มอง To-Do List ให้เหมือนเมนูอาหาร

เวลาเรามอง to-do list ที่เราเขียนขึ้นมาเอง เรามักจะรู้สึกว่ามันเป็น “ใบสั่งยา” ที่หมอเขียนมาให้

มียาขมต้องกินหลายขนาน ยานี้ต้องกินเวลานั้น ยานั้นต้องกินเวลานี้ และต้องกินให้ครบตามกำหนด ถ้ากินไม่หมดก็รู้สึกผิดอีก

ทุกเช้าที่ตื่นมาทำงานจึงเหมือนเป็นการเขียนใบสั่งยาให้ตัวเองวันแล้ววันเล่า

แต่ถ้าเราปรับมุมมองใหม่ว่า to-do list ไม่ใช่สิ่งที่ “ต้องทำ” (have to do) แต่เป็นสิ่งที่เรา “เลือกที่จะทำ” (get to do)

To-do list ก็จะเหมือนกับเมนูที่เต็มไปด้วยอาหารหลากรส ทั้งของเรียกน้ำย่อย ทั้งอาหารจานหลัก และของหวาน

ข้อดีของการมอง to-do list เป็นเมนูอาหารก็คือเราไม่จำเป็นต้องกินทุกจานที่อยู่บนลิสต์นี้ในวันนี้ เราเลือกกินเฉพาะจานที่เราอยากกิน ไม่สั่งมามากเกินไป ไม่สั่งมาน้อยเกินไป

เมนูที่ราคาแพงหน่อย ก็ต้องลงแรงเยอะหน่อย แต่ก็มีโอกาสที่จะให้ผลตอบแทนสูง

เมนูที่ราคาต่ำ ก็เหมือนงานง่ายๆ ที่ทำแป๊บเดียวก็เสร็จ แต่ผลตอบแทนก็อาจไม่มากนัก

และที่สำคัญ ถ้าวันนี้เรายังไม่อยากกินจานไหน เราก็เก็บเอาไว้สั่งวันหน้าได้ งานหลายชิ้นก็เป็นแบบนั้นเช่นกัน เราไม่จำเป็นต้องทำมันวันนี้ และไม่ต้องรู้สึกผิดถ้าเราไม่อยากทำ

แน่นอนว่าเมนูบางอย่างหรืองานบางชิ้นก็เป็น Must try! คือต้องลองดู อย่างน้อยลองชิม-ลองเริ่มก็ยังดี ไม่งั้นพลาดไปแล้วอาจเสียใจภายหลัง

เมื่อเรามอง to-do list เป็นเมนูอาหารแทนที่จะเป็นใบสั่งยา เราจะทำงานได้อย่างมีอิสรภาพมากกว่าเดิม

และความรู้สึกว่าเราควบคุมชีวิตตัวเองได้ (autonomy) คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เรามีความสุขกับงานและมีความสุขกับชีวิตมากขึ้นครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากข้อเขียนของ Oliver Burkeman ที่เคยอ่านสักแห่ง

เราไม่ได้อยาก Productive ไปทั้งชีวิต

พลังงานอย่างหนึ่งที่ผมสัมผัสได้ในช่วง 2-3 ปีมานี้ คือเราอยาก productive กันมากกว่าเดิม

การมาถึงของเอไอ ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะโดนคนที่ใช้เอไอเป็นแย่งงาน

แถมกระแสสุขภาพก็มา เราต้องออกกำลังกาย ต้องไม่กินอาหารแปรรูป ต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

เศรษฐกิจก็ไม่ดี การเมืองก็ไม่นิ่ง รัฐบาลไม่อาจพึ่งพา ประชาชนจึงต้องดูแลตัวเอง

สิ่งต่างๆ เหล่านี้บีบให้เรารู้สึกว่า “ต้องวิ่ง” อยู่ตลอดเวลา แม้แต่คนที่เรามองจากที่ไกลๆ แล้วรู้สึกว่าชีวิตเขาน่าจะดีพร้อม หรืออย่างน้อยก็ดีพอจนไม่จำเป็นต้องวิ่งแล้ว พวกเขากลับดูจะเร่งฝีเท้ายิ่งกว่าเราเสียอีก

เมื่อสภาพแวดล้อมเป็นเช่นนี้ คำตอบที่ได้คือเราต้องขยันกว่านี้ ต้องใช้เวลาให้คุ้มค่ากว่านี้

แต่บางทีเราก็โฟกัสกับความ productive มากเสียจนหลงลืมไปว่าเรา productive ไปเพื่ออะไร

สุดท้ายแล้ว productivity ก็เป็นแค่เครื่องมือ ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง

จุดหมายปลายทางของเราไม่ใช่การที่เรามี Inbox Zero หรือมี To-Do List เป็นศูนย์ ไม่ใช่การมี project/tasks ทุกอย่างที่ถูกจัดเก็บไว้อย่างดีใน Notion และไม่ใช่แม้แต่การมี routine ที่ลงตัวและสมบูรณ์แบบ

จุดหมายปลายทางน่าจะเป็นการที่เราได้มีชีวิตที่เราอยากมี มีเวลาเพียงพอจะทำในสิ่งที่เรารักและสนใจ มีเวลานั่งคุยนานๆ กับเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัว มีเวลาดูพระอาทิตย์ขึ้นหรือพระอาทิตย์ตก มีจังหวะได้นั่งๆ นอนๆ เฉยๆ โดยไม่ต้องรู้สึกผิด

ถ้าให้รวบสั้นๆ ก็คือมีโอกาสได้ใช้ชีวิต โดยไม่จำเป็นต้องสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

แต่ตอนนี้ใครหลายคนอาจกำลังทุ่มเทพลังไปกับการ productive เน้นสร้าง output สร้างคุณค่า สร้างมูลค่า เพื่อเป็นเครื่องการันตีว่าเขาจะมีอนาคตที่ดีให้กับตนเองและครอบครัว

แต่โลกนี้ไม่มีอะไรการันตี เราทำดีที่สุด ขยันที่สุด แต่ถ้าปัจจัยอื่นไม่เกื้อหนุน เราก็ไปไม่ถึง “จุดนั้น” ที่เราหมายมั่นไว้อยู่ดี

แล้วจะให้ทำยังไง? นี่อาจเป็นคำถามในใจผู้อ่าน

ประโยคหนึ่งที่ผมชอบบอกตัวเอง คือ “คำตอบมักจะอยู่ตรงกลางเสมอ”

ถ้าเรา productive เกินไป เราก็จะใช้วันนี้เพื่อสร้างวันพรุ่งนี้ไม่รู้จบ

แต่ถ้าเรา “ใช้ชีวิต” เพื่อวันนี้-ตอนนี้มากเกินไป เราก็อาจไม่พร้อมในวันที่คลื่นลูกใหญ่ซัดเข้าหาฝั่ง

สิ่งที่ผมเชื่อ คือเราควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน – เรา productive เพื่อที่จะได้มีเวลาเหลือในการทำสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับเรา โดยไม่ต้องรอให้ “ประสบความสำเร็จ” หรือ “ปลอดภัย” เสียก่อน เพราะวันนั้น – หรือความรู้สึกนั้น – อาจไม่มีวันมาถึงเลยก็ได้

ขอให้เราระลึกได้เนืองๆ ว่าอะไรคือเครื่องมือ และอะไรคือจุดหมาย

เพราะแท้จริงแล้ว ไม่มีใครอยาก productive ไปทั้งชีวิตครับ

4.5 เคล็ดลับเพิ่มความ Productive ที่คนมักไม่ค่อยพูดถึง

1.นอนก่อนห้าทุ่ม

ตื่นเช้าไม่ยากเท่านอนเร็ว เพราะตอนกลางคืนคือตอนที่เรารู้สึกว่ามีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้หลังจากต้องทำตามหน้าที่หรือทำตามคำสั่งและคำขอของคนอื่นมาทั้งวัน

แต่ถ้าเราสามารถกำหนดกรอบให้ตัวเองหลับไม่เกินห้าทุ่มได้ วันถัดมาเราจะตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้าด้วยความรู้สึกสดใสโดยไม่ต้องพยายาม

วิธีการที่ผมลองแล้วได้ผลคือทิ้งมือถือไว้นอกห้องนอน และปิดทีวีก่อนสี่ทุ่ม จากนั้นจะทำอะไรต่อก็แล้วแต่อัธยาศัย

เคยมีคนบอกว่า ให้เราคิดเสียว่าวันใหม่เริ่มต้นตอนที่เราจะเข้านอน ถ้าเราเริ่มต้นวันด้วยการเข้านอนได้ดี เราก็จะมีวันดีๆ ไปได้ทั้งวัน

.

2.อยู่กับปัจจุบัน

“I’ve always found that the best productivity hack is presence. It’s just your ability to unitask and do one thing at a time.”
Simone Stolzoff

ถ้าเราสามารถทำงานเสร็จทีละงานได้ โดยไม่กระโดดไปมาระหว่างการทำงานกับการเช็คสแล็ค/ไลน์/อีเมล/โซเชียล เราจะทำงานเสร็จได้รวดเร็วแม้ว่าเราจะเป็นคนทำงานช้าก็ตาม

การอยู่กับปัจจุบันนั้นพูดง่ายแต่ทำยาก วิธีที่พอจะช่วยได้คือลด notifications ให้เหลือเท่าที่จำเป็น

ไม่ผิดที่เราจะเผลอ แต่ถ้าเผลอแล้วรู้ตัวว่าเผลอบ่อยๆ สติจะเข้มแข็งขึ้นและอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ดีกว่าเดิม

.

3.รดน้ำต้นไม้

David Allen เจ้าพ่อเรื่อง productivity และผู้เขียนหนังสือ Getting Things Done เคยบอกว่า บางทีเราก็ควรรู้ตัวว่าเวลาไหนเราควรลุยงาน และเวลาไหนที่สมองมันไปต่อไม่ไหวแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำในจังหวะแบบนั้นก็คืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่งาน – เช่นการรดน้ำต้นไม้

หลักใหญ่ใจความไม่ใช่การดูแลต้นไม้ แต่คือการให้โอกาสสมองได้มีช่องว่าง

ตอนที่เราผ่อนคลาย ตอนที่เราไม่คิดเรื่องงาน มักจะเป็นตอนที่เราคิดอะไรดีๆ ออก

คนเราจึงมักมีประสบการณ์ “ปิ๊งแว้บ” ตอนอาบน้ำ ตอนเดินเล่น หรือตอนเหม่อลอย

และไอเดียที่เข้ามาในห้วงขณะเหล่านี้มักจะมีพลังมากพอให้เราจัดการเรื่องใหญ่ๆ ที่พายเรือในอ่างมานานได้อย่างหมดจด

.

4.ใช้เวลากับคนที่เรารัก

เวลาที่เราอินกับงานหรือเครียดกับงานมากๆ เราอาจหลงลืมว่าเราทำงานไปทำไม

ผมว่าคนส่วนใหญ่ทำงานเพื่อจะได้มีปัจจัยมาดูแลคนที่เรารัก

การได้ใช้เวลากับคนในครอบครัว จะเป็นเครื่องช่วยเตือนใจว่างานเป็นพาหนะพาให้เราไปถึงจุดหมายปลายทาง งานไม่ใช่ปลายทางโดยตัวมันเอง (a means to an end, not an end in and of itself)

และการได้อยู่กับคนที่เรารัก เราจะรู้ว่าเราจะสู้ไปทำไมและสู้ไปเพื่อใคร

นี่ยังไม่นับคนที่มีลูกเล็กๆ บางทีเลิกงานมาเหนื่อยๆ พลังงานแทบหมดหลอด การได้กอดลูก หอมแก้มลูก เป็นตัว boost พลังงานชั้นเยี่ยม – แม้ว่าบ่อยครั้งลูกก็เป็นตัวดูดพลังงานชั้นยอดเช่นกัน!

และนั่นคือ 4 เคล็ดลับเพิ่มความ productive ที่คนไม่ค่อยพูดถึง

ส่วนอีก 0.5 ข้อที่เหลือ คือการระลึกให้ได้ว่า คุณค่าของมนุษย์ไม่ได้วัดกันที่ความสามารถในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

นอกจากเป็น “คนทำงาน” แล้ว เรายังเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นเพื่อน เป็นคนที่มีหมวกหลายใบให้เลือกใส่

อย่ารู้สึกผิดที่เราจะถอดหมวกคนทำงานออก และสวมหมวกใบอื่นในช่วงเวลาที่ถูกที่ควรครับ

5 กับดักของคน Productive

ผมเป็นคนหนึ่งที่สนใจเรื่อง productivity มาเป็นสิบปี อ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแล้วหลายสิบเล่ม ลอง to do list app มาแล้วหลายตัว และจัดเวิร์คช็อปเรื่อง Time Management มาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ครั้ง จะให้นิยามตัวเองว่าเป็น productivity geek ก็ไม่ผิด

มีผู้ติดตามบล็อกคนหนึ่งถามผมว่า จะเปิดสอน Time Management อีกเมื่อไหร่ ผมตอบไปว่าผมลังเล เพราะระยะหลังผมเริ่มตั้งคำถามเรื่อง time management และ productivity มากขึ้นทุกที

วันนี้เลยอยากจะมาแชร์กับดักของคน productive ที่ผมประสบพบเจอมากับตัวเองครับ

1. ยิ่งทำงานเร็ว ยิ่งมีงานมากขึ้น

เมื่อเรา productive คนก็จะวิ่งหาเรามากขึ้น เอางานมาให้เราทำมากขึ้น

เหมือนกฎข้อที่สามของนิวตัน ที่ action = reaction

ยิ่งเราเคลียร์ to do list ของเราได้เร็วเท่าไหร่ to do list อันใหม่ๆ ก็จะเพิ่มขึ้นด้วยสปีดเดียวกัน

โอเคแหละว่าทำมากก็ได้มาก ทั้งในแง่ค่าตอบแทนหรือโอกาสเติบโตในหน้าที่การงาน

แต่เราจะใช้ชีวิตให้เร็วขึ้นตลอดไปไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็วเราจะต้องถึงขีดจำกัดอยู่ดี

2. เรามักจะ overcommit

คนที่ productive มักจะมีความสนใจหลายอย่าง งานก็อยากทำให้ดี สังคมก็ต้องมี บล็อกก็อยากเขียน พอดแคสต์ก็ชอบฟัง หนังสือก็ต้องอ่าน วิ่งก็ต้องให้ได้ต่ำกว่าเพซ 6

พอเรารู้สึกว่าเราเป็นคน productive และมี time management ที่ดี เราก็มักจะไม่ค่อยปฏิเสธอะไรใหม่ๆ ที่เข้ามา เพราะเชื่อมั่นว่าเราจะจัดการได้และเอาอยู่

แต่เมื่อสิ่งที่เราอยากทำมันมีไม่จำกัด แต่แรงและเวลาของเรามีจำกัด เราก็มักจะมารู้ตัวเมื่อสายว่าเรา overcommit ไปเสียแล้ว และต้องมานั่งทนทำงานหรือกิจกรรมที่เราไม่ได้อยากทำและไม่ได้มีความสุขไปกับมัน

3. เริ่ม 10 เสร็จ 3

อีก side effect หนึ่งของคนที่ productive ก็คือ เราจะริเริ่มและลองทำอะไรหลายอย่างไปพร้อมๆ กัน

แน่นอนว่าช่วงแรกก็ทำได้ดีเพราะเราขยันและมี time management ที่ดีอยู่แล้ว แต่ด้วยธรรมชาติของเราที่มักจะ overcommit เป็นทุนเดิม ก็จะนำไปสู่สถานการณ์ที่เราทำหลายอย่างพร้อมกันจนเกินไป ทำ 10 โปรเจ็ค อาจจะแท้งซัก 7 โปรเจ็คแล้วเสร็จแค่ 3 อย่าง

ถ้าเรา productive น้อยกว่านี้ ประเมินตนเองต่ำกว่านี้ เราอาจจะเริ่มทำแค่ 5 โปรเจ็คแล้วทำเสร็จ 4 อย่างก็ได้

4. กิจกรรมที่มากมายจะกลบฝังเรื่องที่สำคัญจริงๆ

เมื่อเราได้สร้างชื่อเสียงในความ productive ที่คนพร้อมจะเอางานมาให้ แถมเราก็มั่นใจจนมักจะรับงานมามากกว่าที่เราจะทำไหว งานและกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ย่อมเบียดบังสิ่งสำคัญในมิติอื่นๆ

สิ่งสำคัญที่ว่าอาจจะเป็นเรื่องสุขภาพหรือความสัมพันธ์ แม้ว่าเราจะเชื่อมั่นว่าเราสามารถจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ผ่านการตั้ง OKR หรือการสร้าง habits มารองรับ แต่ผลรวมสุดท้ายเราก็จะเจอโมเมนต์ที่ถามตัวเองว่า “ทำไมเราต้องมาเหนื่อยขนาดนี้ด้วย” อยู่ดี

5. วันนี้จะถูกใช้เพื่อวันข้างหน้าเรื่อยไป

เมื่อเราอยาก “ใช้เวลาให้คุ้มค่า” เราจะมองทุกอย่างด้วยสายตาของนักลงทุน เราจะทำอะไรบางอย่างในตอนนี้เพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่างในอนาคตเสมอ

เราออกไปวิ่ง เพื่อจะทำเวลาได้ดีในการแข่งขัน

เราอ่านหนังสือ เพื่อจะได้เอาไปเขียนบล็อกหรือเล่าในพอดแคสต์

เราพักผ่อน เพื่อที่เราจะได้มีแรงกลับไปทำงานอย่างเต็มที่

เราแทบไม่เคยจะวิ่งเพื่อวิ่ง อ่านหนังสือเพื่ออ่านหนังสือ หรือพักผ่อนเพื่อพักผ่อนเลย

เพราะมันคือการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน มันคือการยอมแลก “วันนี้” เพื่อ “วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า”

ซึ่งเราทำแบบนี้มานานหลายสิบปีแล้ว และมีแนวโน้มว่าเราจะทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ตราบจนสิ้นอายุขัย

แต่วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า วันที่เราจะมีเงินเก็บมากพอ วันที่ to-do list เราจะเป็นศูนย์ วันที่เราจะรู้สึกว่า “เอาอยู่” แล้วและพร้อมที่จะเริ่มใช้ชีวิตอย่างที่เราอยากให้เป็นจริงๆ นั้นมันไม่เคยมาถึง และอาจจะไม่มีวันมาถึง

ดังนั้นให้ระวังตรงนี้ให้มาก ถอดแว่นตาของนักลงทุนออกเสียบ้าง ไม่ต้องทำอะไรเพื่อวันพรุ่งนี้ไปเสียทุกอย่าง เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเราเหลือวันพรุ่งนี้อีกกี่วัน

ขอให้ทุกท่าน productive กันอย่างมีสตินะครับ