นิทานเสือโคร่งกับกรงล่องหน

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว รัฐบาลอินเดียได้มอบลูกเสือโคร่งขาวให้กับรัฐบาลสหรัฐเพื่อเป็นของขวัญในฐานะประเทศเพื่อนมิตร

รัฐบาลสหรัฐได้นำลูกเสือโคร่งไปไว้ในสวนสัตว์ โดยให้อยู่ในกรงขนาด 4 x 4 เมตรเพื่อให้คนได้เข้ามาเยี่ยมชม

ผ่านไปสองปี เสือโคร่งเติบใหญ่ สวนสัตว์ไม่อยากให้เสืออึดอัด จึงสร้างป่าจำลองขนาด 1 ไร่ขึ้นมา

แต่เมื่อเสือโคร่งถูกปล่อยลงไปในพื้นที่แห่งใหม่ มันกลับเดินไปที่มุมมุมหนึ่ง และเดินไปเดินมาในอาณาเขต 4 x 4 เมตรอย่างที่มันคุ้นเคย และไม่เคยเดินออกไปนอก “กรงล่องหน” จวบจนสิ้นอายุขัย

คนเราบางคนก็เป็นเหมือนเสือโคร่งตัวนี้เช่นกัน


ขอบคุณนิทานจากหนังสือ Radical Acceptance by Tara Brach

ความกลัวจะลดลงเมื่อเราขยับตัว

เหมือนที่พี่ป๊อด โมเดิร์นด็อกเคยกล่าวไว้ ความกลัวเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง
 
และเรามักจะสร้างตอนที่เรานั่งอยู่กับที่ พอว่างมากไปก็เลยฟุ้งซ่านเพราะจินตนาการของมนุษย์นั้นมโนได้ไม่สิ้นสุด
 
แต่ถ้าเราลุกขึ้นและลงมือทำ เราจะไม่เหลือช่องว่างให้ความฟุ้งซ่านทำงานได้มากนัก เพราะใจเราจะกลับมาอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
 
และการลงมือทำก็เหมือนการเดินขึ้นเขา ตอนแรกที่มองก็เห็นว่าภูเขามันสูงเหลือเกิน ตอนเดินก็เหมือนจะไม่มีอะไร เราก็แค่เดินไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีภูเขาก็อยู่ใต้เท้าเราแล้ว
 
ถ้านั่งเราจะกลัว ถ้าออกเดินเราจะหายกลัวครับ

ความทุกข์ของลูกคนรวย

Blythe Grossberg เป็นผู้เขียนหนังสือ I Left My Homework in the Hamptons: What I Learned Teaching the Children of the One Percent

The One Percent ในที่นี้หมายถึงคนที่รวยระดับ Top 1% ของโลก

Grossberg เล่าถึงชีวิตการเป็นติวเตอร์ให้กับกลุ่มอีลีท (elite) ในย่านแมนฮัตตัน ที่แสดงให้เห็นว่าความร่ำรวยแบบสุดโต่งนั้นมีผลต่อเด็กๆ อย่างไรบ้าง

“เบน” พักอยู่ในโรงแรมห้าดาวและสั่งอาหาร room service ทุกมื้อ

“โอลิเวีย” สะสมรองเท้าผ้าใบแบรนด์หรูที่เคยถูกสวมใส่โดยเหล่าดารา

“ดาโกต้า” ขึ้นเครื่องบินไปกรุงโรมเพื่อจะได้ไม่ต้องเผชิญกับดราม่าที่โรงเรียน

นี่คือความเป็นไปของครอบครัวที่มั่งคั่งที่สุดในนิวยอร์ค ที่ความเป็นเลิศทางวิชาการต้องมาก่อน ความร่ำรวยไม่ได้ช่วยให้ลดความกังวล และพ่อแม่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกได้เข้ามหาวิทยาลัย Ivy League อย่าง Harvard, Yale, และ Princeton

หลังจากได้ติวลูกหลานในครอบครัวเหล่านี้ สิ่งที่ Grossberg ได้ค้นพบมีดังนี้ครับ

  • เด็กๆ มีตารางเวลาที่แน่นราวกับ CEO ที่แต่ละวันเริ่มต้นด้วยการซ้อมตีสควอชตอนตี 5 และจบลงด้วยการติวหนังสือตอนดึกดื่น เพราะการทำกิจกรรมเยอะๆ นั้นจะเป็นแต้มต่อสำหรับการได้รับการพิจารณาเข้ามหาลัยระดับท็อป
  • เด็กหลายคนมีความเครียดและอาการซึมเศร้าจนบางทีต้องหันไปพึ่งยาหรือของมึนเมา
  • พวกเขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า เพราะไม่คิดว่าจะสามารถ contribute อะไรได้อีก เพราะพ่อแม่เองก็ได้เตรียมทุกอย่างไว้ให้หมดแล้ว
  • พ่อแม่ของเด็กเหล่านี้ให้ความสำคัญกับ “ความสำเร็จ” มาก มากเสียยิ่งกว่าความผูกพันทางใจ (emotional connection) แต่สิ่งที่เด็กต้องการจากพ่อแม่คือ emotional connection ที่พวกเขาแทบไม่เคยได้รับจากพ่อแม่
  • พ่อแม่ของเด็กกลัวว่าชีวิตในวันข้างหน้ามันจะเป็น zero-sum game คือถ้ามีคนได้ประโยชน์ก็จะต้องมีคนเสียประโยชน์ ดังนั้นพ่อแม่จึงทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกได้อยู่ในฝั่งที่จะได้ประโยชน์

แล้วเราจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้อย่างไร?

สิ่งที่ Grossberg ลองแล้วได้ผล คือให้เด็กกลุ่มนี้ได้ไปพบเจอกับคนที่ “อยู่นอกแวดวง” ให้รู้จักกับชีวิตของคนที่ไม่ได้โชคดีเท่าพวกเขา

เด็กๆ เคยไปอาสาช่วยงานที่ศูนย์เปลี่ยนสัญชาติ (citizenship center) เพื่อช่วยให้คำแนะนำกับคนร้อยพ่อพันแม่ว่าหากอยากจะเปลี่ยนมาใช้สัญชาติอเมริกันจะต้องทำอะไรบ้าง

หลังจากจบงานนั้น เด็กๆ มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เด็กคนหนึ่งที่ได้ที่โหล่ของห้องพบว่าตัวเองเป็นคนที่อธิบายได้ดีและน่าจะเป็นครูได้ ส่วนเด็กอีกคนที่ตอนแรกจะเลิกเรียนภาษาสเปนก็ค้นพบว่าตัวเองพูดสเปนได้คล่อง และช่วยเหลือชาวต่างชาติที่พูดภาษาสเปนได้เป็นอย่างดี


บทความนี้อาจจะดูเหมือนไม่ได้เกี่ยวกับคนไทยหรือผู้อ่าน Anontawong’s Musings เท่าไหร่นัก เพราะพวกเราเองคงไม่ใช่ Top 1%

แต่มีอย่างน้อยสามแง่คิดที่ผมได้จากเรื่องราวนี้

หนึ่ง แม้จะไม่ใช่ Top 1% แต่เราเองก็อาจจะมีแนวโน้มที่จะให้คุณค่ากับ “ความสำเร็จ” โดยเฉพาะความสำเร็จในหน้าที่การงาน จนไม่ค่อยเหลือแรงและเวลามาสร้างความสัมพันธ์อันดีกับคนที่เรารักมากที่สุด

สอง ลูกของเรานี่ถือว่ามีบุญ ยิ่งปิดเทอมก็มีเวลาว่าง นั่งๆ นอนๆ ไม่ต้องรับแรงกดดันเพื่อบรรลุความฝันของพ่อแม่

และสาม ต่อให้ร่ำรวยแค่ไหน คนเราก็หาเรื่องทุกข์ใจได้อยู่ดีครับ

มองวันทำงานให้เหมือนเกมบาส NBA

เชื่อว่าเราทุกคนเคยผ่านวันทำงานที่สุดแสนจะ unproductive

เช่นเจองานแทรกแต่เช้า หรือเจอเหตุการณ์วุ่นวายที่บ้าน เจอข่าวดราม่าที่เราตามไปเสพต่อในโลกโซเชียล อุปสรรคต่างๆ เหล่านี้ทำให้เสียเวลาไปหลายชั่วโมงโดยไม่ได้ทำอะไรเสร็จเป็นชิ้นเป็นอัน พอคิดแล้วก็ท้อ ได้แต่บอกว่า พรุ่งนี้ค่อยเอาใหม่แล้วกัน กลายเป็นว่าวันนั้นกลายเป็นวันที่แทบจะสูญเปล่าไปเลย

ใครที่ดูบาสเกตบอล NBA จะรู้ว่าเขาจะแบ่งเกมออกเป็น 4 quarter แต่ละควอเตอร์มีเวลา 12 นาที และคั่นด้วยพักเบรค 130 วินาที (ตอนจบควอเตอร์ที่สองจะมีพักครึ่ง 15 นาที)

เราจะเห็นอยู่บ่อยครั้งว่าทีมที่ควอเตอร์แรกๆ เล่นแย่จนคะแนนตามอยู่นั้น ก็อาจจะไปแก้เกมและกลับมา come back เอาชนะในช่วงท้ายได้

เราจึงควรมองวันทำงานเป็น 4 ควอเตอร์เช่นกัน ถ้าเราทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ความยาวแต่ละควอเตอร์ก็ประมาณ 2 ชั่วโมงพอดี

ถ้าเราผ่าน 4 ชั่วโมงแรกของวันไปแล้วโดยไม่ได้ทำอะไรเสร็จเป็นชิ้นเป็นอัน แทนที่จะตีอกชกตัวว่า “เราแพ้” เสียแล้ว พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ ให้คิดเสียว่าเราเพิ่งจบครึ่งแรกไปเอง ยังมีโอกาสแก้ตัวอีกตั้งสองควอเตอร์

ดังนั้น จงออกไปพัก และหาโอกาสแก้เกมเสียใหม่ แล้วกลับมาตีตื้นในควอเตอร์ที่สามหรือควอเตอร์ที่สี่ก็ยังไม่สาย

มองวันทำงานให้เหมือนเกมบาส แล้วเราจะมีโอกาส come back ได้ครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Gretchen Rubin หนังสือ Better Than Before: Mastering the Habits of Our Everyday Lives

ค่าของคนอยู่ที่ผลของอะไร?

การมองเห็นคุณค่าในตัวเอง หรือสิ่งที่เรียกว่า self-worth นั้น อาจแบ่งได้เป็นสองแบบ คือ inherent กับ conditional

Inherent แปลว่า “ซึ่งมีอยู่โดยปกติวิสัย”

ถ้าเราเป็นคนมองค่าของตัวเองว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่โดยปกติวิสัยอยู่แล้ว เราจะไม่เดือดเป็นร้อนกับสิ่งต่างๆ มากเกินไปนัก

เราจะไม่รู้สึกว่าต้อง “พิสูจน์” ตัวเองให้ใครเห็น ไม่จำเป็นต้องอวดความสำเร็จ ไม่ซ่อนความล้มเหลว เราสามารถรักงานของเราได้โดยไม่เอาตัวตนไปผูกกับงานมากเกินไป รักแฟนของเราได้โดยที่เราไม่ได้ร้องขออะไรจากเขามากจนเกินเลย

ชีวิตของคนที่เห็นคุณค่าของตัวเองโดยปกติวิสัย จึงเบาสบายแต่หนักแน่น เพราะเรามีรากที่มั่นคง ไม่ว่าจะเกิดอะไร ไม่ว่าใครจะพูดอะไร ก็ไม่อาจทำร้ายหรือทำลายความเป็นจริงในตัวเราได้

แต่ถ้าเรามอง self-worth แบบ conditional หรือแบบมีข้อแม้ ชีวิตเราจะเหนื่อยและหนัก

เพราะเราจะกังวลกับปัจจัยภายนอก เราจะคาดหวังให้คนพูดถึงเราในแง่ดี เราจะมุ่งมั่นทำงานไม่ใช่เพื่อตัวงานแต่เพื่อเป็นมาตรวัดว่าเรานั้นมีคุณค่า เราจะเรียกร้องจากคนรักมากจนเกินพอดี เพราะหากเขาไม่แสดงออกนั่นแสดงว่าเราไม่มีค่า และหากเราโดนใครตำหนิหรือวิจารณ์เราจะเป็นเดือดเป็นร้อนที่พวกเขามา “ทำลาย” ภาพพจน์ที่เราบรรจงสร้างเอาไว้

ผมคิดว่าพวกเราส่วนใหญ่มองคุณค่าของตัวเองโดยมีส่วนผสมของ inherent และ conditional

จะโอนเอียงไปข้างไหนก็แล้วแต่จริตและวิถีชีวิตที่เราเติบโตมาครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Impact Players by Liz Wiseman