ไม่มีใครไร้เหตุผล

20160714_unreasonable

ไม่มีใครตื่นนอนขึ้นมาแล้วบอกตัวเองว่า “วันนี้เราจะใช้ตรรกะวิบัติให้สุดความสามารถเลย”

ในการกระทำที่ดูเหมือนไร้เหตุผล มันมีเหตุผลรองรับทั้งนั้น

ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าจอมบงการ

หรือแฟนขี้หงุดหงิด

หรือคนที่ชวนทะเลาะ

หรือคนที่ยังรักทักษิณ

หรือคนที่ยังเชียร์ทหาร

หรือคนที่โหวตให้อังกฤษออกจากยุโรป

หรือคนที่อยากให้โดนัลด์ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี

เวลาเห็นใครทำอะไร(ดู)ไร้เหตุผล เรามักตัดสินว่าคนๆ นั้นโง่หรือเป็นคนเลว

ซึ่งก็ง่ายดี

แต่ไม่ค่อยมีประโยชน์

เพราะการด่าอีกฝ่ายว่าโง่ให้พวกตัวเองฟัง ก็เหมือนการเติมน้ำเค็มลงทะเล

แต่ถ้าเรากลับมาตั้งต้นที่ความเชื่อที่ว่า

  • ทุกคนล้วนมีเหตุผล แต่บางครั้งอาจเป็นเหตุผลที่เรายังไม่เข้าใจ
  • ทุกคนมีพื้นเพและความเชื่อที่ต่างกัน และนั่นคือสิ่งที่ทำให้โลกน่าสนใจ
  • ไม่มีคนไม่ดี มีแต่คนดีกับคนที่ยังเรียนรู้ไม่พอ

วิธีนี้จะช่วยให้เราระลึกได้บ่อยๆ ว่าเราอาจจะผิดก็ได้

เพราะอันตรายในโลกนี้ไม่ได้เกิดจากความไม่รู้

แต่เกิดจากความมั่นใจว่าเรารู้อะไรอย่างถ่องแท้แล้วต่างหาก


เขียนบทความนี้หลังจากอ่านบล็อกของ Seth Godin: No one is unreasonable  

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

เกณฑ์วัดว่าเราควรหยุดได้หรือยัง

20160712_criterion

คำโบราณเขาบอกว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

แต่คำโบราณก็บอกด้วยว่า ความพยายามเป็นเรื่องของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดิน

กับเรื่องบางเรื่องที่ต้องลงแรงและมีแรงเสียดทานมากมาย เราจะตัดสินใจได้อย่างไรว่าควรจะหยุดหรือควรจะไปต่อ?

บางทีตัวชี้วัดอย่างหนึ่งที่จะช่วยได้ก็คือ – ถ้าหยุดตอนนี้ เราจะภูมิใจรึเปล่า?

ยกตัวอย่างเวลาผมซ้อมวิ่ง ถ้าวันนี้ผมตั้งใจว่าจะวิ่งให้ได้ 5 กิโลเมตร แต่พอวิ่งไปได้ซักสามกิโลเมตรแล้วมันเหนื่อยกว่าที่คิด

สมองของผมก็จะเริ่มหาเหตุผลร้อยแปดพันเก้ามาสร้างความชอบธรรมให้ผมหยุดวิ่ง – แดดแรงเกินไป รองเท้ากัด ท้องมันจุกๆ เมื่อคืนนอนไม่พอ ฯลฯ

แต่พอถามคำถามง่ายๆ ว่า ถ้าผมหยุดวิ่งตอนนี้ ผมจะภูมิใจกับตัวเองรึเปล่า

คำตอบคือไม่ – เพราะรู้ว่าจริงๆ เรายังไปไหว ผมก็เลยต้องวิ่งต่อไปจนกว่าจะครบ 5 กิโลตามที่ตั้งใจไว้

การวิ่งออกกำลังกายนั้นตัดสินใจได้ง่ายเพราะมีตัวเลขชัดเจน

แต่กับโปรเจ็คที่เราลงทุนลงแรงมายาวนาน และยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จเมื่อไหร่ล่ะ?

ผมว่าเกณฑ์นี้ก็ยังใช้ได้อยู่นะ

ถ้าเราล้มเลิกและหยุดทำโปรเจ็คนี้ เราจะภูมิใจรึเปล่า?

ถ้าไม่ภูมิใจ แสดงว่าลึกๆ แล้วเรารู้ว่ายังไปได้อีก ยังมีอะไรที่ควรทำแต่ยังไม่ได้ทำ

แต่ถ้าเราตอบได้ว่า ถึงแม้จะต้องล้มเลิกโปรเจ็คนี้ เราก็ยังภูมิใจ เพราะรู้ว่าได้ทำสุดความสามารถแล้ว

ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดที่จะหยุด และให้โอกาสตัวเองได้ลองทำสิ่งใหม่ โดยไม่ต้องกังวลว่าคนอื่นจะมองเรายังไง

เพราะอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา

คนที่ตอบได้มีแค่คนเดียวครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ม้าตีนต้น-ม้าตีนปลาย

20160711_horse

ช่วงนี้ใครขับรถเส้นพระราม 4 หรือนราธิวาส-ราชนครินทร์อาจจะเห็นป้ายโฆษณาเครื่องสำอางที่มีคุณเจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณเป็นพรีเซ็นเตอร์

แฟนผมบอกว่าเจ้าของเครื่องสำอางยี่ห้อนี้เป็นเพื่อนสมัยเรียนป.ตรีของเธอ ซึ่งตอนที่อยู่ในห้องเรียนก็ไม่ได้เป็นเด็กที่ได้คะแนนท๊อปของห้อง เรียนบ้างเล่นบ้างตามประสาเด็กผู้หญิงธรรมดาทั่วไป แต่พอจบมาแล้วเริ่มไปเปิดร้านขายเครื่องสำอางที่ต่างจังหวัดแล้วขายดีมาก จนเริ่มเข้ามาขายในกรุงเทพและทำเครื่องสำอางแบรนด์ของตัวเอง

 


 

ที่บริษัทของผมจัดงานมินิมาราธอนมาสี่ครั้งแล้ว โดยเราจะจัดงานกันที่สวนลุมพินีในเย็นวันธรรมดาแล้วชวนเพื่อนพนักงานไปวิ่งด้วยกัน ใครวิ่งครบสองรอบตามเวลาที่กำหนดก็จะได้เหรียญที่ระลึกไป และรายได้ทั้งหมดจากการขายเสื้อเราจะมอบให้การกุศล

สองปีแรกที่จัดงานมีฝรั่งชื่อแกรมได้ครองแชมป์ถึงสองครั้ง (ปีที่สามเขาป่วยเลยไม่ได้ลงแข่ง และปีที่สี่เขาไปทำงานที่อื่นแล้ว)

ผมเคยคุยกับแกรม เขาบอกว่าตอนออกตัว เขาจะดีใจมากถ้ามีนักวิ่งหลายคนวิ่งแซงเขาไป

เพราะเขารู้แล้วว่าคนพวกนี้มักจะวิ่งเร็วเกินไป และจะหมดแรงก่อนวิ่งครบสองรอบ ซึ่งเขาก็มั่นใจว่าเขาจะกลับมาแซงนักวิ่งใจร้อนพวกนี้เพื่อเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง

อันนี้ผมรู้ดีว่าเขาพูดแล้วทำได้จริง เพราะผมเองก็เคยโดนเขาแซงเหมือนกัน!

 


 

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว สมัยเรียนอยู่ปี 4 ผมเคยไปร่วมงานมินิมาราธอนที่จัดที่บางแสน (หรือพัทยาไม่แน่ใจ) โดยมีเด็กมหาลัยผมไปร่วมหลายคน

จำได้ว่าผมวิ่งไปพร้อมๆ กับ “ต้อง” น้องรหัส พอผ่านไปได้สามสองสามกิโลเมตร สปีดเขาก็ตกลง ผมเลยบอกเขาว่า ไม่ต้องรีบนะ วิ่งไปตามจังหวะของเรา – go at your own pace

จากนั้นเราก็แยกกันวิ่ง และไปถึงเส้นชัยทั้งคู่

 


 

เวลาที่เรามองไปรอบตัว เราอาจเห็นหลายคนที่เรียนจบมาพร้อมกัน แต่ดูเขาเจริญรุ่งเรืองกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าที่การงาน ชีวิตครอบครัว ฐานะทางการเงิน หรือฐานะทางสังคม

จนบางทีเราก็อดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น

ทั้งๆ ที่เราก็ขยันทำงานเหมือนกัน สติปัญญาของเราก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาซะหน่อย

ผมว่าบางทีเราอาจจะอธิบายได้ด้วยแนวคิดที่ว่า บางคนเป็นม้าตีนต้น บางคนเป็นม้าตีนกลาง และบางคนก็เป็นม้าตีนปลาย

ที่เขาวิ่งนำหน้าเราฉิวๆ นั้น เราไม่รู้หรอกว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง และกำลังประสบกับอะไรอยู่บ้าง

เขาอาจจะแซงหน้าเราในบางเรื่อง แต่ใครจะรู้ว่าด้านที่เขาไม่ได้เปิดเผยนั้น เขาอาจจะตามเราอยู่ก็ได้

หลายสิ่งหลายอย่างที่เราทำ อาจจะยังไม่เห็นผลในวันนี้ แต่ขอให้เชื่อว่า ถ้ายังหมั่นรดน้ำพรวนดิน ยังไงซะมันก็จะผลิดอกออกผลในวันหน้า

จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปแข่งกับคนอื่น เพราะถ้าเราคิดเปรียบเทียบ ใจก็ขุ่นเปล่าๆ

เพราะชีวิตคือการวิ่งมาราธอน

จุดประสงค์จึงไม่ใช่เพื่อเอาชนะใคร แต่เป็นการประคับประคองตัวเองให้วิ่งได้จนจบการแข่งขัน

ถ้าเรามัวแต่กลัวว่าจะตามคนอื่นไม่ทัน และรีบเร่งฝีเท้า เราอาจจะเหนื่อยจนหมดแรงก่อนก็ได้

ทางที่ดีที่สุดคือวิ่งในสปีดที่เหมาะกับตัวเอง – go at your own pace

ถ้าไม่นอกลู่นอกทางหรือหันหลังกลับ

ยังไงก็ถึงเส้นชัยแน่นอน


(UPDATE Sep 2017: ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

นิสัย 10 ข้อของเจ้านายที่ดี

20160711_goodboss

การมีนายดีเป็นลาภอันประเสริฐ

และการจะเป็นนายที่ดีก็เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย

เว็บไซต์ Fast Company  จึงได้รวบรวมนิสัย 10 ข้อของเจ้านายที่ลูกน้องนิยมชมชอบ อันได้แก่

1. สื่อสารชัดเจน – ไม่มีใครชอบความคลุมเคลือ เจ้านายที่ดีคือคนที่สามารถอธิบายความเป็นไปในบริษัทให้ลูกน้องเข้าใจได้ง่ายๆ แถมยังฟังและให้ความสำคัญกับความเห็นของลูกน้องอีกด้วย

2. ไว้ใจลูกน้อง – เวลารับใครเข้าทำงาน หัวหน้าที่ดีจะไม่ดูแค่ประสบการณ์ในเรซูเม่ แต่เขาต้องเล็งเห็นความฉลาดเฉลียว คุณธรรม และความเชื่อมั่นในตัวเองของคนที่เขาจะรับเข้ามา เมื่อคัดลูกน้องเป็นอย่างดีแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมาคอยจ้ำจี้จำไชหรือกังวลว่างานจะเสร็จหรือเปล่า เพราะเจ้านายจะมอบหมายหน้าที่และเชื่อมั่นว่าลูกน้องจะทำออกมาได้ดี

3. เสมอต้นเสมอปลาย – ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

4. เข้าใจงานที่ลูกน้องทำ – หัวหน้าที่ดีจะรู้ว่า แต่ละวันลูกน้องต้องเจอกับอะไรบ้าง และพร้อมเข้าไปช่วยแก้ปัญหายามลูกน้องติดขัด

5. เปิดโอกาสให้ลูกน้องได้ทำผิดพลาด – ยังไงเสียความผิดพลาดก็ต้องเกิดอยู่แล้ว สู้ให้ทำผิดพลาดแล้วหัวหน้าได้รู้ ดีกว่าผิดพลาดแล้วลูกน้องไม่กล้ามาบอก

6. รู้เนื้อรู้ตัว – หัวหน้าที่ดีจะรู้ว่าสิ่งที่เขาทำและคำที่เขาพูดนั้นมีส่วนสำคัญในการสร้าง (หรือทำลาย) บรรยากาศในการทำงาน ดังนั้นเขาจะระวังตัวเป็นพิเศษและไม่ปล่อยให้จุดอ่อนที่เขามีมาทำให้เสียบรรยากาศ

7. จัดการเจ้านายตัวเองได้ – เวลาคุยกับผู้บริหาร หัวหน้าที่ดีจะเป็นป๋าดันให้ลูกน้องในทีม (คือพูดให้ลูกน้องตัวเองดูดี) ถ้าหัวหน้าเป็นที่ยอมรับของผู้ใหญ่ในองค์กร ก็จะยิ่งช่วยให้ทั้งทีมทำงานได้สะดวกโยธินยิ่งขึ้น

8. เข้าอกเข้าใจลูกน้อง – ว่าลูกน้องก็มีชีวิตนอกออฟฟิศเหมือนกัน หัวหน้าที่ดีจะให้ความเคารพกับเวลาส่วนตัวของลูกน้อง ปล่อยให้ลูกน้องได้ทำกิจกรรมกับครอบครัวและจัดการชีวิตตนเอง

9. เชื่อในเรื่องพัฒนาตนเอง – เจ้านายที่ดีก็เคยเป็นลูกน้องมาก่อน เขาเคยได้รับโอกาสในการฝึกฝนและเคยมีพี่เลี้ยงดูแล ดังนั้นเมื่อตัวเองได้เป็นเจ้านายแล้วเขาก็ยย่อมมองหาโอกาสให้ลูกน้องได้รับสิ่งดีๆ บ้างเช่นกัน

10. หนุนหลังลูกน้อง – เจ้านายที่ดีคือเจ้านายที่ลูกน้องเชื่อใจว่าจะคอยสนับสนุนเขาเสมอ เป็นเจ้านายที่มอบหมายงานที่ท้าทายและมีประโยชน์ มีความจริงใจในการติเพื่อก่อ

อ่านครบ 10 ข้อแล้ว คิดว่าเจ้านายของเรามีกี่ข้อครับ?

แล้วถ้าคุณเป็นเจ้านาย (หรือคิดจะเป็นเจ้านายซักวัน) คิดว่าเราเองมีครบสิบข้อแล้วรึย้ง?


ขอบคุณข้อมูลจาก Fast Company: 10 Habits of Well-liked bosses

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

โรงเรียนที่กำลังมาแรงที่สุดในเยอรมันนี

20160710_School

สวัสดีครับ

วันนี้มีเรื่องราวดีๆ ที่ช่วยเปิดโลกทัศน์ผมเรื่องการศึกษามาเล่าสู่กันฟังครับ

ใครภาษาอังกฤษแข็งแรงขอเชิญอ่านได้ที่เว็บของ The Guardian ได้เลยนะครับ No grades, no timetable: Berlin school turns teaching upside down 

แอนทอน โอเบอร์แลนเดอร์เป็นนักพูดโน้มน้าวที่ลีลาเหลือร้าย

เมื่อปีที่แล้วเขากับเพื่อนๆ จะไปเที่ยวที่เมืองคอร์นวอลล์ ประเทศอังกฤษ แต่ปรากฎว่ามีเงินไม่พอซื้อตั๋วรถไฟ แอนทอนจึงใช้วาทศิลป์ต่อรองกับเจ้าหน้าที่ทางรถไฟจนได้ตั๋วฟรี – เพียงพอที่จะให้ทุกคนในกลุ่มได้เดินทางไปคอร์นวอลล์ด้วยกัน

ฝ่ายบริหารของทางรถไฟประทับใจในตัวแอนทอนมากจนต้องเชิญแอนทอนมาพูดสร้างแรงบันดาลใจให้กับเจ้าหน้าที่ 200 คนของการรถไฟ

อ้อ ลืมบอกไปอีกอย่าง แอนทอนคนนี้อายุแค่ 14 ขวบเท่านั้น

ความมั่นใจของแอนทอนมาจากโรงเรียนที่กำลังปฏิวัติการเรียนการสอนในเยอรมันนีครับ

ที่โรงเรียนแห่งนี้ จะไม่มีการคิดเกรดให้นักเรียนจนกว่าเด็กจะอายุครบ 15 ปี

ไม่มีตารางสอน

และไม่มีการสอนแบบครูออกไปพูดหน้าห้องด้วย

นักเรียนจะตัดสินใจเองว่า แต่ละวันคาบจะเรียนวิชาอะไร

และอยากจะสอบตอนไหน!

วิชาบังคับมีแค่สี่วิชาคือ เลข เยอรมัน อังกฤษ และสังคมศึกษา นอกจากนั้นก็มีวิชาอื่นๆ ที่ชื่อไม่คุ้นหูอย่างวิชา “ความรับผิดชอบ” (responsibility) และวิชา “ความท้าทาย” (challenge)

ในวิชาความท้าทายนั้น นักเรียนที่อายุระหว่าง 12-14 ปีจะได้เงินคนละ 150 ยูโร (ประมาณ 6000 บาท) เพื่อออกไปผจญภัยโดยต้องวางแผนเองทั้งหมด

แอนทอนกับเหล่าเพื่อนตัดสินใจจะไปเดินป่า (trekking) ในคอร์นวอลล์ ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ทิศใต้สุดของประเทศอังกฤษ (จึงเป็นที่มาของการเจรจาขอตั๋วฟรีนั่นเอง)

ปรัชญาในการทำโรงเรียนรูปแบบใหม่นี้ก็คือ – เมื่อตลาดแรงงานมีความต้องการที่เปลี่ยนไป และอินเตอร์เน็ตกับมือถือก็เข้ามาเปลี่ยนแปลงการรับรู้ข้อมูลของเด็กรุ่นใหม่ ทักษะที่สำคัญที่สุดที่โรงเรียนจะมอบให้กับเด็กได้คือความสามารถในการกระตุ้นและผลักดันตัวเอง (the most important skill a school can pass down to its students is the ability to motivate themselves)

มาเกร็ต แรสเฟลด์ อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนนี้บอกว่า “คุณลองดูเด็กสามสี่ขวบสิ เด็กพวกนี้มีความมั่นใจจะตาย แต่ละคนล้วนแต่กระตือรือล้นที่จะไปโรงเรียน แต่สุดท้ายระบบการศึกษาของเราก็ทำให้เด็กเหล่านี้ค่อยๆ สูญเสียความมั่นใจไปเกือบหมด”

โรงเรียนของแอนทอนที่มีมาเกร็ตเป็นอาจารย์ใหญ่มีชื่อว่า The Evangelical School Berlin Centre (ESBC)

มาเกร็ตบอกว่าพันธกิจของโรงเรียนหัวก้าวหน้าก็คือการเตรียมพร้อมให้คนหนุ่มสาวสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ และจะยิ่งดีไปกว่านั้นก็คือทำให้คนหนุ่มสาวต้อนรับและนำพาความเปลี่ยนแปลง

“ในศตรรษที่ 21 หน้าที่ของโรงเรียนคือการสร้างคนที่มีบุคลิกภาพที่เข้มแข็ง” (In the 21st century, schools should see it as their job to develop strong personalities.) อาจารย์มาเกร็ตบอก

การเรียนการสอนแบบเก่าคือการบังคับให้นักเรียนนั่งฟังอาจารย์ทั้งชั่วโมง และลงโทษนักเรียนที่รวมหัวกันทำการบ้าน (เพราะมองว่าเป็นการลอก) แต่วิธีการเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับการทำงานปัจจุบันที่จำเป็นต้องมีการปรึกษาหารือและช่วยกันแก้ไขปัญหาโดยที่ไม่มีใครมาบอกว่าต้องทำอะไร

มาเกร็ตบอกว่า วิธีกระตุ้นเด็กที่ดีที่สุดคือปล่อยให้พวกเขาค้นพบประโยชน์จากวิชาที่เขาเรียนด้วยตัวเอง

นักเรียนที่ ESBC จึงได้รับโอกาสที่จะคิดวิธีทดสอบความรู้ที่เรียนมาได้ด้วยตนเอง เช่นแทนที่จะมานั่งทำข้อสอบ ก็อาจจะลองเขียนโปรแกรมสร้างเกมคอมพิวเตอร์ขึ้นมาแทน หรืออย่างเด็กชายแอนทอนก็บอกว่า ในช่วงสามสัปดาห์ที่เขาไปเดินป่าในคอร์นวอลล์ เขาได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษมากกว่าที่เรียนในโรงเรียนมาตลอดหลายปีเสียอีก

แม้ว่าโรงเรียนนี้จะเป็นโรงเรียนหัวสมัยใหม่ แต่ก็บังคับใช้กฎระเบียบอย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกัน นักเรียนที่ไม่ตั้งใจเรียนจะโดนลงโทษให้มาเข้าเรียนหนังสือเช้าวันเสาร์เป็นการชดเชย

“ยิ่งมีอิสรภาพมากเท่าไหร่ เรายิ่งต้องมีโครงสร้างที่ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น” (The more freedom you have, the more structure you need,” says Rasfeld.)

ที่โรงเรียน ESBC กำลังเป็นโรงเรียนที่มาแรงที่สุดในเยอรมันนีก็เพราะว่าผลิตเด็กออกมาได้มีคุณภาพมาก โดยเกรดเฉลี่ยของนักเรียนที่จบม.ปลายจากโรงเรียนนี้คือ 3.0 (เหมือนได้ B ทุกวิชา) ทั้งๆ ที่ก่อนจะมาเข้าโรงเรียนนี้เด็กเกือบครึ่งถูกมองว่าไม่น่าจะเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้ด้วยซ้ำ

ESBC เปิดขึ้นเมื่อปี 2007 และมีนักเรียนแค่ 16 คน แต่ปี 2016 มีนักเรียนเต็มความจุถึง 500 คนและมีนักเรียนที่มาลงชื่อเข้าคิวยาวเป็นหางว่าว

ความสำเร็จของ ESBC ทำให้เริ่มมีเสียงเรียกร้องให้เอาการเรียนการสอนแบบนี้ไปลองใช้กับโรงเรียนทั้งประเทศดูบ้าง

น้กการศึกษาบางคนมองว่าอาจจะไม่ง่ายขนาดนั้นเพราะว่าการที่ ESBC อยู่ในเมืองเบอร์ลินอาจทำให้โรงเรียนสามารถคัดแต่เด็กคุณภาพที่ครอบครัวฐานะดี

แต่ครูใหญ่มาเกร็ตบอกว่านั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะว่านักเรียนที่โรงเรียนนี้มีความหลากหลายมาก แม้ว่าชื่อโรงเรียนจะบอกว่าเป็นโรงเรียนคริสเตียนแต่เด็กเพียงแค่ 1 ใน 3 เท่านั้นที่นับถือคริสต์ มีเด็กถึง 30% ที่ครอบครัวอพยพมาจากประเทศอื่น และมีเด็ก 7% ที่มาจากครอบครัวที่ไม่พูดภาษาเยอรมันที่บ้านเลย

แม้ ESBC จะเป็นโรงเรียนเอกชน แต่ค่าเทอมก็ไม่แพงจนเกินไป คืออยู่ที่ 30,000 – 250,000 บาทต่อปี (ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไม range ถึงกว้างนัก)

มาเกร็ตบอกว่า สิ่งที่ยากกว่าการปรับตัวของนักเรียน คือการหาครูที่พร้อมจะปรับตัวเองเพื่อให้เข้ากับการเรียนการสอนแบบใหม่

มาเกร็ตในวัย 65 ปีที่กำลังจะเกษียนในเดือนนี้บอกว่า เธอได้สร้าง Education Innovation Lab เพื่อสร้างสื่อการเรียนการสอนสไตล์ ESBC ที่โรงเรียนอื่นๆ สามารถนำไปใช้ได้ และตอนนี้ก็มีโรงเรียนกว่า 40 โรงเรียนที่สนใจเข้าร่วมแล้ว

“สำหรับเรื่องการศึกษา วิธีเดียวที่คุณจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้คือจากล่างขึ้นบน เพราะกระทรวงศึกษาก็เหมือนเรือขนส่งน้ำมันที่อุ้ยอ้ายและกว่าจะกลับหัวได้ก็ใช้เวลาชาติเศษ สิ่งที่เราต้องการคือเรือสปีดโบ๊ทหลายๆ ลำที่จะโชว์ให้คนอื่นเห็นว่าเราสามารถทำการศึกษาให้ต่างไปจากเดิมได้”

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะไปเข้าหูเข้าตาคนที่อยู่ในวงการการศึกษาของเมืองไทย ด้วยหวังใจว่าเขาจะเอาแนวความคิดของคุณครูมาเกร็ตนี้ไปต่อยอดและประยุกต์ใช้กับบ้านเราได้ครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก The Guardian: No grades, no timetable: Berlin school turns teaching upside down 

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/