Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม

20170205_oneworld

โลกใบเล็ก

เมื่อประมาณ 10,000 ปีที่แล้ว เป็นยุคสิ้นสุดของ Ice Age ครั้งล่าสุด ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นทั่วโลก แผ่นดินบางแห่งอย่างแทสมาเนียได้กลายเป็นเกาะที่ถูกตัดขาดจากแผ่นดินใหญ่อย่างออสเตรเลียโดยสิ้นเชิง

เมื่อไม่มีการติดต่อสื่อสารกัน คนในสมัยนั้นจึงเปรียบเหมือนอยู่ใน “โลกคนละใบ” อย่างแท้จริง เป็นเวลาถึงหมื่นกว่าปีที่ชาวแทสมาเนียไม่เคยรับรู้ความเป็นไปหรือแม้กระทั่งสำเหนียกถึงความมีตัวตนอยู่ของสังคมอื่นๆ และคนในสังคมอื่นก็ไม่เคยรู้ถึงการมีตัวตนของชาวแทสมาเนียเช่นกัน

ถ้านับว่าแทสมาเนียเป็น “โลก 1 ใบ” เมื่อหมื่นปีที่แล้วก็มีโลกใบเล็กๆ อยู่หลายพันใบ (หลายพันสังคมที่อยู่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง) แต่พอเข้าสู่ช่วง 2000 ปีก่อนคริสตกาลซึ่งคนเริ่มมีการติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น จำนวนโลกก็ลดลงเหลือแค่หลักร้อย และเมื่อถึงปีปีค.ศ.1450 (ก่อนที่ชาวยุโรปจะเริ่มออกเดินทะเล) คน 90% บนโลกใบนี้ก็อยู่บนโลกขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า Afro-Asia ซึ่งหมายรวมถึงประชาชนในทวีปแอฟริกา ทวีปยุโรป และทวีปเอเชียทั้งหมด

ส่วนอีก 10% ของประชากรที่เหลือ อยู่ในโลกอีก 4 ใบอันได้แก่

Mesoamerican World – โลกของคนที่อยู่ทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกากลาง

Andean World – โลกของคนที่อยู่ในทวีปอเมริกาใต้

Australian World – โลกของคนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินออสเตรเลีย

Oceanic World – โลกของคนที่อยู่บนเกาะอย่างนิวซีแลนด์ ฮาวาย และเกาะอื่นๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก

ภายในเวลา 300 ปี โลก Afro-Asia ก็กลืนกินโลกอื่นๆ เสียสิ้น โดยสเปนเข้าโค่นล้มอาณาจัก Aztec ในอเมริกากลาง ในปี 1521 และ อาณาจักรอินคาในอเมริกาใต้ในปี 1532

ชาวยุโรปเดินทางถึงทวีปออสเตรเลียเป็นครั้งแรกในปี 1606 พอปี 1788 อังกฤษก็เริ่มออกล่าอาณานิคมอย่างจริงจัง และเมื่อปี 1803 ก็ยกพลขึ้นบกที่เกาะแทสมาเนีย ปิดฉากโลกใบเล็กๆ ใบสุดท้ายและทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้โลกใบเดียวกัน


อาหารประจำชาติ?

พอเรานึกถึงอิตาลี เราจะนึกถึงสปาเก็ตตี้ในซอสมะเขือเทศ

นึกถึงอินเดีย ก็จะนึกถึงพริกและเครื่องเทศ

อาร์เจนตินาก็ขึ้นชื่อเรื่องสเต๊กเนื้อวัวที่มีให้เลือกหลายชนิด

และพอพูดถึงสวิตเซอร์แลนด์ ก็ต้องคิดถึงฟองดูช็อกโกแล็ต

แต่อาหารเหล่านี้ไม่ใช่อาหารท้องถิ่นเลยซักอย่าง

มะเขือเทศ พริก และโกโก้ล้วนแล้วแต่มาจากเม็กซิโก ซึ่งคนยุโรปได้รู้จักอาหารเหล่านี้ตอนที่สเปนโค่นล้มอาณาจักร Aztc และก่อนปี 1500 สเต๊กชนิดเดียวในอาร์เจนตินาก็ทำจากเนื้อลามะ

เราอาจมีภาพจำของชาวอินเดียแดงที่ถือธนูขี่ม้าเพื่อสู้รบกับชาวยุโรปผู้รุกราน แต่การขี่ม้าก็ไม่ใช่วัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวอินเดียแดง เพราะก่อนการมาถึงของชาวยุโรป ทวีปอเมริกาไม่เคยมีม้า!


แรงขับเคลื่อนทั้งสาม

โลกค่อยๆ หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างไร?

ผู้เขียนบอกว่า ในช่วง 3000 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดระเบียบสากล (Universal Order) สามอย่างที่ผลักดันให้คนทั้งโลกเชื่อมโยงกัน

ระเบียบสากลทางเศรษฐศาสตร์ นั่นคือ เงินตรา (monetary order)

ระเบียบสากลทางการเมือง นั่นคือ จักรวรรดิ (imperial order)

ระเบียบสากลทางจิตวิญญาณ นั่นคือศาสนาพุทธ คริสต์ และอิสลาม

พ่อค้า นักรบ และ ศาสดา คือบุคคลสามกลุ่มที่มีวิสัยทัศน์และมองเห็นโลกทั้งโลกนี้เป็นหนึ่งเดียวกันได้

พ่อค้ามองว่าคนทั้งโลกเป็นดังตลาดใหญ่ที่พร้อมจะซื้อสินค้าของเขา

นักรบมองว่าแผ่นดินทุกแห่งคืออาณาจักรและคนทุกคนเป็นอาณาประชาราษฎร์

ศาสดามองว่าโลกทั้งโลกล้วนมีความจริงเพียงหนึ่งเดียว และทุกคนพร้อมเป็นผู้เลื่อมใสศรัทธา

ในสามตอนต่อจากนี้ เราจะมาเจาะลึกกันว่า ระเบียบสากลแต่ละข้อนั้นได้มีส่วนขับเคลื่อนโลกาภิวัฒน์อย่างไรบ้าง

โดยเราจะเริ่มต้นจาก “ผู้พิชิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” ที่ทำให้คนหันมานับถือและบูชาอย่างถวายหัว

ผู้พิชิตคนนั้นมีชื่อว่า “เงิน”

คนสองคนแม้ไม่ได้นับถือศาสนาเดียวกันหรือพระราชาองค์เดียวกัน แต่พวกเขาพร้อมใช้เงินสกุลเดียวกัน

โอซามะ บินลาเดนอาจจะเกลียดวัฒนธรรมของสหรัฐ เกลียดนักการเมืองสหรัฐ แต่เขานิยมชมชอบดอลล่าร์สหรัฐไม่ใช่น้อย

ความเป็นหนึ่งเดียวที่พระผู้เป็นเจ้าและจักรพรรดิไม่อาจมอบให้ได้ แต่เงินกลับทำได้ เป็นเพราะอะไร ต้องติดตามตอนต่อไปครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ

Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ

20170129_inequality

ทำไมอินเดียถึงมีแบ่งชั้นวรรณะ?
ทำไมในอเมริกาคนผิวขาวถึงเหยียดคนผิวดำ?
ทำไมผู้ชายถึงเป็นใหญ่กว่าผู้หญิงในทุกสังคม?

บทความนี้จะอธิบายปรากฎการณ์ดังกล่าว (แม้จะแค่บางส่วนก็ตามที)

วรรณะในอินเดีย
เมื่อประมาณ 3,000 ปีที่แล้ว ชาวอารยัน (ที่มาจากเปอร์เซีย-ประเทศอิหร่านในปัจจุบัน) ได้ย้ายถิ่นฐานลงมาทางบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย ทำการสู้รบและเอาชนะคนท้องถิ่นได้ จึงยึดครองพื้นที่และทำการแบ่งชนชั้นให้เสร็จสรรพ โดยคนในท้องที่เดิมถูกจัดให้เป็นวรรณะศูทร (กรรมกร) ในขณะที่ชาวอารยันเองนั้นครอบครองวรรณะพราหมณ์ (นักบวช) กษัตริย์ (นักรบ) และแพศย์ (พ่อค้า)

และเพื่อป้องกันการแข็งขืนของคนท้องถิ่น (ซึ่งมีจำนวนมากกว่า) ชาวอารยันก็ได้แต่งคัมภีร์พระเวทมามาอธิบายการแบ่งชนชั้นวรรณะว่าเป็น “เรื่องธรรมชาติ” โดยคัมภีร์ระบุว่าโลกและทุกสิ่งในจักรวาลนี้ล้วนเกิดจากปฐมธาตุที่ชื่อ “ปุรุษะ” โดยพระอาทิตย์ถือกำเนิดจากตาของปุรุษะ พระจันทร์เกิดจากสมอง พราหมณ์เกิดจากปาก กษัตริย์เกิดจากแขน ส่วนพวกศูทรนั้นเกิดจากเท้าของปุรุษะ

Common Myth หรือเรื่องเล่านี้ทำให้ผู้คนเชื่อว่าพวกศูทรถูกสร้างมาให้เป็นเท้าที่คอยแบกรับวรรณะอื่นๆ อยู่แล้ว และทำให้การแบ่งชนชั้นวรรณะฝังรากลึกในวัฒนธรรมของคนอินเดียมาจนถึงปัจจุบัน

ยิ่งไปกว่านั้น การ “ผสมวรรณะ” ก็เป็นเรื่องต้องห้ามเพราะจะทำให้วรรณะนั้นๆ แปดเปื้อน ใครก็ตามที่ละเมิดกฎเหล็กข้อนี้ ลูกที่เกิดมาจะเป็นจัณฑาลที่ถูกทุกคนรังเกียจ (ภาษาอังกฤษเรียกจัณฑาลว่า Untouchables หรือคนที่ไม่มีใครอยากจะแตะต้องร่างกาย)

การเหยียดผิวในอเมริกา
ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 16-18 ชาวยุโรปที่ไปตั้งรกรากอยู่ในอเมริกาได้นำเข้าทาสจากแอฟริกาหลายล้านคนเพื่อมาช่วยทำเหมืองและทำไร่

เหตุผลที่แรงงานทาสส่วนใหญ่มาจากแอฟริกาก็เพราะว่าอยู่ใกล้กว่าเอเชีย แถมแอฟริกาก็มีตลาดซื้อขายแรงงานทาสรองรับอยู่แล้ว แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือ ในหลายพื้นที่ที่ทำไร่นั้นมีโรคมาเลเรียและไข้เหลืองระบาด โรคเหล่านี้ถือกำเนิดในแอฟริกา ชาวแอฟริกาจึงพอจะมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้างแล้ว ในขณะที่คนยุโรปไม่มีภูมิคุ้มกันโรคเหล่านี้เลย

นี่คือตลกร้าย คนแอฟริกาที่มีภูมิคุ้มกันเหนือกว่าคนยุโรป (biological superiority) กลับถูกขายมาเป็นแรงงานชั้นต่ำที่ต้องคอยทำงานรับใช้คนยุโรป (social inferiority)

จากนั้นเป็นต้นมา คนผิวขาวก็รู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าคนผิวดำอยู่เสมอ

ตอนที่อเมริกาประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ ประโยคทองที่ว่า All men are created equal คนที่ลงชื่อท้ายคำประกาศอย่างจอร์จวอชิงตัน*หรือเบนจามินแฟรงคลินต่างก็ล้วนแล้วแต่มีทาสในครอบครอง และเขาก็ไม่ได้มองว่านี่เป็นเรื่องมือถือสากปากถือศีลด้วย เพราะสำหรับเขาแล้ว “มนุษย์” (men) กับ “คนดำ” (Negroes) เป็นคนละพวกกัน

ในสมัยนั้นมีความพยายามสร้างความชอบธรรมสำหรับการแบ่งแยกนี้ โดยนักเทววิทยาอ้างว่าชาวแอฟริกันนั้นสืบสายพันธุ์มาจากลูกของโนอาห์ (Noah) ที่ชื่อว่าแฮม (Ham) ซึ่งถูกพ่อตัวเองสาปแช่งเอาไว้ว่าลูกหลานที่เกิดมาจะเป็นทาส ส่วนนักชีววิทยาก็บอกว่าคนดำนั้นฉลาดน้อยกว่าและมีศีลธรรมน้อยกว่าคนขาว และแม้กระทั่งหมอก็บอกว่าคนดำนั้นสกปรกและเป็นพาหะนำโรค

แม้ว่าการค้าทาสจะถูกยกเลิกไปนานแล้ว แต่ความเชื่อที่ว่าคนดำนั้นต่ำต้อยกว่าคนขาวก็ยังคง.ฝังรากลึก แม้กระทั่งคนดำเองก็ถูกทำให้เชื่อไปแล้วว่าพวกของตัวเองขี้เกียจกว่าและสกปรกว่าคนขาว ยิ่งตำแหน่งหน้าที่การงานที่มีเกียรติต่างๆ ล้วนแล้วแต่ถูกครอบครองโดยคนผิวขาว คนก็ยิ่งเชื่อขึ้นไปอีกว่าคนผิวดำนั้นด้อยกว่า โดยใช้ตรรกะที่ว่า “ดูสิ นี่ขนาดเลิกทาสมาตั้งนานแล้ว คนดำก็ยังไม่เห็นเจริญขึ้นเลย” ทั้งที่จริงๆ แล้วกฎหมายและอคตินั้นมีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้โอกาสเจริญก้าวหน้าของคนดำนั้นต่ำกว่าคนขาวอย่างเทียบไม่ติด ยกตัวอย่างเช่นในปี 1938 ที่นาย Clennon King นักเรียนผิวดำถูกบังคับให้เข้ารับรักษาในโรงพยาบาลบ้า เหตุผลเพียงเพราะว่าไปสมัครเรียนมหาวิทยาลัย University of Mississippi โดยผู้พิพากษาได้ตัดสินไว้ว่านักศึกษาผิวดำคนนี้ต้องวิกลจริตไปแล้วแน่ๆ ที่คิดว่าตัวเองจะมีโอกาสได้เรียนมหาลัยชั้นนำแห่งนี้!

หญิงชายไม่เท่ากัน
ความไม่เท่าเทียมกันที่เกิดจากเรื่องสีผิวหรือวรรณะนั้นเกิดแค่ในบางประเทศเท่านั้น แต่ความไม่เท่าเทียมกันทางเพศนั้นมีให้เห็นในทุกสังคม โดยเกือบทั้งหมดนั้นผู้ชายจะได้เปรียบกว่าผู้หญิงเสมอ

ในหลายสังคมผู้หญิงยังถูกมองเป็นเพียงแค่ทรัพย์สมบัติของพ่อ ของสามี หรือของพี่ชาย การทำผิดอย่างการข่มขืนนั้นจึงถูกจัดว่าเป็นการ “ละเมิดทรัพย์สินส่วนบุคคล” โดย “ผู้เสียหาย” ไม่ใช่ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนแต่เป็นผู้ชายที่เป็นเจ้าของผู้หญิงคนนั้นต่างหาก ส่วนการข่มขืนผู้หญิงที่ไม่ได้เป็นสมบัติของชายใดนั้นไม่ถือว่าเป็นอาชญากรรมเลยด้วยซ้ำ อุปมาเหมือนการที่เราเก็บเหรียญที่ตกอยู่บนถนนได้ก็ไม่ถือว่าเป็นการลักทรัพย์

แต่ละสังคมได้สร้างวาทกรรม “ความเป็นชาย” (masculinity) และ “ความเป็นหญิง” (femininity) เพื่อเป็นกรอบในการประพฤติตนในสังคมนั้นๆ

ยกตัวอย่าง หนึ่งในคุณลักษณะความเป็นชายของหลายสังคม คือเขาจะต้องรู้สึกดึงดูดกับเพศตรงข้าม ถ้าชายคนนั้นชอบพอเพศเดียวกันถือเป็นเรื่อง “ผิดปกติ” หรือ “ผิดธรรมชาติ”แต่จริงๆ แล้วการที่คนคนหนึ่งจะชอบเพศเดียวกันไม่ใช่เรื่องผิดธรรมชาติแต่อย่างใด เพราะอะไรก็ตามที่ชีววิทยาเปิดทางให้ทำได้ เรื่องนั้นต้องถือเป็น “เรื่องธรรมชาติ” (natural) โดยตัวมันเอง

เรื่องที่ “ผิดธรรมชาติ” อย่างแท้จริงย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นได้และไม่จำเป็นต้องให้ใครมาห้าม ไม่เคยมีสังคมไหนที่ต้องมานั่งห้ามผู้ชายสังเคราะห์แสง หรือห้ามผู้หญิงวิ่งเร็วกว่าแสง หรือห้ามอิเลคตรอนประจุลบดึงดูดกันเอง

เวลาที่สังคมฝรั่งบอกว่าเรื่องอะไรคือเรื่องธรรมชาติ เราจึงไม่ได้พูดถึงธรรมชาติในเชิงชีววิทยา แต่เรากำลังพูดถึงธรรมชาติในเชิงความเชื่อทางศาสนาคริสต์ที่ว่ามนุษย์ถูกสร้างจากพระเจ้า หากเราปฏิบัติตนสอดคล้องกับความต้องการของพระเจ้า เราก็จะบอกว่านั่นเป็นเรื่องที่เป็นธรรมชาติ แต่ถ้าเราทำอะไรไม่สอดคล้องกับความต้องการของพระองค์ เราก็กำลังทำอะไรที่ผิดธรรมชาติ

ทำไมผู้ชายถึงเป็นใหญ่กว่าเรื่อยไป
สังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่หรือที่เรียกว่า patriarchy นั้นมีมาอย่างช้านาน

นักวิชาการพยายามอธิบายเหตุปัจจัยที่น่าจะส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเพศในทุกยุคทุกสมัย แต่คำอธิบายเหล่านี้ก็มักจะมีหลักฐานอื่นมาหักล้างเสมอ

บางคนเชื่อว่าผู้ชายเป็นใหญ่เพราะแข็งแรงกว่า เพราะสมัยก่อนการผลิตอาหารต้องใช้แรงงาน และเมื่อผู้ชายแข็งแรงกว่าจึงเป็นกำลังหลักในการผลิตอาหารให้กับสังคม ผู้ชายจึงเป็นกลุ่มคนที่กุมอำนาจมากที่สุดเสมอ

แต่ถ้าใช้ความแข็งแรงเป็นตัวตั้ง เราจะอธิบายได้อย่างไรว่าทำไมตำแหน่งอื่นๆ ที่แทบไม่ต้องใช้แรงอะไรเลยเช่นนักบวช นักกฎหมาย หรือนักการเมือง ถึงตกอยู่ในมือเพศชายแต่เพียงฝ่ายเดียว?

อีกทฤษฎีหนึ่งบอกว่าเพราะผู้ชายมีความก้าวร้าวกว่า จึงมักเป็นผู้เริ่มต้นสงครามและเป็นผู้คุมเกมสงคราม ทำให้ขึ้นมามีอำนาจมากกว่าผู้หญิง

แต่ก็มีคำถามหักล้างอีกว่า แม้ผู้ชายจะก้าวร้าวกว่า เป็นนักรบที่มีประสิทธิภาพกว่า แต่นั่นหมายความว่าคนที่คุมทัพต้องเป็นผู้ชายด้วยเหรอ? ถ้าคนที่ทำไร่ข้าวโพดเป็นคนผิวดำทั้งหมด คนที่คุมคนงานต้องเป็นคนผิวดำด้วยรึเปล่า? ก็เปล่าเสียหน่อย แล้วเหตุใดผู้หญิงจึงไม่เคยได้รับโอกาสคุมกองทัพบ้าง?

ส่วนอีกทฤษฎีหนึ่งบอกว่าเพราะผู้หญิงต้องอุ้มท้องและดูแลลูก ผู้หญิงจึงจำเป็นต้องพึ่งพาผู้ชายให้ช่วยดูแลลูก คอยปกป้องและหาอาหารมาเลี้ยงครอบครัว

แต่ทำไมผู้หญิงต้องพึ่งพาแต่เพศชายด้วย? ในสังคมอย่างช้างหรือชิมแปนซีโบโนโบ การพึ่งพาคนอื่นให้ช่วยเลี้ยงดูลูกนำพามาซึ่งสังคมที่เพศเมียเป็นใหญ่ด้วยซ้ำ (matriarchy) เพราะเมื่อตัวเมียรู้ตัวว่ามันจำเป็นต้องมีคน(ลิง)คอยช่วยเหลือ มันจึงพัฒนาทักษะในการเข้าสังคมและอยู่ร่วมกับลิงตัวอื่น ลิงกลุ่มนี้จึงสร้างเครือข่าย “มนุษย์แม่” ที่แข็งแกร่ง ในขณะที่ลิงตัวผู้เอาแต่สู้กับตัวอื่นจนไม่มีเวลามาพัฒนาทักษะทางสังคมเลย

จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ เพศหญิงนั้นตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมาโดยตลอด แม้ในศตวรรษที่ 21 สถานการณ์จะดีขึ้นกว่าเมื่อ 100 ปีที่แล้วมาก แต่หลายสังคมก็ยังอยู่ห่างไกล “ความเท่าเทียมกัน”  อย่างที่เราฝันถึง


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari

* เรื่องของจอร์จ วอชิงตันนั้น รุ่นน้องคนหนึ่งทักท้วงมาว่า “จากประวัติของ จอร์ช วอชิงตัน เค้ามีแนวคิดว่า Negros ไม่ควรได้รับการปฏิบัติเหมือนไม่ใช่คน นะครับ แต่ในสมัยของเขาที่เป็นยุคเริ่มต้นของสหรัฐอเมริกา เขาไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก และทาสที่เขามีอยู่ก็ได้รับการปฎิบัติเป็นอย่างดี” อ่านประวัติใน Wikipedia ได้ที่นี่ครับ

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน

Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน

20170121_writing

ชื่อมนุษย์คนแรกที่ถูกจารึก

ในสมัยที่ Sapiens ยังเป็นนักล่าสัตว์-เก็บพืชผลอยู่นั้น  พวกเราอยู่กันเป็นกลุ่มเล็กๆ แค่ไม่กี่สิบหรือร้อยกว่าคน ข้อมูลต่างๆ ที่ส่งต่อกันจึงมีปริมาณไม่มากนัก การถ่ายทอดข้อมูลกันด้วยปากนั้นก็เพียงพอแล้ว

แต่พอเข้ายุคปฏิวัติเกษตรกรรม ขนาดของเมืองมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นแสนหรือกระทั่งเป็นล้านคน ปริมาณข้อมูลก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจนเกินกว่าใครจะจำและถ่ายทอดได้หมด

เช่นคนที่ดูแลยุ้งฉางอาจจะจำได้ว่าครอบครัวนาย A เคยเอาข้าวบาร์เลย่มาเก็บไว้ที่นี่เมื่อไหร่และมีปริมาณเท่าไหร่

ถ้าในเมืองมีแค่ 10-20 ครอบครัว นายคนนี้อาจจะจำได้ครบทุกครอบครัว แต่ถ้าในเมืองมีเป็นร้อยหรือเป็นพันครอบครัว การพึ่งพาความจำนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

เซเปี้ยนส์จึงต้องหาทางออกด้วยการ “ดาวน์โหลด” ข้อมูลในสมองลงสู่อะไรสักอย่าง

และนั่นคือต้นกำเนิดของภาษาเขียนครับ

คนกลุ่มแรกที่คิดค้นภาษาเขียนคือชาวสุเมเรียนที่อาศัยอยู่ในเมโสโปเตเมีย (อิรัก-คูเวต ในปัจจุบัน)

ภาษาเขียนของชาวสุเมเรียนจะประกอบด้วยสัญลักษณ์สองชนิด

ชนิดแรกไว้บ่งบอกตัวเลข 1, 10, 60, 600, 3,600 และ 36,000 (ชาวสุเมเรียนใช้เลขฐาน 10 และเลขฐาน 6 ควบคู่กัน และการใช้เลขฐาน 6 ของชาวสุเมเรียนก็ได้ทิ้งมรดกมาให้เราจนถึงทุกวันนี้ เช่นการแบ่งเวลาหนึ่งวันเป็น 24 ชั่วโมง และการแบ่งวงกลมเป็น 360 องศา)

สัญลักษณ์ชนิดที่สองเอาไว้บ่งบอกผู้คน สัตว์ สินค้า อาณาเขต วันเดือนปี ฯลฯ

“ภาษาเขียน” ที่เก่าแก่ที่สุดที่เราเคยขุดพบนั้นถูกเขียนขึ้นบนกระดานดินเหนียวเมื่อประมาณ 5,000 ปีที่แล้ว

อยากรู้มั้ยครับว่าเขาเขียนว่าอะไร?

29,086 Barley 37 months Kushim

29,086 บาร์ลีย์ 37 เดือน คูชิม

ซึ่งน่าจะพอแปลได้ว่า

ข้าวบาร์ลีย์ 29,086 หน่วยถูกนำมาส่งในช่วงเวลา 37 เดือน (ลงชื่อ) คูชิม

“คูชิม” อาจจะเป็นแค่ชื่อตำแหน่งหรือชื่อคนจริงๆ ก็ได้ แต่ผู้เขียนหนังสือให้ความเห็นว่าน่าจะเป็นชื่อคน ซึ่งถ้าใช่จริงๆ นั่นก็แสดงว่า “คูชิม” คือชื่อเก่าที่สุดที่ประวัติศาสตร์มนุษยชาติได้บันทึกเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

แทนที่จะเป็นชื่อกษัตริย์ นักรบ หรือศาสดา ชื่อแรกในประวัติศาสตร์กลับดูเหมือนจะเป็นชื่อพนักงานบัญชีนะครับ!

อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ นอกจากจะบันทึกข้อมูลลงเป็นสัญลักษณ์และอักขระแล้ว คนรุ่นโบราณยังมีวิธีบันทึกแบบอื่นอีก เช่นชาวอินคาที่จะ “จดบันทึก” ด้วยการเอา “เชือก” มามัดเป็นปมๆ เรียกว่า คิปู (Quipu) แทน

Inca_Quipu



ความสมบูรณ์ของภาษา

ภาษาของชาวสุเมเรียนนั้นใช้ได้แค่เพียงจดบันทึกการค้าขายหรือการเก็บส่วย ยังไม่สามารถเอามาแต่งเป็นกลอนหรือนิยายได้ ภาษาของชาวสุเมเรียนยุคเดิมเลยเรียกว่าเป็น partial script หรือเป็นภาษาเขียนที่ยังไม่สามารถถ่ายทอดภาษาพูดได้อย่างสมบูรณ์

แต่เมื่อประมาณ 2,500 ปีก่อนคริสตกาล ภาษาของชาวสุเมเรียนก็พัฒนาขึ้นมาจนเป็น full script จนได้ โดยมีชื่อเรียกว่า cuneiform (คิวนิฟอร์ม) พระราชาใช้คิวนิฟอร์มในการออกกฎหมาย นักบวชใช้มันเพื่อบันทึกคำทำนาย และคนธรรมดาใช้ภาษานี้ในการเขียนจดหมายหากัน

ในช่วงเวลาเดียวกันชาวอียิปต์ก็เริ่มมีภาษาที่สมบูรณ์ที่เรียกว่า hieroglyphics และกว่าประเทศจีนจะมีภาษาสมบูรณ์ใช้ ก็ราว 1,200 ปีก่อนคริสตกาล



ระบบราชการ

เชื่อมั้ยว่าระบบราชการ หรือ bureaucracy นั้นถือกำเนิดขึ้นเพราะภาษาเขียน!?

ลองคิดภาพว่าเมื่อ 1776 ปีก่อนคริสตกาล ชาวสุเมเรียนสองคนมีข้อพิพาทกันว่าใครเป็นเจ้าของที่นาผืนนี้ นายเจคอบอ้างว่าเขาซื้อนาจากชายชื่ออีโซตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว แต่อีโซบอกว่าจริงๆ แล้วเขาแค่ให้เจคอบเซ้งที่นาเป็นเวลา 30 ปีต่างหาก และนี่ก็ถึงเวลาที่เจคอบต้องคืนผืนนาให้เขาได้แล้ว

เมื่อตกลงกันไม่ได้ ทั้งสองคนจึงไปที่กรมที่ดิน เจ้าหน้าที่รับเรื่องแล้วก็เดินเข้าไปใน “ห้องเก็บเอกสาร” ที่มีแต่กระดานดินเหนียวเป็นหมื่นแผ่น คำถามคือเจ้าหน้าที่ผู้น่าสงสารคนนี้จะหากระดานดินเหนียวเจอได้ยังไง? และถ้าเจอจริงๆ จะรู้ได้อย่างไรว่ามันคือเอกสารตัวล่าสุด? และถ้าไม่เจอแสดงว่าอีโซไม่เคยขายที่นาผืนนี้หรือเป็นเพียงเพราะว่ากระดานแผ่นนี้สูญหายหรือแตกสลายไปแล้ว?

การจดบันทึกเป็นเรื่องง่าย แต่การจัดเก็บข้อมูลให้เป็นระเบียบและการเรียกหาข้อมูล (retrieval) เป็นเรื่องที่ยากกว่ามาก สิ่งที่ทำให้ชาวสุเมเรียน ชาวอินคา หรือชาวจีนโดดเด่นกว่าชนกลุ่มอื่นจึงไม่ใช่เพียงเพราะพวกเขาคิดค้นภาษาเขียนได้เท่านั้น แต่พวกเขายังคิดค้นระบบที่จะช่วยในการจัดเก็บข้อมูลและเรียกข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังลงทุนสอนคนให้เป็นเสมียน นักบัญชี และอาลักษณ์ (ผู้คัดลอก) อีกด้วย

มีการขุดค้นพบ “การบ้าน” ของนักเรียนวิชา Writing ในสมัยเมโสโปเตเมียที่แสดงให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของนักเรียนสมัยนั้นได้ดีทีเดียว

ผมเข้าไปในห้องและนั่งลง อาจารย์อ่านกระดาน แล้วก็พูดว่า “เขียนคำตกหล่นนะ!”
แล้วเขาก็เฆี่ยนผม

เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูดว่า “ทำไมเจ้าอ้าปากก่อนที่เราจะอนุญาต”
แล้วเขาก็เฆี่ยนผม

เจ้าหน้าที่ดูแลกฎระเบียบพูดว่า “ทำไมลุกขึ้นก่อนที่เราจะอนุญาต”
แล้วเขาก็เฆี่ยนผม

คนเฝ้าประตูพูดว่า “ทำไมเดินออกไปก่อนที่เราจะอนุญาต”
แล้วเขาก็เฆี่ยนผม

คนดูแลเหยือกเบียร์พูดว่า “ทำไมเอาเบียร์ไปก่อนที่เราจะอนุญาต”
แล้วเขาก็เฆี่ยนผม

อาจารย์วิชาสุเมเรียนพูดว่า “ทำไมเจ้าพูดภาษาอัคคาเดียน”
แล้วเขาก็เฆี่ยนผม

อาจารย์พูดว่า “ลายมือเจ้าแย่มาก”
แล้วเขาก็เฆี่ยนผม

โดยธรรมชาติ สมองของคนเรานั้นจะเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นอิสระ (free association) เช่น ขณะที่ผมนั่งเขียนบล็อกนี้ก็ได้ยินเสียงนกร้อง ทำให้นึกถึง Twitter ที่มีโลโก้เป็นรูปนก แล้วก็ทำให้นึกถึงทวิตเตอร์ของ Peter Thiel ที่มีคนตามนับแสนคนทั้งๆ ที่มีแค่ทวีตเดียว  แล้วก็นึกถึง Elon Musk ที่เคยทำ Paypal กับ Peter Thiel แล้วก็นึกถึงดาวอังคารเพราะ Elon เป็นเจ้าของ SpaceX ที่มีเป้าหมายอพยพคนไปดาวอังคาร ฯลฯ

สมองของคนเราถูกออกแบบให้การเก็บและเรียกข้อมูลนั้นเป็นไปอย่างอิสระและไร้ระเบียบ

แต่คนที่เรียนเป็นอาลักษณ์หรือนักบัญชีนั้น ต้องรู้วิธีจัดเก็บข้อมูลให้เป็นระเบียบ มีแบบแผนที่ชัดเจน ทำให้เขามีกระบวนการคิดที่แตกต่างจากคนปกติไปโดยปริยาย เพราะในระบบราชการหรือ bureaucracy นั้น แต่ละเรื่องต้องถูกจัดเก็บแยกกัน ลิ้นชักนี้สำหรับสัญญากู้บ้าน อีกลิ้นชักนึงสำหรับทะเบียนสมรส อีกลิ้นชักนึงสำหรับคดีความ ฯลฯ

ผู้เขียนบอกว่า ผลกระทบสำคัญที่สุดที่ภาษาเขียนทิ้งไว้ให้เรา คือมันได้สร้างกระบวนการคิดแบบใหม่ซึ่งขัดกับการทำงานโดยธรรมชาติของสมอง จากการมองทุกอย่างเป็นองค์รวมและเชื่อมโยงกันหมด กลายเป็นการมองแบบแยกส่วนและมีกระบวนการทำงานแบบราชการ


ภาษาคณิตศาสตร์

เวลาผ่านไปหลายศตวรรษ วิธีการจัดการข้อมูลแบบราชการก็มีประสิทธิภาพขึ้นเรื่อยๆ และห่างไกลวิธีคิดของมนุษย์ตามธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ

ในปีค.ศ.900 partial script ชนิดใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้น และทำให้การจัดการข้อมูลเชิงปริมาณมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า โดย partial script ชนิดนี้ประกอบไปด้วยสัญลักษณ์สิบแบบตั้งแต่ 0 ถึง 9 และมันถูกเรียกขานว่าตัวเลขอารบิก ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันถูกคิดค้นโดยชาวฮินดู แต่ที่มันได้รับชื่อนี้เพราะว่าตอนที่ชาวอาหรับบุกอินเดียแล้วได้รู้จักกับระบบเลขชนิดนี้ พวกเขาก็ได้นำไปพัฒนาและเผยแพร่มันออกไปทั่วตะวันออกกลางและยุโรปนั่นเอง

ในเวลาเพียงไม่นาน ภาษาคณิตศาสตร์ก็ถูกใช้งานไปทั่วโลกและเข้ามามีบทบาทสำคัญในแทบทุกศาสตร์ ยิ่งในสาขาฟิสิกส์และวิศวกรรมด้วยแล้ว ตัวเลขอารบิกและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ได้เข้ามาจับจองพื้นที่เกือบหมดจนแทบไม่หลงเหลือภาษามนุษย์แบบ full script อยู่เลย

ใครก็ตามที่อยากจะโน้มน้าวคนมีอำนาจในบริษัทหรือในรัฐบาลล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาภาษาคณิตศาสตร์ แม้กระทั่งสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่าง “ความยากจน” “ความสุข” หรือ “ความน่าเชื่อถือ” ก็ยังถูกตีค่าออกมาให้เป็นตัวเลข

และในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ภาษาที่มาแรงที่สุดก็มีสัญลักษณ์เพียงสองตัวเท่านั้น

นั่นคือสัญลักษณ์ 0 กับ 1

ทุกคำที่ผมพิมพ์อยู่ในคอมพิวเตอร์ตอนนี้ และข้อความที่คุณอ่านอยู่บนจอล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลที่ถูกใส่รหัสด้วยเลข 0 และ 1

มันทำให้คนทั้งโลกได้เชื่อมต่อกันและเปิดทางให้เราเข้าถึงข้อมูลขนาดมหาศาลมากกว่ายุคใดสมัยใด

คงไม่มีชาวสุเมเรียนคนไหนคาดคิดว่า ภาษาเขียนที่เอาไว้นับจำนวนข้าวบาร์เลย์จะพาเรามาได้ไกลถึงเพียงนี้


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น

Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น

20170115_sapiens5

เมื่อตอนที่แล้ว เราพูดกันถึงการปฏิวัติเกษตรกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อนคริสตกาล

เมื่ออาหารมากขึ้น จำนวนประชากรก็ทวีคูณ ในเวลาหนึ่งหมื่นปี ประชากร Sapiens เพิ่มจาก 5 ล้านเป็น 250 ล้าน โดยเกือบร้อยละร้อยมีอาชีพเป็นชาวนา

ความตลกร้ายอย่างหนึ่งของชีวิตชาวนาก็คือ พวกเขามีเรื่องให้ต้องกังวลอยู่เสมอ ถ้าย้อนเวลากลับไปช่วงที่บรรพบุรุษพวกเขายังเป็น Hunter-Gatherer (ล่าสัตว์เก็บผลไม้ป่า) พวกเขามีชีวิตวันต่อวัน ไม่สามารถวางแผนล่วงหน้า แต่ก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลด้วย ในขณะที่ชีวิตชาวนาแม้จะมีอาหารพอกิน แต่ก็ต้องคิดเผื่อว่าหากมีโรคระบาดหรือน้ำท่วม เรือกสวนไร่นาที่ทำเอาไว้ก็จะเสียหายและอาจต้องอดตาย คนรุ่นชาวนาถึงขยันทำงานหามรุ่งหามค่ำด้วยหวังว่าจะมีอาหารเพียงพอแม้ในยามที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือ เมื่อสังคมขยายใหญ่ขึ้น ประชาชนจำเป็นต้องมีผู้นำที่จะช่วยปกป้องบ้านเมืองและรักษาความสงบสุขเรียบร้อย โดยสิ่งที่ผู้นำเรียกร้องเป็นการตอบแทนก็คืออาหารส่วนเกินที่ชาวนาเก็บไว้นั่นเอง ชาวนาจึงไม่เคยมีความมั่นคงทางปากท้องอย่างแท้จริงเลย เพราะทำเท่าไหร่ก็ต้องส่งส่วยไปเกือบหมด

การปกครองคนนับหมื่นนับแสนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้นำจึงจำเป็นต้องสร้าง “Myth” หรือเรื่องเล่าที่คนในการปกครองนั้นเชื่อเหมือนๆ กัน โดยผู้นำยุคแรกๆ ที่เป็นกษัตริย์นั้นมักจะอ้างว่าตนเองเป็นตัวแทนของเทพเจ้าที่ถูกส่งมาดูแลราชอาณาจักรแห่งนี้

กษัตริย์ที่โด่งดังที่สุดพระองค์หนึ่งมีนามว่าพระเจ้า Hammurabi ซึ่งปกครองนครบาบิโลนเมื่อปี 1776 ก่อนคริสตกาล (บาบิโลนครอบคลุมพื้นที่เมโสโปเตเมียซึ่งเป็นพื้นที่ของอิรัก คูเวต ซีเรียและตุรกีในปัจจุบัน)

กษัตริย์องค์นี้ได้บัญญัติกฎที่ชื่อว่า Code of Hammurabi ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกฎหมายฉบับแรกของโลก โดยกฎหมายนี้แบ่งคนในบาบิโลนออกเป็นสามระดับ คือชนชั้นสูง (superior) สามัญชน (commoners) และทาส (slaves)

มาไล่ดูกฎหมายบางมาตรากันนะครับ

– ถ้าชายชั้นสูงทำให้ชายชั้นสูงอีกคนตาบอด ชายคนนั้นต้องโดนทำให้ตาบอดเช่นกัน

– ถ้าชายชั้นสูงทำให้ชายสามัญชนตาบอด ชายคนนั้นต้องจ่ายเงิน 60 ชีเกล (สกุลเงิน)

– ถ้าชายชั้นสูงทำให้ทาสตาบอด ชายคนนั้นต้องชดใช้เป็นเงินครึ่งหนึ่งของมูลค่าของทาสคนนั้น

– ถ้าชายชั้นสูงทำร้ายผู้หญิงชั้นสูงจนเธอแท้ง ชายคนนั้นต้องจ่ายเงิน 10 ชีเกล และถ้าเธอเสียชีวิต ลูกสาวของเขาต้องถูกประหาร

– ถ้าชายชั้นสูงทำร้ายผู้หญิงสามัญชนจนเธอแท้ง ชายคนนั้นต้องจ่ายเงิน 5 ชีเกล และถ้าเธอเสียชีวิต เขาต้องจ่ายเงิน 30 ชีเกล

– ถ้าชายชั้นสูงทำร้ายทาสผู้หญิงสามัญชนจนเธอแท้ง ชายคนนั้นต้องจ่ายเงิน 2 ชีเกล และถ้าเธอเสียชีวิต เขาต้องจ่ายเงิน 20 ชีเกล

สิ่งหนึ่งที่ผู้อ่านน่าจะสังเกตได้ก็คือ ผู้ชายจะมีมูลค่ามากกว่าผู้หญิง และเด็กจะไม่ถูกมองว่าเป็นคนแต่เป็นเพียงสมบัติของผู้ชายเท่านั้น ลูกจึงถูกฆ่าเมื่อพ่อเป็นผู้ทำผิดต่อชนชั้นสูง

ในตอนท้ายของกฎหมาย กษัตริย์ฮัมมูราบียังประกาศด้วยว่า

“นี่คือการตัดสินโดยเรา, กษัตริย์ฮัมมูราบีผู้ทรงธรรมและได้บัญญัติกฎเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนใช้ชีวิตอย่างถูกทำนองคลองธรรม เราคือผู้ถูกแต่งตั้งโดยเทพเจ้าเอ็นลิล (Enlil) และ เทพเจ้ามาร์ดุ๊ก (Marduk) ให้มาปกครองและดูแลมนุษยชาติ”

คุณผู้อ่านเห็นด้วยกับพระเจ้าฮัมมูรัมบีหรือไม่?

ผมเชื่อว่าพวกเราส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เพราะเราเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกันและการอ้างว่าตัวเองได้รับมอบหมายจากเทพเจ้านี่ดูยังไงก็เป็นเรื่องหลอกเด็กชัดๆ

แต่ถ้าลองสำรวจความคิดตัวเองดีๆ ก็จะพบว่า “ความเท่าเทียมกัน” ก็เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์บัญญัติขึ้นเอง ความเท่าเทียมไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง เป็นเพียงสิ่งที่เรายึดถือกันเฉยๆ หรือถ้าจะให้พูดกันแรงๆ ก็คือคำๆ นี้มีสถานะไม่ต่างอะไรกับการอ้างว่าตัวเองเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากพระเจ้าเลย

กฎหมายฮัมมูรัมบีเกิดขึ้นราว 1776 ปีก่อนคริสตกาล

จะเป็นความบังเอิญรึเปล่าก็ไม่รู้ ที่ 1776 หลังคริสตกาล (ค.ศ.1776) ประเทศอเมริกาประกาศอิสรภาพจากจักรวรรดิอังกฤษ โดยย่อหน้าที่โด่งดังที่สุดจากคำประกาศอิสรภาพนี้ก็คือ

We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable Rights, that among these are Life, Liberty and the pursuit of Happiness.

เราถือว่าความจริงต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ประจักษ์แจ้งอยู่ในตัวเอง นั่นคือมนุษย์ทุกคนถูกสร้างขึ้นมาอย่างเท่าเทียมกัน และพระเจ้าผู้สร้างได้มอบสิทธิบางประการที่จะเพิกถอนมิได้ไว้ให้แก่มนุษย์ ในบรรดาสิทธิเหล่านั้นได้แก่ ชีวิต เสรีภาพ และการเสาะแสวงหาความสุข

แต่คำว่า “เท่าเทียม” “พระเจ้า” “สิทธิ” หรือ “เสรีภาพ” ไม่ได้มีตัวตนอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์จินตนาการขึ้นมาเท่านั้น

เพราะในเชิงชีววิทยาแล้วมนุษย์ทุกคนล้วนแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเพศหรือรูปร่างหน้าตา

ไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ชิ้นใดที่บ่งบอกว่ามนุษย์ถูกพระเจ้าสร้างขึ้น มีแต่หลักฐานที่บ่งบอกว่ามนุษย์นั้นวิวัฒนาการมาจากลิง

ในเชิงชีววิทยาคำว่า “สิทธิ” ก็ไร้ความหมายเช่นกัน นกบินได้ไม่ใช่เพราะว่ามันมีสิทธิ์ที่จะบิน แต่มันบินได้เพราะร่างกายมันวิวัฒนาการจนมันมีความสามารถที่จะบินได้ก็เท่านั้นเอง นกกระจอกเทศบินไม่ได้ก็ไม่ใช่เพราะว่ามันถูกลิดรอนสิทธิ์ใดๆ เพียงแต่วิวัฒนาการนำพาให้มันกลายเป็นนกที่บินไม่ได้เท่านั้นเอง

เมื่อทั้ง “ความเท่าเทียมกัน” ของคนสมัยนี้ และ “การแบ่งชนชั้น” ของคนยุคพระเจ้าฮัมมูรัมบี ต่างก็มีตัวตนอยู่แต่ในจินตนาการและความเชื่อที่คนหมู่มากยึดถือ เช่นนี้แล้วเราจะบอกได้อย่างไรว่า บทบัญญัติของฮัมมูรัมบีนั้นผิด ส่วนคำประกาศอิสรภาพของอเมริกานั้นถูกต้องเที่ยงแท้?

เพราะทั้งความเท่าเทียมกันและชนชั้นทางสังคมต่างก็เป็นคอนเซ็ปต์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเอื้อให้สังคมนั้นมีความเป็นปกติสุขเรียบร้อยเท่านั้น

ผู้เขียนเรียกคอนเซ็ปต์เหล่านี้ว่า imagined order หรือกฎระเบียบที่เราจินตนาการขึ้นมาเอง


กำแพงคุก

Imagined Order นี่อยู่ใกล้ตัวเราเสียจนเราลืมนึกไปเลยว่ามันเป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์จินตนาการขึ้นมา

มี 3 เหตุผลที่พวกเราไม่เคยมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของมัน

1. กฎระเบียบในจินตนาการนี้สะท้อนออกมาสู่โลกความเป็นจริง
คนสมัยนี้เชื่อในเรื่องความเป็นปัจเจกบุคคล (individualism) โดยเฉพาะฝรั่งที่เชื่อว่าแต่ละคนมีสิทธิ์และมีพื้นที่ของตัวเอง เด็กแต่ละคนจึงมีห้องนอนส่วนตัวที่เขาจะตกแต่งอย่างไรก็ได้ และพ่อแม่ก็ต้องเคาะประตูขออนุญาตทุกครั้งก่อนจะเข้าห้องลูก

แต่ฝรั่งสมัยก่อนไม่ได้เชื่อในเรื่อง individualism ปราสาทสมัยเก่าจึงแทบไม่เคยมีห้องนอนส่วนตัว ลูกชายวัยรุ่นของบารอนยังต้องนอนรวมกับคนอื่นๆ และคุณค่าของเขาก็ขึ้นอยู่กับว่าคนรอบข้างนั้นมองเขายังไง

2. กฎระเบียบในจินตนาการนี้เป็นตัวกำหนดความต้องการของเรา

ตั้งแต่เราเกิดมา เราก็หลีกเลี่ยงไม่พ้น imagined order ที่คอยขีดเส้น (โดยที่เราไม่รู้ตัว) ว่าเราควรจะเชื่ออะไรและเราควรต้องการอะไร

เช่นความเชื่อที่ว่า คนเราควรได้เดินทาง

ในอดีตกาล กษัตริย์ฟาโรห์แห่งอียิปต์อาจจะใช้เงินและเวลามากมายเพื่อจะสร้างปีระมิดเอาไว้เก็บศพตัวเอง แต่ไม่มีฟาโรห์องค์ไหนสนใจจะไปชอปปิ้งที่เมืองบาบิโลน แต่คนเราสมัยนี้ยอมจ่ายเงินมากมายเพื่อจะได้เดินทาง เพราะพวกเรานั้นเชื่อใน Romantic consumerism (บริโภคนิยมโรแมนติค)

Romanticism บอกเราว่า การจะมีชีวิตที่คุ้มค่านั้น เราต้องได้เจอคนหลายๆ แบบ ได้ลองกินอาหารที่แปลกรส ได้ฟังเพลงที่แปลกหู ได้เห็นสิ่งที่แปลกตาออกไป และหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดก็คือการเก็บกระเป๋าและออกเดินทางไปยังดินแดนที่ไม่คุ้นเคย

Consumerism บอกเราว่า การที่เราจะมีความสุขได้นั้นเราต้องซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการ โฆษณาทีวีเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าความสุขอยู่ไม่ไกล ขอแค่จ่ายเงินเราก็จะได้มันมา

Romantic Consumerism จึงเป็น imagined order ซึ่งเป็นพื้นฐานของอุตสาหกรรรมการท่องเที่ยวนั่นเอง

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไม่ได้ขายตั๋วเครื่องบินหรือที่พัก แต่มันขายประสบการณ์

ปารีสหรืออินเดียก็ไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นประสบการณ์ ถ้าชีวิตคู่ของเศรษฐีคนหนึ่งกำลังสั่นคลอน เขาอาจจะแก้ปัญหาด้วยการพาภรรยาไปเที่ยวปารีส แต่เศรษฐีอียิปต์ในอดีตไม่มีวันแก้ปัญหาชีวิตคู่ด้วยการพาภรรยาไปเที่ยวบาบิโลน แต่จะแสดงความรักด้วยการสร้างปีระมิดมอบให้เธอแทน

“ปีระมิด” นั้นมีอยู่ทุกยุคทุกสม้ย เพียงแต่อาจจะมีหน้าตาและรูปร่างที่แตกต่างกันไป ปีระมิดของบางคนคือบ้านตากอากาศหลังงามบนภูเขา ส่วนปีระมิดของอีกคนอาจเป็นบริษัทมูลค่าพันล้าน แต่น้อยคนนักที่จะตั้งคำถามว่าเหตุใดเราถึงอยากจะสร้างปีระมิดตั้งแต่แรก

3. ระเบียบในจินตนาการนี้เป็นอัตวิสัยร่วม

สิ่งต่างๆ ในโลกใบนี้นั้นแบ่งออกได้เป็นสามจำพวก คือภววิสัย (objective) อัตวิสัย (subjective) และอัตวิสัยร่วม (inter-subjective)

ภววิสัยคือสิ่งที่จะมีอยู่จริง แม้ว่าจะมีมนุษย์หรือไม่มีก็ตาม แม้ว่ามนุษย์จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม

ตัวอย่างของสิ่งที่เป็นภววิสัย (objective) ก็เช่นแรงโน้มถ่วง ซึ่งมีอยู่บนโลกใบนี้ก่อนที่มนุษย์จะเกิดขึ้นมา และแม้ว่ามนุษย์คนไหนจะไม่เชื่อเรื่องแรงโน้มถ่วง แต่เขาก็ยังตกอยู่ภายใต้กฎนี้อยู่ดี

ตัวอย่างของอัตวิสัย (subjective) ก็คือสิ่งที่เห็นเฉพาะบุคคล เช่นสมัยพวกเราเด็ก เวลาเราเล่นกับตุ๊กตาเราก็จะคุยกับมันเป็นเพื่อน ซึ่งเพื่อนคนนี้มีตัวตนอยู่แต่ในจินตนาการของเราคนเดียวเท่านั้น เมื่อเราโตขึ้น เพื่อนคนนี้ก็หายไปด้วย

ตัวอย่างของอัตวิสัยร่วม (inter-subjective) ก็คือสิ่งที่มีตัวตนอยู่ในจินตนาการร่วมของคนหมู่มาก เช่นศาสนา พระเจ้า กฎหมาย เงิน หรือประเทศชาติ แม้ว่าจะมีคนหนึ่งคนเลิกเชื่อในพระเจ้าก็ไม่มีปัญหา เพราะยังมีคนอีกหลายล้านคนเชื่ออยู่

บริษัทเปอร์โยต์ที่ผมพูดถึงใน Sapiens ตอนที่ 2 ก็เป็นอัตวิสัยร่วมของผู้บริหาร นักกฎหมาย และลูกค้านับแสนนับล้านคน ต่อให้วันหนึ่ง CEO ของเปอร์โยต์ตื่นมาแล้วเลิกเชื่อในความมีอยู่จริงของเปอร์โยต์ บริษัทเปอร์โยต์ก็จะยังคงดำเนินต่อไปได้อยู่ดี

เช่นเดียวกับเงินดอลล่าร์ สิทธิมนุษยชน หรือประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีตัวตนอยู่ในจินตนาการของคนหลายร้อยหรือหลายพันล้านคน หากเราคิดจะเปลี่ยนหรือลบล้างความเชื่อนี้ เราก็ต้องพึ่งพาองค์กรที่เกิดขึ้นจากความเชื่ออื่นอยู่ดี

เช่นถ้าเราจะลบบริษัทเปอร์โยต์ออกจากสารบบ เราก็ต้องเชื่อถึงความมีอยู่จริงของกระบวนการยุติธรมของฝรั่งเศส และถ้าเราต้องการจะรื้อถอนกระบวนการยุติธรรมของฝรั่งเศส เราก็ต้องเชื่อในสิ่งที่มีอำนาจยิ่งกว่านั้นเช่นความเป็นรัฐของฝรั่งเศส

จะเห็นได้ว่า เราไม่มีทางหลีกหนีออกจากระเบียบในจินตนาการหรือ imagined order ได้เลย

สังคมมนุษย์ Sapiens จึงได้สร้าง “คุกในจินตนาการ” ที่สลับซับซ้อนเกินใครจะคาดคิดขึ้นมาเสียแล้ว

ตอนต่อไปเราจะได้เห็นกันว่า กฎระเบียบที่เราจินตนาการกันขึ้นมานั้นได้นำพานวัตกรรมอีกหนึ่งอย่างที่ขับเคลื่อนสังคมมนุษย์ไปอีกระดับ

นวัตกรรมที่ว่านั้นคือ “ภาษาเขียน” ครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่

Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่

20170108_sapiens4

Sapiens ตอนที่ 1 กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล



การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ตอนนี้เรามาถึงยุคสมัยของ Agricultural Revolution หรือการที่มนุษย์เริ่มปลูกพืชผักแทนการเก็บอาหารป่า และนำสัตว์มาเลี้ยงเพื่อเป็นอาหารแทนการออกล่า

ยุคแห่งการปฏิวัติเกษตรกรรมนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 12,000 ปีที่แล้ว โดยพื้นที่ที่มีการทำเกษตรกรรมครั้งแรกเกิดขึ้นใน Hilly Flanks*  ซึ่งอยู่บริเวณริมแม่น้ำไทกริสระหว่างประเทศตุรกีและอิหร่านในปัจจุบัน พืชชนิดแรกๆ ที่มนุษย์นำมาเพาะปลูกคือข้าวสาลี (wheat)

การเริ่มทำไร่ไถนาและเลี้ยงสัตว์นี้ทำให้มนุษย์เราสามารถผลิตอาหารได้มากกว่าเดิมหลายเท่า

ในตอนแรกที่เหล่า Sapiens เริ่มค้นพบวิธีการทำไร่ พวกเขาคงคิดว่าอีกหน่อยชีวิตคงสบายแล้ว เพราะจะมีอาหารกินตลอดปี ไม่ต้องมาคอยลุ้นวันต่อวันว่าจะล่าสัตว์ได้มั้ย หรือจะเป็นผู้ถูกล่าเสียเองหรือเปล่า

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การหันมาทำไร่ไถนาทำให้คนยุคนี้มีความเป็นอยู่แย่กว่าคนยุคล่าสัตว์เสียอีก!

1. ชีวิตของคนยุคชาวนาต้องทำงานหนักกว่าคนยุคล่าสัตว์ สมัยที่ต้องล่าสัตว์นั้น แค่ออกไปล่าซักสี่ห้าชั่วโมงก็ได้กลับมาที่เผ่าแล้ว แต่คนยุคชาวนาต้องตากแดดตากลมพรวนดินรดน้ำ ไหนจะต้องคอยระวังวัชพืชและสัตว์อื่นๆ มาทำลายพืชผล

2. เมื่อมีไร่นาที่ต้องประคบประหงม จึงเกิด “ความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ” ขึ้นมา เริ่มมีการสร้างรั้วล้อมสวน เริ่มมีการทำแนวกั้นรอบหมู่บ้าน เริ่มมีการตั้งการ์ดเพื่อคอยปกป้องไม่ให้คนเผ่าอื่นมาลักลอบเอาอาหารไป การรบกันระหว่างเผ่าเพื่อแย่งชิง “ทรัพยากร” ของเหล่า Sapiens จึงเริ่มมีขึ้นในสมัยนี้

3. คนยุคชาวนาจะสุขภาพไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ เพราะได้กินแต่แป้งตลอดทั้งปี ขณะที่คนยุคล่าสัตว์นั้นได้กินอาหารที่หลากหลายกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนจากสัตว์ที่ล่ามาได้หรือวิตามินที่ได้จากการเก็บผักและผลไม้ในป่า

4. แหล่งอาหารของชาวนานั้นเปราะบางมาก ถ้าปีไหนสภาพอากาศไม่เป็นใจจนทำให้พืชผักที่ปลูกไว้นั้นไม่ออกดอกออกผล นั่นหมายถึงหายนะและการอดตายของคนทั้งหมู่บ้าน

5. มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคระบาด เพราะชุมชนชาวนานั้นมีสัตว์เลี้ยงซึ่งเป็นพาหะนำโรค และการลงหลักปักฐานเพื่อดูแลไร่สวนทำให้หมู่บ้านนั้นๆ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคชั้นดี

ครับ สิ่งที่เรียกว่า “ความเจริญ” ของสังคมมนุษย์ กลับทำให้คุณภาพชีวิตแต่ละคนย่ำแย่ลง

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ จึงเรียกการปฏิวัติเกษตรกรรมนี้ว่าเป็นการหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ (History’s Biggest Fraud)

จริงๆ แล้ว “การหลอกลวง” ในลักษณะอย่างนี้ก็มีให้เห็นมาทุกยุคทุกสมัยนะครับ

เมื่อซักสี่สิบปีที่แล้ว ที่เราเริ่มมีคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ เราก็จินตนาการกันว่าอีกหน่อยมนุษย์เราคงไม่ต้องทำงานกันแล้วเพราะคอมพิวเตอร์จะทำแทนให้หมด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็คือเราทำงานมากกว่าเดิมเสียอีกเพราะมันตามติดเราไปทุกที่

หรือความเชื่อที่ว่า ให้ตั้งใจเรียน เพื่อจะได้เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ออกมาจะได้ไปอยู่บริษัทใหญ่โต จงขยันทำงานเก็บเงิน จะได้เออร์ลี่รีไทร์แล้วได้ทำอะไรที่อยากทำ แต่พอเอาเข้าจริงๆ พอเรามีเงินมากขึ้น ความต้องการของเราก็มากขึ้น เริ่มแบกรับภาระหนักขึ้น ไหนจะต้องส่งลูกเข้าโรงเรียนอินเตอร์ ไหนจะต้องผ่อนบ้านหลังใหญ่ รถสองคัน ฯลฯ ความฝันที่จะได้เออร์ลี่รีไทร์เลยกระเถิบออกไปเรื่อยๆ

“การหลอกลวง” ที่ว่านี้ก็ไม่ได้เกิดจากใครหรอกนะครับ เพียงแต่มนุษย์ไม่สามารถจะมองเห็นอนาคตได้อย่างครบถ้วนว่าการเปลี่ยนแปลงในวันนี้จะส่งผลกระทบอะไรบ้างในวันข้างหน้า

ตอนที่คนยุคชาวนาเริ่มหันมาทำไร่ เขาก็คงเชื่อจริงๆ ว่ามันจะทำให้ชีวิตของเขาสบายขึ้น แต่เขาคงลืมคิดไปว่า เมื่อมีอาหารอุดมสมบูรณ์ขึ้น จะเกิดอะไรตามมาบ้าง

สมัยที่เรายังอยู่ในยุคล่าสัตว์ การมีลูกเล็กในขณะที่ต้องย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ นั้นเป็นเรื่องยากลำบาก ผู้หญิงจึงมักจะรอให้ลูกตัวเองโตระดับหนึ่งก่อนจึงจะยอมปล่อยให้มีลูกคนถัดไป

แต่เมื่อถึงยุคชาวนาที่ลงหลักปักฐานแล้ว การมีลูกหัวปีท้ายปีเป็นสิ่งที่ทำได้ จำนวนคนในเผ่าจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องผลิตอาหารมากขึ้น ต้องทำงานกันหนักขึ้น ต้องใช้กำลังคนมากขึ้น ขนาดของหมู่บ้านจึงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเมืองและอาณาจักรไปในที่สุด

อีกคำถามหนึ่งก็คือ ในเมื่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนยุคชาวนานั้นแย่กว่าเดิม ทำไมพวกเขาถึงไม่กลับไปใช้วิถีชีวิตแบบเก่า

คำตอบก็คือเขาทำไม่ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงจากสังคมล่าสัตว์ไปสู่สังคมเกษตรกรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เกิดขึ้นผ่านคนนับร้อยเจนเนอเรชั่น พอมาถึงรุ่นที่ร้อยเขาก็ไม่มีทางรู้แล้วว่ารุ่นที่หนึ่งเขาเคยอยู่กันอย่างไร และถึงจะรู้ก็ไม่มีทักษะที่จะกลับไปใช้ชีวิตอย่างนั้นได้อีกต่อไปแล้ว

โดยธรรมชาติของวิวัฒนาการหรือ Evolution นั้น มันไม่แคร์หรอกว่าในระดับปัจเจกจะมีความทุกข์ทนหรือความลำบากแค่ไหน สิ่งเดียวที่มันแคร์ก็คือการส่งต่อยีนที่แข็งแรงที่สุดและการเพิ่มจำนวนของเผ่าพันธุ์ให้ได้มากที่สุด เพราะถ้ามันทำไม่ได้ สัตว์ชนิดนั้นก็จะสูญพันธุ์และวิวัฒนาการของเผ่าพันธุ์นี้ก็จะถือเป็น “ความล้มเหลว”

ดังนั้นแม้ว่าแต่ละคนจะอยู่อย่างลำบากมากยิ่งขึ้นในยุคแห่งการปฏิวัติเกษตรกรรม แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือมันได้ทำให้จำนวนประชากรของ Sapiens เพิ่มขึ้นหลายเท่าทวีคูณ ซึ่งเป็น “ความสำเร็จ” ในเชิงวิวัฒนาการ



เหยื่อของความสำเร็จ

อย่าลืมว่านอกจากเราจะหันมาทำไร่ทำนาแล้ว ยุคแห่งการปฏิวัติเกษตรกรรมคือยุคที่เราเริ่มนำสัตว์มาเลี้ยงเพื่อใช้งานหรือเป็นอาหารด้วย และเมื่อจำนวนคนมากขึ้น จำนวนสัตว์เหล่านี้ก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว

เมื่อหนึ่งหมื่นปีที่แล้ว มีแกะ หมู วัว และไก่อยู่แค่ไม่กี่ล้านตัว

แต่ในตอนนี้ โลกมีแกะหนึ่งพันล้านตัว หมูหนึ่งพันล้านตัว วัวมากกว่าหนึ่งพันล้านตัว และไก่สองหมื่นห้าพันล้านตัว

ถ้ามองในแง่จำนวนประชากรแล้ว สัตว์สี่อย่างนี้ถือเป็นสัตว์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการแพร่กระจายเผ่าพันธุ์ไปทั่วโลก

แต่แม้จะมีจำนวนประชากรมหาศาล แต่ความเป็นอยู่ของมันกลับน่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง

คนในประเทศนิวกินี (New Guinea)่ จะถือว่าการมีหมูในครอบครองคือความมั่งคั่ง เพื่อกันไม่ให้หมูหนีไปไหน เจ้าของหมูจึงมักจะเฉือนจมูกหมูของตัวเองเพื่อที่หมูมันจะได้ดมกลิ่นหาทางไม่ได้ ส่วนบางเผ่าก็ใช้วิธีควักลูกตาออกมาเพื่อให้หมูต้องพึ่งพาเจ้านายของมันไปตลอดชีวิต

อุตสาหกรรมนมวัวก็ทำให้ชีวิตแม่วัวมีชะตากรรมที่รันทดพอกัน แม่วัวจะมีนมก็ต่อเมื่อมันมีลูกเท่านั้น มันจึงถูกฉีดยาเพื่อทำให้ท้อง พอมันคลอดลูกแล้วมันก็จะถูกพรากลูกไปทันที แล้วพวกเราก็จะรีดนมจากแม่วัวจนเกลี้ยง จากนั้นแม่วัวก็จะถูกทำให้ท้องอีกภายในเวลา 60-120 วัน แล้ววงจรนี้ก็จะวนไปเรื่อยๆ จนเมื่ออายุครบห้าปีแล้วแม่วัวก็จะถูกฆ่าทิ้ง

มาดูชีวิตลูกวัวกันบ้าง – ลูกวัวตัวเมียนั้นจะถูกเลี้ยงให้เป็นโคนม ส่วนลูกวัวที่เป็นตัวผู้จะถูกเลี้ยงเพื่อให้เป็นสเต๊กจานเด็ด โดยตอนที่ลูกวัวตัวผู้เกิดมา มันจะถูกจับไปอยู่ในคอกที่มีขนาดเท่ากับตัวมันพอดี ตลอดช่วงเวลาที่มันอยู่ในคอกมันจะไม่ได้เดินไปไหนหรือเล่นกับลูกวัวตัวอื่นเลย เพราะถ้าปล่อยให้มันได้ออกกำลัง กล้ามเนื้อของมันจะแข็งแรงและทำให้เนื้อเหนียวกินไม่อร่อย โอกาสเดียวที่มันจะได้เดินและได้เล่นกับวัวตัวอื่นก็คือตอนที่มันถูกต้อนขึ้นรถไปโรงฆ่าสัตว์ตอนที่มันอายุครบสี่เดือน

แม้วัวจะเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในเชิงปริมาณ แต่ถ้ามองในเชิงคุณภาพชีวิตแล้วถือว่ามันเป็นเผ่าพันธุ์ที่ซวยที่สุดเผ่าพันธุ์หนึ่งเลยทีเดียว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การมองความสำเร็จเชิงปริมาณอย่างเดียวนั้นให้ภาพที่ไม่ครบถ้วน เราต้องดูด้วยว่าสุดท้ายแล้วความสำเร็จนั้นมันได้สร้างผลกระทบอะไรให้กับชีวิตของแต่ละคน (หรือแต่ละตัว) บ้าง

ในบทต่อไปเราจะเห็นภาพที่ชัดขึ้นว่า “การพัฒนา” ของสังคมมนุษย์ในยุคต่อๆ มาได้นำพามาซึ่งความเจ็บปวดในระดับปัจเจกอย่างไรอีกบ้าง


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล