นิทานโถแก้วเปลี่ยนชะตา

20190711_jar

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

“มีอะไรบ้างที่ผมสามารถเรียนรู้ได้ใน 20 นาที แต่จะทำให้ชีวิตผมดีขึ้นได้ใน 30 วัน?”

ผมถามคำถามนี้กับนักปราชญ์ผู้รอบรู้ที่สุด

ชายชราฟังผมอย่างตั้งใจ ไม่เอ่ยอะไรสักคำ ก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปในกระท่อม

อีกห้านาที เขาก็เดินออกมาพร้อมกับโหลแก้ว

“20 นาทีน่าจะมากไปนะพ่อหนุ่ม ข้ามีคำแนะนำที่ง่ายกว่านั้นซะอีก ใช้เวลาไม่ถึง 20 วินาทีด้วยซ้ำ เอ้า รับนี่ไปซะ” ชายชรายื่นโถแก้วมาให้ผม

ผมรับโถนั้นมา ดูแล้วก็เป็นโถแก้วธรรมดา ไม่ได้มีอะไรพิเศษ มันจะเปลี่ยนชีวิตผมได้ยังไงนะ

“วางโถนี้ไว้ตรงหัวเตียง ตอนเช้าเมื่อเจ้าตื่น จงหาเศษกระดาษมาเขียนวันที่ลงไป แล้วเอามันใส่ไว้ในโถ”

“ฟังดูไม่มีอะไรเลยนะครับอาจารย์ ผมอยากได้คำแนะนำที่ถึงอกถึงใจกว่านี้ คำแนะนำที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตผมได้ ที่อาจารย์แนะนำไม่น่าจะช่วยให้ชีวิตผมดีขึ้นได้เลย!”

“สิ่งที่ข้าบอกไม่ได้ง่ายดายเลยนะ จริงๆ แล้วมันยากมากๆ ด้วยซ้ำ รับรองได้เลยว่าเมื่อเจ้ากลับมาหาข้าในอีก 30 วัน ในโถจะมีเศษกระดาษไม่ครบ 30 ชิ้นหรอก แต่ถ้ามีครบ ชีวิตเจ้าก็จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง”

ฟังแล้วผมไม่เชื่อเท่าไหร่ แต่ผมก็ไว้ใจนักปราชญ์ผู้นี้ ผมเลยนำโถนั้นกลับบ้าน

วันแรกช่างง่ายดาย พอนาฬิกาปลุก ผมก็ฉีกมุมกระดาษในสมุดไดอารี่ออกมา เขียนวันที่ลงไป หย่อนมันลงโถ ปิดฝา เท่านี้ก็เรียบร้อย

วันถัดมาก็เหมือนกัน

วันที่สามเป็นวันอาทิตย์ คืนก่อนหน้านั้นผมปาร์ตี้ถึงตี 3 พอตื่นมาเลยแฮงค์หนักมาก เดินโซเซเข้าห้องน้ำไปล้างหน้า เดินเข้าครัวชงน้ำมะนาวดื่ม จากนั้นก็ทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ กว่าจะนึกเรื่องโถแก้วขึ้นมาได้ก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยง

ซวยแล้ว!

ผมรีบวิ่งเข้าห้องนอน ฉีกเศษกระดาษมาเขียนวันที่แล้วเอามันไปหยอดในโถ ได้แต่ภาวนาว่าชายชราจะไม่รู้เรื่อง

วันจันทร์ผมถูกเจ้านายโทร.ปลุกแต่เช้าตรู่ ก่อนที่นาฬิกาจะปลุกเสียอีก ที่ออฟฟิศมีงานด่วนผมเลยต้องรีบเข้าไป

หลังจากกรำศึกหนักมาทั้งวัน ผมกลับถึงบ้านเกือบเที่ยงคืน ทิ้งตัวลงที่นอนโดยไม่ได้อาบน้ำ ระหว่างที่ครึ่งหลับครึ่งตื่นผมนึกถึงเรื่องโถแก้วขึ้นมาได้ แต่ก็เหนื่อยเกินกว่าจะทำอะไรแล้ว

พอถึงวันที่ห้า ผมก็เลิกนึกถึงโถแก้วไปเลย

หนึ่งเดือนผ่านไปไวเหมือนโกหก ได้เวลากลับไปหาอาจารย์แล้ว ผมหยิบโถแก้วที่ฝุ่นเกาะขึ้นมา ในนั้นมีเศษกระดาษหน้าตาเศร้าๆ อยู่ 3 ชิ้น

เมื่อชายชราเห็นโถแก้ว เขายิ้มอย่างเมตตา

“ดูเหมือนเจ้าพยายามจะทำตามที่ข้าบอกนะ”

“ไม่ใช่ความผิดผมนะครับอาจารย์ อาจารย์ให้ผมทำเรื่องที่น่าเบื่อสุดๆ ไม่ได้มีอะไรที่จะช่วยเปลี่ยนชีวิตผมได้สักนิด”

“ถ้ามันเป็นเรื่องที่เปลี่ยนชีวิตเธอได้ เจ้าจะทำอะไรต่างออกไปงั้นหรือ?”

“แน่นอนสิครับ เพราะผมจะมี passion กับมัน สาบานได้เลยว่าผมจะทำมันทุกวันแน่ๆ”

“นั่นแหละปัญหาล่ะ เจ้านึกว่าแพสชั่นเป็นยาวิเศษที่จะดลบันดาลทุกสิ่ง แต่ความเป็นจริงก็คือแพสชั่นมันอยู่ได้แค่ไม่กี่วันหรอก เวลาที่เจ้าต้องเจอความลำบากยากเย็น แพสชั่นก็จะหายไปอย่างรวดเร็ว ถ้าเจ้าคิดแต่จะพึ่งพาแพสชั่นอยู่อย่างเดียว งั้นบอกข้าหน่อยว่าเจ้าจะทำอย่างไรถ้ามันหายไป?”

ผมนิ่งงัน ชายชรากล่าวต่อ

“แบบทดสอบที่ข้าให้เจ้าทำ จริงๆ แล้วมันไม่สำคัญหรอกว่าข้าให้เจ้าทำอะไร สำคัญที่ว่าเจ้าทำมันรึเปล่าต่างหาก ถึงข้าจะให้เจ้าทำอย่างอื่น เจ้าก็จะกลับมาพร้อมกับโถแก้วที่เกือบจะว่างเปล่านี้อยู่ดี บอกข้าหน่อยสิว่าเจ้าจะเขียนชะตาชีวิตใหม่ใน 30 วันได้อย่างไร ในเมื่อเรื่องง่ายๆ อย่างเขียนวันที่เจ้ายังทำไม่ได้?”

“ผมผิดไปแล้วครับอาจารย์! ผมควรจะทำยังไงต่อดี?”

ชายชรามองผมด้วยสายตาที่แน่วแน่แต่อ่อนโยน

“เจ้าก็จงกลับบ้านแล้วหลับให้สบาย พรุ่งนี้เช้าเมื่อเจ้าตื่นมา จงหยิบเศษกระดาษขึ้นมาเขียนวันที่”

แล้วชายชราก็ยื่นโถแก้วกลับมาให้ผม

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Abhimanyu Sood’s answer to What can I do for 20 minutes a day that will make my life better in 30 days?

ความกลัวเป็นเรื่องดี

20190711_fearisgood

เพราะมันบอกว่าเราต้องทำอะไร

“Fear is good…Fear tells us what we have to do”
-Steven Pressfield

อะไรที่เราไม่กลัว มันมักจะไม่มีคุณค่ามากนัก เพราะมันเป็นสิ่งที่เราทำได้อยู่แล้ว เข้าข่าย low risk / low return

แต่อะไรที่เรากลัว นั่นคือสิ่งที่ลึกๆ แล้วใจเราอยาก และรู้ว่าถ้าทำได้เราจะแฮปปี้กับตัวเองมากๆ เข้าข่าย high risk / high return

แต่เพราะว่ามัน high risk เราก็เลยกลัวว่าจะล้มเหลว กลัวจะผิดหวัง เราเลยเอาแต่ผัดวันประกันพรุ่งที่จะทำสิ่งนั้นเสมอมา

กลัวลงมาราธอนแล้วจะวิ่งไม่จบ

กลัวเปิดบล็อกแล้วจะไม่มีคนอ่าน

กลัวว่าถ้ารับงานยากๆ แล้วจะทำไม่ได้

คนที่สำเร็จไม่ใช่คนที่ไม่กลัว แต่เป็นคนที่กลัวแล้วแต่ก็ยังทำมันอยู่ดี ทำไปกลัวไป

Fear is good. Fear tells us what we have to do

ความกลัวคือสัญญาณว่ามันคือสิ่งที่เราต้องการ มันคือสิ่งที่เราควรทำ

ใช้ความกลัวเป็นดาวเหนือนำทางเราได้เลยนะครับ

อย่าลืมลับขวาน

20190711_saw

หนังสือ 7 Habits of Highly Effective People ของ Stephen Covey ถือเป็นหนังสือ How-to ขึ้นหิ้งที่มีคนอ่านไปแล้วหลายสิบล้านคน

Habit ที่ผมรู้สึกว่ามีคนพูดถึงน้อยที่สุดคือ Habit สุดท้าย – Sharpen the saw หรือการหยุดและทบทวนสิ่งที่เราทำว่ามันดีแล้วจริงรึเปล่า

เพราะเราใช้ชีวิตกันอย่างเร่งรีบ แค่จะทำงานให้เสร็จก็เต็มกลืนแล้ว เวลาว่างที่เหลือน้อยนิดเราก็เอาแต่จ้องจอ ผลที่ตามมาก็คือเราใช้ขวานเล่มเดิมตัดฟืนท่อนแล้วท่อนเล่าจนขวานบิ่น แต่เราก็ไม่เคยหยุดลับขวาน

เหมือนชายฉกรรจ์สี่คนลากเกวียนเดินทางไกลอย่างทุลักทุเลเพราะเกวียนนั้นใช้ล้อทรงสี่เหลี่ยมทั้งหมด พอมีคนผ่านมาแล้วทักว่าทำไมไม่เปลี่ยนล้อเป็นทรงกลม ชายฉกรรจ์กลับบอกว่าพวกเขากำลังรีบ ไม่มีเวลาเปลี่ยนล้อหรอก

เรากำลังใช้ล้อสี่เหลี่ยมในการเดินทาง เรากำลังใช้ขวานบิ่นๆ ในการทำงานอยู่รึเปล่า นี่คือสิ่งที่เราควรถามตัวเอง

เพราะปัญหาใหญ่ของคนทำงานไม่ใช่เราขยันไม่พอ แต่เราขยันเกินไป ขยันทำแต่สิ่งที่เราคุ้นเคย ขยันอย่างก้มหน้าก้มตาจนไม่เคยหยุดคิดว่าเราขยันถูกจุดและเราขยันอย่างฉลาดหรือเปล่า

หัดขี้เกียจเสียบ้าง ลดการกระทำ และเพิ่มการคิดให้มากขึ้นอีกนิด

จะได้ไม่ทู่ซี้ใช้ขวานบิ่นๆ ไปทั้งชีวิตครับ

อย่าสู้รบกับความจริง

20190709_fightreality

เพราะนั่นคือต้นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งหมด

หรือจะพูดให้ถูกกว่านี้ ต้นเหตุแห่งความทุกข์คือความคาดหวังที่คลาดเคลื่อนจากความจริง

แฟนทิ้งไม่ได้ทำให้เราทุกข์ การที่เราไม่อยากให้แฟนทิ้งต่างหากที่ทำให้เราทุกข์

หุ้นตกไม่ได้ทำให้เราทุกข์ การที่เราอยากให้หุ้นไม่ตกต่างหากที่ทำให้เราทุกข์

เจ้านายด่าไม่ได้ทำให้เราทุกข์ การที่เราอยากให้เจ้านายไม่ด่าต่างหากที่ทำให้เราทุกข์

ดังนั้น ถ้าไม่อยากทุกข์ ก็ต้องหยุดอยาก

เข้าใจครับว่าพูดง่ายแต่ทำยาก

แต่อย่างน้อย ถ้าเราตระหนักได้ว่า ต้นเหตุแห่งความหงุดหงิด ความเครียด ความโศกเศร้าของเราทั้งหมด ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นภายนอกเลย แต่เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในใจเราล้วนๆ

เราก็จะเหมือนมีเกราะพิเศษที่พาเราฟันฝ่าชีวิตนี้ไปโดยไม่ตกม้าตายกลางทาง

สู้รบกับความจริง สู้ให้ตายยังไงก็ไม่ชนะ

สู้รบกับความคาดหวังในใจเรา อย่างน้อยยังพอมีลุ้นบ้าง

จบใหม่อย่าหางานสบาย

20190708_easywork

เพราะถ้าได้งานสบาย เราจะเก่งขึ้นช้ามาก

สุดท้ายเงินเดือนมันจะสะท้อนความสามารถของเราเสมอ ถ้าเราเก่งช้ากว่าคนอื่น มูลค่าของเราก็จะขึ้นช้ากว่าคนอื่นด้วยเช่นกัน

การได้งานสบายจึงเป็นเหมือนคำสาปอย่างหนึ่ง ใครรู้สึกว่ากำลังสบายเกินไป อาจต้องหาทางดิ้นให้หลุดจากคำสาปนั้นด้วยการหาทางเพิ่มคุณค่าให้งานที่ทำ ขอย้ายทีม หรือแม้กระทั่งย้ายบริษัท

คำแนะนำสำหรับเด็กจบใหม่คือ จงหางานที่หนักทำ งานที่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ งานที่หมดวันแล้วหมดแรง แต่ใจลึกๆ ก็รู้ว่าเรามาถูกทางแล้ว

เพราะนี่คือช่วงอายุที่เรายังไม่มีภาระอะไร ยังมีพลังกายเต็มเปี่ยม คนอื่นยังยินดีให้โอกาสหากเราทำพลาด มันคือช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดที่จะทำงานหนักแล้ว

ส่วนงานสบายไว้แก่ๆ ค่อยทำก็ยังไม่สายครับ