เหตุผลที่เรานอนดึก

20180707_whywesleeplate

เพราะเราอยากยืดเวลาแห่งอิสรภาพออกไปให้ยาวนานที่สุด

ตอนดึก คือช่วงเวลาที่เราจะทำอะไรก็ได้ จะดูหนัง ฟังเพลง ไถไอจี เราเป็นนาย เราเลือกเองได้ทั้งหมด

ความเป็นนายของตัวเองจะหมดไปตอนที่เราตื่นนอน ต้องรีบอาบน้ำ รีบออกจากบ้านไปฝ่ารถติดและฝูงชน ถึงออฟฟิศแล้วก็ต้องทำงานที่ได้รับมอบหมายมา

จึงไม่แปลกที่คนไม่น้อยหลงใหลการนอนดึก เพราะนั่นเป็นเวลาเดียวที่เราสามารถทำอะไรโดยที่ไม่ต้องมีใครมาบังคับ

ยิ่งตอนกลางวันเราใช้ชีวิตเหมือน “บ่าว” มากเท่าไหร่ ตอนกลางคืนเราก็มีแนวโน้มที่จะโหยหาชีวิตแบบ “เจ้านาย” มากขึ้นเท่านั้น

แต่แม้เราจะใช้ชีวิตตอนกลางดึกอย่างเจ้าขุนมูลนายมากแค่ไหนก็ตาม ชีวิตก็อาจไม่ดีขึ้นเท่าไหร่

เหตุผลเพราะตอนกลางค่ำกลางคืนคือช่วงเวลาที่ willpower หรือ “พลังใจที่จะทำสิ่งที่มีประโยชน์” นั้นเหลือน้อย เราจึงมักเผาเวลาไปกับเรื่องที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ในระยะยาว มันแค่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ตื่นเช้ามาก็กลับเข้าวงจรเดิม

ทางเลือกหนึ่งที่จะยังคงมอบความรู้สึกเป็น “เจ้านาย” ให้กับเราได้ คือตื่นให้เช้าขึ้น

เช้ากว่าที่โลกตื่น เช้าเกินกว่าจะมีใครมากะเกณฑ์ให้เราทำอะไรได้

แถม willpower ของเรายังเต็มแม็กซ์อีก จึงมีแนวโน้มที่เราจะทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์ในระยะยาวกับตัวเราเอง (คุณเคยเห็นใครตื่นนอนตอนตี 4 เพื่อมาดู Netflix มั้ย? ผมไม่เคยนะ)

เพราะฉะนั้น หากคุณเป็นคนนอนดึก ลองสำรวจตัวเองนะครับว่าเรานอนดึกเพราะโหยหาอิสรภาพรึเปล่า

ลองปรับมาตื่นเช้าแทน เราอาจจะได้ทั้งอิสรภาพ และอาจมอบของขวัญชิ้นงามให้ตัวเองในอนาคตก็ได้ครับ

—–
ขอบคุณประกายความคิดจาก Quora: Takudzwa Razemba’s answer to What are some of the awesome facts you believe very few people know?

Morning Star บริษัทที่ไม่มีหัวหน้าแม้แต่คนเดียว

20180707_nobosses

The Morning Star Company เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันที่ตั้งอยู่ในเขต Woodland รัฐแคลิฟอร์เนีย มีผลิตภัณฑ์คือมะเขือเทศและซอสมะเขือเทศเข้มข้น (คนละบริษัทกับ Morningstar ที่จัดเรตติ้งให้กองทุน)

ความพิเศษของบริษัทนี้ก็คือไม่มีใครเป็นหัวหน้าใครเลย!

พอไปสอบถามพนักงานว่า ใครเป็นหัวหน้าของคุณ เขาจะตอบว่า I’m my own boss – ฉันเป็นนายตัวเอง

หรือไม่ก็ My mission statement is my boss – เป้าหมายประจำปีคือเจ้านายของผม

ในแต่ละปี บริษัทจะประกาศเป้าหมายของบริษัท จากนั้นพนักงานแต่ละคนจะต้องไปเขียน mission statement ของตัวเอง แล้วเอา missiong statement นี้ไปคุยกับพนักงานคนอื่นที่เขาจะต้องทำงานด้วยเพื่อช่วยรีวิวและให้คอมเม้นท์ พอ mission statement นิ่งเมื่อไหร่ เขาก็จะใช้มันเป็นตัวนำทางไปตลอดทั้งปี

แล้วจะไว้ใจได้อย่างไรว่าพนักงานจะทำตามเป้าหมาย?

Morning Star มองว่าพนักงานทุกคนโตๆ กันแล้ว ไม่เคยมีใครต้องมาบอกเราให้เติมน้ำมันตอนไหน หรือจะขับรถมาบริษัทอย่างไร ทุกคนสามารถพาตัวเองมาถึงออฟฟิศได้ตามเวลาที่กำหนดไว้โดยที่ไม่ต้องมีใครมาคอยจับตามอง

ดังนั้นพนักงานทุกคนก็ควรจะรับผิดชอบงานของตัวเองได้โดยไม่ต้องมีใครมาคอยจับตามองเช่นกัน

หลายคนอาจจะคิดว่าที่ทำได้เพราะ Morning Star เป็นบริษัทเล็กๆ ที่เพิ่งเกิดใหม่รึเปล่า

แต่ความเป็นจริงก็คือบริษัทนี้ตั้งมาแล้ว 48 ปี มีพนักงาน 400 คน และมีรายได้ปีละ 700 ล้านดอลล่าร์หรือสองหมื่นกว่าล้านบาท!

แม้ว่า Morning Star จะไม่มี managers แต่ก็มีคนทำหน้าที่ management พวกเขาจะดูว่าโปรเจ็คที่จะทำอยู่นี้คือเรื่องอะไร และคนที่เหมาะสมจะนำทีมในเรื่องนี้ที่สุดก็จะได้เป็นผู้นำกลุ่มในเรื่องนั้นๆ พอจบโปรเจ็คก็แยกย้ายกันไป

แล้วเวลาพนักงานมีปัญหากัน ใครจะมาช่วยไกล่เกลี่ย?

ที่ Morning Star พนักงานที่มีปัญหาจะคุยกันและพยายามหาทางออกกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็จะไปให้เพื่อนพนักงานอีกคนมาช่วยเป็นกรรมการ

แล้วถ้ามีคนทำงานได้แย่สุดๆ ใครจะรับหน้าที่เป็นคนตัดสินใจไล่ออกล่ะ?

คำตอบก็คือพนักงานทุกคนสามารถเดินไปบอกเพื่อนร่วมงานคนไหนก็ได้ว่าเขาคนนั้นควรจะลาออกไปเถอะ!

แต่คนที่ถูกขอให้ลาออกก็มีสิทธิ์ปฏิเสธ และถ้ายังตกลงกันไม่ได้ ก็จะหาบุคลลที่สามเข้ามาช่วยตัดสิน โดยบุคคลที่สามอาจจะเป็นคนๆ เดียวหรือเป็นกลุ่มพนักงานก็ได้

แต่ถ้าคนที่โดนเชิญออกยังยืนกรานที่จะไม่ลาออกอยู่ดี ทางออกสุดท้ายคือการส่งเรื่องไปยัง Chris Rufer เจ้าของและผู้ก่อตั้ง Morning Star ซึ่งต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนจะตัดสินใจว่าจะปลดพนักงานคนนี้ออกหรือไม่

งั้นก็แปลว่าจริงๆ แล้ว Morning Star ก็ยังมีหัวหน้าอยู่ดี นั่นคือคริสที่เป็นนายใหญ่ใช่หรือไม่

ในมุมของคริส เขาให้นิยาม “หัวหน้า” ว่าเป็นคนที่มีสิทธิ์อำนาจโดยเด็ดขาดในการกระทำของพนักงานคนอื่น – My definition of boss is somebody who has unilateral and absolute authority over another person’s actions in the enterprise.

ซึ่งถ้ามองในมุมนี้ เขาก็ยืนยันว่า Morning Star ไม่มีหัวหน้าหรือ boss เพราะไม่มีใครมีอำนาจขนาดนั้น แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไล่ใครออกตามอำเภอใจ แต่เขามีความรับผิดชอบที่จะต้องทำให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้ดีที่สุด ซึ่งถ้านั่นหมายถึงการเป็นที่พึ่งสุดท้ายในการเชิญพนักงานออก เขาก็จำเป็นต้องทำ

Google เคยพยายามจะยกเลิกตำแหน่งหัวหน้าแล้วครั้งหนึ่งแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นตำแหน่งหัวหน้าก็น่าจะยังมีความจำเป็นกับหลายองค์กรอยู่ดี

การเขียนบทความนี้จึงไม่ได้ต้องการชักชวนให้บริษัทไหนยกเลิกตำแหน่งหัวหน้า แต่แค่ชี้ให้เห็นถึงอีกความเป็นไปได้หนึ่ง เผื่อเราจะไปลองศึกษาเพิ่มเติม แล้วดึงเอาบางแง่มุมมาปรับใช้ดู

หากอยากเข้าใจวิธีการบริหารสไตล์นี้เพิ่มเติม ขอเชิญอ่านต่อได้ที่ Morning Star Self-Management Institute ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก WorkLife with Adam Grant: A World without Bosses 

อยากวิ่งให้กินช็อคโกแล็ต

20180704_chocolate

ใครที่เคยอ่านหนังสือของ The Power of Habit ของ Charles Duhigg จะได้รู้จักกับคำว่า Habit Loop หรือวงจรนิสัย ซึ่งมีองค์ประกอบอยู่สามอย่าง

Cue = สิ่งเร้า / สัญญาณ
Routine = กิจวัตร
Reward = รางวัล

cue จะมีอยู่ 5 ประเภท ได้แก่ เวลา สถานที่ อารมณ์ คนที่เราอยู่ด้วย หรือสิ่งที่เราทำก่อนหน้านั้น

routine คือสิ่งที่เราทำจนเป็นนิสัย

ส่วน reward ก็คือความรู้สึกดีๆ ที่ได้รับหลังทำสิ่งนั้นเสร็จแล้ว

Cue->Routine->Reward->Cue->Routine->Reward วนหลูปกันไป

เล่นฟิตเนส
Cue = เลิกงาน (เวลา)
Routine = เข้าฟิตเนส
Reward = ได้ดูกล้ามตัวเองในกระจก ได้โพสรูปโชว์เพื่อน

สูบบุหรี่
Cue = ทำงานเครียด / เพื่อนชวน (อารมณ์ / คนที่เราอยู่ด้วย)
Routine = สูบบุหรี่
Reward = ได้คุยกับเพื่อน ได้ผ่อนคลาย

แปรงฟัน
Cue = ตื่นขึ้นมา เดินงัวเงียเข้าห้องน้ำ (สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า & สถานที่)
Routine = แปรงฟัน
Reward = รู้สึกปากมันวิ้งๆ พร้อมออกไปพบปะผู้คน

เวลาเราคุยกันเรื่องนิสัย เรามักจะนึกถึงแต่ก้อนตรงกลางคือ routine แต่เรามักจะไม่ได้นึกถึง cue หรือ reward

แต่ถ้าสำรวจตัวเองดีๆ มันจะมี cue และ reward เสมอ

ถ้าเราอยากสร้างนิสัยใหม่ๆ เราแค่ต้องหา cue ที่เราไว้ใจได้และเกิดขึ้นบ่อยเพียงพอที่จะเอื้อให้เราได้ทำ routine นั้นบ่อยๆ

และที่สำคัญไม่แพ้กัน เราต้องหา reward มาตบท้ายเมื่อเราทำสิ่งนั้นสำเร็จ

Charles Duhigg เลยพูดติดตลกว่า วิธีง่ายที่สุดที่จะช่วยสร้างนิสัยรักการวิ่ง คือเวลาคุณวิ่งเสร็จแล้ว (routine) จงกินช็อคโกแล็ตเป็นรางวัลให้ตัวเอง (reward)

ฟังดูขัดกับสามัญสำนึก ออกกำลังกายกับกินของหวานมันจะไปด้วยกันได้อย่างไร

แต่ช็อคโกแล็ตเป็นเพียงรางวัลที่เอาไว้หลอกสมองในช่วงแรกๆ เท่านั้น เมื่อถึงจุดหนึ่งที่คุณวิ่งจนเป็นนิสัย คุณจะเลิกกินช็อคโกแล็ตไปเอง เพราะสารเอ็นโดรฟินที่หลั่งออกมาตอนที่คุณวิ่งจะกลายเป็นรางวัลในตัวมันเอง (intrinsic reward) จนคุณไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพารางวัลจากภายนอก (extrinsic reward) อีกต่อไป

อ้อ ช็อคโกแล็ตเป็นเพียงแค่ตัวอย่างนะครับ ประเด็นคือคุณควรจะหาอะไรที่คุณชอบมาเป็นรางวัลในช่วงที่คุณพยายามสร้างนิสัยใหม่ๆ อาจจะเป็นการดื่มน้ำปั่น เล่นเกม หรือซื้อของออนไลน์ก็ได้

ลองเอาไปปรับใช้ดูครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Good Life Project: Charles Duhigg: The Power of Habit [Best of] 

นิทานเรือล่ม

20180706_sinkingship

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในห้องเรียนมัธยมต้น อาจารย์กำลังเล่านิทานให้เด็กฟัง

“เรือสำราญลำหนึ่งประสบอุบัติเหตุและกำลังจะจม เมื่อสามีภรรยาคู่หนึ่งวิ่งมาถึงทางออกที่มีเรือชูชีพ ก็พบว่าเหลือที่เพียงที่เดียวเท่านั้น

สามีกระโดดขึ้นเรือชูชีพ และปล่อยให้ภรรยาอยู่บนเรือสำราญ ขณะที่เรือกำลังจะจม ผู้หญิงคนนั้นก็ตะโกนประโยคหนึ่งซ้ำๆ กับฝ่ายชาย”

อาจารย์หยุดเล่านิทานแล้วหันไปถามนักเรียน

“พวกเธอคิดว่าผู้หญิงคนนั้นพูดว่าอะไร?”

“ฉันเกลียดแก!” นักเรียนเกือบทั้งห้องตอบ

อาจารย์เห็นเด็กคนหนึ่งนั่งก้มหน้า จึงหันไปถามเด็กคนนั้น “แล้วเธอคิดว่ายังไง?”

หลังจากเงียบอยู่หนึ่งอึดใจ เด็กคนนั้นก็ตอบว่า

“อาจารย์ครับ ผมว่าผู้หญิงน่าจะพูดว่า “ดูแลลูกของเราด้วยนะ””

อาจารย์แปลกใจ “เธอเคยได้ยินเรื่องนี้แล้วเหรอ”

“เปล่าครับ แต่ก่อนที่แม่ผมจะจากไป แม่ก็พูดกับพ่อแบบนี้”

อาจารย์อึ้งอยู่ชั่วครู่ “ใช่ ผู้หญิงคนนั้นเขาพูดประโยคเดียวกันนี่แหละ”

“เมื่อรอดชีวิตจากอุบัติเหตุ ผู้ชายก็กลับมาบ้านและเลี้ยงลูกสาวด้วยตัวคนเดียวมาตลอด

เวลาผ่านไปหลายสิบปี หลังจากที่ผู้เป็นพ่อจากไป ลูกสาวเข้าไปเก็บห้องของพ่อและพบไดอารี่ที่พ่อบันทึกวันเวลาเหล่านั้นไว้

หมอวินิจฉัยว่าแม่เป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาและจะอยู่ได้อีกไม่นาน พ่อจึงตัดสินใจพาแม่ไปล่องเรือสำราญซึ่งเป็นทริปในฝันของแม่มาช้านาน เมื่อเรือประสบอุบัติเหตุ พ่อจึงต้องยอมเป็นคนใจร้าย ทิ้งแม่ไว้ตรงนั้น เพื่อจะได้กลับมาดูแลหน่อเนื้อเชื้อไขของทั้งคู่ต่อไปได้

นักเรียนคิดว่าพ่อทำผิดหรือทำถูกแล้ว?”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Aniket Kadam’s answer to What interesting thing did you read today?

ทำแล้วให้อะไร

20180704_give

ในปีแรกที่ผมเขียนบล็อก น้องที่ออฟฟิศคนหนึ่งถามผมว่า เห็นพี่ขยันเขียนบล็อกจังเลย ได้เงินเยอะมั้ยพี่

ผมก็ตอบว่าเปล่า ไม่ได้เงินซักบาท มีแต่เสียเงิน ทั้งค่าสมาชิกรายปีของ WordPress และค่าบู๊สต์โพสต์ Facebook เป็นครั้งคราว

น้องหน้างง “งั้นพี่ทำแล้วได้อะไรอ่ะ?”

ผมได้แต่ยิ้มตอบ

คนเราชอบถามว่า “ทำแล้วได้อะไร” เพราะเมื่อลงแรงไปแล้วก็ย่อมต้องหวังผลตอบแทน

แต่อีกคำถามหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ “ทำแล้วให้อะไร”

ถ้าเราทำสิ่งนี้แล้ว เราได้มอบประโยชน์อะไรให้กับโลกบ้าง เราได้ใช้ความสามารถและโอกาสที่เรามีเพื่อทำให้ชีวิตของคนอื่นดีขึ้นรึเปล่า

คนอย่าง Bill Gates ที่ก่อตั้งมูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation และช่วยชีวิตคนไปแล้วอย่างน้อย 6 ล้านคน น่าจะถามตัวเองอยู่ทุกวันว่า “ทำแล้วให้อะไร”  มากกว่าจะถามว่าทำแล้วเขาจะได้อะไรกลับมา

แต่เราไม่จำเป็นต้องรอให้รวยอย่างบิลเกตส์แล้วค่อยถามคำถามนี้นะครับ

ถ้าคุณกำลังอ่านบล็อกนี้อยู่ คุณก็อยู่ในสถานะที่ดีพอที่จะสร้างประโยชน์ได้มากมายแล้ว

ย้อนกลับไปตอนที่ผมเขียนบล็อกใหม่ๆ ถ้าวัดกันที่ตัวเงินอย่างเดียว ผมก็ไม่ได้อะไรเลยจริงๆ แต่ผมก็ไม่ใช่พระเอกที่จะสละตนเพื่อชาวโลกขนาดนั้น เพราะผมมีความเชื่ออยู่ลึกๆ ว่า อะไรก็ตามที่เราให้ไป สุดท้ายเราจะได้กลับคืนมา เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกัน และพลังงานไม่มีวันหายไปไหน

ต้องขึ้ันปีที่สามแล้วนั่นแหละ บล็อกที่ผมเขียนถึงจะเริ่มให้ผลตอบแทนผ่านการขายหนังสือและงานอบรม ทั้งที่ผมจัดเองและที่มีบริษัทติดต่อเข้ามา

“ทำแล้วได้อะไร?” คำตอบอาจอยู่เหนือความควบคุมและต้องใช้เวลา

“ทำแล้วให้อะไร?” คำตอบจะเรียบง่ายและเห็นผลทันตาครับ