ปัญหาหรือโจทย์

20160709_problem

เมื่อเดือนมิถุนายนผมได้ไปร่วมงาน 50 ปี Leo Burnett ประเทศไทยที่โรงละครสยามพิฆเนศ

นอกจากจะได้ย้อนดูโฆษณาที่ดีที่สุดห้าสิบเรื่องจาก Leo Burnett แล้ว เรายังได้ฟังศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันขึ้นเวทีมาแบ่งปันความคิดในหัวข้อเรื่อง “ปัญหาพาคุณไปเจอ solution อะไร”

หนึ่งในศิษย์เก่าที่จะขึ้นเวทีด้วยคือนิ้วกลมครับ (ก่อนจะมาเป็นนิ้วกลม คุณเอ๋ สราวุธ  เฮ้งสวัสดิ์ เคยทำงานที่ลีโอเบอร์เน็ทมาก่อน)

แต่น่าเสียดายที่นิ้วกลมมาไม่ได้เพราะติดภารกิจอยู่ที่นิวยอร์ค

นิ้วกลมเลยแก้ปัญหาด้วยการส่งข้อความมาเป็นสไลด์ฉายลงจอให้แขกอ่านตามกันอย่างเงียบๆ

เนื้อหาสาระของข้อความจากนิ้วกลมก็คือ แทนที่จะมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็น “ปัญหา” ให้มองว่ามันเป็น “โจทย์” แทน

คำว่า Problem จะแปลว่าปัญหาก็ได้ จะแปลว่าโจทย์ก็ได้

แต่คำสองคำนี้ให้อารมณ์ที่ต่างกัน

 

—–

ทำไมความรู้สึกที่เรามีต่อคำว่า “ปัญหา” จึงต่างจากความรู้สึกต่อคำว่า “โจทย์”?

ผมคิดได้สองประเด็น

ประเด็นแรกคือเรามองว่าปัญหาเป็นสิ่งแปลกปลอม

ชีวิตราบรื่นอยู่ดีๆ พอมีปัญหาเข้ามา อะไรๆ มันก็ขลุกขลัก

เราจึงไม่ชอบปัญหาเพราะมันทำให้เรื่องราวยุ่งยากขึ้น

แต่กับโจทย์เราไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งแปลกปลอม

เพราะเราแก้โจทย์มานับไม่ถ้วนตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือแล้ว

ข้อสอบหนึ่งชุด มีโจทย์ตั้ง 100 ข้อ และเราเองก็พยายามจะแก้ทั้ง 100 ข้อนั่นแหละ

แต่เราก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องทำถูกทั้ง 100 ข้อซะหน่อย

เราก็ควรมองปัญหาทั้งหลายที่เข้ามาในชีวิตอย่างนั้นเหมือนกัน

ไม่จำเป็นต้องตอบถูกหมดทุกข้อหรอก แค่ได้ 80 ข้อก็ได้ A แล้ว

หรือแค่แก้ถูกแค่ครึ่งหนึ่งก็ถือว่าสอบผ่านแล้ว


อีกเหตุลหนึ่งที่ทำให้เรามองปัญหาต่างจากโจทยก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามองว่าอะไรเป็นปัญหา เราจะต่อท้ายคำว่า “ของเรา” ไปโดยอัตโนมัติ

เมื่อเป็น “ปัญหาของเรา” เราก็เลยหลงคิดไปว่า ปัญหาคือเรา/เรามีปัญหา เราจึงรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจ ไม่ชอบ รำคาญ และอยากหนีไปให้ไกลๆ

แต่พอเรามองมันเป็นโจทย์ เราจะไม่มีคำว่า “ของเรา” ต่อท้าย

เพราะโจทย์นั้นเป็นเพียงคำถามหนึ่งที่อยู่ในการบ้านจากคุณครูที่ชื่อว่าชีวิต

โจทย์ กับ ตัวเรา จึงเป็นคนละส่วนกัน เราจึงไม่รู้สึกเดือดร้อนไปกับมันมากนัก

เมื่อใจไม่ขุ่น เราก็ย่อมมีสติและแก้โจทย์นี้ได้อย่างเป็นกลางมากขึ้น

จากนี้ไป ไม่ว่าเจอ “ปัญหา” อะไรก็ตาม ลองเปลี่ยนไปใช้คำว่า “โจทย์” แทนดูนะครับ

ผมเชื่อว่าจะช่วยได้ครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

นิทานเด็กทารกแห่งเผ่านาคา

20160707_nakachild

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เผ่าสมิงกับเผ่านาคาเป็นคู่อริกันมานาน

เผ่าสมิงอาศัยอยู่บนยอดเขา ขณะที่เผ่านาคานั้นตั้งรกรากอยู่ริมแม่น้ำ

กลางดึกคืนหนึ่ง เผ่าสมิงยกพลลงมาปล้นสะดมภ์เผ่านาคา นอกจากจะขนอาหารและอาวุธไปแล้ว เผ่าสมิงยังเอาตัวเด็กทารกของเผ่านาคาที่เพิ่งอายุได้หนึ่งสัปดาห์กลับไปด้วย

หัวหน้าเผ่านาคาจึงเรียกประชุมเผ่าและมอบหมายให้นักรบที่แข็งแกรงที่สุดสิบคนขึ้นภูเขาไปเจรจากับเผ่าสมิงเพื่อนำตัวเด็กทารกกลับมา

แต่เนื่องจากเหล่านักรบที่อยู่บริเวณลุ่มน้ำมาทั้งชีวิตไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศบนภูเขา จึงหลงทาง และเจอหุบเหวที่ยากจะข้ามไปได้จนต้องเปลี่ยนเส้นทางครั้งแล้วครั้งเล่า

เหล่านักรบทั้งสิบคนใช้เวลาอยู่บนภูเขาอยู่ถึงสามวันก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะขึ้นไปถึงยอดเขาได้ จึงตัดสินใจล้มเลิกภารกิจนี้

ทันใดนั้น เหล่านักรบก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดินลงมาจากเขา

ผู้หญิงคนนั้นเป็นแม่ของเด็กทารก

แถมในเป้สะพายหลังของเธอยังมีเด็กทารกคนที่หายไปอีกด้วย!

ในช่วงสามวันที่เหล่านักรบลองผิดลองถูกจนถอดใจไปแล้ว แม่ของเด็กได้เดินขึ้นไปถึงยอดเขาจนพบเผ่าสมิงและยังเจรจาขอลูกกลับคืนมาได้ด้วยตัวคนเดียว

ชายคนหนึ่งในกลุ่มจึงเอ่ยถามผู้หญิงคนนั้นว่า

“เหตุไฉนเจ้าซึ่งเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ จึงขึ้นไปถึงยอดเขาได้สำเร็จ ในขณะที่พวกเราซึ่งเป็นชายฉกรรจ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่ากลับมิอาจขึ้นไปถึงยอดเขาได้?”

คุณแม่ผู้มีสีหน้าอ่อนล้ายักไหล่เล็กน้อยแล้วตอบว่า

“อาจเป็นเพราะเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของพวกท่านกระมังคะ”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Saurabh Aditya’s answer to Short Stories: What is a short story which can enlighten me on life problems? 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

สิ่งสำคัญจะไม่ตะโกน

20160705_noshouting

มนุษย์เป็นสัตว์ขี้ตกใจ

เวลาเจออะไรที่เสียงดังหน่อย เราจึงเทความสนใจให้กับสิ่งนั้นทันที

แต่ละวันเราจะเจอเสียงดังมากมาย

ไม่ว่าจะเป็นงานที่ใกล้เส้นตาย หัวหน้าที่ต้องการสั่งงานเพิ่ม เสียงปิ๊งป่องจากไลน์ และโนทิฟิเคชั่นจากแอพต่างๆ ที่ยั่วให้เราเปิดดู

แต่สิ่งสำคัญในชีวิตจริงๆ นั้นมักจะไม่ตะโกน เราก็เลยมักไม่ได้ยิน

ไม่ว่าจะเป็นแม่ที่รอกินข้าวอยู่ที่บ้าน

หรือภรรยาที่รอให้สามีกลับไปช่วยดูลูก

หรือร่างกายที่ต้องการอาหารดีๆ สักมื้อ

ถ้าเราทำตามสัญชาตญาณและให้เวลากับสิ่งใดก็แล้วแต่ที่ส่งเสียงดังที่สุด

เราอาจจะพลาดสิ่งสำคัญที่สุด

เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่เคยตะโกน

จนกว่ามันจะสายเกินไปแล้วนั่นแหละ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

คำถามที่สตีฟจ็อบส์ถามตัวเองทุกเช้า

20160705_jobsquestion

วันนี้มีคำแนะนำดีๆ จาก Inc.com มาเล่าสู่กันฟังครับ

บทความนี้เขียนโดย Minda Zetlin ชื่อบทความว่า Steve Jobs Asked Himself One Question Every Day. You Should Too

คำถามที่จ็อบส์ถามตัวเองทุกเช้า ถูกพูดถึงในสุนทรพจน์ที่จ็อบส์กล่าวในงานรับปริญญามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเมื่อปี 2005

“If today were the last day of my life, would I want to do what I am about to do today?” And whenever the answer has been “No” for too many days in a row, I know I need to change something.

“ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิต ผมจะยังอยากทำในสิ่งที่ผมกำลังจะทำวันนี้หรือไม่ ถ้าคำตอบคือ “ไม่” ติดๆ กันหลายวัน ผมก็รู้ว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้ว”

ถ้าเราถามคำถามนี้ แล้วได้คำตอบว่า “ไม่” หลายๆ วันติดกัน แล้วเราควรจะทำอย่างไรดี?

มินดาให้คำแนะนำมา 5 ขั้นตอน

1. คิดดูว่า ถ้าเรามีโอกาสได้เลือกอีกครั้ง เราจะยังเลือกทำอาชีพนี้อยู่มั้ย (Decide if you would choose the career you already have.)

2. ถ้าคำตอบคือไม่ แล้วเรากำลังกลัวอะไรอยู่?  ถ้าคุณได้พรวิเศษให้ทำอะไรก็สำเร็จ คุณจะลองทำอะไรบ้าง? (What would you try if you knew you could not fail ) อยากเขียนหนังสือ? อยากเริ่มธุรกิจ? พอลองคิดว่าได้ทำสิ่งเหล่านี้แล้วมันทำให้หัวใจเราฟูฟ่องรึเปล่า? เรารักมันเพียงพอที่จะลงแรงและให้เวลากับมันรึเปล่า?

ถ้ารู้ว่าทำแล้วมีความสุข แต่เรายังไม่กล้าทำ นั่นอาจเป็นเพราะว่าเรากลัวล้มเหลว แต่สุดท้ายแล้ว ในวันหนึ่งที่เรามองกลับมา เราควรจะเห็นชีวิตที่สร้างขึ้นจากการกล้าตัดสินใจ ไม่ใช่เห็นแต่โอกาสที่พลาดไปเพราะมัวแต่กลัวโน่นกลัวนี่

3. จินตนาการถึงชีวิตในฝัน – ในชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เราจะอยู่แบบไหน แต่ละวันเราจะทำอะไรบ้าง งานของเราคืออะไร แล้วมันสำคัญกับเรายังไง? จากนั้นก็ลองเปรียบเทียบชีวิตในอุดมคติกับชีวิตของเราตอนนี้ว่า มันแตกต่างกันอย่างไรบ้าง และเราพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อลดช่องว่างระหว่าง “โลกปัจจุบัน” และ “โลกในอุดมคติ” ของเรารึเปล่า

4. มองให้ออกว่ามีขั้นตอนอะไรบ้างที่จะพาตัวเราจาก “ตรงนี้” ไปถึง “ตรงนั้น” มีเป้าหมายรายทางอะไรบ้างที่เราต้องทำให้สำเร็จ อาจต้องไปลงเรียนเพิ่มรึเปล่า? ถ้าคิดไม่ออกว่าต้องทำอะไรบ้าง ก็ลองคุยกับคนที่เราเห็นว่ามีชีวิตดี๊ดีดู

5. เริ่มก้าวแรก ทำตอนนี้เลย อะไรก็ได้ที่ทำให้เราเข้าใกล้ชีวิตที่เราอยากมีขึ้นอีกหน่อย อาจจะเป็นเรื่องง่ายๆ อย่างการเข้ากูเกิ้ลเพื่อหาข้อมูล หรือเข้าเฟซคนที่เราชื่นชม หรือซื้อหนังสือซักเล่มก็ได้ สิ่งสำคัญคือขอให้เริ่มตั้งแต่วันนี้

ผมหวังว่าอ่านบทความนี้แล้วจะไม่เดินไปลาออกกับห้วหน้านะครับ! ความฮึกเหิมนั้นมีได้ แต่ต้องควบคู่กับสติด้วย ขอแนะนำให้อ่าน ก่อนจะลาออกไป Follow Your Passion จะได้ตัดสินใจไม่พลาดครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Inc.com Steve Jobs Asked Himself One Question Every Day. You Should Too by Minda Zetlin

ขอบคุณภาพจาก Youtube Image

อ่านบทความใหม่ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Box1B_300x250

หากโดนทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

20160704_hurt

คำถามก็คือทำไมเรายังยอมอยู่ได้?

Don’t ask why someone keeps hurting you.
Ask why you keep letting them.

-Anonymous

เหมือนที่เคยเล่าไปในตอนเหตุผลที่เราควรมีเมตตาว่า ที่เมืองนอกมีเด็กเกเรที่ชอบรังแกคนอื่น หรือที่เรียกกันว่า Bully

ลองคิดภาพว่าเราเองเป็นเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ ที่ดันไปอยู่ห้องเดียวกับเด็กเกเรและโดนเขาแกล้งอยู่เป็นประจำ เราก็คงทุกข์ใจน่าดู

แต่เหตุผลเดียวที่เขายังแกล้งเราอยู่เรื่อยๆ ก็เพราะเขารู้ว่าเราไม่สู้

วิธีการแก้ปัญหา bully ที่ดีที่สุด คือลองสู้กับมันซักตั้ง สู้แบบกัดไม่ปล่อยเหมือนโนบิตะสู้กับไจแอนท์ในโดราเอเมอนตอนอวสาน 

ข้อดีของการเผชิญหน้ากับ Bully ก็คือ ครั้งเดียวก็เกินพอ

เพราะครั้งต่อไปถ้าเขาจะทำอะไรเราอีก เขาก็คงคิดหนักเหมือนกัน หันไปรังแกคนอื่นง่ายกว่าเยอะ

ในกรณีที่รู้ว่าสู้แล้วจะเดือดร้อนเกินไป ก็ลองมองหาทางออกอื่นๆ เช่นหลีกเลี่ยงไม่ต้องพบไม่ต้องเจอ หรือไม่ก็ขอความช่วยเหลือ

Don’t ask why someone keeps hurting you.
Ask why you keep letting them.

ถามตัวเองดีๆ เรากลัวอะไร ถึงปล่อยให้เขาทำร้ายเราอยู่แบบนี้

อาจจะพบว่า ที่เรายังยอม เพราะเรายังหวังประโยชน์จากเขาอยู่

“ประโยชน์” ที่ว่าอาจจะเป็นเรื่องของสิ่งที่จับต้องได้อย่างเงิน ลาภยศหรือสิ่งของ

หรืออาจเป็นประโยชน์ในเชิงอารมณ์ที่ว่า ถ้าเรายอม เขาจะยังรักและไม่ทิ้งเราไปไหน

แต่จริงๆ ถ้าทำร้ายกันแบบนี้ แม้ตัวจะอยู่แต่ใจก็ทิ้งขว้างไปเรียบร้อยแล้วไม่ใช่เหรอ?

เลิกหวังประโยชน์จากเขาได้เมื่อไหร่ เราก็จะเลิกกลัวแล้วตัดสินใจทำอะไรซักอย่าง

เพราะเขากับเราก็คนเท่าๆ กัน

อย่าปล่อยให้มารังแกกันอยู่เลย


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com