วันละ 1%

20150105_Power

วันนี้คือวันจันทร์ที่ 5 มกราคม

เป็นวันทำงานวันแรกของปี 2558

อีก 360 วันก็จะสิ้นปี

ถ้าเราเลือกทำอะไรซักอย่างให้ดีขึ้นวันละ 1% ทุกวัน

พอถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2558 เราจะเก่งเรื่องนั้นขึ้นถึง 36 เท่า หรือ 3600%

(1.01 คูณกัน 360 ครั้ง จะได้ค่าประมาณ 36)

ปีนี้ผมตั้งใจจะเขียนบทความวันละ 1 บทความ

บางวันอาจจะเขียนได้ดี บางวันก็อาจจะไม่

แต่โดยเฉลี่ยผมหวังว่าผมจะเขียนได้เก่งขึ้นวันละ 1%

สุดท้ายแล้วอาจจะไม่ได้เก่งขึ้น 36 เท่า

แต่ก็น่าสนใจไม่น้อยว่าอีก 360 วันทักษะการเขียนของผมจะเป็นยังไง

และบล็อกนี้ของผมจะเติบโตไปในทางไหน

(ตอนนี้มีคน Like FB Fanpage 72 คน

และมีคน Subscribe Blog แค่คนเดียวคือผมเอง)

——————

ในขณะเดียวกัน

ก็ต้องระวังเรื่องบางเรื่องไม่ให้แย่ลงด้วย

เช่นการทำงาน

ถ้าขี้เกียจมากขึ้นวันละ 1% หรือทำงานได้แค่ 99% ของเมื่อวาน

99% คูณกัน 360 ครั้งจะเหลือแค่ 0.03 หรือแย่ลง 33 เท่า

เรื่องสุขภาพก็เช่นกัน

ถ้าวันนี้ไม่ดูแลตัวเอง ปล่อยให้ร่างกายแย่ลงวันละ 1%

สิ้นปีอาจจะดูไม่ค่อยได้เท่าไหร่

——————

วันละ 1% เท่านั้น

แต่ผลทบต้นมันมหาศาลเหมือนกันเนอะ

——————

โพสต์นี้ได้แรงบันดาลใจจาก JamesAltucher.com & Quora.com

เกิดใหม่

สวัสดีปีใหม่ 2558 ครับ

ขึ้นปีใหม่ทั้งที ผมเลยขอเชิญชวนคุณผู้อ่านมาเกิดใหม่กันนะครับ!

การเกิดใหม่แบบไม่ต้องตายเสียก่อน สามารถมองได้สองระดับ คือระดับกายภาพ และระดับความคิด

นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาร่างกายมนุษย์ และพบว่า 98% ของอะตอมในร่างกาย เป็นคนละอะตอมกับเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว

ทุกๆ ครั้งที่เราหายใจ เราสูดอากาศที่มีอะตอมจำนวนสิบยกกำลังยี่สิบสอง หรือ 10,000,000,000,000,000,000,000 อะตอมเข้าสู่ร่างกาย และเมื่อเราหายใจออก เราก็มีการปลดปล่อยอะตอมในจำนวนเท่ากันออกจากร่างกายด้วย

การกินอาหารและการขับถ่ายก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเปลี่ยนถ่ายอะตอมในร่างกายเราเช่นกัน อาหารเหล่านี้ถูกร่างกายเผาผลาญเพื่อให้พลังงานและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายตามที่เราเคยเรียนเมื่อชั้นประถม

ดังนั้นเซลล์ทุกเซลล์จึงมีการสร้างขึ้นใหม่ตลอดเวลา โดยอวัยวะแต่ละส่วนในร่างกายของเราก็มีการสร้างเซลล์ใหม่ในอัตราที่แตกต่างกัน

ในทางเทคนิค เราจึงมีตับใหม่ทุก 6 สัปดาห์ ผิวพรรณที่ห่อหุ้มร่างกายเราก็เปลี่ยนใหม่ทุกเดือน

เรามีโครงกระดูกใหม่ทุก 3 เดือน และมีสมองใหม่ทุกหนึ่งปี

หรือแม้กระทั่ง DNA ที่เก็บข้อมูลวิวัฒนาการนับล้านปีของเซลล์มนุษย์ ก็ถูกเปลี่ยนถ่ายทุก 6 สัปดาห์เช่นกัน

เพราะฉะนั้น ในเชิงกายภาพแล้ว คุณ “เกิดใหม่” อยู่ตลอดเวลา

Reborn

แล้วในเชิงความคิดล่ะ?

คนเรามีความคิดประมาณวันละ 50,000 ความคิด แต่กว่า 95% ของความคิดเหล่านั้น เป็นความคิดเดียวกับเมื่อวานนี้ นั่นคือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า ตัวเราวันนี้ก็เหมือนกับตัวเราเมื่อวานนี้ และก็จะเหมือนกับตัวเราในวันพรุ่งนี้ด้วย

“ตัวเรา” ในที่นี้มักจะถูกนิยามด้วยถ้อยคำ เช่น เป็นคนขี้อาย เป็นคนหัวไม่ดี เป็นคนขี้โรค เป็นคนไร้เสน่ห์ เป็นคนชอบทานเนื้อ เป็นคนคิดมาก เป็นคนขี้โมโห เป็นคนตรง เป็นคนขี้กลัว และเป็นอะไรต่อมิอะไรที่เราคิดว่าเราเป็น

ความคิดเดิมๆ ที่นิยามความเป็นตัวเรา จึงเป็นตัวกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างที่เราประสบอยู่ตอนนี้ เพราะว่าเราคิดอะไร ก็ย่อมส่งผลต่อการกระทำ และการกระทำซ้ำเดิมทุกๆ วันก็ส่งผลต่อโชคชะตาของเรามาจนถึงวันนี้

คำถามก็คือ เรายึดติดกับนิยามเหล่านั้นมากแค่ไหน?

ถ้ายืมภาษาของท่านพุทธทาส ก็คือเรากำลังติดอยู่กับ “ตัวกูของกู” อยู่รึเปล่า?

ลองก้าวออกจากความเชื่อแบบเดิมๆ ทำอะไรใหม่ๆ หรือแม้กระทั่ง ทำลาย “นิยาม” บางตัวในตัวเราทิ้งไปก็ได้

เพราะเราในวันนี้กับเราเมื่อวานนี้ ไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิม

ปีใหม่นี้ ขอให้ทุกคนได้ “เกิดใหม่” ทั้งกายและใจนะครับ

ป.ล. ขอขอบคุณข้อมูลจาก “Who Are You” by Deepak Chopra (1993) – http://www.bibliotecapleyades.net/ciencia/ciencia_chopra.htm

ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Neighbour ฉบับเดือนธันวาคม 2555

ภาพประกอบโดย https://www.facebook.com/mamezo.illus

ทำงานอย่างไรไม่ให้เหนื่อย How to avoid being exhausted from work

ทำงานอย่างไรไม่ให้เหนื่อย

เมื่อวานนี้แฟนผมเข้าทำงานประมาณ 8 โมงครึ่ง กว่าจะเลิกงานก็ทุ่มครึ่ง นับชั่วโมงทำงานก็ 10 ชั่วโมงเต็ม

ผมขับรถไปรับแฟนที่แอร์พอร์ตลิงค์ตอนสองทุ่มกว่าแล้ว เจอหน้าเขาก็เลยถามว่า เป็นไง วันนี้เหนื่อยมั้ย

แฟนกลับต่อว่าไม่ค่อยเหนื่อย ทั้งๆ ที่วันก่อนๆ ทำงานแค่แปดหรือเก้าชั่วโมงยังรู้สึกเพลียเลย

แฟนผมเลยสันนิษฐานสาเหตุมาสองข้อ

ข้อแรก คือวันนี้ที่บริษัทไม่ค่อยมีคนเนื่องจากไปสัมมนากันเยอะ

วันอื่นๆ จะมีแขกมากหน้าหลายตาวนเวียนมาคุยกับหัวหน้าของแฟนซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังของแฟนเลย และที่นี่เวลาคุยกันก็จะออกแนวโขมงโฉงเฉง แฟนผมเลยพลอยได้ยินไปด้วย จึงเป็นการยากที่จะมีสมาธิกับการทำงาน

มาวันนี้ พอไม่มี “คลื่นรบกวน” แฟนผมก็เลยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็ไม่ค่อยเหนื่อยด้วย

อีกสาเหตุหนึ่งที่อาจจะช่วยให้เหนื่อยน้อยกว่าปกติ คือวันนี้พอแฟนผมได้ยินอะไร หรือไปเห็นอะไรเข้า ถ้ารู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ก็ไม่เก็บเอามาคิดต่อ

ครับ ถ้าอะไรมากระทบแล้วเราสามารถปล่อยได้เร็ว เราก็จะไม่เสียพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์

ผมเองก็เคยมีข้อสังเกตคล้ายๆ กันเวลาเดินทางไปต่างจังหวัดไกลๆ

ผมรู้สึกว่า ถ้าผมเป็นคนขับรถ ผมมักจะเหนื่อยน้อยกว่าเป็นคนนั่งเฉยๆ

ทฤษฎีของผมก็คือ เพราะคนขับรถต้องโฟกัสอยู่ที่สิ่งเดียวคือการขับรถ ขณะที่คนนั่งอยู่เฉยๆ เขาไม่ได้เฉยจริง มักจะคิดโน่นคิดนี่ หรือเล่นมือถือ ทำให้จิตใจสอดส่ายไปหมด

กว่าจะถึงที่หมาย ใจก็หมดแรงแล้ว

กลับมาที่เรื่องทำงาน

ถ้าอยากจะทำงานให้มีประสิทธิภาพและ “เหนื่อยน้อย” ก็ควรจะตัดสิ่งที่เป็น distractions ออกไปให้มากที่สุด เช่น Facebook / LINE และ วันๆ หนึ่งอาจจะทำงานไม่เกินสามชิ้น โดยทำทีละชิ้น ไม่สลับไปสลับมา

ขอให้มีความสุขกับการทำงานครับ!

How to avoid being exhausted from work

Yesterday my wife started working at 8.30 and finished at 19.30. It means she spent roughly 10 hours in the office (with a one-hour lunch break)

I picked her up from an Airport Rail Link station. The first question I asked when I saw her was “Are you exhausted?”

She said that she wasn’t that tired. This was surprising, especially when she considered that normally she would be drained after working for just eight hours.

She cited possible reasons why this was the case.

First, there weren’t many people in the office as a number of them were attending a seminar.

Usually, there would be a ton of people turning up to discuss various matters with her boss, whose desk sits right behind my wife’s. The discussions would often be rather loud and emotional, so it was inevitable that my wife heard them, making it harder for her to focus on her work.

So, today, without the ‘noise’, my wife could work more effectively without getting tired.

Another possible explanation for the less-than=usual level of fatigue was that when she heard or saw things that contained negativity, she would let them go very quickly.

If there’s a trivial thing that ‘touches’ us, and we can let it go without wrestling with it, it helps us save our energy for things that really matter.

I have a similar observation when taking a road trip upcountry.

I’ve noticed that it’s less tiring to be a driver than to be a passenger.

My theory is that when I’m driving, the only thing I’m focusing on is drive, while the passenger who sits still next to me is not actually still. Lots of things are going through her head. Her mind is wandering everywhere.

By the time she reaches her destination, her mind is already worn out.

Now, back to the office.

If we want to be working at peak performance without getting exhausted then we should try to cut out all the distractions such as Facebook and LINE. Each day we should focus on no more than three tasks – tackling one at a time and avoid multi-tasking at all possible cost.

Have a good time with your work!

——-

Photo Credit: https://www.flickr.com/photos/120555782@N02/

This article originally appeared on anontawong.com

ยิ่งใกล้ยิ่งดี – The Closer It Gets, The Better

ยิ่งใกล้ยิ่งดี

สมมติฐาน: ความเลวของคนแปลกผกผันกับระยะทางระหว่างเขากับเรา

เวลาเราเห็นนักการเมืองที่ซุกหุ้นหรือหลบเลี่ยงภาษี เราจะด่าเขาว่าโกงชาติโกงแผ่นดิน

แต่ถ้าพ่อแม่เราเองทำธุรกิจแล้วหลบเลี่ยงภาษีเมื่อมีช่องทางที่จะทำได้ ความรู้สึกของเราจะเป็นอีกแบบ

เวลาเราเห็นคนเมาแล้วขับรถจนไปชนคนตาย เราจะด่าเขาว่าเลวมาก ทำอะไรไม่คิดถึงคนอื่น

แต่ถ้าเพื่อนเราเองกินเหล้าเมาแล้วขับไปชนคนตาย เราก็จะรู้สึกอีกแบบ

เวลาเราเห็นข่าวหนังสือพิมพ์ว่าชายฉกรรจ์ติดยาบ้าจนไปปล้นจี้คนอื่น เราจะรู้สึกว่ามันไม่ใช่คน

แต่ถ้าน้องชายของเราเองติดยา เราก็จะรู้สึกอีกแบบ

คนเรามีสองมาตรฐานเสมอ มาตรฐานหนึ่งสำหรับ “คนอื่น” และอีกมาตรฐานหนึ่งสำหรับ “คนรู้จัก”

จริงๆ อาจต้องพูดว่าคนเรามีสามมาตรฐานด้วยซ้ำ

สำหรับคนอื่น สำหรับคนรู้จัก

และสำหรับตัวเราเอง

image

The Closer It Gets, The Better

My proposed hypothesis: A man’s vice is inversely proportional to the emotional distance between you and him

When we read about how politicians evade tax, we call them traitors or shameless people.

But if the people evading tax are our own parents, the feeling is different.

When someone drives while intoxicated (DWI) and kills an innocent girl, we call him reckless and immoral person

But if it’s our friend who drives and hits someone, we feel different.

When we read in the newspaper that a drug addict is robbing a convenient store, we feel that he is less human than we are.

But if we find out that our own brother has been using drug, then the feeling is different.

It’s double standard. We have one standard for ‘others’ and another for people we know.

Actually it’s triple standard.

One for others, one for people we know.

And one for ourselves.

——-

Photo Credit: https://www.flickr.com/photos/motiqua

This article originally appeared on anontawong.com