5 ความแตกต่างของพนักงานขั้นเทพ

ช่วงนี้ผมกำลังอ่านหนังสือเรื่อง Impact Players ของ Liz Wiseman

Impact Players คือพนักงานที่สามารถสร้าง impact ให้กับองค์กรอย่างชัดเจนและมีผลงานที่โดดเด่นมากกว่าคนอื่น

Wiseman พยายามจะศึกษาว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้คนคนหนึ่งเป็น impact players ทั้งๆ ที่ความฉลาดหรือความขยันก็ไม่ได้ต่างจากพนักงานธรรมดามากนัก

และ Wiseman ก็ถอดรหัสออกมาได้ว่า งานในโลกปัจจุบันจะมีลักษณะอยู่ 5 ประการ

  1. Messy problems ปัญหาอันยุ่งเหยิงที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายจนไม่อาจจัดกลุ่มได้อย่างแน่ชัดว่าควรเป็นงานของใครหรือทีมใด
  2. Unclear roles ไม่มีความชัดเจนว่าใครเป็นแม่งาน (who is in charge)
  3. Unforeseen obstacles อุปสรรคที่ไม่เคยเกิดขึ้นหรือไม่เคยมีใครคาดการณ์มาก่อน
  4. Moving targets ความต้องการหรือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปจนทำให้วิธีการที่เคยเวิร์คมันไม่เวิร์คอีกต่อไป
  5. Unrelenting demands ปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่าที่ทีมงานจะโตตามได้ทัน ทั้งในแง่กำลังคนและความสามารถ

Messy Problems

พนักงานธรรมดาจะมองว่าเป็นสิ่งที่รบกวนงานหลักของเขา และสิ่งที่เขาจะทำก็คือสนใจแต่งานของตัวเองต่อไป (do their job)

ขณะที่พนักงานขั้นเทพนั้นจะมองว่านี่คือโอกาสที่จะได้ทำประโยชน์ และทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อจะแก้ปัญหานี้ให้ได้ (do the job that’s needed)

Unclear Roles

พนักงานธรรมดาจะมองว่าจำเป็นต้องมีคนขึ้นมาเป็นเจ้าภาพโปรเจ็คนี้ และเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่ผู้ใหญ่จะส่งคนมาดูแลซักที

พนักงานขั้นเทพจะมองว่านี่คือโอกาสที่จะช่วยไกด์ทุกคนในทีม เขาจึงอาสาตัวเองด้วยการขึ้นมานำทัพไปก่อน (step up) และเมื่อได้คนมาดูแลอย่างเป็นทางการแล้วจึงค่อยถอยตัวเองลงมาเป็นทีมงานที่ดี (step down)

Unforeseen Obstacles

พนักงานธรรมดาจะมองว่ามันคือความยุ่งยากที่ทำให้ปวดหัว จึง escalate ปัญหาไปให้หัวหน้าหรือคนที่อยู่สูงกว่านั้นเพื่อช่วยแก้ให้หน่อย

พนักงานขั้นเทพจะมองว่านี่คือโอกาสที่จะทำอะไรให้ต่างไปจากเดิม ดังนั้นเขาจึงยิ่งมีความมุ่งมั่นที่จะหาทางก้าวข้ามอุปสรรคนั้นไปให้ได้โดยรบกวนเจ้านายให้น้อยที่สุด

Moving Targets

พนักงานธรรมดาจะมองว่าเป้าหมายที่เปลี่ยนไปนั้นเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดและทำให้เขาไม่ได้ทำในสิ่งที่ถนัด เขาจึงพยายามทำตามวิธีเดิมของตัวเองต่อไป

พนักงานขั้นเทพจะมองว่ามันคือโอกาสที่จะเก่งขึ้นไปอีกขั้น จึงขอฟีดแบ็คจากหัวหน้า และปรับวิธีการทำงานหรือไปศึกษาบางอย่างเพิ่มเติมเพื่อจะได้คิดใหม่ทำใหม่ให้ผลลัพธ์ออกมาสอดคล้องกับบริบทที่ได้เปลี่ยนไปแล้ว

Unrelenting Demands
พนักงานธรรมดาเวลาเจอความกดดันมากขึ้นก็จะเริ่มมองหาตัวช่วยหรือเริ่มโยนงาน ซึ่งนั่นก็ทำให้ทีมที่โหลดอยู่แล้วยิ่งโหลดมากขึ้นไปอีก

พนักงานขั้นเทพอาจจะไม่ได้ไปรับงานคนอื่นมาทำเพิ่มขึ้น แต่ก็ทำตัวเองให้เป็นคน low maintenance ที่ไม่ปริปากบ่น ให้ความร่วมมือกับทุกคน และปล่อยพลังงานบวกอย่างสม่ำเสมอ

คราวนี้ก็ต้องกลับมาถามตัวเองครับว่า เรามีคุณสมบัติของพนักงานธรรมดาหรือพนักงานขั้นเทพมากกว่ากัน และเราอยากจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหน

เราจะเปลี่ยนมุมมองและการกระทำของเราอย่างไร เพื่อให้อนาคตออกมาสอดคล้องกับภาพที่เราวาดหวังเอาไว้ครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Impact Players – How to Take the Lead, Play Bigger, and Multiply Your Impact by Liz Wiseman

ทำไม Apple ถึงไม่มี Search Engine ของตัวเอง

เคยสงสัยมั้ยครับว่า ทำไม tech company ที่ยิ่งใหญ่อย่าง Apple ถึงไม่ได้ทำ search engine ของตัวเอง ซึ่งต่างจาก top tech companies อื่นๆ อย่าง Amazon, Facebook หรือ Netflix ที่ต่างมีทีมสร้างเสิร์ชเอ็นจินด้วยกันทั้งนั้น

เหตุผลก็เพราะว่าแต่ละปีกูเกิ้ลจ่ายเงินให้แอปเปิ้ลปีละหลายพันล้านเหรียญเพื่อให้กูเกิ้ลเป็น default search engine ในทุกโปรดักท์ของแอปเปิ้ลนั่นเอง และเงินก้อนนี้ก็ใหญ่ขึ้นทุกปีเสียด้วย โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าในปี 2021 ที่ผ่านมา กูเกิ้ลจ่ายเงินให้แอปเปิ้ลถึง 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวห้าแสนล้านบาท!

ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่แอปเปิ้ลจะต้องลงทุนสร้างเสิร์ชเอ็นจินของตัวเอง เพราะเมื่อสร้างออกมาก็ไม่แน่เหมือนกันว่าลูกค้าจะยอมใช้รึเปล่า แถมยังต้องสูญเสียแหล่งรายได้ก้อนใหญ่ไปอีก

ดูแล้วเหมือนกูเกิ้ลกำลังจ่ายค่าคุ้มครองให้แอปเปิ้ลอยู่เลยนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Sylvain Saurel’s answer to Why isn’t Apple interested in having a search engine yet?

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอาจไม่ได้อยู่ที่นั่น

เช้านี้ผมได้เรียนรู้ศัพท์ภาษาอังกฤษคำใหม่ – Hyperintention ถ้าให้แปลเป็นไทยง่ายๆ ก็คือความพยายามที่ล้นเกิน

เคยสังเกตมั้ยครับว่า เวลาเราพยายามอะไรมากเกินไป ผลลัพธ์มักจะออกมาตรงกันข้าม

หากเราพยายามจะจีบผู้หญิงคนหนึ่งมากเกินไป เขาก็จะยิ่งหนีห่างจากเรา

หากต้องทำ public speaking หรือพูดต่อหน้าสาธารณชน แล้วเรากังวลกับสายตาคนที่มองมามากเกินไป เราจะยิ่งเกร็ง ยิ่งประหม่า และพูดได้ไม่ดี

ยิ่งเราอยากทำให้คนรับรู้ว่าเรานั้นฉลาดและเก่งกาจแค่ไหน คนอื่นๆ เขายิ่งมองออกว่าเรา insecure

แต่พอเราเลิกพยายาม หรือพยายามน้อยลง ผลลัพธ์กลับดีกว่าที่คิด

กับความสำเร็จหรือเงินทองก็เช่นกัน ยิ่งเราวิ่งไล่ตามมันเท่าไหร่ มันอาจยิ่งหนีห่างเรามากขึ้นเท่านั้น

คนที่ประสบความสำเร็จมากๆ ในชีวิต เขาไม่ได้วิ่งตามความสำเร็จ แต่วิ่งตาม purpose อะไรบางอย่าง พอเขาทำตรงนั้นได้ดี เงินทองและชื่อเสียงก็ไหลมาหาเขาโดยไม่ต้องร้องขอ

Steve Jobs ไม่ได้อยากมีสมบัติอะไรมากมาย เขาชอบให้บ้านโล่งๆ ด้วยซ้ำ แต่เขาโฟกัสไปที่การสร้าง product ที่ปฏิวัติวงการแถมยังดีไซน์สวยจนน่าหลงใหล ก็ทำให้ Apple กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

Elon Musk ก็ไม่ได้วิ่งตามเงินทอง หลังจากขายหุ้นของ Paypal เขาก็เอาเงินเกือบทั้งหมดมาลงทุนใน Tesla และ SpaceX เพราะเชื่อว่าจะลดมลภาวะและสร้างความเป็นไปได้ที่มนุษย์จะไปอาศัยบนดาวเคราะห์ดวงอื่น

เราถูกรายล้อมไปด้วยสื่อที่พูดถึงคนที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งความสำเร็จนี้มักจะถูกนิยามด้วยรายได้และทรัพย์สิน คนจำนวนไม่น้อยเลยเอารายได้ต่อเดือนและเงินเก็บเป็นเป้าหมายหลักในชีวิต

บางคนใช้วิธีเปลี่ยนงานบ่อยๆ บางคนก็ไปเทรดคริปโต บางคนก็ทำธุรกิจสีเทา

แต่เมื่อเรามี hyperintention กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจออกมาตรงกันข้าม

ก็เลยมาเขียนบอกว่าให้ระวัง อย่ามองอะไรแค่มิติเดียว ถ้าอยากได้ A เราอาจต้องทำ B ก็ได้

เพราะความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอาจไม่ได้อยู่ที่นั่นเสมอไปครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ The Daily Laws by Robert Greene

ปัจจุบันเป็นตัวกำหนดอดีต

เรารู้กันมานานแล้วว่า “ประวัติศาสตร์” เป็นสิ่งที่เราควรฟังหูไว้หู เพราะมันมักจะถูกแต่งขึ้นโดยผู้ชนะ

แต่นอกจากผู้มีอำนาจทางการเมืองแล้ว เราแต่ละคนก็ชอบแต่งเรื่องเช่นกัน

โดยเราจะตกแต่งเรื่องเล่าที่ชื่อว่า “ฉัน” และคอยดัดแปลงเรื่องราวในอดีตเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ “ฉัน” ในปัจจุบันตลอดเวลา

เพราะในอดีตมีสิ่งที่เกิดขึ้นมากมาย แต่ความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ของเรานั้นกลับมีอยู่น้อยนิด ความทรงจำใดก็ตามที่ขัดกับเป้าหมายในปัจจุบันนั้นมักจะโดนกำจัดทิ้งไปหรือโดนฝังกลบเอาไว้

ชายคนหนึ่งเคยถูกแม่สอนเมื่อตอนเด็กๆ ว่าเวลาเจอสุนัขจรจัดให้ยืนอยู่นิ่งๆ ถ้าวิ่งจะโดนมันไล่กัดเอา วันหนึ่งเขาไปเจอสุนัขจรจัด เพื่อนๆ วิ่งหนี ส่วนเขายืนนิ่ง สุดท้ายก็โดนสุนัขกัดขา

ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาจำฝังใจว่าโลกนี้เต็มไปด้วยอันตราย ทุกคนล้วนเป็นศัตรู

แต่หลังจากผ่านการปรึกษากับนักจิตแพทย์อยู่หลายครั้ง เขาก็เริ่มนึกขึ้นได้ว่า หลังจากโดนสุนัขกัด มีผู้ชายแปลกหน้าปั่นจักรยานผ่านมาและช่วยพาเขาไปโรงพยาบาล

เมื่อนึกขึ้นได้ว่ามีเหตุการณ์นี้ด้วย ทัศนคติของเขาจึงเริ่มเปลี่ยนไปว่าโลกนี้ไม่ได้อันตรายอย่างที่เคยคิด

แม้จะเป็นเหตุการณ์เดียวกัน แต่ชายคนนั้นเลือกได้ว่าจะให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ไหน จะเน้นเรื่องโดนสุนัขกัดก็ได้ หรือจะเน้นเรื่องการได้รับความช่วยเหลือก็ได้

อดีตจึงไม่ได้กำหนดปัจจุบัน ปัจจุบันต่างหากที่กำหนดอดีต

เพราะอดีตนั้นไม่ได้มีตัวตนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

มีเพียงปัจจุบันเท่านั้นที่ถูกแต่งแต้มตามแต่ที่เราจะเลือกครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ กล้าที่จะถูกเกลียด 2 โดย คิชิมิ อิชิโร และ โคะกะ ฟุมิทะเกะ

วันเดียวที่ง่ายคือเมื่อวานนี้

เพราะมันผ่านไปแล้ว และจะไม่กลับมาอีกแล้ว

วันนี้จะไม่ง่าย แผนที่เราวางไว้อย่างดีอาจพังทลายจากโทรศัพท์แค่สายเดียว หรือข้อความไลน์แค่ข้อความเดียว

สำคัญคือเมื่อเจอเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือแผนการ เราทำตัวอย่างไร และสำคัญกว่านั้นคือเราทำใจอย่างไร

ทำใจในที่นี้ไม่ได้แปลว่าจำยอม แต่หมายถึงว่าเรามีมุมมองอย่างไรต่อเรื่องที่ไม่คาดคิด

ถ้าเราเผื่อใจไว้แล้วว่าแต่ละวันจะมี surprises เต็มไปหมด เราก็จะไม่หงุดหงิด และรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าได้ด้วยใจเป็นกลาง

แต่ถ้าเราหงุดหงิด แสดงว่าเราไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน แต่เรากำลังติดอยู่ในกับดักความคิดของตัวเองที่คาดหวังว่าสิ่งต่างๆ มันไม่ควรจะยากแบบนี้

“The only easy day was yesterday.”
-Anonymous

วันที่ง่ายนั้นผ่านไปแล้ว วันนี้จะมีแต่ความท้าทาย

เพราะท้าทายจึงสนุก เพราะสนุกจึงคุ้มค่าครับ