เมื่อเกมจบแล้ว

20180906_endofthegame

เบี้ยและขุนย่อมลงไปอยู่ในกล่องเดียวกัน

เบี้ยจึงไม่ควรไปเทียบตัวเองกับขุน และขุนก็ไม่ควรดูถูกเบี้ย

หน้าตาแตกต่าง ความสามารถแตกต่าง หน้าที่ย่อมแตกต่าง และต้องพึ่งพาอาศัยกัน

การที่หมากตัวนึงเดินได้ไกลกว่า ไม่ได้หมายความว่ามันจะมีคุณค่ามากกว่าเสมอไป

การที่คนๆ หนึ่งมีเงินมากกว่า หน้าที่การงานดีกว่า ก็ไม่ได้แปลว่าความเป็นมนุษย์เขาจะสูงกว่าคนอื่นเสมอไปเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยหรือเป็นขุน เราก็ล้วนแต่เป็นหมากบนกระดานแห่งชีวิตนี้

และเมื่อจบเกม หมากทุกตัวก็ต้องลงไปอยู่ในกล่องเดียวกันทั้งนั้น

เราจึงควรดีต่อกันไว้ และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดครับ

ความเสี่ยงที่สุดของชีวิต

20180905_biggestrisk

คือการไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลย

“The biggest risk of all is not taking one.”
-Mellody Hobson

ในสมองส่วนกลางของเรามีส่วนหนึ่งที่เรียกว่าอะมิกดาลา (amygdala) ที่คอยกระตุ้นว่าเราจะสู้หรือจะหนี (fight or flight) เวลาเจอสถานการณ์ที่อาจเป็นอันตราย

เมื่ออะมิกดาลาตื่นขึ้น สมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) ซึ่งคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลจะถูกเบียดบัง เพราะพลังงานทั้งหมดจำเป็นต้องถูกส่งไปตามกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เพื่อให้เราสู้หรือหนีได้สำเร็จ

การทำงานของอะมิกดาลานั้นสำคัญอย่างมากเมื่อ 50,000 ปีที่แล้ว สมัยที่มนุษย์ยังต้องเข้าป่าล่าสัตว์และมีชีวิตอยู่กับความเป็นความตายทุกนาที

มาสมัยนี้ พวกเราส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชุมชนและเมืองใหญ่ โอกาสที่จะเจอความเสี่ยงที่เป็นอันตรายถึงชีวิตนั้นมีน้อยมาก

แต่อะมิกดาลาก็ยังทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมเหมือนเมื่อ 50,000 ปีที่แล้ว เจออะไรที่ไม่ชอบมาพากลหรือทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจนิดหน่อย อะมิกดาลาก็จะตื่นทันที

เมื่อเรากลัว เราจึงโยนเหตุและผลทิ้งลงแม่น้ำ ทั้งๆ ที่ส่วนใหญ่เรากลัวเกินกว่าเหตุทั้งนั้น

– ยกมือถามคำถาม
– เข้าไปคุยกับหัวหน้า
– ยอมรับว่าตัวเองไม่รู้
– พูดคุยกับสาวสวย/หนุ่มหล่อ
– ทำงานที่ไม่ถนัด
– พูดต่อหน้าคนเยอะๆ

เรื่องเหล่านี้ ต่อให้ผิดพลาดแค่ไหนก็ไม่มีอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่เราก็ยังวิตกและหลีกเลี่ยงมันตลอดมา

พอเราหนี ก็เลยไม่ได้ทำ ก็เลยไม่มั่นใจ ก็เลยยังกลัว ก็เลยยังต้องหนีต่อไป

ถ้าเราไม่เผชิญหน้ากับสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย แล้วเราจะเติบโตได้อย่างไร

พอกลัวไปหมด ทางเลือกในการใช้ชีวิตก็เหลือน้อย บางทีน้อยเสียจนไม่อาจเรียกได้ว่าใช้ชีวิต

พึงระลึกว่า 99% ของสิ่งที่เรากลัว เรากำลังกลัวเกินกว่าเหตุ อันเกิดมาจากกลไกของสมองที่ตามไม่ทันยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

เลิกกลัวสิ่งที่ไม่ควรกลัว กล้าในสิ่งที่ควรกล้า แล้วชีวิตจะมีชีวามากขึ้นครับ

เจ้านายกับชุดล่องหน

20180904_noclothes

เสาร์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับคนที่มาเรียน Time Management Workshop ร่วม 40 คน

หนึ่งในปัญหาคลาสสิคที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคุยกัน คือจำนวนการประชุมที่มากเกินพอดีและยาวเกินพอดี จนบางทีไม่เป็นอันทำการทำงานกัน

ผมจึงถามไปว่า ถ้าเรารู้สึกว่าการประชุมบางอันมันเสียเวลา ไม่ค่อยเกิดประโยชน์ แล้วเรากล้าบอกคนจัดประชุมรึเปล่า

บอกเพื่อจะขอไม่เข้า หรือบอกเพื่อจะให้ปรับวิธีการการประชุมก็ได้

คำตอบก็คือไม่กล้าบอก ถ้าบอกก็กลัวว่าจะโดนมองว่าไม่ดี

แล้วก็มีคนยกประเด็นที่น่าสนใจ ว่าตัวผมเองทำงานในบริษัทอินเตอร์หรือสตาร์ทอัพมา ดังนั้นวัฒนธรรมองค์กรน่าจะเอื้อให้คนกล้าพูดกล้าตั้งคำถามมากกว่าองค์กรไทยๆ ที่ถ้าเราตั้งคำถามกับผู้ใหญ่เมื่อไหร่ก็อาจโดนเพ่งเลงได้เมื่อนั้น เพราะผู้บริหารไม่น้อยที่คิดว่าการประชุมเยอะๆ คือการทำงาน

ดังนั้น การขอให้ผู้ใหญ่เปลี่ยน อาจจะไม่ง่ายอย่างที่ผมคิด

——

จบเวิร์คช็อปในวันนั้นแล้ว ผมก็คิดถึงบทความ ชีวิตสั้นเกินกว่า ที่เป็นบทสุดท้ายของหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ

Life is too short to hold grudges
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมาเก็บความขุ่นข้องหมองใจ

Life is too short to scroll down the infinite Facebook feed
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมานั่งส่องเฟซ

Life is too short to avoid putting in the hard work
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมามัวเหยาะๆ แหยะๆ

Life is too short to worry about what other people think of you
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมากังวลว่าคนอื่นจะมองเรายังไง

Life is too short to wait until everything is ready
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะรอให้ทุกอย่างพร้อม

Life is too short to argue who is right
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมานั่งเถียงกันว่าใครถูกใครผิด

Life is too short to wait until you are rich
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมารอให้รวยก่อน

Life is too short to postpone decisions
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะเลื่อนการตัดสินใจออกไปเรื่อยๆ

Life is too short to act like a wimp
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมัวใจเสาะ กลัวโน่นกลัวนี่ไปหมด

Life is too short to think you will get to do it someday
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมาคิดว่า ไว้วันหลังค่อยทำก็ได้

—–

แล้วผมก็คิดด้วยว่า Life is too short to sit in useless meetings ชีวิตสั้นเกินกว่าจะทนนั่งในการประชุมที่ไม่สร้างการผลิต

และเราไม่ใช่คนเดียวที่คิดแบบนี้ เพื่อนๆ หรือแม้กระทั่งหัวหน้าก็อาจรู้สึกเหมือนกัน

ประเด็นคือไม่มีใครกล้าพูดมันออกมา

เหมือนประชาชนทั้งเมืองที่แซ่ซ้องสรรเสริญความงดงามของชุดล่องหนที่พระราชาสวมใส่

ต้องรอให้เด็กคนหนึ่งทักว่าพระราชาโป๊เท่านั้น คนถึงจะเริ่มกล้าพูดความจริง

ปัญหาบางปัญหา คิดแบบผู้ใหญ่เราอาจแก้ไม่ได้ แต่ถ้าสวมหัวใจเด็ก เราอาจจะแก้ได้โดยง่าย

เพราะเด็กไม่คิดเยอะ เพราะเด็กมีความกล้า

ลองสำรวจดูนะครับว่าในที่ทำงานของเรามีพระราชาในชุดล่องหนรึเปล่า

และเรากำลังเล่นบทบาทอะไรอยู่

เป็นพระราชา เป็นช่างตัดผ้า เป็นชาวเมืองที่แซ่ซ้อง

หรือเป็นเด็กที่ทำให้ทุกคนตาสว่างครับ

—–

ป.ล. สวมหัวใจเด็กได้ แต่ตอนสื่อสารก็ต้องมีศิลปะนะครับ

Threshold ของความสำเร็จ

20180903_threshold

ใครที่เรียนฟิสิกส์หรือสายวิศวกรรมมา จะรู้ว่าค่า threshold (เทรชโฮลด์) คือค่าต่ำสุดที่จะก่อให้เกิดการรับรู้หรือการเปลี่ยนแปลง

เช่นหูของคนเราไม่สามารถได้ยินเสียงบางคลื่นความถี่ได้ จนกว่าความดังจะขึ้นถึงระดับ threshold ก่อน เช่นเสียง 1000 Hz ต้องดังประมาณ 4 เดซิเบลก่อนที่หูของเราจะได้ยินเสียงนั้น

เราสามารถเอา threshold นี้มาประยุกต์ใช้ได้กับหลายเรื่องในชีวิตในฐานะ “ราคาขั้นต่ำที่ต้องจ่ายกว่าจะได้อะไรมา”

และราคานั้นมักจะมีชื่อว่าความล้มเหลวหรือความผิดพลาด

ยกตัวอย่างเช่น เวลาหัดปั่นจักรยานสองล้อ เราอาจต้องล้มอย่างน้อย 20 ครั้งถึงจะเริ่มทรงตัวบนจักรยานได้

หรือเวลาเราต้องโทร.ไปขายของลูกค้า เราอาจต้องโดนปฏิเสธประมาณ 10 ทีก่อน ถึงจะมีคนนึงยอมฟัง

หรือเวลาเราต้องเตรียมตัวขึ้นพูดเวทีใหญ่ เราอาจต้องซ้อมอย่างน้อย 5 รอบก่อนที่จะเริ่มมีความมั่นใจว่าจะงานนี้จะไม่ล่ม

ล้ม 20 ครั้ง โดนปฏิเสธ 10 ที ซ้อม 5 รอบ เหล่านี้ล้วนเป็นค่า threshold หรือราคาที่เราต้องจ่ายกว่าจะได้สิ่งที่เราต้องการมา

ดังนั้น การผิดพลาดหนึ่งครั้งจึงมีความหมายเท่ากับเราเข้าใกล้ความสำเร็จขึ้นอีกหนึ่งก้าว

น่าเสียดายที่ระบบการศึกษาสอนให้เรากลัวความผิดพลาด ต้องทำถูกเยอะๆ เท่านั้นถึงจะได้เกรด 4 เป็นสิ่งตอบแทน และถ้าทำผิดเยอะเกินไปก็จะได้การซ้ำชั้นเป็นการลงโทษ

เราเลยโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่กลัวความผิดพลาด พะวงนั่นพะวงนี่จนไม่กล้าทำอะไรที่ออกจาก comfort zone เหมือนเป็นนักมวยที่เอาแต่เต้นฟุตเวิร์คหนีคู่ปรับ หนียังไงก็ไม่มีทางชนะ เผลอๆ ถูกจับแพ้ด้วยข้อหาชกไม่สมศักดิ์ศรี

ดังนั้น อย่ากลัวที่จะผิดพลาด ยิ่งพลาดเยอะยิ่งดี เพราะทุกความสำเร็จมีค่า threshold ของมันอยู่

สะสมแต้มครบเมื่อไหร่ ความสำเร็จก็เป็นสิ่งที่พึงหวังได้แน่นอน

บางทีมันก็ไม่มีครั้งต่อไป

20180902_nonexttime

“Sometimes there is no next time.”
-Anonymous

และเราก็ไม่มีโอกาสรู้ด้วยว่านี่คือครั้งสุดท้ายหรือไม่

เราล้วนแต่มีเพื่อนในวัยเด็กที่เคยเล่นด้วยประจำ และในวันหนึ่งเราก็ได้ออกไปเล่นกับเพื่อนคนนี้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะไม่ได้พบเจอกันอีกเลย

ชีวิตจึงเต็มไปด้วยการพลัดพรากและลาจาก บางทีก็จากเป็น บางทีก็จากตาย

มีคนเคยบอกว่าบนบ่าขอเราทุกคนมีแมงป่องพิษร้ายเกาะอยู่ มันชูหางพร้อมจะต่อยเราทุกเมื่อ ปัญหาก็คือเราไม่มีทางรู้เลยว่ามันจะต่อยเมื่อไหร่

สิ่งเดียวที่ทำได้ คือมีสติกับปัจจุบัน ใส่ใจคนที่อยู่ตรงหน้า บอกในสิ่งที่อยากบอก และไม่หลอกตัวเองว่าเอาไว้คราวหน้า

เพราะ “คราวหน้า” นั้นเป็น finite number ที่มีจำนวนจำกัด

และในบางที ชีวิตก็ไม่มีครั้งต่อไปครับ