9 สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังถูกลูกน้องนินทา

20150601_BossGossip

ลูกน้องกับการนินทาเจ้านายเป็นของคู่กัน

ลูกน้องที่ดีไม่ควรนินทาเจ้านาย

แต่ถ้าคุณเป็นเจ้านายที่ดี ลูกน้องส่วนใหญ่ก็คงไม่เอาไปนินทา จริงมั้ยครับ?

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณมีลูกน้อง และกังวลว่าลูกน้องอาจจะกำลังนินทาคุณอยู่ ผมมีตัวชี้วัดง่ายๆ ว่าคุณกำลังถูกพูดถึงที่โต๊ะทานข้าวหรือกรุ๊ปลับในไลน์รึเปล่านะครับ

ลองดูนะครับว่า 9 อาการข้างล่างนี้ มีส่วนคล้ายคลึงกับสิ่งที่คุณทำอยู่ทุกวันรึเปล่า

1. คุณสั่งงานไม่เป็นเวล่ำเวลา
ถ้าคุณเป็นหัวหน้าประเภท “ยุ่งสุดๆ” คุณอาจจะกลายเป็นคอขวดสำหรับงานหลายๆ ชิ้น งานที่คุณควรจะสั่งตั้งแต่ต้นสัปดาห์ คุณเพิ่งจะมาสั่งลูกน้องตอนหกโมงของเย็นวันศุกร์ แถมคุณยังบอกว่าต้องเสร็จก่อน 10 โมงเช้าวันจันทร์อีกด้วย ลูกน้องเลยต้องอยู่ดึกหรือไม่ก็ต้องเข้ามาทำงานวันเสาร์-อาทิตย์เพื่อปั่นงานให้ทัน

2. คุณใช้เวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

ในมุมมองของผม หน้าที่หลักของหัวหน้ามีอยู่สี่อย่าง คือตัดสินใจว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับทีม สื่อสารให้ลูกน้องรับรู้ถึงเป้าหมาย มอบหมายงานให้เหมาะสมกับความสามารถและความถนัด และคอยช่วยเหลือเวลาลูกน้องมีปัญหา

แต่หัวหน้าบางคนเอาเวลาไปตรวจงานและแก้งานลูกน้อง (ทั้งๆ ที่อาจจะมอบหมายให้ลูกน้องที่ประสบการณ์สูงอีกคนช่วยทำแทนก็ได้) เข้าประชุมที่ไม่จำเป็นต้องเข้า หรือทำเรื่องอื่นๆ ให้ตัวเองยุ่งเข้าไว้ เพราะว่ามันง่ายกว่าการมานั่งขบคิดเรื่องการพัฒนาทีมให้ดีกว่าที่เป็นอยู่

3. คุณไม่เข้าใจเนื้องานที่ลูกน้องคุณทำ

ผมรู้จัก support manager คนหนึ่งที่ดูแล product ที่สำคัญขององค์กร แต่เขาไม่เคยลง product นั้นไว้ในเครื่องเลย

ถ้าคุณนั่งอยู่บนหอคอยงาช้างและสั่งงานลูกน้องโดยที่ไม่เคยรู้เลยว่าลูกน้องต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ก็มีความเสี่ยงสูงมากที่คุณจะสั่งงานโดยที่ไม่รู้ว่างานที่คุณสั่งมันยากง่ายหรือใช้เวลามากน้อยแค่ไหน ซึ่งส่งผลให้ลูกน้องบางคนได้งานเยอะเกินไป ขณะที่บางคนก็สบายเกินไป จนอาจบานปลายไปจนลูกน้องคิดว่าคุณลำเอียง เลือกที่รักมักที่ชังได้เลยทีเดียว

4. คุณสั่งงานไม่เคลียร์
เพราะว่าคุณรีบตลอดเวลา คุณจึงไม่ได้คิดให้ละเอียดรอบคอบก่อนจะก่อนสั่งงานลูกน้อง ผลที่ตามมาคือลูกน้องต้องเสียเวลาเดาใจเจ้านายว่าต้องการอะไรกันแน่ จะเอาข้อมูลจากที่ไหน รูปแบบควรจะเป็นอย่างไร

พอลูกน้องเอางานมาส่งก็ไม่ตรงใจ ไล่ให้กลับไปแก้ใหม่เกิน พอลูกน้องแก้เสร็จก็ให้แก้ใหม่อีกหลายรอบ

ถ้างานบางงานต้องแก้เกินสามรอบ ผมถือว่าใช้ไม่ได้ทั้งเจ้านายและลูกน้อง แต่เจ้านายผิดมากกว่า

ผมเห็นบางบริษัทอาการหนักมากขนาดที่ว่าลูกน้องไม่ยอมส่งงานก่อน รอให้ถึงเดดไลน์จริงๆ แล้วค่อยส่ง จะได้ไม่ต้องแก้เยอะ

5. คุณเหวี่ยงใส่ลูกน้อง

พองานไม่ได้ดั่งใจหรือเลยเส้นตายแล้วลูกน้องก็ยังไม่ส่งงาน คุณก็วีนใส่ลูกน้อง อาจถึงขั้นขึ้นเสียงหรือใช้คำพูดคำจาให้เจ็บช้ำน้ำใจกันเลยทีเดียว

และผลลัพธ์จะแย่ขึ้นอีกเป็นเท่าตัวถ้าคุณตำหนิลูกน้องต่อหน้าคนอื่น เขาจะจำฝังใจเพราะคุณได้ทำให้ลูกน้องเสียหน้าอย่างจัง

6. คุณพูดคำว่า “ขอโทษ” ไม่เป็น

ด้วยความที่เราเป็นหัวหน้า การพูดคำว่า “ขอโทษ” จึงเหมือนเป็นการเสียฟอร์มอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นแม้คุณจะรู้สึกว่าได้ทำผิดกับลูกน้อง คุณก็จะทำเป็นลืมๆ ไปซะ โดยหวังว่าลูกน้องจะ “ลืมๆ ไปซะ” เหมือนกัน

หนักกว่านั้น คุณอาจจะคิดว่าตำแหน่งหัวหน้าของคุณได้มอบอภิสิทธิ์ที่จะทำอะไรกับลูกน้องก็ได้

ระลึกไว้เสมอนะครับว่าการที่คุณไม่ยอมขอโทษนั้นเป็นเพราะว่า “อัตตา” มันหลอกล่อคุณอยู่

และคนที่แข็งแกร่งกว่าคือคนที่พร้อมจะเอ่ยคำว่า “ขอโทษ” ก่อน

7.คุณ “ฟัง” แต่ “ไม่ได้ยิน”

ถ้าคุณเคยให้ลูกน้องเก็บฟีดแบ็คจากในทีมมาว่าต้องการเห็นอะไรดีขึ้นบ้าง แต่พออ่านฟีดแบ็คแล้วคุณรู้สึกเหมือนถูกตำหนิ และอธิบายเหตุผลเพื่อปกป้องตัวเอง สุดท้ายฟีดแบ็คที่ได้มาก็ถูกดองไว้อย่างนั้น

หรือถ้าลูกน้องเอาไอเดียอะไมานำเสนอ แล้วคุณตอบไปว่า “อืม…พี่คิดว่าไม่เวิร์คนะ” หรือ “อ้อ เรื่องนี้พี่รู้แล้ว”

สารที่คุณกำลังส่งออกไปแม้จะไม่ได้เอื้อนเอ่ยออกมาเป็นคำพูดก็คือ “ผม/ชั้น คือเจ้านายที่เก่งที่สุดในปฐพี คำแนะนำอะไรพวกนี้ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกนะ”

ดังนั้นจงอย่าประหลาดใจนะครับที่ระยะหลังๆ จะไม่ค่อยมีลูกน้องคนไหนเข้ามาคุยด้วย

8. คุณไม่ปกป้องลูกน้องเวลางานมีปัญหาและไม่ให้เครดิตลูกน้องเวลางานออกมาดี

เวลาที่ลูกน้องกำลังโดนรุมสกรัมจากฝ่ายอื่นๆ แล้วคุณลอยตัวหนีปัญหา

หรือเวลาที่ CEO เอ่ยปากชมว่า Presentation ของคุณดีเยี่ยม แต่คุณไม่บอก CEO ซักนิดว่าใครเป็นคนทำสไลด์ชุดนี้

เท่านี้คุณเองก็น่าจะคิดได้ว่าลูกน้องจะมองคุณเป็นคนประเภทไหน

9. คุณไม่ให้ความเคารพลูกน้องในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน

ฟังดูแรง แต่ผมคิดว่านี่เป็นมูลเหตุของทั้งแปดอาการที่ได้กล่าวมาแล้ว

เจ้านายไม่ใช่เจ้าชีวิตนะครับ

เจ้านายก็เป็นพนักงานบริษัทคนหนึ่ง กินเงินเดือนเหมือนๆ กัน ผิดพลาดได้เหมือนกัน และถูกไล่ออกได้เหมือนกัน

หัวหน้าเก่าของผมคนหนึ่งชื่อซุปปี้เคยพูดกับผมว่า ถึงเขาจะเป็นผู้จัดการแต่เขาก็ไม่ได้มองว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าลูกน้อง มองแค่ว่าหน้าที่ของเขาแตกต่างออกไปเท่านั้นเอง

ลูกน้องมีหน้าที่ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วง

ส่วนเจ้านายอย่างเขามีหน้าที่รับใช้ลูกน้อง เพื่อให้ลูกน้องทำงานอย่างมีความสุขและได้เติบโตในองค์กร

———–

ถือว่าเป็นโพสต์ที่ยาวเอาการ ถ้าหัวหน้าของผม (ทั้งในปัจจุบันและในอดีต) มาอ่านโพสต์นี้เข้า ขอให้เข้าใจนะครับว่าผมไม่ได้พูดถึงหัวหน้า ผมโชคดีมากที่ตลอดการทำงาน 12 ปีที่ผ่านมา ผมเจอเจ้านายที่ดีถึงดีมากมาโดยตลอด

ส่วน 9 ข้อที่ผมเขียนข้างต้นอย่างมีอารมณ์ร่วมนั้น มาจากการฟังเอาจากเพื่อนๆ ล้วนๆ!

อ่านโพสต์นี้แล้วชอบข้อไหนก็บอกกัน หรือขาดข้อไหนก็เม้นท์มา

และถ้าช่วยกันแชร์ต่อ บทความนี้มันอาจจะไปผ่านตาหัวหน้าคนที่คุณแอบนึกถึงบ้าง

ไม่แน่นะ เค้าอ่านเสร็จแล้วอาจจะอยากปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรไปในทางที่ดี

เพราะเอาเข้าจริงทุกคนก็อยากจะเป็นที่รักทั้งนั้นแหละ ว่ามั้ยครับ?

วันละ 1%

20150105_Power

วันนี้คือวันจันทร์ที่ 5 มกราคม

เป็นวันทำงานวันแรกของปี 2558

อีก 360 วันก็จะสิ้นปี

ถ้าเราเลือกทำอะไรซักอย่างให้ดีขึ้นวันละ 1% ทุกวัน

พอถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2558 เราจะเก่งเรื่องนั้นขึ้นถึง 36 เท่า หรือ 3600%

(1.01 คูณกัน 360 ครั้ง จะได้ค่าประมาณ 36)

ปีนี้ผมตั้งใจจะเขียนบทความวันละ 1 บทความ

บางวันอาจจะเขียนได้ดี บางวันก็อาจจะไม่

แต่โดยเฉลี่ยผมหวังว่าผมจะเขียนได้เก่งขึ้นวันละ 1%

สุดท้ายแล้วอาจจะไม่ได้เก่งขึ้น 36 เท่า

แต่ก็น่าสนใจไม่น้อยว่าอีก 360 วันทักษะการเขียนของผมจะเป็นยังไง

และบล็อกนี้ของผมจะเติบโตไปในทางไหน

(ตอนนี้มีคน Like FB Fanpage 72 คน

และมีคน Subscribe Blog แค่คนเดียวคือผมเอง)

——————

ในขณะเดียวกัน

ก็ต้องระวังเรื่องบางเรื่องไม่ให้แย่ลงด้วย

เช่นการทำงาน

ถ้าขี้เกียจมากขึ้นวันละ 1% หรือทำงานได้แค่ 99% ของเมื่อวาน

99% คูณกัน 360 ครั้งจะเหลือแค่ 0.03 หรือแย่ลง 33 เท่า

เรื่องสุขภาพก็เช่นกัน

ถ้าวันนี้ไม่ดูแลตัวเอง ปล่อยให้ร่างกายแย่ลงวันละ 1%

สิ้นปีอาจจะดูไม่ค่อยได้เท่าไหร่

——————

วันละ 1% เท่านั้น

แต่ผลทบต้นมันมหาศาลเหมือนกันเนอะ

——————

โพสต์นี้ได้แรงบันดาลใจจาก JamesAltucher.com & Quora.com

เกิดใหม่

สวัสดีปีใหม่ 2558 ครับ

ขึ้นปีใหม่ทั้งที ผมเลยขอเชิญชวนคุณผู้อ่านมาเกิดใหม่กันนะครับ!

การเกิดใหม่แบบไม่ต้องตายเสียก่อน สามารถมองได้สองระดับ คือระดับกายภาพ และระดับความคิด

นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาร่างกายมนุษย์ และพบว่า 98% ของอะตอมในร่างกาย เป็นคนละอะตอมกับเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว

ทุกๆ ครั้งที่เราหายใจ เราสูดอากาศที่มีอะตอมจำนวนสิบยกกำลังยี่สิบสอง หรือ 10,000,000,000,000,000,000,000 อะตอมเข้าสู่ร่างกาย และเมื่อเราหายใจออก เราก็มีการปลดปล่อยอะตอมในจำนวนเท่ากันออกจากร่างกายด้วย

การกินอาหารและการขับถ่ายก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเปลี่ยนถ่ายอะตอมในร่างกายเราเช่นกัน อาหารเหล่านี้ถูกร่างกายเผาผลาญเพื่อให้พลังงานและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายตามที่เราเคยเรียนเมื่อชั้นประถม

ดังนั้นเซลล์ทุกเซลล์จึงมีการสร้างขึ้นใหม่ตลอดเวลา โดยอวัยวะแต่ละส่วนในร่างกายของเราก็มีการสร้างเซลล์ใหม่ในอัตราที่แตกต่างกัน

ในทางเทคนิค เราจึงมีตับใหม่ทุก 6 สัปดาห์ ผิวพรรณที่ห่อหุ้มร่างกายเราก็เปลี่ยนใหม่ทุกเดือน

เรามีโครงกระดูกใหม่ทุก 3 เดือน และมีสมองใหม่ทุกหนึ่งปี

หรือแม้กระทั่ง DNA ที่เก็บข้อมูลวิวัฒนาการนับล้านปีของเซลล์มนุษย์ ก็ถูกเปลี่ยนถ่ายทุก 6 สัปดาห์เช่นกัน

เพราะฉะนั้น ในเชิงกายภาพแล้ว คุณ “เกิดใหม่” อยู่ตลอดเวลา

Reborn

แล้วในเชิงความคิดล่ะ?

คนเรามีความคิดประมาณวันละ 50,000 ความคิด แต่กว่า 95% ของความคิดเหล่านั้น เป็นความคิดเดียวกับเมื่อวานนี้ นั่นคือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า ตัวเราวันนี้ก็เหมือนกับตัวเราเมื่อวานนี้ และก็จะเหมือนกับตัวเราในวันพรุ่งนี้ด้วย

“ตัวเรา” ในที่นี้มักจะถูกนิยามด้วยถ้อยคำ เช่น เป็นคนขี้อาย เป็นคนหัวไม่ดี เป็นคนขี้โรค เป็นคนไร้เสน่ห์ เป็นคนชอบทานเนื้อ เป็นคนคิดมาก เป็นคนขี้โมโห เป็นคนตรง เป็นคนขี้กลัว และเป็นอะไรต่อมิอะไรที่เราคิดว่าเราเป็น

ความคิดเดิมๆ ที่นิยามความเป็นตัวเรา จึงเป็นตัวกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างที่เราประสบอยู่ตอนนี้ เพราะว่าเราคิดอะไร ก็ย่อมส่งผลต่อการกระทำ และการกระทำซ้ำเดิมทุกๆ วันก็ส่งผลต่อโชคชะตาของเรามาจนถึงวันนี้

คำถามก็คือ เรายึดติดกับนิยามเหล่านั้นมากแค่ไหน?

ถ้ายืมภาษาของท่านพุทธทาส ก็คือเรากำลังติดอยู่กับ “ตัวกูของกู” อยู่รึเปล่า?

ลองก้าวออกจากความเชื่อแบบเดิมๆ ทำอะไรใหม่ๆ หรือแม้กระทั่ง ทำลาย “นิยาม” บางตัวในตัวเราทิ้งไปก็ได้

เพราะเราในวันนี้กับเราเมื่อวานนี้ ไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิม

ปีใหม่นี้ ขอให้ทุกคนได้ “เกิดใหม่” ทั้งกายและใจนะครับ

ป.ล. ขอขอบคุณข้อมูลจาก “Who Are You” by Deepak Chopra (1993) – http://www.bibliotecapleyades.net/ciencia/ciencia_chopra.htm

ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Neighbour ฉบับเดือนธันวาคม 2555

ภาพประกอบโดย https://www.facebook.com/mamezo.illus

ทำงานอย่างไรไม่ให้เหนื่อย How to avoid being exhausted from work

ทำงานอย่างไรไม่ให้เหนื่อย

เมื่อวานนี้แฟนผมเข้าทำงานประมาณ 8 โมงครึ่ง กว่าจะเลิกงานก็ทุ่มครึ่ง นับชั่วโมงทำงานก็ 10 ชั่วโมงเต็ม

ผมขับรถไปรับแฟนที่แอร์พอร์ตลิงค์ตอนสองทุ่มกว่าแล้ว เจอหน้าเขาก็เลยถามว่า เป็นไง วันนี้เหนื่อยมั้ย

แฟนกลับต่อว่าไม่ค่อยเหนื่อย ทั้งๆ ที่วันก่อนๆ ทำงานแค่แปดหรือเก้าชั่วโมงยังรู้สึกเพลียเลย

แฟนผมเลยสันนิษฐานสาเหตุมาสองข้อ

ข้อแรก คือวันนี้ที่บริษัทไม่ค่อยมีคนเนื่องจากไปสัมมนากันเยอะ

วันอื่นๆ จะมีแขกมากหน้าหลายตาวนเวียนมาคุยกับหัวหน้าของแฟนซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังของแฟนเลย และที่นี่เวลาคุยกันก็จะออกแนวโขมงโฉงเฉง แฟนผมเลยพลอยได้ยินไปด้วย จึงเป็นการยากที่จะมีสมาธิกับการทำงาน

มาวันนี้ พอไม่มี “คลื่นรบกวน” แฟนผมก็เลยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็ไม่ค่อยเหนื่อยด้วย

อีกสาเหตุหนึ่งที่อาจจะช่วยให้เหนื่อยน้อยกว่าปกติ คือวันนี้พอแฟนผมได้ยินอะไร หรือไปเห็นอะไรเข้า ถ้ารู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ก็ไม่เก็บเอามาคิดต่อ

ครับ ถ้าอะไรมากระทบแล้วเราสามารถปล่อยได้เร็ว เราก็จะไม่เสียพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์

ผมเองก็เคยมีข้อสังเกตคล้ายๆ กันเวลาเดินทางไปต่างจังหวัดไกลๆ

ผมรู้สึกว่า ถ้าผมเป็นคนขับรถ ผมมักจะเหนื่อยน้อยกว่าเป็นคนนั่งเฉยๆ

ทฤษฎีของผมก็คือ เพราะคนขับรถต้องโฟกัสอยู่ที่สิ่งเดียวคือการขับรถ ขณะที่คนนั่งอยู่เฉยๆ เขาไม่ได้เฉยจริง มักจะคิดโน่นคิดนี่ หรือเล่นมือถือ ทำให้จิตใจสอดส่ายไปหมด

กว่าจะถึงที่หมาย ใจก็หมดแรงแล้ว

กลับมาที่เรื่องทำงาน

ถ้าอยากจะทำงานให้มีประสิทธิภาพและ “เหนื่อยน้อย” ก็ควรจะตัดสิ่งที่เป็น distractions ออกไปให้มากที่สุด เช่น Facebook / LINE และ วันๆ หนึ่งอาจจะทำงานไม่เกินสามชิ้น โดยทำทีละชิ้น ไม่สลับไปสลับมา

ขอให้มีความสุขกับการทำงานครับ!

How to avoid being exhausted from work

Yesterday my wife started working at 8.30 and finished at 19.30. It means she spent roughly 10 hours in the office (with a one-hour lunch break)

I picked her up from an Airport Rail Link station. The first question I asked when I saw her was “Are you exhausted?”

She said that she wasn’t that tired. This was surprising, especially when she considered that normally she would be drained after working for just eight hours.

She cited possible reasons why this was the case.

First, there weren’t many people in the office as a number of them were attending a seminar.

Usually, there would be a ton of people turning up to discuss various matters with her boss, whose desk sits right behind my wife’s. The discussions would often be rather loud and emotional, so it was inevitable that my wife heard them, making it harder for her to focus on her work.

So, today, without the ‘noise’, my wife could work more effectively without getting tired.

Another possible explanation for the less-than=usual level of fatigue was that when she heard or saw things that contained negativity, she would let them go very quickly.

If there’s a trivial thing that ‘touches’ us, and we can let it go without wrestling with it, it helps us save our energy for things that really matter.

I have a similar observation when taking a road trip upcountry.

I’ve noticed that it’s less tiring to be a driver than to be a passenger.

My theory is that when I’m driving, the only thing I’m focusing on is drive, while the passenger who sits still next to me is not actually still. Lots of things are going through her head. Her mind is wandering everywhere.

By the time she reaches her destination, her mind is already worn out.

Now, back to the office.

If we want to be working at peak performance without getting exhausted then we should try to cut out all the distractions such as Facebook and LINE. Each day we should focus on no more than three tasks – tackling one at a time and avoid multi-tasking at all possible cost.

Have a good time with your work!

——-

Photo Credit: https://www.flickr.com/photos/120555782@N02/

This article originally appeared on anontawong.com

ยิ่งใกล้ยิ่งดี – The Closer It Gets, The Better

ยิ่งใกล้ยิ่งดี

สมมติฐาน: ความเลวของคนแปลกผกผันกับระยะทางระหว่างเขากับเรา

เวลาเราเห็นนักการเมืองที่ซุกหุ้นหรือหลบเลี่ยงภาษี เราจะด่าเขาว่าโกงชาติโกงแผ่นดิน

แต่ถ้าพ่อแม่เราเองทำธุรกิจแล้วหลบเลี่ยงภาษีเมื่อมีช่องทางที่จะทำได้ ความรู้สึกของเราจะเป็นอีกแบบ

เวลาเราเห็นคนเมาแล้วขับรถจนไปชนคนตาย เราจะด่าเขาว่าเลวมาก ทำอะไรไม่คิดถึงคนอื่น

แต่ถ้าเพื่อนเราเองกินเหล้าเมาแล้วขับไปชนคนตาย เราก็จะรู้สึกอีกแบบ

เวลาเราเห็นข่าวหนังสือพิมพ์ว่าชายฉกรรจ์ติดยาบ้าจนไปปล้นจี้คนอื่น เราจะรู้สึกว่ามันไม่ใช่คน

แต่ถ้าน้องชายของเราเองติดยา เราก็จะรู้สึกอีกแบบ

คนเรามีสองมาตรฐานเสมอ มาตรฐานหนึ่งสำหรับ “คนอื่น” และอีกมาตรฐานหนึ่งสำหรับ “คนรู้จัก”

จริงๆ อาจต้องพูดว่าคนเรามีสามมาตรฐานด้วยซ้ำ

สำหรับคนอื่น สำหรับคนรู้จัก

และสำหรับตัวเราเอง

image

The Closer It Gets, The Better

My proposed hypothesis: A man’s vice is inversely proportional to the emotional distance between you and him

When we read about how politicians evade tax, we call them traitors or shameless people.

But if the people evading tax are our own parents, the feeling is different.

When someone drives while intoxicated (DWI) and kills an innocent girl, we call him reckless and immoral person

But if it’s our friend who drives and hits someone, we feel different.

When we read in the newspaper that a drug addict is robbing a convenient store, we feel that he is less human than we are.

But if we find out that our own brother has been using drug, then the feeling is different.

It’s double standard. We have one standard for ‘others’ and another for people we know.

Actually it’s triple standard.

One for others, one for people we know.

And one for ourselves.

——-

Photo Credit: https://www.flickr.com/photos/motiqua

This article originally appeared on anontawong.com