Book Insights – ปัญญา ชา จีน

20190916

นี่คือหนังสือเล่มล่าสุดของคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ที่ผมได้มาเมื่อตอนต้นเดือน และใช้เวลาอ่านเพียง 3 วัน

ปัญญา ชา จีน พาเราไปเรียนรู้ชีวิตของบูรพาจารย์อย่างท่านโพธิธรรม เหลาจื่อ ขงจื่อ จวงจื่อ เมิ่งจื่อ และตัวละครสำคัญในประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นภูมิปัญญาจีนที่สืบเนื่องมายาวนานหลายพันปี

เนื่องด้วยสไตล์การเขียนของพี่ภิญโญนั้นเป็นเหมือนเป็นโศลก มีความไพเราะเหมือนอ่านบทกวี การที่ผมจะสรุปออกมาเป็นถ้อยคำของผมเองจะทำให้สูญเสียอรรถรส จึงขอคัดลอกบางช่วงตอนที่ประทับใจมาให้คุณผู้อ่านได้ลิ้มลอง

และหากถูกใจ ก็ขอเชียร์ให้ออกไปหาซื้อเล่มจริงมาละเลียดไปพร้อมกับการจิบชาครับ

——

จะมีสิ่งใดที่ทำให้มนุษย์เปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน
ได้เท่ากับความตาย
จะมีทรัพย์สินใดมีค่าในช่วงเวลาบั้นปลายของชีวิต
เท่ากับเวลา

—–

ชีวิตและความตายเป็นสิ่งสำคัญ
อย่าทุกข์ตรมกับสิ่งไร้สาระ
อย่าหลอกตนเอง

—–

หวงตี้นั้น ตามตำนานเล่าว่ามีมเหสีชื่อเหลยจู่ เป็นผู้คิดค้นการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าไหม บูรพกษัตริย์จีนอีกทั้งวงศ์วานว่านเครือนั้น จึงเป็นผู้ที่เชื่อมต่อสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับการเกษตร เช่นเดียวกับรากศัพท์คำว่า “กษัตริย์” ของไทย ซึ่งมีที่มาจากคำว่า “เกษตร”

—–

To attain knowledge, add things every day.
To attain wisdom, remove things every day.
-Laozi

ผู้แสวงหาความรู้ เพิ่มพูนข้อมูลทุกวัน
ผู้แสวงหาปัญญานั้น คัดสรร ลดทอน ละทิ้ง
-เหลาจื่อ

—–

จงสู้เมื่อรู้ว่าจะได้ชัยชนะ
หากไม่มีแม้แต่โอกาสจะชนะ
แม่ทัพผู้ชาญศึกและล้ำลึกในพิชัยสงคราม
จะเลือกใช้กลยุทธ์สำคัญ คือ การหนี

เมื่อฟ้าดินกำหนดให้ท่านหยุด จงหยุด
เมื่อฟ้าดินกำหนดให้ท่านถอย จงถอย
เมื่อฟ้าดินกำหนดให้ท่านหนี จงหนี
แม้ฟ้าดินกำหนดให้พ่ายแพ้
จงยอมรับความพ่ายแพ้นั้นอย่างสง่างาม
เมื่อนั้น ฟ้าดินจะมอบนิยามบทใหม่ให้กับชีวิตท่าน

—–

วิญญูชนผู้ฝึกตนจึงเป็นคู่สนทนาที่ผู้คนทุกแวดวงโหยหา
ปัญญาชนสงบนิ่งเฉกเช่นชา ไม่รีบร้อน ไม่เร่งเร้า
ไม่เข้าทำผิดจังหวะ ไม่สอดแทรกผิดเวลา
ไม่ขัดคอ ขัดขา การสนทนาจึงออกรส
ประหนึ่งบทสนทนากับผู้รู้ใจในนิยามของขงจื่อ

น่าเสียดาย
ที่เราทำให้ศิลปะชั้นเลิศ
เช่นการสนทนาหล่นหาย
เราเต็มไปด้วยคู่สนทนา
ที่พร้อมจะพูดความในใจตลอดเวลา
โดยไม่คิดจะพัก
ฟังว่าผู้อื่นต้องการสื่อสารสิ่งใด

—–

มนุษย์ยุคใหม่จึงว้าวุ่นใจ
ไปกับกิจกรรมมากมาย
จนพากันบ่นเหนื่อย บ่นเบื่อ บ่นหน่าย
และบ่นว่าไม่มีเวลาว่าง
แต่กลับพากันวิ่งวุ่นต่อไป
เพื่อจัดการตารางเวลา
ให้ตนเองเกิดความว่าง
ทั้งๆ แค่เพียงหยุดกิจการงาน
ก็จะพบกับความว่างทันที
นี่คือความย้อนแย้งแห่งยุคสมัย

—–

น่าเสียดาย คนยุคปัจจุบันกระทำทุกเรื่องเป็นงาน
มีการวัดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความก้าวหน้า
ด้วยกำไร ผลตอบแทนการลงทุน ดอกเบี้ย และเงินตรา
ทุกคนถูกดึงเอาทรัพยากรสำคัญที่สุดของชีวิต
คือ เวลา เพื่อไปใช้ในสิ่งที่สังคมให้ราคา
จนเราสูญเสียคุณค่าที่แท้ในชีวิตไปช้าๆ

—-

เรามิเคยคิดจะชงชา
มิเคยคิดจะรินชาให้แก่กัน
เรามีแต่อยากแก่งแย่งชา
จากถ้วยมีราคาของเพื่อนบ้าน

เราแสดงอาการดีใจ เมื่อถ้วยชาของเราใหญ่กว่า
อยากประกาศศักดา ว่าถ้วยชาของข้ายิ่งใหญ่
ใหญ่จนจุความมั่งคั่ง ความปรารถนา
ทุกสิ่งในโลกหล้า ไม่สิ้นสุด

ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ยังไม่หยุดแสวงหา
จึงต้องเฝ้าขอชาจากผู้คนทั่วไปตลอดเวลา
เพื่อมาเติมถ้วยชาที่ไม่เคยเต็ม

—–

ไม่ว่ากาลเวลาจะยาวนานเพียงใด
เราจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิต
เยี่ยงปราชญ์จีนโบราณ
ผู้ผ่านยุคเสื่อมของแผ่นดิน
โดยไม่สิ้นปัญญาและความสุข

ปราชญ์ผู้ใช้ความทุกข์
เป็นเครื่องผลิตปัญญา
ปัญญาซึ่งเปรียบประหนึ่งชา
ที่เมื่อถึงเวลา
ย่อมผลิใบในสายธารา
ให้เราได้ลิ้มรสดวงตาแห่งธรรม

—–

เป็นหนังสืออีกหนี่งเล่มที่ผมน่าจะหยิบขึ้นมาอ่านซ้ำอีกหลายเที่ยวครับ

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ ปัญญา ชา จีน โดยภิญโญ ไตรสุริยธรรมา สำนักพิมพ์ openbooks

FOMO และ JOMO

20190914

FOMO คือ Fear of Missing Out

คือกลัวว่าเราจะพลาดเรื่องอะไรก็ตามที่อยู่ในกระแส

เราจึงต้องตามข่าวดารา ต้องดู Game of Thrones ต้องมี iPhone 11

กลัวว่าถ้าตกกระแสแล้วจะคุยกับเพื่อนไม่มันส์หรือคุยกันไม่รู้เรื่อง

แต่ FOMO นั้นทำให้เราต้องใช้แรงพอดู เพราะกระแสมาเดี๋ยวเดียวก็ไป เมื่อพยายามไล่ตามทุกอย่าง ก็ย่อมจะเสียแรง เสียเวลาและเสียงตังค์ไปไม่น้อย

ส่วน JOMO คือสิ่งที่ตรงข้ามกับ FOMO

JOMO ย่อมาจาก Joy of Missing Out

ถึงจะพลาด ถึงจะไม่รู้ว่าอะไรอิน เราก็มีความสุขได้

สุขใจที่ไม่รู้ สุขใจที่ไม่มี สุขใจที่จะไม่ได้ติดตาม

คนที่ JOMO นั้นเชื่อว่าถึงจะตามก็ตามไม่ทัน ถึงจะมีแต่ก็ไม่เคยดีพอ ถึงจะรู้เรื่องชาวบ้านเยอะแค่ไหนก็ไม่สู้รู้ใจตัวเอง

หากเราเป็น FOMO แล้วเหนื่อยนัก ลองคิดพักด้วย JOMO ดูนะครับ

นิทานคุณยายงมเข็ม

20190913

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

คุณยายคนหนึ่งอาศัยอยู่กับหลานสาวที่กำลังเรียนอยู่ปี 4

หลานคนนี้ติดเที่ยวกลางคืน ทิ้งให้ยายอยู่บ้านคนเดียวเป็นประจำ

กลางดึกคืนหนึ่ง หลานกลับมาเห็นคุณยายกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่หน้าบ้าน

“ยายทำอะไรอยู่คะ?”

“ยายกำลังหาเข็มอยู่”

หลานสาวจึงช่วยยายหาเข็มด้วย แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ

“ยายทำเข็มหล่นตรงไหนนะ หนูจะได้ช่วยหาดีๆ”

“หล่นในห้องนอนน่ะ”

“อ้าว แล้วยายมาหาตรงนี้ทำไม?”

“ยายเห็นว่าตรงนี้มันสว่างดี จะได้หาเจอง่ายๆ”

“ยายตลกอ่ะ ทำเข็มหล่นในห้อง มาหาหน้าบ้าน แล้วมันจะเจอได้ไง?”

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ทีหลานทำความสุขหล่นหาย ยังไปตามหาในผับได้ทุกวันเลย”

—–

ดัดแปลงจากนิทานคุณยายเจ้าปัญญาโดย bloggang:jintean 

กับดักของทางเลือก

20190912

คือเรามักจะชอบนึกว่ามีแค่สองทาง

ในโบรชัวร์ชี้ชวนให้เรียน MBA ของมหาลัยเมืองนอกแห่งหนึ่ง มีภาพของอาคารเรียนที่ดูขลัง สนามหญ้าเขียวชอุ่ม หนุ่มสาวหลายเชื้อชาติล้อมวงคุยกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

ในโบรชัวร์บอกว่า การเรียน MBA คือการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะแม้จะเสียค่าเล่าเรียน $100,000 แต่ในระยะเวลา 30 ปี คนที่เรียน MBA จะมีรายได้สะสมมากกว่าคนที่ไม่ได้เรียน MBA ถึง $400,000

พูดง่ายๆ ก็คือการเรียน MBA ทำให้เรามีกำไรถึง $400,000-$100,000 = $300,000 เลยทีเดียว

แต่คำชี้ชวนเช่นนี้มีหลุมพรางด้วยกันถึง 4 ประการ

หนึ่ง คนที่เรียน MBA มักเป็นคนทะเยอะทะยานและทำงานเก่งอยู่แล้ว ดังนั้นถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เรียน MBA ก็น่าจะมีรายได้มากกว่าคนทำงานปกติอยู่ดี

สอง เวลาสองปีที่เอาไปเรียน MBA นั้นเราต้องหยุดทำงาน และจะสูญเสียรายได้ไปไม่น้อย สมมติว่าสองปีนี้ถ้าเรายังทำงานอยู่เราจะมีรายได้อีก $100,000 นี่คือ “ค่าเสียโอกาส” ที่ต้องถูกคิดรวมอยู่ใน “ต้นทุน” การเรียน MBA ด้วย

สาม 30 ปีเป็นเวลาที่ยาวนานเกินกว่าจะมาคาดการณ์ได้ว่ารายได้ของเราจะเป็นเท่าไหร่ โลกอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไรยังไม่มีใครรู้เลย

สี่ ทางเลือกของเราไม่ได้มีแค่เรียน MBA หรือ ไม่เรียน MBA แต่เรายังมีทางเลือกอื่นๆ อีกมากมาย เช่นอาจเข้าคอร์สหรือเรียนโทสาขาอื่นๆ ที่ค่าใช้จ่ายไม่ได้เว่อร์วังเท่า MBA แต่ยังเพิ่มพูนความรู้ความสามารถให้เราได้

ข้อสี่คือข้อที่เราควรใส่ใจให้มาก เพราะเรามักหลงลืมกัน

เวลาเราเจอโจทย์ เรามักจะมองเห็นแค่สองทางเลือก

เช่นมีพื้นที่รกร้างว่างเปล่าอยู่ในตัวจังหวัด นักการเมืองท้องถิ่นเลยบอกว่าเราควรสร้างสนามกีฬา เพราะยังไงก็ดีกว่าปล่อยพื้นที่ให้ว่างไว้เฉยๆ

แต่ประเด็นที่เราควรคุยกัน ไม่ใช่การเลือกว่าจะปล่อยที่ให้รกร้างหรือจะสร้างสนามกีฬา แต่เราต้องคุยว่า มันมีอะไรอื่นๆ ที่ดีกว่าการสร้างสนามกีฬาด้วยรึเปล่า

หรืออีกตัวอย่างหนี่ง หากเราป่วยเป็นโรคร้ายที่จะทำให้มีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 5 ปี แล้วหมอเสนอว่า หากผ่าตัดจะสามารถรักษาโรคนี้ได้หายขาด แต่การผ่าตัดมีโอกาสสำเร็จเพียง 50%

เราจะเลือกอะไร ระหว่างอยู่ไปอีก 5 ปีแล้วต้องตายแน่ๆ กับผ่าตัดพรุ่งนี้แล้วอาจจะรอดหรืออาจจะตายก็ได้

ซึ่งเป็นคำถามที่ผิด

คำถามที่ถูกคือมีทางเลือกอะไรอีกบ้าง เช่นมันอาจจะมีการรักษาอย่างอื่นที่ไม่ได้ช่วยให้หายขาด แต่จะทำให้เราอยู่ไปได้อีก 10 ปี ซึ่งถึงตอนนั้นก็อาจจะมีการรักษาวิธีอื่นที่ดีกว่าและปลอดภัยกว่าแล้วก็ได้

กับดักของทางเลือก คือเรามักจะติดอยู่กับทางเลือกที่เห็นชัดๆ อยู่ตรงหน้า จนมองไม่เห็นทางเลือกอื่นๆ

นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า Alternative Blindness

ทางเลือกจึงมีมากกว่าสองทางเสมอ

จำไว้ให้มั่นเลยนะครับ

—–

สรุปเนื้อหาจากบทหนี่งในหนังสือ 52 วิธีตัดสินใจให้ไม่พลาด โดย Rolf Debelli สำนักพิมพ์ WeLearn

ปัญหาเป็นเพียงคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

20190911

หน้าที่ของเราคือแก้ปัญหา ไม่ใช่เอาตัวเองจมลงไปอยู่กับปัญหานั้น

ถ้าเราสามารถถอยออกมาได้ การแก้ปัญหาจะเป็นอะไรที่สนุกและท้าทาย

แต่ถ้าเราปล่อยให้ปัญหานั้นกลายเป็นตัวเราเสียเอง เราจะทุกข์ใจและทรมาน

ยิ่งปัญหาหนักหนาเท่าไหร่ เรายิ่งต้องถอยออกมาให้ได้

เพราะปัญหาที่ยากเย็นย่อมต้องใช้ใจที่มีสติและมีความสมดุล

ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเราเอาตัวตนกับปัญหามาปนกัน

ปัญหาเป็นเพียงคำถามที่ไม่มีคำตอบ

ไม่มากไปกว่านั้น ไม่น้อยไปกว่านี้

สูดลมหายใจลึกๆ ถอยตัวเองออกมา คิดอย่างช้าๆ

แล้วคำตอบจะปรากฎในเวลาอันสมควรครับ