ฟังเพลงที่เราไม่ชอบ

20160724_songs

 

สุดสัปดาห์นี้ผมมาเที่ยวที่หัวหินครับ

ระหว่างทางก็เปิดซีดีออริจินัลซาวด์แทรคจากหนังเรื่อง Begin Again ที่มีเพลง Lost Stars ชูโรง

อัลบั้มนี้มีเพลงเพราะๆ เยอะมาก แต่ก็จะมีอยู่สองสามเพลงที่ผมไม่ชอบเพราะทำนองมันไม่มีความไพเราะเอาเสียเลย แถมการประสานเสียงยังแปลกๆ อีกด้วย

แต่ขับมาหัวหินคราวนี้ ผมได้ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ คือฟังเพลงทุกเพลงโดยไม่กด skip ข้ามเพลงไหนเลย

เหตุผลก็คือ ผมคิดได้ว่า สมัยที่เราฟังเทป เราก็ทนฟังเพลงที่ไม่ชอบได้นี่หน่า เพราะการกรอเทปให้จบเพลงพอดีเป็นอะไรที่ยุ่งยากเกินไป

พอมายุคซีดี การข้ามเพลงนั้นทำง่ายมาก

แล้วพอเข้ายุค MP3 เราก็จะเลือกแต่เพลงที่เราชอบๆ มาฟัง เพลงไหนไม่ชอบเราก็ตัดทิ้งหมด

เทคโนโลยีช่วยให้เราสามารถคัดสรรแต่สิ่งที่เราชอบได้

แต่ในทางกลับกัน มันก็อาจทำให้ภูมิคุ้มกันต่อสิ่งที่เราไม่ชอบลดลงรึเปล่า?

เจออะไรไม่ถูกใจนิดหน่อยก็กด skip

เจองานที่เราไม่ชอบ ก็เกี่ยงงาน โยนงาน หรือดองงาน

แต่ไม่ว่าชีวิตของเราจะเพอร์เฟ็คขนาดไหน เราก็ต้องเจอสิ่งที่เราไม่ชอบเข้าจนได้

ต่อให้ได้ทำอาชีพในฝัน ได้เขียนหนังสือของตัวเอง ได้ทำธุรกิจส่วนตัว มันก็จะต้องเจออุปสรรค และเจอสิ่งที่เราไม่อยากทำมันเสียเลย

ซึ่งถ้าภูมิคุ้มกันของเราต่ำ เราอาจจะเสียเวลาไปกับการอิดออดหรือหลีกเลี่ยงเรื่องที่เราไม่ชอบนานเกินไป ทั้งๆ ที่ถ้ากัดฟันทำมันซะก็เสร็จไปนานแล้ว

และอาจจะได้พบว่ามันก็ไม่แย่อย่างที่คิดอีกด้วย

กลับมาที่ซีดีเพลงที่ผมตั้งใจฟังในรถ

เพลงที่ผมไม่ชอบ ผมก็ยังรู้สึกว่ามันไม่เพราะอยู่ดี แต่ก็ไม่กับขนาดจะรับไม่ได้

ยิ่งถ้าคิดด้วยว่าศิลปินที่ทำเพลงนี้ออกมา เขาก็ต้องมั่นใจแล้วว่าเพลงของเขามีความงาม ความไพเราะอยู่

ดังนั้น ที่ผมไม่ชอบเพลงของเขา อาจจะไม่ใช่เพราะว่าเพลงมันไม่ดี แต่เป็นเพราะผมยังไม่ตั้งใจฟังเพลงของเขาให้ดีต่างหาก

พอลองตั้งใจฟังเพลงที่เคยกด skip เนื้อร้องที่เคยฟังไม่รู้เรื่องก็พอฟังออกและทำให้เข้าใจว่าทำไมทำนองต้องออกมาหดหู่ขนาดนี้ และไลน์ประสานเสียงแปลกๆ มันก็ช่วยขับอารมณ์ความสิ้นหวังของนักร้องในเพลงนี้ได้ดี

ใช่ครับ ทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นในเพลงหรือในชีวิตนั้นก็มีเหตุผลของมัน อยู่ที่เราตั้งใจฟังหรือสบตากับมันแค่ไหน

ถ้าเราเอาแต่ skip ประสบการณ์ที่เราไม่ชอบไป เราอาจจะมีความสุขมากขึ้นในตอนนี้ก็จริง

แต่เราอาจจะพลาดโอกาสที่จะเพิ่มมุมมองใหม่ๆ และพลาดโอกาสที่จะการสร้างภูมิคุ้มกันในการรับมือสิ่งที่เราไม่ชอบยิ่งกว่านี้ในอนาคตครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

วิธีสอบให้ได้ A

20160722_ace

บทความนี้อาจจะไม่ค่อยมีประโยชน์กับกลุ่มผู้อ่านหลักของ Anontawong’s Musings เท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่ทำงานกันหมดแล้ว

แต่ผมก็หวังว่ามันจะมีประโยชน์พอที่จะให้ผู้อ่านนำไปแชร์ให้กับน้องๆ ที่ยังเรียนอยู่ โดยเฉพาะเด็กมัธยมปลายหรือเด็กมหาวิทยาลัยนะครับ

ผมจบมาจาก Asian University ที่จังหวัดชลบุรี และผมก็เป็นนักศึกษารุ่นแรก

ในวันนั้น มหาวิทยาลัยมีแค่สองคณะคือวิศวะฯ กับ บริหารธุรกิจ และมีเด็กแค่ 20 คนเท่านั้นคือวิศวะ 10 คน  BBA 10 คน

พอขึ้นปี 2 ก็เหลือ 14 คน พอปี 3 ก็เหลือ 13 คน คือวิศวะ 6 BBA 7

ในคณะวิศวะ 6 คนนั้น มีสามคนที่เป็นนักเรียนทุน และอีกสามคนที่ไม่ใช่นักเรียนทุน

นักเรียนทุนมีหน้าที่ต้องรักษาเกรดเฉลี่ยเกิน 3.0 อยู่แล้ว จึงค่อนข้างขยันและทำคะแนนดีมาโดยตลอด

ส่วนอีกสามคนที่ไม่ใช่นักเรียนทุน ก็จะออกแนวชิวๆ เรียนบ้างไม่เรียนบ้างตามประสา และต้องมานั่งลุ้นเกรดทุกสิ้นเทอม

ที่หอพักของเอเชี่ยนยูนั้น ชั้น 1 จะมีห้องเปล่าประมาณ 12 ห้องที่เขาเปิดให้เป็น Study Room ที่ใครจะมาใช้ก็ได้

ตอนปีหนึ่งกับปีสอง เด็กที่ไม่ใช่นักเรียนทุนจะเอ่ยปากขอให้เด็กทุนช่วยติววิชาที่มันยากๆ เช่นเลขหรือฟิสิกส์

แต่พอขึ้นปีสาม เราก็ได้ไอเดียบรรเจิดว่า จริงๆ แล้วเราก็ควรจะให้เด็กไม่ทุนติวเด็กทุนได้เหมือนกันนี่!

ก็เลยตกลงกันว่าแต่ละคนจะต้องติวกันคนละ 1 วิชา เรามีกันทั้งหมด 6 คน ก็แบ่งกันลงตัวพอดี

คนที่เป็นติวเตอร์ ต้องไปเขียนโน๊ตสรุปเนื้อหาวิชาที่ตัวเองได้รับมอบหมายมา แล้วถ่ายเอกสารมาแจกเพื่อนๆ

เมื่อได้เวลาติวของวิชานั้นๆ เราก็จะมารวมตัวกันที่ห้อง Study Room แล้วให้ติวเตอร์ของวิชานั้นเป็นคนสอน อาจจะครั้งละสองชั่วโมงก็ว่ากันไป ถ้ายังคุยไม่จบค่อยนัดมาติวกันต่อวันหลัง

ผลที่ออกมาคือดีมากครับ

ดีมากในแง่ที่ว่า คนที่ไม่ใช่เด็กทุน ที่รับหน้าที่เป็นติวเตอร์วิชาไหน เขาจะสอบได้ A หรือ B+ ในวิชานั้นๆ

เพราะการที่เขาต้องมานั่งทำโน๊ต และเตรียมตัวสอนเพื่อนนั้น ทำให้เขาเข้าใจวิชานี้อย่างกระจ่างแจ้งไปโดยปริยาย

เขียนเล่ามาตั้งนาน เพียงเพื่อจะบอกว่า เคล็ดลับของการสอบวิชาไหนให้ได้ A นั้น ก็แค่เพียงเตรียมตัวราวกับว่า เราจะต้องเป็นติวเตอร์วิชานั้นให้กับเพื่อนๆ ของเรา และจะยิ่งดีมากถ้าได้ลงมือติวจริงๆ เพราะเพื่อนจะถามคำถามซึ่งชี้ให้เห็นว่าเรายังตกหล่นหรือยังเข้าใจประเด็นไหนไม่ชัดเจนรึเปล่า

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

นิทานเตะบอล

20160719_football

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เดวิดกับแกรี่เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยเล่นฟุตบอลให้กับสโมสรชื่อดังในยุโรป

หลังจากเกษียณแล้ว เดวิดกับแกรี่ก็ยังไปเชียร์ทีมโปรดถึงขอบสนามทุกนัดไม่เคยขาด

จนวันหนึ่งในวัยแปดสิบกว่า แกรี่ก็ล้มป่วยลงด้วยโรคชรา

เมื่อรู้ว่าแกรี่น่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน เดวิดจึงเอ่ยปากกับแกรี่ว่า

“กูสงสัยมานานแล้วว่าบนสวรรค์เค้าเล่นฟุตบอลกันรึเปล่า มึงสัญญากับกูได้มั้ยว่า พอไปถึงที่นั่นแล้วจะมาเข้าฝันบอกกูให้ชื่นใจหน่อย”

แกรี่รับปาก ก่อนจะจากไปอย่างสงบในคืนนั้นเอง

หลังจากนั้นเพียงสองสัปดาห์ แกรี่ก็มาเข้าฝันเดวิดจริงๆ

“เดวิด กูมีข่าวดีกับข่าวร้ายมาบอก มึงอยากฟังข่าวไหนก่อน”

“เอาข่าวดีก่อนเลย”

“บนสวรรค์เค้ามีเตะบอลจริงๆ ด้วยว่ะ สนามแข่งหญ้าใหม่เอี่ยม นักบอลดังๆ จากสโมสรของเราก็อยู่ที่นี่กันพร้อมหน้า ไม่ว่าจะเป็นบ๊อบบี้ จอร์จ ไบรอัน อีริค รอย ปีเตอร์ และที่เจ๋งที่สุดคือทุกคนกลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้งด้วย”

“แล้วข่าวร้ายล่ะ?”

“เกมส์วันเสาร์นี้ มึงมีชื่อเป็น 11 ตัวจริงว่ะ”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Ajesh Vasu’s answer to What is some best Humor in Cricket you came across? 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เมื่อเลือกไม่ถูกให้เสี่ยงเหรียญ

20160720_coin

วันนี้มีเทคนิคหนึ่งที่อาจจะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นในยามที่เลือกไม่ถูกว่าจะไปทางไหนระหว่าง A กับ B

แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าถ้ารู้เทคนิคนี้แล้ว เราจะใช้กับตัวเองไม่ได้ แต่อาจใช้ช่วยคนอื่นได้ครับ

ยกตัวอย่างเช่น แฟนเลือกไม่ถูกว่าจะใส่ชุดสีฟ้าหรือชุดครีมไปงานแต่งงานคืนนี้ดี

ให้เราหยิบเหรียญขึ้นมาแล้วบอกว่า เอางี้แล้วกัน ใช้วิธีโยนหัวก้อยเอา

ถ้าออกหัวใส่สีฟ้า ถ้าออกก้อยใส่สีครีม

จากนั้นเราก็ดีดเหรียญขึ้นไป แล้วพอเหรียญตกลงบนโต๊ะก็เอามือปิดเอาไว้ไม่ให้เห็นว่าออกหัวหรือออกก้อย

จากนั้นเราก็ถามแฟนว่า “อยากให้ออกหัวหรือก้อย”?

ถ้าเขาตอบว่าอยากให้ออกหัวก็ใส่สีฟ้า แต่ถ้าเขาอยากให้ออกก้อย ก็ใส่สีครีม

แล้วเราก็เก็บเหรียญไปโดยไม่ต้องเปิดดูด้วยซ้ำว่าจริงๆ แล้วมันออกหัวหรือออกก้อย


ที่แฟนเราตัดสินใจไม่ได้ว่าจะใส่ชุดสีไหน อาจเป็นเพราะว่าใช้สมองเยอะเกินไป

แต่ ณ จังหวะที่แฟนรู้ตัวว่า ทางเลือกของตนอาจจะตกอยู่ในกำมือของเหรียญ จังหวะนั้น ใจในส่วนลึกจะตอบได้เองว่า จริงๆ แล้วเธออยากใส่สีฟ้าหรือสีครีมกันแน่ (โดยใช้หัว/ก้อยเป็นทางผ่าน)

ผมจำไม่ได้แล้วว่า ตัวเองได้เรียนรู้เทคนิคนี้เสี่ยงเหรียญนี้จากไหน แต่คิดว่าน่าจะจากหนังหรือหนังสือซักเรื่องหนึ่ง ใครจำได้ช่วยมาบอกด้วยนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

จดหมายถึงตัวเองในอนาคต

20160719_lettertofutureself

สวัสดีครับ

วันนี้พอดีได้รู้จักกับเว็บชื่อ http://www.futureme.org ซึ่งเราใช้ส่งอีเมล์หาตัวเองในอนาคตได้ครับ

ผมก็เลยลองเล่นซะหน่อย โดยตั้งเวลาให้ส่งหาตัวเองหนึ่งปีต่อจากนี้

ผมเล่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ ทั้งเรื่องครอบครัว เรื่องงาน เรื่องบล็อก แล้วก็บอกความคาดหวังไปว่า อีกหนึ่งปีข้างหน้า ตอนที่ผมได้กลับมาอ่านเมล์ฉบับนี้อีกครั้ง สถานการณ์จะแตกต่างจากเดิมอย่างไรบ้าง

ตอนนั่งเขียนมันได้ความรู้สึกอุ่นๆ ยังไงไม่รู้ บอกไม่ถูก เหมือนเรากำลังเล่าเรื่องราวให้กับเพื่อนสนิทฟัง รวมถึงฝากฝังความฝันบางอย่างเอาไว้ด้วย

แล้วอีกหนึ่งปีผมจะมาเล่าให้ฟังอีกครั้งครับว่าเนื้อความในจดหมายเป็นอย่างไร และสิ่งที่คาดหวังเอาไว้เป็นจริงมั้ย

ใครอยากลองส่งจดหมายหาตัวเองในอนาคต ก็ลองไปเขียนได้เลยที่ http://www.futureme.org นะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com