ประโยคปฏิเสธคือประโยคคำถาม

20160828_no

“Learn to take no as a question.”

– Alan M. Webber

เราทุกคนเกิดมาเป็นนักขายโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้จะไม่เคยขายของ แต่เราก็ต้องเคยขายตัวเองเพื่อให้บริษัทรับเข้าทำงาน หรือเพื่อให้สาวที่เราสนใจยอมให้เบอร์

เมื่อทุกคนเคยเป็นนักขาย เราทุกคนย่อมต้องเคยเจอการการปฏิเสธ

ไม่ว่าจะขายของแล้วเขาไม่สนใจ

หรือส่งเรซูเม่ไปแล้วเขาไม่ติดต่อมา

หรือขอเบอร์สาวแล้วเขาไม่ให้

พอเราเจอการปฏิเสธ เราก็จะรู้สึกหงุดหงิด รู้สึกเสียหน้า รู้สึกอยากทักท้วงหรือตามตื๊อ

แต่เราสามารถรู้สึกอีกอย่างหนึ่งได้

คือรู้สึกอยากเรียนรู้เหตุผลของการปฏิเสธนั้น

การที่เขาปฏิเสธ แสดงว่าเขาอาจยังมีข้อมูลไม่ครบ เลยยังไม่กล้าตัดสินใจ

แทนที่จะมองคำปฏิเสธนั้นเป็น “สถานะถาวร” เราควรจะมองการปฏิเสธเป็นเพียง “สถานะชั่วคราว”

เพราะใจคนเราเปลี่ยนได้เสมอ

ถ้าเป็นไปได้ ลองถามคนที่ปฏิเสธเราดูว่า ที่เขา say no เพราะว่าอะไร

เขาอาจจะคิดว่าสินค้าของเราแพงไป

เขาอาจจะคิดว่าเราประสบการณ์ของเราไม่ตรง

หรือเขาอาจจะคิดว่าเรายังทำตัวไม่น่าไว้ใจ

เมื่อได้เรียนรู้แล้วว่าข้อขัดข้องของเขาคือเรื่องอะไร เราจะได้ไปทำการบ้านมาใหม่

และแม้ว่าทำการบ้านมาแล้ว กลับมาขายคนเดิมและได้รับคำตอบว่า No เหมือนเดิม แต่การเรียนรู้นี้ย่อมไม่สูญเปล่า เพราะเราจะมีความพร้อมมากขึ้นเมื่อเราต้องไปขายกับคนอื่นๆ

“Learn to take no as question.”

คำปฏิเสธก็เหมือนใจคนที่ยังโดนล็อคอยู่

หน้าที่ของเราคือหากุญแจมาไขล็อคนั้น

ในประโยคปฏิเสธสั้นๆ ว่า “No” นั้น มีประโยคคำถามอยู่ในใจคนพูดเสมอ

ลองหาให้เจอว่าคำถามของเขาคืออะไร

เราจะได้หากุญแจให้ถูกดอกครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ถ้าชีวิตคือการเดินทาง

20160827_travel

อย่างแรกสุดเราต้องตัดสินใจก่อนว่าจะไปที่ไหน

จากนั้นก็ตัดสินใจว่าจะเดินทางอย่างไร

ถ้าจะไปเชียงใหม่ จะนั่งเครื่องบินก็ได้ นั่งรถไฟก็ได้ นั่งรถทัวร์ก็ได้ ขับรถไปเองก็ได้ ใครที่ฟิตๆ หน่อยขี่จักรยานยังได้เลย

แน่นอนว่าแต่ละวิธีใช้เวลาไม่เท่ากัน ค่าใช้จ่ายก็ไม่เท่ากัน

ใครที่ต้นทุนชีวิตดีหน่อย ก็อาจจะถึงเชียงใหม่เร็วหน่อยเพราะมีเงินซื้อตั๋วเครื่องบิน

ส่วนคนที่ต้นทุนชีวิตไม่ค่อยมี อาจต้องใช้เวลามากกว่า อาจต้องเจออุปสรรคเยอะกว่า แต่สุดท้ายก็น่าไปถึงเชียงใหม่ได้เหมือนกัน

โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สถานการณ์อาจพลิกผัน ที่ตอนแรกว่าจะนั่งเครื่องบินไปชิลล์ๆ อาจต้องไปขึ้นรถทัวร์ที่หมอชิตแทน

แต่ถึงไปช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร เพราะวิวข้างทางที่เราได้เห็นจากที่นั่งบนรถทัวร์ ก็จะกลายมาเป็นประสบการณ์และความทรงจำที่คนนั่งเครื่องบินไม่เคยมี

ที่ต้องระวังก็คือ อย่าเอาความเร็วในการเดินทางของตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

คงตลกดีถ้าคนที่นั่งรถทัวร์จะบ่นว่ามันไม่แฟร์ที่คนนั่งเครื่องบินจะถึงที่หมายเร็วกว่า

แทนที่จะกังวลว่าใครจะถึงที่หมายก่อนกัน สู้สำรวจตัวเองดีกว่าว่าเราหันหน้าถูกทิศรึเปล่า

เพราะถ้าหันหน้าถูกทิศ จะช้าจะเร็วก็ย่อมถึงเชียงใหม่

แต่ถ้าหันหน้าผิดทิศ ยิ่งตะบี้ตะบันเท่าไหร่ ยิ่งห่างไกลจากจุดหมายเท่านั้นนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

นิทานงานศพ

20160825_funeral

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

(วันนี้อาจจะขำแบบดาร์คๆ นิดนึง อย่าถือสานะครับ)

ขณะที่กำลังเดินออกจากร้านกาแฟในมิลาน ฟาบิโอ้ก็มองเห็นขบวนงานศพที่แสนจะแปลกตา

ในขบวนนั้นมีโลงศพอยู่ถึงสองโลง

คนที่เดินอยู่หลังโลงศพเป็นชายวัยกลางคนที่กำลังเดินจูงหมาสีดำตัวโต

และด้านหลังชายคนนั้น ยังมีผู้ชายอีกราว 200 คนเดินตามมาเป็นแถวตอนเรียงหนึ่ง

ฟาบิโอ้ไม่อาจจะเก็บความสงสัยไว้ได้ จึงเข้าไปถามผู้ชายที่จูงหมา

“ขอโทษที่รบกวนนะครับ แต่ผมไม่เคยเห็นขบวนศพยาวขนาดนี้มาก่อนเลย นี่เป็นงานของใครเหรอครับ?”

“งานศพเมียผมเอง”

“ขอแสดงความเสียใจด้วยจริงๆ ครับ เกิดอะไรขึ้นกับเธอเหรอครับ?”

“หมาผมขย้ำเธอจนตาย”

“แล้วโลงศพที่สองล่ะ?”

“แม่ยายผมเขาพยายามจะเข้าไปช่วยก็เลยโดนลูกหลง”

ฟาบิโอ้นิ่งเงียบอยู่ราวสามวินาที ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

“ผมขอยืมหมาได้มั้ย?”

“ไปต่อแถวสิ”


ขอบคุณนิทานจาก Daily Jokes

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

ออกตัวแรง

20160824_startstrong

“Most people start strong and finish weak.”

– Benjamin P. Hardy

ผมเคยได้ยินมาว่าที่อเมริกานั้นฟิตเนสและโรงเรียนโยคะจะได้ลูกค้าใหม่มากที่สุดในเดือนมกราคม

พอจะเดาได้มั้ยครับว่าทำไม?

New Year’s Resolutions นั่นเอง

พอขึ้นปีใหม่ เราก็มักจะมีแรงบันดาลใจที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเอง ลงทุนสมัครสมาชิกฟิตเนส ซื้อรองเท้าเสื้อผ้าราคาแพง เพื่อเป็นการบังคับตัวเองให้ออกกำลังกาย

แต่เท่าที่ผมสังเกตจากคนรอบๆ ตัว คนที่ออกตัวแรงมักจะทำได้แค่ไม่กี่เดือนก่อนจะกลับสู่วงจรเดิม

ถ้าเราเคยออกตัวแรงแล้วไม่เวิร์ค ลองมา “ออกตัวเบา” กันดูบ้างมั้ย

เหมือนที่ผมเคยเขียนไว้ในกฎสองนาทีว่า ถ้าอยากจะสร้างนิสัยใหม่ๆ เราควรจะตั้งเป้าหมายให้มันง่ายเสียจนไม่มีทางที่เราจะทำไม่ได้

แทนที่จะตั้งเป้าว่าจะวิ่งให้ได้วันละ 5 กิโล ก็เหลือเป็นวิ่งให้ได้ครั้งละ 500 เมตร

แทนที่จะตั้งเป้าว่าจะลดน้ำหนักให้ได้ 5 กิโล ก็เหลือเป็นกินข้าวเย็นให้น้อยลงแทน

การตั้งเป้าหมายให้ง่ายดายนั้นคนไม่ค่อยทำกัน เพราะมันดูไม่สมศักดิ์ศรี มันไม่ท้าทาย

แต่เป้าหมายที่ท้าทายจะมีประโยชน์อะไรถ้าเรายังไม่แข็งแรงพอที่จะทำมัน?

“Most people start strong and finish weak.”

ผมว่า Most people start strong but don’t finish ด้วยซ้ำไป

ลองมาเป็นคนส่วนนน้อยที่ start weak and finish strong กันดูมั้ยครับ?


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

เพียงกล้าพอที่จะบอกลา

20160823_goodbye

“If you are brave enough to say good bye, life will reward you with a new hello.”

– Paulo Coelho

มนุษย์รักความเคยชิน

เราจึงยังคบกับคนที่ทำให้เราเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เราจึงยอมทำงานที่ตัวเองไม่ได้รักและไม่ได้มีความถนัด

เราจึงยังไม่ยอมแก้นิสัยแย่ๆ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันทำให้เสียเวลาและเสียสุขภาพ

เหตุที่เรายังยอมอยู่กับสิ่งเดิมๆ ทั้งๆ ที่มันไม่ได้ทำให้เรามีความสุขเลยก็คือ อย่างน้อยมันก็ยังพอมีความแน่นอนอยู่บ้าง

ถึงคนๆ นี้จะทำร้ายเรา เราก็ยังทนมาได้

ถึงงานชิ้นนี้จะน่าเบื่อเพียงใด เราก็ยังทำมาได้

ถึงนิสัยบางอย่างของเราจะแย่แค่ไหน เราก็ยังอยู่มาได้

ถ้าเดินออกจากตรงนี้เพื่อไปตายเอาดาบหน้า ความไม่แน่นอนที่ตามมานั้นมันดูน่ากลัวเกินไป

แต่ข้อดีของความไม่แน่นอนก็คือ มันอาจจะออกหัวก็ได้ ออกก้อยก็ได้

และเราเองก็มีส่วนผลักดันที่จะให้มันออกหัวหรือก้อยตามที่เราต้องการก็ได้

คำว่า “ไปตายเอาดาบหน้า” เป็นคำที่ไม่เหมาะด้วยซ้ำ

เพราะต่อให้ตัดสินใจผิดแค่ไหน เราก็คงไม่ตายหรอก

ถ้าดาบหน้าไม่เวิร์ค ก็ยังมีดาบอีกหลายเล่มรอเราอยู่

“If you are brave enough to say good bye, life will reward you with a new hello.”

ฟอร์เรสท์กัมพ์เคยบอกไว้ว่า ชีวิตเหมือนกล่องช็อกโกแล็ต ที่เราไม่รู้ว่าข้างในมีอะไรรออยู่

แต่ถ้าไม่ยอมเปิดกล่อง ก็คงไม่มีวันได้รู้ซักที จริงมั้ย?


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com