บัญชีเวลา

20181018_timeledger

แต่ก่อนเวลาซื้อของ ผมมักจะดูราคาว่ามันคุ้มค่ากับคุณภาพหรือไม่

เดี๋ยวนี้เวลาจะซื้ออะไร ผมจะไม่คิดถึงราคาเป็นอย่างแรก แต่จะดูว่าของหรือบริการชิ้นนี้มันจะใช้เวลาของผมไปเท่าไหร่

ยกตัวอย่างเช่น แม้ผมจะอยากได้เครื่องเกม Playstation 4 มาเล่นที่บ้านมาก เดินผ่านกี่ทีก็หยุดดู แต่ผมก็ยังไม่ซื้อเพราะคิดว่าเวลาสองสามชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่เราจะเอาไปเล่นเกมนี้ ย่อมหมายถึงเวลาส่วนตัวที่เหลือน้อยลงสำหรับการพักผ่อนหรือเล่นกับลูก

ถ้าผมซื้อหนังสือราคา 500 บาทมาอ่านแล้วมันไม่ได้เรื่อง ผมจะไม่เสียดายเงิน 500 บาทเท่ากับเวลาที่เสียไปกับการอ่านหนังสือที่ไม่สร้างคุณค่าเพิ่มให้ชีวิต

คนเราทุกคนเกิดมาพร้อมบัญชีเวลา ซึ่งต่างจากบัญชีเงินฝากหลายประการ

บัญชีเงินฝาก แค่เปิดแอ็ปก็ดูยอดได้แล้ว แต่บัญชีเวลาเราไม่รู้เลยว่าตัวเลขในบัญชีเหลือเท่าไหร่

บัญชีเงินฝาก ถ้าเราขยัน ฉลาด หรือโชคดีหน่อย ก็อาจจะเพิ่มตัวเลขเป็นสองเท่าหรือสิบเท่าได้

แต่กับบัญชีเวลา ไม่ว่าเราจะทำยังไง เราก็ไม่สามารถเพิ่ม 70 ปี ให้เป็น 140 ปีหรือ 700 ปีได้

ดังนั้นบัญชีเวลาจึงสำคัญยิ่งกว่าบัญชีเงินฝากเสียอีก เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เรามีจริงๆ

ซื้อของและบริการครั้งต่อไป อย่าลืมคำนึงถึงบัญชีเวลากันด้วยนะครับ

เทคนิค “โซ่ยาว” ของ Jerry Seinfeld

20181017_longchain

เจอร์รี่ ไซน์เฟลด์ (Jerry Seinfeld) เป็นดาราตลกและ standup comedian (เดี่ยวไมโครโฟน) ที่โด่งดังมากที่สุดคนหนึ่งของอเมริกา

ละครซีรี่ส์ Seinfeld ที่ออนแอร์ในยุค 90’s ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งใน Sitcom ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา

เจอร์รี่เล่าให้ฟังถึงเคล็ดลับที่ทำให้เขามีมุกตลกมากมายเพื่อมาใช้ในการเดี่ยวไมโครโฟนและเขียนบทให้ Seinfeld

เจอร์รี่บอกว่า วิธีเดียวที่เขาจะมีมุกตลกจำนวนมากได้ คือเขาต้องเขียนมุกตลกทุกวัน

เจอร์รี่จะมีปฏิทินแผ่นใหญ่ที่ปิดไว้บนข้างฝา เมื่อเขาเขียนมุกตลกประจำวันเสร็จเรียบร้อย เขาก็จะกากบาท X ไว้บนวันนั้น

พอเขียนมุกตลก ติดต่อกันได้หลายวัน เขาก็จะมีเครื่องหมาย XXX ติดต่อกันหลายวัน

เมื่อเขียนได้นานวันพอ เครื่องหมาย X ก็จะร้อยเรียงกันเป็น “โซ่ยาว” (long chain) XXXXXXXXXXXXXXXXX

“เคล็ดลับก็คือ คุณต้องระวังไม่ให้โซ่ขาด” เจอร์รี่บอก

เมื่อเห็นโซ่ที่ยาวขนาดนั้น เจอร์รี่จึงมีกำลังใจเขียนมุกตลกทุกวันเพื่อให้โซ่ที่เขาเพียรสร้างขึ้นมานั้นยาวที่สุดเท่าที่จะยาวได้

ผมไม่รู้ว่าโซ่ที่เจอร์รี่สร้างไว้นั้นยาวแค่ไหน แต่ผมเดาว่าน่าจะยาวหลายร้อยหรือหลายพันวันเลยทีเดียว

หากเราต้องการที่จะสร้างอุปนิสัยอะไรบางอย่าง เช่นออกกำลังกาย นั่งสมาธิ เขียนบล็อก ฯลฯ ลองนำเทคนิคโซ่ยาวของเจอร์รี่ ไซน์เฟลด์ไปปรับใช้ดูนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Alan Right

มันไม่ใช่ความผิดของเรา

20181015_notyourfault

แต่มันก็ยังเป็นปัญหาของเราอยู่ดี

“This is not your responsibility but it is your problem.”
—Cheryl Strayed

ปัญหาหลายอย่างเกิดจากคนอื่นทำเอาไว้ แล้วมาทิ้งให้เราแก้ไข

บ่อยครั้งจึงอดถามตัวเองไม่ได้ว่า “ทำไมเรา(กู)ต้องมานั่งทำอะไรอย่างนี้ด้วย” ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ความรับผิดชอบของเราเลยซักนิด

มนุษย์เป็นสัตว์ที่โปรดปรานความยุติธรรมและการพยายามหาเหตุผล เราจึงรู้สึกแย่เมื่อต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่เราไม่ได้ก่อและยากที่จะเข้าใจได้

แต่ชีวิตก็เป็นเช่นนั้นเอง การมัวแต่มองหาเหตุผลหรือเรียกร้องความเป็นธรรมรังแต่จะทำให้เราเสียเวลาและสุขภาพจิตเปล่าๆ

สู้หยุดบ่น กลับมาแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าให้เรียบร้อย แล้วพยายามป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกในอนาคตน่าจะดีกว่ามั้ย?

อย่าเอาหัวมุดทราย

20181015_headinthesand

เวลานกกระจอกเทศเห็นศัตรู มันจะชอบเอาหัวมุดทราย เพราะมันเชื่อว่าถ้ามันมองไม่เห็นศัตรู ศัตรูก็จะมองไม่เห็นมัน

ซึ่งเป็นตรรกะวิบัติขนานแท้

แต่จะไปโทษมันก็ไม่ได้เพราะมันเป็นเพียงนกกระจอกเทศ

แม้แต่มนุษย์เราที่ฉลาดกว่านกกระจอกเทศหลายเท่าก็ยังมีอาการอย่างนี้เช่นกัน

ไม่ยอมไปหาหมอ เพราะกลัวจะตรวจเจอโรคร้าย

ไม่ยอมคุยกับพนักงานที่มีปัญหา เพราะมันไม่ comfortable

ไม่เคยสำรวจสุขภาพการเงินของตัวเอง เพราะไม่อยากมานั่งเครียด

แต่การทำเป็นไม่มองเห็นปัญหา ไม่ได้แปลว่าปัญหาจะหายไปซักหน่อย จริงมั้ย?

จริงๆ แล้วการเอาหัวมุดดินแล้วหลอกตัวเองว่าศัตรูมองไม่เห็นเรานี่มันยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

อย่าทำตัวเป็นนกกระจอกเทศเลยนะครับ

——

ป.ล. จริงๆ แล้วความเชื่อที่ว่านกกระจอกเทศเอาหัวมุดดินเพื่อหลีกเลี่ยงศัตรูเป็นความเชื่อที่ผิดครับ แต่ผมว่ามันช่วยให้เห็นภาพดีเลยขอนำมันมาใช้ ขอโทษทีนะนกกระจอกเทศ

ถ้าเราไม่แฮปปี้กับชีวิต

20181014_unhappywithlife

มันก็มีทางเลือกสองทาง

หนึ่ง คือทนอยู่กับความไม่แฮปปี้ต่อไป

สอง คือลุกขึ้นมาเปลี่ยนอะไรซักอย่าง

คนส่วนใหญ่เลือกทางแรก เพราะถึงจะไม่แฮปปี้ แต่อย่างน้อยเราก็เริ่มชินกับมันแล้ว

ทางที่สองอาจมีคนเลือกไม่มากนัก เพราะมันเหนื่อยกว่า แถมเปลี่ยนแล้วก็ไม่แน่ว่าชีวิตจะดีขึ้นรึเปล่า

แต่ชีวิตคือการลองผิดลองถูก

ถ้าลองแล้วผิดก็ไม่เห็นเป็นไร ยังไงก็ลองใหม่ได้เรื่อยๆ

แต่ถ้าลองแล้วถูกแม้เพียงครั้งเดียว ผลลัพธ์อาจจะคุ้มค่ากับที่ผิดมาเป็นร้อยก็ได้นะครับ