทที่พระองค์พาไปไหนมาไหนด้วยเสมอ

วันหนึ่ง พระราชาถูกสัตว์ร้ายกัดที่นิ้ว บาดแผลฉกรรจ์มาก พระราชาจึงถามคนสนิทว่า นี่เป็นลางไม่ดีของพระองค์หรือเปล่า

คนสนิทตอบว่า “ดีหรือไม่ดี ยากที่จะบอก”

ผ่านไปไม่กี่วัน แผลเริ่มเน่า จนในที่สุดแพทย์ประจำพระองค์ต้องจำใจตัดนิ้วของพระราชา

พระราชาจึงถามคนสนิทอีกว่า นี่เป็นลางไม่ดีของพระองค์หรือไม่

คนสนิทกลับตอบว่า “ดีหรือไม่ดี ยากที่จะบอก”

พระราชาทรงพิโรธมาก จึงจับคนสนิทขังไว้ในคุก

วันต่อมา พระราชาเสด็จออกป่าล่าสัตว์ พระองค์ทรงตื่นเต้นมาก จึงรุดเข้าป่าลึกเข้าไปเรื่อยๆ เมื่อรู้ตัวอีกที ก็พบว่าพระองค์หลงทางเสียแล้ว

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น พระองค์ก็ได้พบกับชนเผ่าพื้นเมืองในป่า ซึ่งแห่เข้ามาจับพระราชาเพื่อจะนำไปบูชายัญ

แต่เมื่อพวกเขาพบว่าพระราชานิ้วขาด จึงรีบปล่อยพระราชา เพราะเชื่อว่าหากนำมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ไปบูชายัญ จะถูกพระเจ้าลงโทษ

เมื่อกลับถึงพระราชวัง พระราชาจึงสั่งปล่อยตัวคนสนิท และขอโทษเขา

“มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลยที่ท่านขังข้าไว้”

“ทำไมงั้นหรือ?” พระราชาถาม

“เพราะว่าถ้าพระองค์ไม่ขังข้าไว้ ข้าก็จะต้องติดตามท่านไปในป่า และในเมื่อท่านไม่เหมาะจะถูกบูชายัญ ข้าคงจะถูกนำไปบูชายัญเป็นแน่”

ดีหรือไม่ดี ยากที่จะบอกจริงๆ


ขอบคุณนิทานจาก Gplus Quotes: นิทานก่อนนอนเรื่องดีไม่ดี ยากที่จะบอก

เหตุผลที่โจรสลัดมักปิดตาข้างหนึ่ง

ภาพจำของโจรสลัดในการ์ตูนหรือในหนังหลายเรื่อง โดยเฉพาะตัวกัปตัน ก็คือเขาจะมีผ้าปิดตาข้างหนึ่งไว้

และสิ่งที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจกันก็คือ เขาปิดตาเพราะว่าตาบอด

แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้นครับ

บนเรือจะมีส่วนที่เป็น lower deck หรือบริเวณท้องเรือ ซึ่งเป็นห้องมืดเอาไว้เก็บเสบียง

ถ้าใครเดินมาจากบริเวณดาดฟ้าลงมาในท้องเรือ ย่อมมองไม่เห็นอะไร

แต่ถ้าปิดตาไว้ข้างหนึ่ง ตาข้างนั้นจะคุ้นชินกับความมืดอยู่แล้ว เมื่อโจรสลัดเดินลงมายังท้องเรือ ก็แค่สลับผ้าปิดตามาไว้อีกข้างหนึ่งแทน และใช้ตาที่คุ้นชินกับความมืดเพื่อให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ใต้ท้องเรือได้

และเมื่อต้องเดินขึ้นบนดาดฟ้าอีกครั้ง ก็ค่อยสลับผ้ากลับมาปิดตาข้างเดิมครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก DIY Life Tech: Brain Science Explains Why Pirates Wore Eye Patches

เรา Burnout แบบไหน (คำใบ้: มี 3 แบบ)

ช่วงสองปีที่ผ่านมาหลายคนคงเคยเจออาการ burnout กันมาบ้างไม่มากก็น้อย

หากอยากจะรักษาอาการ burnout เราควรต้องรู้ก่อนว่าสาเหตุเกิดจากอะไร จะได้เกาให้ถูกที่คัน

อาการ burnout นั้นเกิดได้จากสามปัจจัย

หนึ่งคือความเหนื่อยล้า (exhaustion) ทั้งทางกายและทางสมอง

สองคือความชังโลก (cynicism) มองคนอื่นในแง่ร้าย ไม่อยากสุงสิงกับใคร

และสามคือความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า (helplessness/incompetence)

ซึ่งอาการ bunrout อาจจะเกิดจากปัจจัยหนึ่งในสามข้อนี้ หรือมากกว่าหนึ่งข้อก็ได้

เราสามารถวัดได้ว่าตัวเอง burnout แบบไหนด้วยการทำเทสต์อย่าง Maslach Burnout Inventory เพื่อให้เห็นว่าปัจจัยไหนเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุด

วิธีรักษาตัวจากอาการ burnout มีดังนี้

  1. ถ้าเหนื่อยก็พัก – ถ้าปัจจัยหลักคือ exhaustion ก็อาจจะลางาน ให้คนอื่นช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้าน เพื่อจะได้มีเวลาพักผ่อนให้มากที่สุด
  2. ถ้าชังโลก ให้เชื่อมสัมพันธ์ – ถ้าปัจจัยหลักคือ cynicism มองบริษัทและคนรอบกายด้วยสายตาที่ไม่ไว้วางใจหรือดูหมิ่นเหยียดหยาม การหยุดไปพักผ่อนอาจไม่ได้ช่วยมากนัก วิธีที่จะช่วยได้มากกว่า คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี (connect with people in a meaningful way) เช่นทำงานอาสา โทรไปหาเพื่อนเก่า หรือทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพื่อช่วยให้ชีวิตคนอื่นดีขึ้น
  3. ถ้ารู้สึกว่าไร้ค่า ให้มองหา “งานใหม่” – ความรู้สึกว่าไร้ค่า อาจเกิดขึ้นได้เพราะว่างานที่ทำปัจจุบันไม่ได้เปิดโอกาสให้ได้ใช้ความสามารถหรือใช้สมองเท่าที่ควร หรือในอีกฝั่งหนึ่งก็คือ งานที่ได้รับมันไม่ได้ fit กับตัวเรา ทำให้เรารู้สึกว่าทำเท่าไหร่ก็ทำได้ไม่ดีเสียที

ซึ่งหากกำลังตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ให้ลองอาสารับโปรเจ็คใหม่ๆ ที่เราสนใจ หรือให้เวลามากขึ้นกับการออกกำลังกายหรืองานอดิเรกที่เราทำได้ดี และถ้างานหลักที่เราทำอยู่มันเหลือจะทนจริงๆ พยายามปรับแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น ก็ลองหาทางที่จะ rotate ตำแหน่งงานภายในบริษัท หรือไม่ก็มองหางานใหม่

คำแนะนำข้อ 2 และ 3 อาจจจะขัดกับ common sense อยู่บ้าง เพราะเวลาเรา burnout ปฏิกิริยาแรกของเราคืออยากอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย

แต่ในบางครั้ง เราสามารถรักษาอาการ burnout ได้ด้วยการทำสิ่งที่ใช่ให้มากขึ้น (recovery is about doing more of the right things)

และเหมือนกับโรคอื่นๆ ถ้าเรารักษาแต่เนิ่นๆ ได้ก็จะดี เพราะในระยะแรกเริ่มเรายังพอมีความคิดสร้างสรรค์ (creativity) ที่จะหาทางออก แต่ถ้าปล่อยให้อาการ burnout มันเรื้อรังไปเรื่อยๆ ความคิดสร้างสรรค์ของเราก็จะหดหายไปเช่นกัน

ขอให้ทุกคนพ้นภัยจาก burnout นะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Lifehacker What Kind of Burnt Out Are You? (And Why It Matters) by ByRachel Fairbank