นิทานเลิกบุหรี่

20190726_giveup

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หมอคนหนึ่งสูบบุหรี่จัด เป็นทั้งโรคถุงลมโป่งพองและโรคมะเร็ง

หมอมีลูกสาวเพียงคนเดียวที่หมอรักมาก เธอเพิ่งเรียนจบปริญญาตรีและสอบได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ

ใกล้ถึงวันเดินทาง ลูกสาวเผยความในใจกับพ่อ

“พ่อคะ หนูคิดว่าจะสละสิทธิ์ หนูไม่อยากไปต่างประเทศแล้ว”

พ่อตกใจ

“ไปเถอะลูก อย่าทิ้งทุนเลย ติดขัดอะไรก็บอกพ่อ”

“หนูกลัวว่า ถ้าไปเรียนต่างประเทศ กลับมาจะไม่ได้เห็นหน้าพ่ออีก”

พ่อนิ่งเงียบไป รู้ว่าลูกหมายความว่าอย่างไร จึงชวนลูกไปที่ห้องพระ

“เอาอย่างงี้ลูก พ่อจะพนมมือสาบานกับหลวงพ่อว่า วันไหนที่ลูกเดินทาง วันนั้นพ่อจะหักดิบ เลิกบุหรี่โดยเด็ดขาด หากพ่อผิดคำพูด ขอให้พ่อมีอันเป็นไป และอย่าได้ผุดอย่าได้เกิดอีกต่อไป”

ลูกสาวเงียบไปชั่วครู่

“หนูขอให้พ่อเปลี่ยนคำสาบานได้ไหม”

“ได้สิลูก”

“หนูขอให้พ่อสาบานว่า วันที่ลูกเดินทาง พ่อจะเลิกสูบบุหรี่ หากพ่อผิดคำสาบาน ขอให้ลูกสาวของพ่อคนนี้จงมีอันเป็นไป อย่าได้ผุดอย่าได้เกิดอีกต่อไป”

—–

ดัดแปลงจากเรื่องจริงจากบล็อก Prasarn Marukpitak: ขอเปลี่ยนคำสาบาน https://prasarnm.com/2019/07/19/cigarette/

ความทุกข์ที่เข้าใจได้-ความทุกข์ที่เข้าใจไม่ได้

20190725_understandable

เมื่อวานนี้ผมได้มีโอกาสไปพูดในงานประชุมวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติ จัดโดยกรมสุขภาพจิต ในหัวข้อเรื่อง บริหารอย่างไรให้ได้ใจและได้งาน

หนึ่งในประเด็นในการพูดคุยกัน คือเราจะสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานได้อย่างไร ผมแนะนำไปว่ามี 4 เรื่องคือ autonomy, mastery, meaning และ relationship

Autonomy คือพนักงานควรจะมีอิสรภาพประมาณหนึ่ง เช่นอาจจะไม่กะเกณฑ์เวลาเข้างาน อาจจะเลือกได้ว่าจะทำงานนี้ด้วยวิธีไหน ฯลฯ

Mastery คือคนทำงานแล้วต้องรู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้น

Meaning คือเขาต้องรู้สึกว่างานนั้นมีคุณค่าและมีความหมาย

Relationship คือเขาควรจะมีความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนร่วมงานและหัวหน้า รู้สึกได้ว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่

และผมย้ำว่าทั้ง 4 เรื่องนี้ไม่ต้องใช้เงิน แต่ต้องใช้ความกล้า ความเคารพ และการสื่อสาร

อย่างเรื่อง meaning อาจจะเป็นการยากที่พนักงานจะเห็นว่างานที่เขาทำอยู่มันไปเชื่อมโยงกับภาพใหญ่อย่างไรบ้าง ในฐานะหัวหน้าเราต้องพยายามชี้ให้เขาเห็นให้ได้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมีความหมายและมีประโยชน์ต่อชีวิตผู้คนอย่างไร

พอเขาเข้าใจและค้นพบความหมายของงานชิ้นนั้น เขาจะยอมทุกข์ยอมเหนื่อยไปกับมัน เพราะมันเป็นความทุกข์ที่เข้าใจได้

แต่อย่าให้เขาทำงานที่มันไม่เมคเซ้นส์ หรืออย่าให้เขาทำงานโดยไม่สื่อสารว่าทำไปเพื่ออะไร ไม่อย่างนั้นมันจะเกิดคำถามตลอดเวลาว่าทำไปทำไม ทำไปทำไม ทำไปทำไม – กลายเป็นความทุกข์ที่เข้าใจไม่ได้

อย่างผมเองก็มีความทุกข์ในฐานะพ่อลูกอ่อน ไม่เคยนอนเต็มอิ่มมาหลายปีแล้ว แต่มันเป็นความทุกข์ที่เข้าใจได้ ไม่เคยมีคำถามว่าทำไมต้องตื่นมาตอนกลางดึกบ่อยๆ

คนเราวิ่งหนีความทุกข์ก็จริง แต่หากมันมีความทุกข์ที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างน้อยก็ขอให้มันเป็นความทุกข์ที่เข้าใจได้ เราจะได้อยู่กับมันอย่างสันติ

แต่ถ้าเราปล่อยให้ลูกน้องต้องอยู่กับความทุกข์ที่เข้าใจไม่ได้ หรือแม้กระทั่งเราเองก็เข้าใจไม่ได้ นั่นแสดงว่ามีใครซักคนไม่ได้ใช้ความคิดเท่าที่ควรแล้วล่ะครับ


รับบทความทางไลน์ได้ทุกวันที่ bit.ly/tgimline

ความล้มเหลวเริ่มจากข้างในก่อนเสมอ

20190723

Failure is a feeling long before it’s an actual result.
― Michelle Obama, Becoming

ไม่ว่าจะสอบตก ทำงานไม่ทัน น้ำหนักเกินไปเยอะ เหล่านี้คือผลลัพธ์

แต่ก่อนจะสอบตก ก่อนจะทำงานไม่ทัน ก่อนจะน้ำหนักเกิน มันมีการกระทำบางอย่าง หรือการไม่กระทำบางอย่างนำมาก่อน

การกระทำเกิดขึ้นจากเจตนา และส่วนใหญ่เจตนาก็เกิดจากอารมณ์หรือความรู้สึก

เมื่อรู้สึกขี้เกียจ ก็เลยเข้าเฟซ ก็เลยเม้าธ์มอย ก็เลยไม่เคยโฟกัสกับงานที่อยู่ตรงหน้าได้

เมื่อรู้สึกเบื่อๆ อยากๆ ก็เลยกินขนม ก็เลยกินชานม ก็เลยแคลอรี่เกิน

อารมณ์ที่ไม่ productive ย่อมนำไปสู่การกระทำที่ไม่ productive และผลลัพธ์ที่ได้ย่อมไม่ productive

ภาพสุดท้ายทางกายภาพจึงเป็นเพียงกระจกสะท้อนภาพที่อยู่ในใจเรา

ความล้มเหลวนั้นเริ่มขึ้นที่ใจก่อนเสมอ

และความสำเร็จก็เริ่มขึ้นที่ใจเช่นกัน

ถ้าอยากให้ภาพข้างนอกมันดีขึ้น เราก็ต้องเปลี่ยนภาพข้างในให้ดีขึ้นก่อนครับ

ถ้าจะกลัวก็กลัวให้ถูกเรื่อง

20190723_fear

อย่ากลัวงานหนัก กลัวว่าทำงานตั้งนานแล้วยังไม่เก่งขึ้น

อย่ากลัวว่าถ้าวิ่งแล้วจะวิ่งไม่ไหว กลัวว่าแก่แล้วจะเดินไม่ไหว

อย่ากลัวการปฏิเสธจากคนอื่น กลัวการที่เราปฏิเสธตัวเองตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

อย่ากลัวว่าทำอย่างนี้จะดูแย่รึเปล่า กลัวว่าทำอย่างนี้แล้วเราจะรู้สึกแย่กับตัวเองรึเปล่า

อย่ากลัวว่าจะทำความฝันไม่สำเร็จ กลัวว่าวันหนึ่งเราต้องมองย้อนกลับมาด้วยความเสียดายที่ไม่ได้ทำ

หัวหน้าไม่ได้มีตาทิพย์

201707182

และก็ไม่ได้มีหูทิพย์ด้วย

ดังนั้นอย่าหวังว่า ถ้าเราทำดีแล้วหัวหน้าจะเห็นเอง-จะรู้เอง

คนที่คิดอย่างมักจะลงเอยด้วยความผิดหวัง แล้วก็มานั่งน้อยอกน้อยใจว่าหัวหน้าไม่เคยเห็นคุณค่า

จริงๆ แล้วเป็นเพราะเราต่างหากที่ไม่ได้ช่วยหัวหน้าเท่าที่ควร

หัวหน้ามีเรื่องที่ต้องรับผิดชอบมากกว่าเราตั้งเท่าไหร่ มีคนต้องดูแลตั้งเท่าไหร่ การไปหวังให้เขารู้ทุกอย่างที่เราทำมันดูเรียกร้องมากเกินไปรึเปล่า

การบอกหัวหน้าถึงงานที่เราทำไม่ใช่การอวดตัว ไม่ใช่การเอาหน้า แต่มันคือการช่วยให้ชีวิตเขาง่ายขึ้น สบายใจขึ้นว่าเราดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องรอให้เขาตามงานหรือกังวลว่างานไปถึงไหนแล้ว

เลิกกลัวว่พูดแล้วจะดูไม่ดี และเลิกคิดได้แล้วว่าทำดีแล้วหัวหน้าจะรู้เอง

สื่อสารให้มากกว่านี้ เพราะหัวหน้าไม่ได้มีตาทิพย์ครับ