จะไปกระบี่(อย่า)ขึ้นรถที่หมอชิต

20160402_KrabiMochit

อยู่ๆ วันนี้ก็มีเหตุให้ผมนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่มีอิทธิพลกับผมมาก

หนังสือเล่มนี้ชื่อ “สนทนากับพระเจ้า” หรือ Conversations with God ที่เขียนโดย Neale Donald Walsch (แปลไทยละจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Oh My God Books ชื่อเหมาะเจาะดีแท้)

บนปกหลังของหนังสือเล่มนี้ เล่าถึงที่มาที่ไปว่าผู้เขียนได้สนทนากับพระเจ้าได้อย่างไร

คืนก่อนที่ชายตกอับ (นีล โดนัลด์ วอลช์) จะฆ่าตัวตาย เขาตัดสินใจระบายความขมขื่นและโกรธเกรี้ยวทั้งมวลลงไปในกระดาษเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมคำถามว่าทำไม ทำไม ทำไม และทำไมชีวิตจึงเป็นเช่นนี้ ?

พลันสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นคือ เขาได้รับการสื่อสารจาก เสียงที่ไร้เสียง บอกให้เขียนบางสิ่งลงไปในกระดาษ…

“อยากจะรู้จริง ๆ หรือแค่อยากระบาย ?”

จากนั้น การสนทนา ในรูปแบบที่ไม่ธรรมดาก็เริ่มต้นขึ้น บทสนทนาเหล่านั้นได้รับการบันทึกเป็นเอกสารที่มีความยาวกว่าหนึ่งพันหน้ากระดาษในชื่อ Conversations with God

—–

ครับ ฟังดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่คนธรรมดาคนหนึ่งจะได้ยินเสียงจากพระเจ้า

แต่ไม่ว่าคุณนีลจะได้คุยกับพระเจ้าตัวจริงหรือตัวปลอม ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าเราได้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนั้นหรือเปล่า

ซึ่งส่วนตัวผมมองว่าหนังสือเล่มนี้ให้มุมมองที่ลึกซึ้งมากๆ เพียงแต่ผู้อ่านต้องเปิดใจ ยอมปล่อยวางความเชื่อและความเห็นที่เคยยึดถือ จากนั้นจึงค่อยอ่านแล้วคิดตาม

หนึ่งในบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่ผมอยากเอามาพูดคุยในวันนี้ก็คือ

“There is no such thing as Right and Wrong. There is only What Works and What Does Not Work, depending upon what it is that you seek to be, do, or have”

ไม่มีสิ่งใดถูกหรือสิ่งใดผิดโดยตัวมันเอง มีแค่สิ่งที่เวิร์คกับไม่เวิร์คเท่านั้น ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการจะเป็นอะไร จะทำอะไร หรือจะมีอะไร

เพราะเรื่องบางเรื่องจะ “ถูก” หรือ “ผิด” มันแล้วแต่ว่าใครจะมอง และไม่มีใครฟันธงได้หรอกว่าเป็นเรื่องดี หรือไม่ดี มีแต่เราเองเท่านั้นที่ตอบได้ว่า สิ่งที่เราทำอยู่นั้นมันสอดคล้องกับเป้าหมายของเราหรือไม่

ถูกหรือผิด จึงไม่ใช่เรื่องของศีลธรรม แต่เป็นเรื่องของสัจธรรม

ถ้าคิดจะไปเที่ยวกระบี่ แต่ดันไปรอขึ้นรถที่หมอชิต ยังไงก็ไปไม่ถึง เพราะหมอชิตมีเพียงรถทัวร์ไปภาคอีสานกับภาคเหนือ

ถ้าเราอยากลดน้ำหนัก แต่ดันไม่ออกกำลังกาย แถมยังกินแป้งเยอะ น้ำหนักก็คงไม่ลด

ถ้าอยากทำความฝันของเราให้เป็นจริง แต่ยังเล่นเฟซบุ๊คกับไลน์วันละสองชั่วโมง ฝันก็อาจจะเป็นฝันค้างต่อไป

ขึ้นรถที่หมอชิตไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ไม่ออกกำลังกายไม่ใช่เรื่องชั่ว เล่นเฟซบุ๊คก็ไม่ใช่เรื่องบาป

การกระทำเดียวกัน สามารถพลิกเป็นเรื่อง “ถูก” ได้ทันที ถ้ามันสอดคล้องกับสิ่งที่เราอยากให้เป็น

ถ้าจะไปเชียงใหม่ ขึ้นรถที่หมอชิตก็ถูกแล้ว
ถ้าอยากเพิ่มน้ำหนัก ไม่ออกกำลังกายและกินแป้งก็อาจช่วยได้
ถ้าอยากกระชับสัมพันธ์กับคนสำคัญที่อยู่ห่างไกล เล่นเฟซบุ๊คกับไลน์ก็เป็นหนทางที่ดี

—–

บางคนอาจเถึยงว่า เรื่องบางเรื่องมัน “ผิด” แน่ๆ อยู่แล้ว เช่นเรื่องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นต้น

ถ้าอย่างนั้นชาวบ้านบางระจันที่สู้รบเพื่อปกป้องบ้านเมืองตนเอง ฆ่าพม่าไปไม่น้อย ผิดหรือเปล่า?

หรือเปาบุ้นจิ้นที่ตัดสินประหารชีวิตนักโทษฉกรรจ์ไปมากมาย ถือเป็นคนบาปใช่หรือไม่?

ผิดหรือถูกจึงขึ้นอยู่กับบทบาท บริบททางสังคม และยุคสมัยด้วย

ในเมืองไทย ผู้หญิงแต่งตัวสวยๆ ออกจากบ้านได้ไม่มีปัญหา

แต่ในบางประเทศ ผู้หญิงต้องแต่งตัวมิดชิดตั้งแต่หัวจรดเท้า และจะออกไปไหนไม่ได้ถ้าไม่มีสามีหรือพ่อไปด้วย

เส้นแบ่งแห่งความถูกผิดจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ขีดขึ้นมาเอง

ถูกผิดเป็นเพียงแค่เรื่องสมมติเท่านั้น

—–

โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง

ไม่มีสิ่งใดถูกหรือสิ่งใดผิดโดยตัวมันเอง มีแค่สิ่งที่เวิร์คกับไม่เวิร์คเท่านั้น ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการจะเป็นอะไร จะทำอะไร หรือจะมีอะไร

ถูกหรือผิด จึงไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมาตัดสินแทนเราได้ เพราะเขาไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกับเรา และไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปตัดสินแทนใครได้ เพราะเราไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขา

ลองกลับมาถามตัวเองดูนะครับว่า ตอนนี้เราต้องการอะไร และสิ่งที่เราทำอยู่นั้นจะส่งผลให้เราได้สิ่งนั้นรึเปล่า

ถ้าเราอยากไปกระบี่ แต่เพิ่งมารู้ตัวว่าตอนนี้เราอยู่ที่หมอชิต

ก็ถึงเวลาเรียกแท๊กซี่ไปสายใต้แล้วนะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

——

ขอบคุณข้อมูลจาก The Global Conversation: One of the most challenging messages ever from God…

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เหนื่อยจนแทบขาดใจ ดีกว่าเฉื่อยจนเฉาตาย

20160203_BurnOut

“It’s better to burn out than to fade away.”

เหนื่อยจนแทบขาดใจ ดีกว่าเฉื่อยจนเฉาตาย

– Neil Young (1988)
– Kurt Cobain (1994)

 

—–

ผมได้ยินมาว่า เด็กจบใหม่สมัยนี้ รักสบาย ไม่สู้งานเหมือนคนรุ่นก่อนๆ

อาจเป็นเพราะว่าค่านิยมของคนเราเปลี่ยนไป และการมี work-life balance อาจมีความสำคัญมากกว่าเงินเดือนหรือตำแหน่งสูงๆ ก็ได้

และผมกำลังสงสัยว่า ที่ไม่อยากทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง เพราะไม่อยากจะเจอสภาวะ burn out

อ้างอิงจากคมชัดลึก Burn-Out หมายถึง การทำงานหนักมากเกินไปและไม่ได้สัดส่วนกับการพักผ่อนจนเกิดอาการ เช่น สมองไม่แล่น ความจำไม่ดี อ่อนเปลี้ยเพลียแรง นอนไม่หลับ

ผมเองก็ระวังเรื่อง burn out มากเหมือนกัน และไม่สนับสนุนความเชื่อที่ว่าเราควรทำงานหามรุ่งหามค่ำจนสุขภาพเสีย

แต่พอมาเห็น Quote นี้ก็ทำให้ต้องมาทบทวนตัวเองใหม่

“It’s better to burn out than to fade away.”

เหนื่อยจนแทบขาดใจ ดีกว่าเฉื่อยจนเฉาตาย

แล้วผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า คนสมัยก่อนนี่เขามี Burn out กันบ้างรึเปล่า

ผมเลยเข้าไปดูที่ Google Ngram Viewer ที่บอกได้ว่าคำๆ หนึ่งมีการใช้บ่อยแค่ไหนในแต่ละยุคแต่ละสมัย

แล้วก็พบว่า คำว่า burn out นี่เพิ่งเริ่มมีคนใช้กันอย่างเป็นล่ำเป็นสันเมื่อปี 1673 นี้เอง

BurnOutNgram

นั่นแสดงว่า ศิลปินที่ทำงานหนักและมีผลงานระดับตำนานอย่าง ลีโอนาร์โดดาวินชี (1452-1519) ไมเคิลแแองเจโล (1475-1564) และเชคสเปียร์ (1564-1616) อาจไม่เคยรู้จักคำว่า burn out เลย

จนอดคิดไม่ได้ว่า อาการ burn out นี่มันมีอยู่จริงหรือเป็นเพียงวาทกรรมที่เราสร้างขึ้นมาเพื่ออธิบายสภาวะธรรมดาให้น่ากลัวกว่าความเป็นจริง?

—–

ถึงเราจะไม่อยาก burn out แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องไม่เผลอปล่อยตัวปล่อยใจไปสุดขั้วของอีกฝั่งหนึ่งจนกลายเป็นคนเฉื่อยเนือย เช้าชามเย็นชาม

เพราะถ้าเรา fade away ก็เท่ากับว่าเรากำลังผลาญทรัพยากรที่มีค่าที่สุด

คือเวลาที่เรามีอย่างจำกัดในการใช้ความรู้ความสามารถของเราสร้างประโยชน์ให้กับคนรอบข้างและโลกใบนี้

ยิ่งถ้าเราอยู่ในวัยหนุ่มสาวด้วยแล้ว แรงมีเท่าไหร่ก็ควรจะลงไปให้เต็มที่ เพราะนี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์และความน่าเชื่อถือ ซึ่งล้วนแล้วแต่จะเป็นประโยชน์กับเราในอนาคต

มนุษย์เหมือนถ่านชาร์จครับ ต่อให้เจอเครื่องเล่นที่กินแบตแค่ไหน พอถ่านหมดก็ยังพอชาร์จไฟใหม่ได้

แถมเรายังเป็นถ่านชาร์จชาวไซย่าด้วย***  เพราะแบตหมดแล้วชาร์จใหม่เราจะมี “พลังต่อสู้” มากกว่าเดิม

แต่ถ้าเฉื่อยเนือย ทำงานแค่เกียร์หนึ่งเกียร์สองตลอด

กว่าจะรู้ตัวอีกที เราอาจจะกลายเป็นถ่านไร้สมรรถสภาพที่ไม่มีใครต้องการอีกแล้วก็ได้

—–
*** ในการ์ตูนเรื่องดราก้อนบอล พระเอกที่ชื่อหงอคงเป็นชาวไซย่า เผ่าพันธุ์นักรบที่พลังจะเพิ่มขึ้นทุกครั้งหลังฟื้นจากอาการบาดเจ็บปางตาย
—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

——

ขอบคุณข้อมูลจาก คมชัดลึก “Burn-Out Syndrome” ภัยเงียบของคนทำงาน

ขอบคุณข้อมูลจาก Google Ngram Viewer: Burn out

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

 

ว่าด้วยเรื่องขอทาน

20160202_Beggar

ผมรู้สึกมาซักพักหนึ่งแล้วว่าอยู่เมืองไทยยังไงก็ไม่อดตาย

ด้วยสภาพอากาศที่ไม่สุดขั้วมากนัก ถึงคุณจะไม่มีบ้านอยู่และต้องระหกระเหเร่ร่อนด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้น คุณก็ยังอยู่กันได้

ลองคิดภาพคนจรจัดในรัสเซียที่ไม่มีบ้านอยู่และไม่มีเสื้อผ้าหนาๆ ใส่ จะเห็นเลยว่าคนยากไร้ในเมืองไทยนั้นลำบากน้อยกว่ากันเยอะ

ส่วนเรื่องอาหารเราก็มีกินอุดมสมบูรณ์ มีเงิน 20 บาทก็สามารถเดินเข้าเซเว่นซื้ออะไรมากินให้อิ่มท้องไปได้หนึ่งมื้อแล้ว และถ้าไม่มีเงินจริงๆ ไปขอข้าววัดกินก็ยังได้

ไม่รู้ว่าด้วยความที่ไม่ต้องดิ้นรนอย่างนี้รึเปล่า จึงทำให้คนเลือกทำอาชีพขอทานกันไม่น้อย

—–

ประมาณสองสามปีที่ผ่านมา ผมเริ่มถือคติที่ว่า เจอขอทานที่ไหนให้บริจาคเศษเหรียญในกระเป๋าทั้งหมด

มีสามบาท ก็ให้สามบาท

มีสิบห้าบาท ก็ให้สิบห้าบาท

มีสี่สิบห้าบาท ก็ให้สี่สิบห้าบาท ถือว่าขอทานคนนั้นได้แจ๊คพ็อตไป

ที่ทำอย่างนี้ไม่ใช่เพราะว่าใจบุญอะไรหรอกนะครับ

ก็แค่คิดว่าถ้าให้เหรียญจนหมดแล้วกระเป๋ามันก็เบาดี

แถมการทำทานแต่ละครั้งก็ช่วยลดความเหนียวในจิตใจของเราอีกด้วย วันหลังถ้าต้องเสียเงินกับเรื่องอื่นจะได้ไม่ทุรนทุรายมากนัก

——

ขอทานจะมีอยู่สองประเภท คือประเภทที่นั่งขอเฉยๆ กับประเภทที่ไม่ยอมนั่งเฉยๆ

โดยส่วนตัวผมจะไม่บริจาคให้กับประเภทแรก เพราะอยากเก็บเงินไว้ให้กับประเภทหลังที่เป็นวณิพกพเนจรเที่ยวเร่ร่อนร้องเพลงแลกเศษเงิน

ดูเขามีความพยายามดี

—–

แต่ครั้งหนึ่งผมก็เคยแหกกฎนี้

แถวบ้านผมจะมีคุณลุงร่อนเร่อยู่คนหนึ่ง อายุน่าจะเกือบๆ 60 แล้ว แกจะใส่กางเกงขาสั้นที่เผยให้เห็นขาขวาที่โดนตัดมาเหนือหัวเข่า ใช้ไม้ค้ำเดินวนเวียนอยู่แถวเซเว่นหน้าปากซอย

ผมอยากช่วยคุณลุงมาก เพราะว่าผมเคยจัดงานมินิมาราธอนเพื่อหาเงินเข้ามูลนิธิขาเทียม เลยรู้จักคนข้างในที่น่าจะช่วยให้ลุงมีขาเทียมใช้ได้ไม่ยากนัก

หลังจากรวบรวมความกล้าอยู่หลายวัน ผมก็ตัดสินใจเดินเข้าไปคุยกับคุณลุง

“ลุงครับ ผมรู้จักมูลนิธิขาเทียมนะครับ เขารับทำให้ฟรี คุณลุงสนใจมั้ย?”

คุณลุงตอบผมว่า

“ไม่เอาล่ะ ใส่ขาเทียมแล้วมันเจ็บ อยู่อย่างนี้แหละดีแล้ว”

ผมเดินจากมาอย่างอดสงสัยไม่ได้ว่า ใส่ขาเทียมมันเจ็บจริงๆ หรือ? แล้วมันไม่คุ้มกับการที่จะเดินเหินได้อย่างสะดวกกว่านี้หรือ?

อีกความเป็นไปได้หนึ่ง ก็คือการที่เขาขาด้วนนั้น จะทำให้คนสงสารเขามากกว่า และเขามีโอกาสได้เงินเยอะกว่ารึเปล่า?

—-

เมื่อปลายปีที่แล้ว แม่ผมก็เล่าถึงคุณลุงขาด้วนคนนี้ ว่าแม่ไปซื้อของที่เซเว่น เห็นคุณลุงนั่งอยู่ แม่สงสารก็เลยเอาเหรียญเงินทอนที่มีอยู่ในมือให้

พอคุณลุงเขาได้เหรียญไว้ในมือแล้ว แกก็นับเหรียญเดี๋ยวนั้นเลยว่ามีทั้งหมดกี่บาท

แหม จะรอให้เดินไปก่อนก็ไม่ได้

แม่บอกว่า เห็นคุณลุงทำกันอย่างนี้ คราวหลังก็ไม่อยากช่วยเท่าไหร่แล้ว

—–

สัปดาห์ที่แล้วก่อนกลับบ้านผมไปทำธุระแถวสีลม แล้วเดินมาขึ้นรถไฟใต้ดิน

ที่หน้าสถานี มีคนตาบอดยืนกันอยู่สองคน คนหนึ่งเป็นผู้ชายยืนเล่นกีตาร์ร้องเพลง อีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิง ยืนขายคุกกี้พระพร

ผมเปิดกระเป๋าตังค์ออกมาดู มีเงินอยู่ 30 บาท เป็นเหรียญสิบบาทสองเหรียญ เหรียญห้าอีกสองเหรียญ

ผมหยิบเงิน 15 บาทหย่อนใส่กล่องของชายตาบอดที่เล่นกีตาร์

ส่วนพี่ผู้หญิงผมก็ตั้งใจจะให้ 15 บาทเหมือนกัน ไม่อยากซื้อคุกกี้เพราะกลัวจะเหลือ

“พี่ครับ ผมไม่เอาคุกกี้นะครับ แต่ผมให้พี่ 15 บาทครับ”

พี่ผู้หญิงตาบอดตอบผมด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดว่า

“ไม่รับบริจาคนะคะ ต้องขออภัยจริงๆ” พร้อมทั้งค้อมหัวเล็กๆ ราวกับจะขอโทษขอโพยที่ต้องตอบปฏิเสธความปรารถนาดีของผม

ผมจึงได้แต่เก็บเงิน 15 บาทนั้นไว้แล้วเดินจากมาพร้อมกับความรู้สึกผิด

ผิดที่ไปคิดเอาเองว่า เขาจะยินดีรับเงินผม เพียงเพราะเขาเป็นคนตาบอด

เพราะคนบางคนไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นขอทาน

ต่อให้เขาพิการก็ใช่ว่าจะงอมืองอเท้ายินดีรับเงินจากใครฟรีๆ

ส่วนคนบางคนก็เกิดมาเพื่อเป็นขอทาน

ต่อให้เขามีโอกาสมีอวัยวะครบถ้วน เขาก็อาจเลือกที่จะพิการต่อไป หากมันช่วยให้เขาได้เงินมาโดยไม่ต้องลงแรง

—–

อยู่เมืองไทยยังไงก็ไม่อดตาย

นี่อาจเป็นหนึ่งเหตุผลที่เรามีขอทานเต็มเมือง

ขอทานที่ร่อนเร่ตามท้องถนน อาจเป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง

เพราะยังมี “คนที่เกิดมาเพื่อเป็นขอทาน” อีกมากมาย

เขาอาจจะอยู่ในเครื่องแบบสีกากี หรือใส่เสื้อสูท

แต่ถ้ายังยินดีได้เงินมาฟรีๆ โดยไม่ต้องลงแรงอะไร

ก็เป็นขอทานไม่ต่างกันเลย

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

——

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

ความรู้ท่วมหัว

20160201_PlentyOfKnowledge

เมื่อสมัยเรียนปริญญาตรีคณะวิศวะไฟฟ้า ผมกับเพื่อนชื่อโอได้ไปเที่ยวกาญจนบุรีกับรุ่นพี่ที่เรียน MBA รวมแล้วก๊วนเราน่าจะมีกันซัก 15-16 คน

มีอยู่วันหนึ่งเรานั่งรถเข้าไปเที่ยวในเขตอุทยาน แต่พอขากลับปรากฎว่ามีต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มขวางทางอยู่จนรถไม่สามารถไปต่อได้

ระหว่างที่รอความช่วยเหลือ ผมกับโอก็สวมวิญญาณนักศึกษาวิศวะที่เก่งเรื่องคิดคำนวณ

เราเริ่มต้นจากการถกกันว่า ต้นไม้ที่ล้มต้นนี้จะความยาวประมาณเท่าไหร่

วิธีวัดที่เราคิดขึ้นมาคือดูจากจำนวนก้าว โดยกะว่าช่วงก้าวของเราประมาณ 50 ซ.ม. เดินจากฟากหนึ่งของต้นไม้ไปถึงส่วนปลายโคนได้ความยาว 22 ก้าว แสดงว่าต้นนี้ยาวประมาณ 11 เมตร

จากนั้นเราก็เดินไปอ้อมดูฝั่งที่โคนต้นมันโค่นลงมา เพื่อจะดูว่าเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณเท่าไหร่ พอเห็นว่าเส้นผ่านศูนย์กลางมันยาวกว่าไม้บรรทัดไปประมาณ 10 ซ.ม. ก็แสดงว่าเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ 40 ซ.ม. หรือรัศมีเท่ากับ 20 ซ.ม. (0.2 เมตร)

เนื่องจากต้นไม้นั้นมีทรงคล้ายๆ ทรงกระบอก ดังนั้นการหาปริมาตรของต้นไม้จึงไม่ใช่เรื่องยากอะไร คือใช้สูตร V = π r^2 h (พายอากำลังสองเอ๊ช หรือเอาพื้นที่วงกลมคูณด้วยส่วนสูงนั่นเอง)

V = 3.14 * 0.2 * 0.2 * 11 = 1.38 ลูกบาศก์เมตร

(ตอนนั้นเราไม่ยอมใช้เครื่องคิดเลขในโทรศัพท์มือถือ เพราะอยากทดสอบตัวเองว่าจะคิดเลขในหัวได้รึเปล่า)

แต่ต้นไม้ขนาด 1.38 ลูกบาศก์เมตรนี่มันหนักเท่าไหร่ล่ะ?

เราไม่รู้ความหนาแน่นของต้นไม้ รู้แต่เพียงว่าขอนไม้นั้นลอยน้ำได้ ดังนั้นมันควรจะมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ

เวลานึกภาพขอนไม้ลอยน้ำ ไม้จะโผล่พ้นน้ำมาซักครึ่งหนึ่ง ดังนั้นเราก็เดากันว่าไม้น่าจะมีความหนาแน่นประมาณครึ่งหนึ่งของน้ำ หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือในปริมาตรที่เท่ากัน ไม้จะเบากว่าน้ำครึ่งต่อครึ่ง

น้ำ 1 ลิตรหนัก 1 กิโลกรัม

น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร หนัก 1000 กิโลกรัม

น้ำ 1.38 ลูกบาศก์เมตร หนัก 1380 กิโลกรัม

ดังนั้นต้นไม้ 1.38 ลูกบาศก์เมตร จึงควรจะหนัก 690 กิโลกรัม

ผมกับโอคุยกันอยู่ร่วม 10 นาทีกว่าจะได้ตัวเลขนี้ออกมา และเราก็ภูมิใจกันมากที่สามารถหาคำตอบได้ว่าต้นไม้ที่ล้มขวางทางเราอยู่นั้นหนักเท่าไหร่โดยที่ไม่ต้องเปิดหนังสือหรือใช้เครื่องมืออะไรเลย

พอเราคุยมาถึงตรงนี้ “พี่หิน” ซึ่งเป็นพี่ MBA ก็เดินมาหาเราแล้วถามว่า

“รู้แล้วช่วยอะไรได้มั้ย?”

เราอึ้งกันไปประมาณ 0.7 วินาที พี่หินก็พูดต่อว่า

“รู้ว่าไม้หนักเท่าไหร่แล้วไง? มันทำให้พวกเราออกไปจากป่านี้ได้มั้ย”?

พี่หินเขาน่าจะถามเอาฮา และอาจแอบหมั่นไส้เล็กๆ ที่ได้ยินเด็กวิศวะสองคนคุยฟุ้งกันเรื่องอะไรก็ไม่รู้

ผมกับโอหันหน้ามามองกัน แล้วก็เห็นด้วยว่าจริงอย่างที่พี่เขาว่า

ความรู้ที่เรามีไม่ได้ช่วยอะไรเลยซักนิด

เราเลิกคุยกันเรื่องต้นไม้ แล้วหันไปคุยเรื่องอื่นแทน

—–

เวลาผ่านไปอีกประมาณสิบนาที ก็ได้ยินเสียงรถเครื่องวิ่งมาจอด

เจ้าของรถน่าจะเป็นชาวบ้านแถวนั้น ตัวเล็กๆ ดำๆ พร้อมเลื่อยไฟฟ้าในมือ

จากนั้นเขาก็จัดแจงตัดโคนต้นไม้ที่ขวางทางออกเป็นท่อนๆ เพื่อให้เรากลิ้งท่อนไม้บางส่วนออกไปได้

ใช้เวลาเพียงไม่นาน ทางก็ถูกเคลียร์มากพอให้รถวิ่งผ่านไปได้

ไม่ได้ดูถูกนะครับ แต่ผมว่าคุณพี่เลื่อยไฟฟ้าเขาไม่น่าจะรู้หรอกว่าปริมาตรของต้นไม้นั้นใช้สูตร V = π r^2 h

เผลอๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า π คืออะไร มีค่าเท่าไหร่

แต่คนๆ นี้แหละที่ช่วยให้เราออกจากป่าได้ ในขณะที่ “ปัญญาชน” สิบกว่าชีวิตกลับไม่สามารถทำอะไรได้ซักนิด

ประสบการณ์วันนั้นสอนให้ผมรู้ว่า อย่าอหังการเกินไปนัก

ต่อให้เรียนมาสูงแค่ไหน ความรู้ท่วมหัวเพียงใด

พอเราต้องเผชิญปัญหาในชีวิตจริง เราอาจเป็นคนที่ไร้ประโยชน์ที่สุดเลยก็ได้

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

——

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ทำงานเสร็จมากมายแถมยังได้กลับบ้านห้าโมงครึ่ง

20160131_GoHomeAt530

วันนี้เผอิญไปเจอบทความหนึ่งที่น่าสนใจมากเลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

บทความนี้เขียนโดย Eric Barker ที่โทรศัพท์ไปปรึกษาเพื่อนชื่อ Carl Newport เพื่อจะขอคำแนะนำว่าควรทำตัวอย่างไรถึงจะเป็นคนที่ productive ขึ้น

คาร์ล นิวพอร์ตเป็นคนเขียนหนังสือชื่อ So Good They Can’t Ignore You ซึ่งผมเองก็ซื้อมานานแล้วแต่ยังไม่ได้อ่าน แหะแหะ

อีริคคุยกับคาร์ลเสร็จแล้วจึงได้เขียนบทความนี้ขึ้นมา How to be the most productive person in your office — and still get home by 5:30 p.m. – ทำยังไงถึงจะเป็นคนที่ productive ที่สุดในออฟฟิศแถมยังได้กลับบ้านก่อนห้าโมงครึ่งอีกด้วย

บทความต้นฉบับนั้นค่อนข้างยาวทีเดียว แต่ถ้าผู้อ่านถนัดภาษาอังกฤษอยู่แล้วก็แนะนำให้อ่านบทความต้นฉบับนะครับเพราะเขียนได้ดีกว่าผมอยู่แล้ว

ส่วนผมเองขอนำมาสรุปคร่าวๆ ดังนี้

  1. To Do List อย่างเดียวไม่เวิร์ค ต้องจัดเวลาลงตารางด้วย
  2. คิดไปเลยว่าต้องกลับบ้านตอนห้าโมงครึ่งแล้วค่อยวางแผนย้อนกลับมา
  3. วางแผนสำหรับทั้งสัปดาห์
  4. เลือกทำงานเพียงไม่กี่ชิ้น แต่ทำให้โคตรเจ๋งไปเลย
  5. ทำ “งานตื้นเขิน” ให้น้อย ลงแรงกับ “งานลึกซึ้ง” ให้มากขึ้น

1. To Do List อย่างเดียวไม่เวิร์ค ต้องจัดเวลาลงตารางด้วย

เพราะ To Do List ของเรานั้นมักจะมีงานเยอะเกินไปเสมอ การจัดงานของเราลงตารางเวลาจะทำให้เราเห็นชัดเจนขึ้นว่าเราจะทำงานได้เยอะขนาดไหน และการจัดงานลงตารางก็จะช่วยให้เราผัดวันประกันพรุ่งน้อยลงเพราะเราได้ตัดสินใจไปแล้วว่าจะทำงานชิ้นนี้ ณ เวลานี้

อาจนะฟังดูเครียดและไม่ค่อยยืดหยุ่นเท่าไหร่ แต่คาร์ลก็แนะนำว่าเราควรจะจัดเวลาไว้เลยว่าจะพักเบรคช่วงไหนบ้าง และควรจะจัดเวลาเผื่องานที่เข้ามากะทันหันเช่นกัน

2. คิดไปเลยว่าต้องกลับบ้านตอนห้าโมงครึ่งแล้วค่อยวางแผนย้อนกลับมา

พอเรามี deadline ที่ชัดเจน เราก็จะตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่างานไหนจะรับมาทำหรือไม่รับมาทำ เราจะเข้มแข็งพอที่จะปฏิเสธงานบางงานหรือคนบางคนเพราะเรารู้ดีว่าถ้าทำเพิ่มเราก็จะไม่สามารถกลับบ้านตามเวลาได้

ที่สำคัญการที่เราสามารถคอนโทรลตารางเวลาชีวิตเราได้ จะช่วยให้ความเครียดลดน้อยลงอีกด้วย

3. วางแผนสำหรับทั้งสัปดาห์

ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงแรกตอนเช้าวันจันทร์ในการวางแผนว่าสัปดาห์นี้จะทำอะไรบ้าง แล้วเอางานลง schedule ให้หมดตลอดสัปดาห์ (รวมถึงเรื่องส่วนตัวนอกเวลางานด้วยก็ได้)

คาร์ลบอกว่าทุกๆ วันเขารู้ว่าแต่ละชั่วโมงจะทำอะไรบ้าง และทุกๆ สัปดาห์เขารู้ว่าแต่ละวันจะทำอะไรบ้าง และทุกๆ เดือนเขาก็รู้ว่าแต่ละสัปดาห์เขาจะทำอะไรบ้าง

4. ทำงานให้น้อยชิ้น แต่ทำให้โคตรเจ๋งไปเลย

ด้วยการถามคำถามที่ว่า “อะไรบ้างที่สร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับชีวิตของเรา?” เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็พยายามจำกัดกิจกรรมหรืองานอื่นๆ ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

5. ทำ “งานตื้นเขิน” ให้น้อย ลงแรงกับ “งานลึกซึ้ง” ให้มากขึ้น

ในประวัติศาสตร์ของจักรวาล ไม่เคยมีใครได้เป็น CEO เพราะตอบเมล์ได้มากกว่าใครและเข้าประชุมมากกว่าคนอื่น

ที่พวกเราทำงานไม่ทัน เพราะเรามักจะเอาเวลาไปสาละวนอยู่กับงานที่ตื้นเขินอย่างการตอบอีเมล์ เข้าประชุม และส่งข้อมูลไปมา ซึ่งเป็นงานที่ให้ผลตอบแทนต่ำ

และที่เราชอบเอาเวลาไปทำงานพวกนี้ก็เพราะว่ามันง่ายดี

ในขณะที่งานที่มีคุณค่าจริงๆ ต้องใช้พลังและความสามารถของเราอย่างเต็มที่ เราจึงมัก “ไม่มีเวลา” และหาทางหลบหลีกอยู่ตลอด ทั้งๆ ที่จริงแล้วงานพวกนี้แหละที่จะทำให้เราก้าวหน้า

Shallow work stops you from getting fired — but deep work is what gets you promoted.

งานที่ตื้นเขินทำให้คุณไม่โดนไล่ออก แต่งานที่ลึกซึ้งจะทำให้คุณได้เลื่อนขั้น

—–

ผมเองยังไม่แน่ใจว่ามันจะเวิร์คกับบริบทคนไทยรึเปล่า โดยเฉพาะคนที่มีเจ้านายอทินนา 

โชคดีที่เจ้านายผมให้อิสระพอสมควรเลย สัปดาห์นี้ผมเองว่าจะทดลองทำตามแนวทางนี้ดูซะหน่อยครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

——

ขอบคุณข้อมูลจาก The Week: How to be the most productive person in your office — and still get home by 5:30 p.m.

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com