เมื่อรู้ตัวว่าสมาธิสั้น ลองทำสิ่งเหล่านี้ดู

20200210c

ตอนนี้เราอยู่ในยุค attention economy

ทุกคน ทุกบริษัทล้วนเรียกร้องความสนใจ หรือ attention ของเรา ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย พอดคาสท์ หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ

ใครดึงความสนใจของเราไปได้มากที่สุด ก็จะมีเงินเยอะที่สุด

เราจึงมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นผู้ใหญ่สมาธิสั้น เพราะวันๆ เราเจอสิ่งเร้ามากมายเหลือเกิน

ผมเองก็ประสบปัญหาไม่ต่างกัน และก็หาทางต่อสู้กับความสมาธิสั้นนี้มาหลายปี เลยอยากแชร์วิธีการต่างๆ ที่บรรเทาอาการนี้ได้ครับ

– ปิด notifications บนมือถือให้มากที่สุด เหลือที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ผมเองเปิดแค่เพียง reminder ของการนัดหมายและ Slack ซึ่งเป็นโปรแกรมแชทที่ที่ทำงานใช้กัน

– Uninstall/Disable social media app ในมือถือ ถ้าจะเข้าจริงๆ ก็เข้าผ่าน web browser เอา

– บนแล็ปท็อป เมื่อใช้ social media เสร็จแล้วก็ log out เสีย ทุกครั้งที่เรากลับมาเช็คด้วยความเคยชินจะได้มีเบรคให้ยับยั้งชั่งใจ

– เฝ้าระวัง “ชั่วขณะเล็กๆ” ที่เราจะตัดสินใจทำบางอย่าง ระหว่างสิ่งที่มีประโยชน์และสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ชั่วขณะเล็กๆ เหล่านี้เกิดขึ้นวันละเป็นร้อยครั้งและผลกระทบของมันอาจมีมากกว่าที่เราคิด

– หัดกลับมารู้เนื้อรู้ตัว รู้สึกตัวตอนหายใจ รู้สึกตัวตอนเดินไปไหนต่อไหน

Social media และสมาร์ทโฟนนั้นเป็นของที่มีประโยชน์ เป้าหมายของเราคือการเก็บเกี่ยวประโยชน์จากมันให้มากที่สุดโดยที่ให้มันเก็บเกี่ยวประโยชน์จากเราให้น้อยที่สุด

จงใช้มันแต่อย่าให้มันใช้เราครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

เราไม่ได้หงุดหงิดเพราะลูกงอแง

20200210b

เราหงุดหงิดเพราะเราอยากให้ลูกไม่งอแง

เราไม่ได้หงุดหงิดเพราะแฟนกลับบ้านดึก

เราหงุดหงิดเพราะเราอยากให้แฟนกลับบ้านเร็ว

เราไม่ได้หงุดหงิดเพราะรถติด

เราหงุดหงิดเพราะเราอยากให้รถไม่ติด

ถ้าเราวางใจให้ถูก ว่าเป็นเด็กมันก็ต้องงอแง งานเยอะเลยต้องกลับดึก กรุงเทพรถมันก็ต้องติด มันคือเรื่องปกติ มันคือเรื่องธรรมดา เราก็จะหงุดหงิดน้อยลง

หลวงพ่อปราโมทย์เคยเล่าให้ฟังว่า ช่วงที่ท่านบวชใหม่ๆ พอเห็นลูกศิษย์ขี้เกียจ ท่านก็หงุดหงิดเหมือนกัน เพราะท่านอยากให้ลูกศิษย์ได้ดี

แต่พอผ่านไปได้สักพัก ท่านก็คิดได้ว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทุกคนต่างมีวิบากเป็นของตนเอง

เดี๋ยวนี้ลูกศิษย์จะเป็นอย่างไรหลวงพ่อก็สบายๆ ถ้าตอนนี้เขาอยากหลงก็ปล่อยให้เขาหลงไปก่อน วันไหนเขาทุกข์มากๆ เดี๋ยวเขาก็จะอยากหันหน้าเข้าหาธรรมะเอง

ทุกความหงุดหงิดไม่ได้มาจากคนอื่น แต่เกิดจากความคาดหวังของเรา

หวังมากก็ทุกข์มาก หวังน้อยก็ทุกข์น้อย

หวังก็อยู่ที่เรา ทุกข์ก็อยู่ที่เราทั้งนั้นครับ

 

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

คนบางคนเกิดมาเพื่อเป็นที่รัก

20200210

นมัสการพระคุณเจ้าที่เคารพ ญาติมิตร และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

ผมกับต้อมรู้จักกันมา 15 ปี นับตั้งแต่ทำงานในทีมเดียวกันที่บริษัท Thomson Reuters ในตำแหน่ง Support Consultant

คุณยอด ชินสุภัคกุล อดีตหัวหน้าของผมกับต้อมที่ทอมสันรอยเตอร์ เคยบอกกับผมว่า “พี่ต้อมเขาเป็นคนเก่ง ให้ทำอะไรก็ทำได้ดีทุกอย่าง” 

ซึ่งต้อมก็เก่งอย่างที่คุณยอดว่าจริงๆ ไม่ว่าจะได้รับมอบหมายให้ดูแลโปรดักท์ตัวไหน หรือโปรเจ็คอะไร ต้อมก็เอาอยู่หมด

นอกจากเก่งเรื่องงานแล้ว ต้อมยังเก่งเรื่องคนอีกด้วย ต้อมเป็นที่รักของเพื่อนฝูงและน้องๆ เพราะไม่ว่าใครติดปัญหาอะไร หากมาปรึกษาต้อมแล้วมักจะได้ทางออกดีๆ กลับไป

ต้อมเป็นคนหน้าตาดี ตัวสูง หุ่นเจ้าเนื้อนิดๆ จนได้รับฉายาว่าพี่ม่อน ที่มาจาก “โดราเอม่อน” แมววิเศษตัวกลมๆ จากโลกอนาคตที่ต้อมชอบมากที่สุด

ต้อมยังเป็นคนขี้เล่นอีกด้วย ถ้าใครเผลอเปิดคอมทิ้งไว้ ต้อมจะแอบไปนั่งที่โต๊ะคนๆ นั้นแล้วใช้โปรแกรม Paint วาดรูปแซว พอเจ้าตัวกลับมาเห็นก็ยิ้มแก้มปริและถ่ายรูปเอาไว้เป็นที่ระลึก

ผมกับต้อมเคยไปเที่ยวนิวซีแลนด์ด้วยกันสองคนจนโดนเพื่อนๆ แซวว่านี่คือทริป Brokeback Mountain เราขับรถเที่ยวเกาะใต้เป็นเวลา 8 วันเต็มๆ ระหว่างทางเราคุยกันหลายเรื่อง ทั้งเรื่องที่ทำงาน เรื่องที่บ้าน เรื่องหัวใจ และเรื่องความฝันของเรา

ระหว่างที่เที่ยวนิวซีแลนด์นั้น ผมชวนต้อมทำ snow landing มันคือการนั่งเฮลิคอปเตอร์ไปลงจอดบนภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ต้อมเองก็ลังเล หนึ่งเพราะค่าตั๋วแพงมาก และสอง มันอันตราย แต่ต้อมก็ยังตอบตกลง  คงเป็นเพราะว่าเห็นผมอยากขึ้นเฮลิคอปเตอร์มาก

เฮลิคอปเตอร์ลำนั้นนั่งได้ 5 คน ข้างหน้านั่งได้สองคนคือคนขับกับผู้โดยสาร ส่วนแถวหลังผู้โดยสารสามารถนั่งได้อีก 3 คน ด้านหน้านั้นจะเห็นวิวชัดสุด เมื่อคนขับถามว่าขาไปใครจะนั่งหน้า ต้อมตอบโดยไม่ลังเลว่าให้ผมนั่งก่อนได้เลย ผมก็นั่งโดยไม่คิดอะไรเพราะคิดว่าขากลับก็จะสลับให้ต้อมได้นั่งข้างหน้า โดยลืมไปว่ามีผู้โดยสารอีกสองคนที่นั่งไปกับเราด้วย ขากลับเลยต้องให้ฝ่ายนั้นได้นั่งหน้าบ้าง ต้อมก็เลยอดเห็นวิวสวยๆ อย่างที่ผมได้เห็น

ใช่ ต้อมเป็นคนแบบนั้น คนที่ขี้เกรงใจและคิดถึงคนอื่นก่อนเสมอ

อีกสิ่งหนึ่งที่คนรอบตัวต้อมจะสัมผัสได้ คือต้อมเป็นคนที่รักครอบครัวมาก ต้อมจะพูดถึงพ่อและแม่ตลอด ถ้าจะมีอะไรที่ทำให้ต้อมเครียดได้ก็คือเรื่องสุขภาพของพ่อกับแม่นี่เอง ต้อมเคยบอกผมว่า ถ้าเขาจะแต่งงาน ผู้หญิงที่เขาจะแต่งงานด้วยต้องพร้อมที่จะให้เขาทำหน้าที่ดูแลพ่อแม่ได้อย่างเต็มที่

ปลายปี 2013 ต้อมลาออกไปทำงานที่อื่น แต่ทีมของเราก็ยังนัดเจอกันอยู่เสมอ เพราะเรามีกรุ๊ปไลน์ของทีมที่เอาไว้ส่งข่าวและแซวกันอยู่ตลอด

ปี 2015 ผมได้ข่าวว่าต้อมกำลังคบกับออย ผ่านการแนะนำของเล็กกับเปาซึ่งสนิทกับทั้งออยและต้อม เมื่อรู้ผมก็อนุโมทนา เพราะผมเองก็รู้จักออยมาก่อนจะได้เจอต้อมเสียอีก ผมรู้ว่าทั้งต้อมและออยนิสัยดีทั้งคู่ มีศีลเสมอกัน ดูแลกันได้แน่นอน ผมบอกกับต้อมแบบทีเล่นทีจริงว่า ถ้าแต่งงานกับออย ผมจะไปเป็นพิธีกรให้ ซึ่งปลายปีนั้นผมก็ได้ไปเป็นพิธีกรงานแต่งงานของต้อมจริงๆ

ปี 2016 ผมทราบข่าวว่าออยกำลังตั้งท้อง ผมก็ยังแซวต้อมว่าสงสัยน้องที่ออกมาต้องมีชื่อเกี่ยวกับโดราเอม่อนแน่ๆ ซึ่งพอลูกชายของต้อมคลอดช่วงปลายปี 2016 ก็ได้ชื่อว่าน้อง “เอม่อน” สมใจพ่อต้อม

ปี 2018 ผมเริ่มสังเกตว่าต้อมไม่ค่อยตอบอะไรในกรุ๊ปไลน์ และพอนัดกินข้าวกัน ต้อมก็ไม่ได้มากินด้วย เมื่อสอบถาม จึงได้รู้ว่าต้อมป่วยเป็นมะเร็งสมอง ได้รับการผ่าตัดแล้ว แต่ไม่อยากให้ใครรู้ ไม่อยากให้เพื่อนเป็นห่วง

ใช่ครับ ต้อมเป็นคนแบบนั้น เป็นคนขี้เกรงใจ เป็นคนที่นึกถึงคนอื่นก่อนเสมอ

เช้ามืดวันที่ 2 มกราคมปีนี้ ผมฝันถึงต้อม ทั้งๆ ที่ไม่ได้ฝันถึงมานาน แล้วสายวันนั้นเบิร์ดซึ่งเป็นเพื่อนที่ทำงานล่าสุดของต้อมก็โทรมาส่งข่าวว่า ต้อมเพิ่งเข้าโรงพยาบาลไปอีกรอบ และคิดว่าน่าจะดีถ้าเพื่อนๆ ทำวีดีโอส่งไปให้กำลังใจต้อม

ผมไม่แน่ใจในความคิดนี้นัก เพราะรู้ว่าต้อมเป็นคนเซ็นซิทีฟ วันถัดมาผมเลยโทรไปหาออยเพื่อถามไถ่ถึงอาการ และฝากออยถามต้อมว่าจะเป็นไปได้มั้ยถ้าเพื่อนๆ จะไปเยี่ยม

ผมเก็บความรู้สึกหนักอึ้งนี้ไว้ในอก ใจนึงก็อยากแสดงความเป็นห่วง แต่อีกใจก็ต้องเคารพความเป็นส่วนตัวและความรู้สึกของต้อมและออย

ผมตัดสินใจปรึกษาผึ้ง ภรรยาของผมว่าควรจะทำอย่างไรดี ผึ้งบอกว่าผมควรจะไปเยี่ยมต้อมนะ ไปคนเดียวก็ได้ ไม่ต้องเอาอะไรไปฝากต้อมหรอก แต่ติดของเล่นไปให้น้องเอม่อนด้วยก็น่าจะดี

ผมได้แต่เก็บแผนนี้เอาไว้ในใจ รอว่าเมื่อทุกอย่างสุกงอมเราคงจะได้เจอกัน แต่เมื่อรู้ข่าวในเช้าวันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ว่าต้อมได้จากไปแล้วอย่างสงบ ผมก็รู้ตัวว่าผมไม่มีโอกาสนี้อีกแล้ว

กับเรื่องบางอย่างในชีวิต เราก็รอไม่ได้จริงๆ

เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ได้ทราบข่าวทางเฟซบุ๊คล้วนแต่ช็อคและเสียใจ หลายคนขึ้น status เพื่อเป็นการไว้อาลัย ผมขอคัดบางส่วนมาไว้ตรงนี้

พี่ต้อมเป็นทั้งหัวหน้า เป็นพี่ชาย เป็นที่ปรึกษาไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องไร้สาระอื่นๆ

รูปนี้เป็นรูปที่พี่ต้อมวาด แนนติดไว้ที่โต๊ะทำงานจนทำวันสุดท้าย ดูแล้วก็อมยิ้ม พี่ต้อมเป็นคนเดียวที่แนนเห็นว่ายังใช้ paint วาดรูป

อีกข้อความหนึ่ง

สมัยก่อน ทำงานอยู่ดึกๆ เหนื่อยๆ เหงาๆ ก็ได้คุณต้อมนั่งทำงานอยู่เป็นเพื่อนตลอด ชวนคุย โน่นนี่นั่น มีเรื่องอะไรก็ได้คุยได้ปรับทุกข์กัน มีเรื่องตลกก็แบ่งปันกัน

เสียใจที่ผมรู้เรื่องช้า มารู้เอาวันที่เราจะไม่ได้คุยกันอีกแล้ว

ผมมีแต่ความทรงจำดีๆเกี่ยวกับคุณต้อมนะ คิดถึงนะครับ…

และข้อความจากเบิร์ด คนที่รับรู้เรื่องอาการป่วยของต้อมมาโดยตลอด

ต้อมให้บทเรียนล้ำค่าว่า การที่ยังมีสุขภาพที่ดี การที่ยังมีโอกาสได้ใช้ชีวิต ได้ใช้เวลากับครอบครัวที่เรารักนั้น มันช่างเป็นพรอันประเสริฐ ปัญหาทุกอย่าง ถ้าเทียบกับสิ่งที่ต้อมต้องต่อสู้มานั้น ทำให้ผมคิดได้ว่าปัญหาของผมนั้นช่างเล็กน้อยเสียเหลือเกิน

—–

ยิ่งได้อ่านข้อความ ก็ยิ่งได้รู้ว่าต้อมได้สร้าง impact ไว้กับคนรอบข้างมากขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นความช่วยเหลือ คำแนะนำ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และบทเรียนที่เรามักจะหลงลืมไป

ต้อมก็เหมือนโดราเอม่อน แมววิเศษตัวกลมๆ จากโลกอนาคตที่มีแต่ให้ และไม่เคยหวังอะไรตอบแทน

โดราเอม่อนเกิดมาเพื่อเป็นที่รักฉันใด ต้อมก็เกิดมาเพื่อเป็นที่รักฉันนั้น

ตัวของต้อมจากไปแล้ว แต่ความเป็นต้อมไม่เคยจากไปไหน ต้อมยังคงอยู่ในตัวน้องเอม่อน อยู่ในใจออย อยู่ในห้วงคำนึงและความรู้สึกของพวกเราทุกคนที่มีโอกาสได้รู้จักผู้ชายคนนี้

ขอบคุณสำหรับทุกๆ อย่าง ขอให้นายเดินทางถึงที่หมายในอนาคตอันใกล้นี้

—–

คำไว้อาลัยงานฌาปนกิจ นายสิร ศรีวนาสณฑ์ วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 14.00 วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ผมได้ขออนุญาตออยเพื่อมาเก็บไว้ตรงนี้ อนาคตน้องเอม่อนจะได้กลับมาอ่านได้

ขอบคุณ Facebook status update จากเบิร์ด โป๊ะ และแนนด้วยครับ

#RememberSira

อะไรที่เราทำมากไป อะไรที่เรายังทำไม่พอ

20200208b

เคยรู้สึกมั้ยครับว่าเรากำลังละเลยออะไรบางอย่าง หรือเราไม่ได้ละเลยหรอก แต่เรารู้ตัวว่าเรายังให้เวลากับมันน้อยไป

สิ่งที่ผมรู้สึกว่ายังทำน้อยไปก็คือ เล่นกับลูก คุยกับภรรยา ทานข้าวกับพ่อแม่ อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย เจริญสติ และขบคิดไอเดียอะไรบางอย่าง

แต่เวลาเป็นเพียงไม่กี่สิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเองไม่ได้ จะทำอย่างไรเราก็มีแค่วันละ 24 ชั่วโมงเท่านั้น ถ้าอยากมีเวลามากขึ้นเพื่อทำบางอย่าง เราก็ต้องลดเวลากับสิ่งที่เรากำลังทำมากเกินไป

ช่วงนี้ผมก็เลยมีประโยคเหล่านี้ลอยเข้ามาในหัวบ่อยๆ

“ยังเล่นมือถือไม่พออีกหรือ ชั่วโมงนึงนี่หยิบขึ้นมาเป็นสิบๆ ครั้งแล้วนะ”

“ยังเข้าเฟซไม่พออีกหรือ มีอะไรให้ดูนักหนา”

“ยังทำงานไม่พออีกหรือ ลูกๆ รอเจอหน้าเราอยู่นะ”

โชคดีที่บ้านผมไม่มีเน็ตฟลิกซ์ ไม่อย่างนั้นคงได้เบียดเบียนตัวเองมากกว่านี้

ต้องยอมรับว่าเฟซบุ๊ค ยูทูบ อินสตาแกรมเขาเก่งจริงๆ จ้างนักจิตวิทยาและนักการตลาดมาช่วยออกแบบโปรดักท์ของเขาให้เป็นสิ่งเสพติดที่ถอนตัวได้ยาก

ส่วนที่เราทำงานจนดึกดื่นก็ไม่ใช่เพราะว่าเราขยันอะไร แต่เพราะเราติดพัน และการอยู่ต่อกับสิ่งที่เราติดพันนั้นง่ายกว่าการกลับบ้านไปเจอครอบครัวหรือกลับบ้านไปเจอตัวเอง

ลองถามตัวเองนะครับว่าเรากำลังทำอะไรน้อยเกินไป และเรากำลังทำอะไรมากเกินไป

เวลานั้นมีจำกัด แต่ความต้องการของคนเรามีไม่จำกัด ขอให้มีสติที่จะระลึกได้ว่าอะไรสำคัญ อะไรไม่สำคัญ อะไรรอได้ อะไรที่ไม่ควรรอ อะไรที่ทำไปเพราะความเคยชิน และอะไรที่ทำแล้วจะมีคุณค่าอย่างแท้จริงครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยากสรรหาคำอธิบายให้ทุกอย่าง

20200802

เราจึงมีคำถามที่เป็นต้นกำเนิดของศาสนาอย่าง “เรามาจากไหน ใครเป็นคนสร้างเรา”

หรือถามคำถามที่ปฏิวัติความเข้าใจในธรรมชาติอย่าง “ลูกแอปเปิ้ลมันตกลงมาได้อย่างไร”

หรือแม้กระทั่งคิดวกวนกับคำถามที่ไม่มีคำตอบอย่าง “ทำไมเขาเป็นคนแบบนี้”

บางคำถามนำไปสู่คำตอบที่เราพอใจ บางคำถามก็นำไปสู่คำตอบที่เราไม่พอใจ

คำถามอย่าง “เรามาจากไหน” หรือถ้าให้ลึกไปกว่านั้นคือจักรวาลและทุกสรรพสิ่งมาจากไหน พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นคำถามอจินไตย คิดไปก็เปล่าประโยชน์

ท่านบอกว่าชีวิตเราเหมือนคนที่เพิ่งถูกยิงด้วยลูกธนู แทนที่จะหาว่าใครเป็นคนยิงธนูใส่เรา เราควรจะเอาเวลาไปเร่งหาวิธีรักษาบาดแผลมากกว่า

ในขณะที่ศาสนาที่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียวอย่างศาสนาคริสต์ ก็จะอธิบายว่าพระเจ้าเป็นผู้ให้กำเนิดเรา แต่คนที่ไม่นับถือพระเจ้าที่เรียกตัวเองว่า atheist ก็จะถามต่ออีกว่าแล้วใครกันที่สร้างพระเจ้า

ส่วนนักวิทยาศาสตร์ที่อธิบายจักรวาลเกิดจาก Big Bang คนก็จะถามต่ออีกว่าแล้วก่อนมี Big Bang นั้นคืออะไร ต้นกำเนิดของ Big Bang มาจากไหน

อย่างที่บอกครับ บางคำถามก็นำไปสู่คำตอบที่เราพอใจ บางคำถามนำไปสู่คำตอบที่เราไม่พอใจ แล้วแต่ว่าเราเลือกจะพอใจกับคำตอบแบบไหน

แล้วถ้าคำถามนั้นมันสำคัญกับเรา เราจะทำอย่างไร

ทางเลือกก็มี 3 ทาง

หนึ่งคืออย่าหยุดค้นหาคำตอบ บางคนใช้เวลาหลายปี หลายสิบปี หรือแม้กระทั่งทั้งชีวิต เพื่อจะหาคำตอบที่ตัวเองพอใจ อย่างเช่นไอน์สไตน์ที่พยายามสร้าง Unified field theory จวบจนวาระสุดท้าย

สอง คือหัดพอใจกับคำตอบที่เราได้มา มันอาจจะไม่ถูกต้องที่สุด แต่เราพอใจที่สุดก็เพียงพอแล้ว

ส่วนทางที่สาม คือการบอกตัวเองว่าเราไม่จำเป็นต้องอธิบายทุกเรื่องก็ได้

หากเราละวางความต้องการของมนุษย์ที่จะอธิบายทุกเรื่องลงได้ เราก็จะลดคำถามลงจนเหลือแต่คำถามที่ควรค่าแก่การค้นหาคำตอบจริงๆ ครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer