Outlive ตอนที่ 4 – โรคอัลไซเมอร์

ดังที่เคยกล่าวไปในตอนแรกว่า ยุทธศาสตร์สำคัญที่จะช่วยให้เรามีอายุยืนยาวและสุขภาพที่แข็งแรงจวบจนสิ้นอายุขัย คือการหยุดยั้งและป้องกัน 4 พญามาร (The Four Horsemen) ให้ได้นานที่สุด

โดยพญามารทั้งสี่ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคสมองเสื่อม

สามตอนที่ผ่านมาเราได้คุยถึงพญามารทั้งสามตัวไปแล้ว ตอนนี้มาถึงพญามารตัวสุดท้าย ซึ่งก็คือโรคสมองเสื่อม (dementia) และหนึ่งในโรคสมองเสื่อมที่คนไทยคุ้นหูที่สุดก็คือโรคอัลไซเมอร์นั่นเอง

ในบรรดาสี่พญามารนั้น โรคสมองเสื่อมเป็นโรคที่ ‘tricky’ ที่สุด เพราะการแพทย์ยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าอะไรคือต้นเหตุ และถ้าเริ่มมีอาการแล้วก็ยังไม่มีวิธีชะลอหรือการรักษาที่ได้ผล ดังนั้นคนไข้ที่มาหาหมอ Peter Attia ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ จึงมักจะกลัวโรคสมองเสื่อมที่สุด

นอกจากอัลไซเมอร์แล้ว ก็ยังมีโรคสมองเสื่อมอื่นๆ เช่น Lewy body dementia และ Parkinson’s disease [คนดังที่เป็นโรคนี้ก็เช่นมูฮัมหมัด อาลี และ Michael J. Fox พระเอกหนังเรื่อง Back To The Future] ซึ่งแม้จะมีการทุ่มเงินไปหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อหาทางรักษาแต่ก็ยังไม่พบแม้แต่วิธีเดียว

ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดที่เรามีในตอนนี้ คือหาหนทางป้องกันหรือลดความเสี่ยงของโรคนี้ให้มากที่สุด

=====

กำเนิดอัลไซเมอร์

=====

ในปี 1906 จิตแพทย์ชาวเยอรมันนาม Alois Alzheimer ได้ทำการชันสูตรผู้ป่วยคนหนึ่งที่เสียชีวิตไปแล้ว

ผู้เสียชีวิตเป็นผู้หญิงวัยห้าสิบกลางๆ โดยช่วงปีท้ายๆ ของชีวิตเธอมีอาการสูญเสียความทรงจำ เห็นภาพหลอน และมีอาการก้าวร้าว

คุณหมออัลไซเมอร์พบว่าสมองของเธอนั้นไม่ปกติ เพราะเซลล์ประสาท (neuron) นั้นพันกันยุ่งเหยิงเหมือนใยแมงมุมและมีคราบพลาก (plaque) เกาะอยู่ไม่น้อย คุณหมออัลไซเมอร์เลยวาดรูปเพื่อบันทึกกรณีศึกษานี้เอาไว้

คุณหมอเสียชีวิตไปในปี 1915 และไม่มีใครพูดถึงโรคนี้ไปอีกเกือบ 50 ปี จนกระทั่งคุณหมอชาวอังกฤษสามคนได้ทำการชันสูตรสมองผู้เสียชีวิตที่มีอาการสมองเสื่อมถึง 70 ราย และพบว่าหลายคนมีคราบพลากและมีเซลล์ประสาทที่พันกันยุ่งเหยิงเหมือนที่คุณหมออัลไซเมอร์เคยวาดภาพเอาไว้

เมื่อศึกษาคราบพลากนั้นก็พบว่ามีสารแอมิลอยด์บีตา (amyloid beta) ซึ่งเมื่อนำคราบพลากมาทำให้เกิดกับสมองของหนูทดลอง ก็พบว่าหนูทดลองจะใช้เวลามากขึ้นในการเดินหาอาหารในทางเดินเขาวงกตที่ออกแบบมาง่ายๆ และแอมิลอยด์บีตายังส่งผลให้เกิดการสะสมของเทาว์โปรตีน (Tau) ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เซลล์ประสาทพันกันยุ่งเหยิงอีกด้วย

วงการยาจึงผลิตยาออกมาหลายตัวเพื่อกำจัดสารแอมีลอยด์บีตาที่ว่านี้ แต่ผลปรากฎว่าแม้สารแอมีลอยด์บีตาในสมองจะลดลง แต่กลับไม่ได้ช่วยชะลอหรือลดอาการสมองเสื่อมแต่อย่างใด

แถมยังเคยมีการชันสูตรสมองของผู้เสียชีวิตที่ไม่ได้มีอาการสมองเสื่อม และพบว่า 25% ของคนกลุ่มนี้ก็มีคราบพลากแอมีลอยด์บีตาเช่นกัน บางคนมีพอๆ กับคนที่เสียชีวิตจากโรคสมองเสื่อมขั้นรุนแรงด้วยซ้ำไป

=====

ผู้หญิงกับโรคอัลไซเมอร์

=====

มีผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์มากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้หญิงอายุยืนกว่า แต่แม้จะตัดปัจจัยเรื่องอายุขัยไปแล้ว ตัวเลขก็ยังสูงกว่าผู้ชายอย่างชัดเจนอยู่ดี

หนึ่งในข้อสันนิษฐานคือการหมดระดู (menopause) และการลดลงของฮอร์โมนบางตัวเช่น estradiol (ซึ่งเป็นฮอร์โมนหลักในกลุ่มฮอร์โมน estrogen) น่าจะเป็นปัจจัย ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่อาจมีผลต่อความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ก็ได้แก่จำนวนบุตรที่มี วัยที่มีประจำเดือนครั้งแรก และการใช้ยาคุมกำเนิด 

แต่สำหรับโรคพาร์กินสันและโรค Lewy body ผู้ชายจะมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้หญิงถึง 2 เท่า

======

สังเกตอาการสมองเสื่อมแต่เนิ่นๆ

======

แม้โรคสมองเสื่อมมักจะเกิดกับคนชรา แต่จริงๆ แล้วโรคนี้อาจเริ่มมีอาการสะสมยาวนานหลายสิบปี

ยกตัวอย่างเช่นโรคพาร์กินสัน จะเริ่มจากอาการเล็กน้อยเช่นการเคลื่อนไหวร่างกายผิดปกติ การแสดงออกทางสีหน้าที่เกร็งๆ การย่างเท้าที่ไม่สม่ำเสมอ หรือแม้กระทั่งลายมือที่เริ่มเขียนตัวหนังสือเล็กลง

หากใครมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อม คุณหมอจะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญพาคนไข้ทำแบบทดสอบอย่างละเอียด ทั้งเรื่องการจดจ่อ ความเร็วในการคิด การเลือกใช้คำต่างๆ การจำชื่อคนได้ การจำได้ว่าของวางอยู่ตรงไหน หรือให้บอกชื่อสัตว์ต่างๆ ภายในเวลาหนึ่งนาที หรือแม้กระทั่งการระบุกลิ่น เพราะนิวรอนที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้กลิ่นมักจะเป็นนิวรอนกลุ่มแรกๆ ที่โดนอัลไซเมอร์เล่นงาน

ความยากของการวินิจฉัยโรคจำพวกนี้ก็คือ สมองนั้นเก่งกาจในการชดเชยความสามารถ จนอาจปกปิดความเสียหายของนิวรอนส่วนที่เริ่มพังไปแล้ว เพราะสมองทำงานแต่ละครั้งต้องใช้ neuron networks หลายส่วน หากส่วนใดส่วนหนึ่งเสียหายไป ก็อาจมีส่วนอื่นขึ้นมาทำงานทดแทนกันได้

ในทางกลับกัน ยิ่งเราสร้าง neuron network ที่ซับซ้อนและแข็งแรงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะช่วยชะลออาการสมองเสื่อมได้เท่านั้น เราเรียกสิ่งนี้ว่า cognitive reserve ซึ่งพบได้ในคนที่พูดได้หลายภาษา หรือคนที่เล่นดนตรีเป็น คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่อาการสมองเสื่อมจะไม่ทรุดเร็วมากเท่ากับคนปกติ

สำหรับโรคอย่างพาร์กินสัน สิ่งที่ช่วยได้ก็คือ movement reserve หรือ “คลังสำรองเคลื่อนไหว” หากเราเคยเรียนรู้การเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนมาอย่างการเต้นรำหรือต่อยมวย ก็มีแนวโน้มจะช่วยชะลออาการของโรคพาร์กินสันได้

======

สมมติฐานใหม่เรื่องต้นเหตุของโรคสมองเสื่อม

======

ในงานวิจัยล่าสุดเริ่มบ่งชี้ว่า แอมิลอยด์บีตาไม่ใช่ “สาเหตุ” ของโรคสมองเสื่อม แต่เป็นเพียงแค่ “ผลลัพธ์” ของโรคสมองเสื่อมเท่านั้น

สมมติฐานใหม่ๆ ที่เป็นต้นเหตุของโรคสมองเสื่อมก็ได้แก่

หนึ่ง “เลือดไปหล่อเลี้ยงสมองไม่พอ” เป็นทฤษฎีที่นำเสนอโดย Jack de la Torre ในการทดลองหนึ่ง เขาได้นำเอาหนูทดลองมาปรับให้เลือดไปเลี้ยงสมองน้อยลง แล้วพบว่าหนูมีอาการคล้ายคลึงกับโรคอัลไซเมอร์ แถมสมองส่วน cortex และ hippocampus ก็หดตัวลงด้วย พอเขาปล่อยให้เลือดไหลเข้าสมองมากขึ้น อาการเหล่านี้ในหนูทดลองก็ลดน้อยลง

สมองนั้น “กินจุ” มาก มันมีน้ำหนักเพียง 2% ของร่างกาย แต่ใช้พลังงานถึง 20% ดังนั้นร่างกายจึงจำเป็นต้องส่งทั้งออกซิเจนและกลูโคสไปหล่อเลี้ยงสมองให้เพียงพอ

คนที่เคยเป็นสโตรค (สมองขาดเลือด) มาก่อน มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์มากกว่าคนที่ไม่เคยเป็นสโตรค และคนที่มีอาการโรคหัวใจก็มีโอกาสเป็นอัลไซเมอร์มากกว่าเช่นกัน อะไรก็ตามที่ทำให้หลอดเลือดตีบและส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดไม่ทั่วถึง ย่อมส่งผลต่อการทำงานของสมองได้

สมมติฐานที่สอง ก็คือโรคนี้อาจเกิดจากการเผาผลาญกลูโคสที่ผิดปกติของสมอง คนไข้โรคเบาหวานชนิดที่ 2 นั้นมีความเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์มากขึ้นถึง 2 หรือ 3 เท่า และแค่การมีภาวะดื้ออินซูลิน (insulin resistance) ก็เพิ่มความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมได้แล้ว ในหลายงานวิจัย การฉีดอินซูลินทางจมูก เพื่อให้มันไปถึงสมองได้มากที่สุด ช่วยเพิ่มความสามารถทางสมองและความจำให้กับผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ได้

======

วิธีลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม

======

เนื่องจากโรคสมองเสื่อมเป็นเพียงโรคเดียวใน 4 พญามารที่ยังไม่มีหนทางรักษา ทางเลือกเดียวที่เรามีในตอนนี้คือการป้องกันและลดความเสี่ยง

วิธีแรกที่ได้ผลมากที่สุด คือการออกกำลังกาย เพราะมันช่วยให้กลูโคสในร่างกายอยู่ในระดับที่สมดุล (glucose homeostasis) และช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง โดย Peter Attia ผู้เขียนหนังสือ จะให้คนไข้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์ ออกกำลังกายแบบ steady endurance exercise เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของไมโทรคอนเดรีย [ผมจะกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างละเอียดในบทต่อๆ ไป]

การออกกำลังกายแบบ strength training ก็ช่วยได้เช่นกัน ในหลายงานวิจัยพบว่า ยิ่งเรามีแรงบีบมือ (grip strength) มากเท่าไหร่ โอกาสเป็นอัลไซเมอร์ยิ่งน้อยลงเท่านั้น คนที่มีแรงบีบมือน้อยที่สุด 25% ของกลุ่ม (bottom quartile) มีโอกาสเป็นอัลไซเมอร์มากกว่าคนที่แรงบีบมือมากที่สุด 25% ของกลุ่ม (top quartile) ถึง 72%

การใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารสไตล์ Mediterranean Diet ก็อาจช่วยลดความเสี่ยงได้บ้างเช่นกัน โดยเน้นไปที่ไขมันไม่อิ่มตัวจากเนื้อปลา และการกินอาหารเสริมเพื่อช่วยเพิ่มกรดไขมัน DHA ในน้ำมันปลาก็อาจช่วยรักษาสมรรถภาพของสมองได้

การนอนหลับก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันคือช่วงเวลาที่สมองเยียวยาตัวเองด้วยการ “กวาดขยะนิวรอน” ที่เกิดขึ้นระหว่างวัน การพักผ่อนที่ไม่เพียงพออาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะดื้ออินซูลินเพิ่มขึ้น และทำให้ฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอล (cortisol) เพิ่มมากขึ้น

อีกปัจจัยหนึ่งที่อาจจะแปลกหน่อยแต่ก็น่าสนใจ ก็คือการดูแลสุขภาพเหงือกและฟันด้วยการใช้ไหมขัดฟัน แบคทีเรียอย่าง P.gingivalis ซึ่งมักก่อให้เกิดโรคเหงือกอักเสบนั้นบางทีก็ไปโผล่อยู่ในสมองของคนที่เป็นอัลไซเมอร์ด้วย แม้ว่ามันอาจไม่ใช่ต้นเหตุของโรคสมองเสื่อม แต่ความเชื่อมโยง (association) นี้ก็มากเกินกว่าที่เราจะไม่สนใจมันเลย

ความน่ากลัวของอัลไซเมอร์ก็คือกระบวนทัศน์แบบ Medicine 2.0 ที่แพทย์ส่วนใหญ่ใช้กันในปัจจุบันนี้ไม่สามารถช่วยอะไรเราได้ เพราะ Medicine 2.0 จะต้องรอให้วินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้เสียก่อนถึงจะเริ่มลงมือทำอะไร ซึ่งปล่อยให้ถึงตอนนั้นก็สายเกินไปแล้ว เพราะโรคนี้ไม่มีทางรักษา

ดังนั้นเราต้องใช้กระบวนทัศน์ของ Medicine 3.0 คือป้องกันและลดความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่นๆ แม้ว่าเราจะอายุเพียงเลขสามหรือเลขสี่ก็ควรเริ่มทำ เพราะมันยังเป็นเพียงทางเลือกเดียวที่เรามี

เราได้ทำความรู้จักกับ 4 พญามารครบเรียบร้อยแล้ว ในตอนต่อๆ ไปเราจะเริ่มเข้าถึงหัวใจของหนังสือ Outlive นั่นคือเราควรทำอะไรบ้างเพื่อที่จะมีชีวิตที่ยืนยาว (lifespan) และมีสุขภาพที่แข็งแรง (healthspan) แม้ในช่วงทศวรรษสุดท้ายของชีวิตครับ


Outlive ตอนที่ 1: โรคเบาหวานและเหตุผลที่ Outlive เป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2023

Outlive ตอนที่ 2: โรคหัวใจและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคอเลสเตอรอล

Outlive ตอนที่ 3: ความหวังของการรักษามะเร็งให้หายขาด

Outlive ตอนที่ 4: โรคอัลไซเมอร์

Outlive ตอนที่ 5: KPI ที่สำคัญที่สุดสำหรับอายุที่ยืนยาว

Outlive ตอนที่ 6: VO2 Max และความสับสนเกี่ยวกับ Zone 2 Training

Outlive ตอนที่ 7: Strength และ Stability มิติที่คนออกกำลังกายมองข้าม

Outlive ตอนที่ 8: กินน้อย / ทำ IF แล้วสุขภาพดีจริงหรือ

Outlive ตอนที่ 9: การนอนหลับและสุขภาพทางอารมณ์

Outlive ตอนที่ 3 –  ความหวังของการรักษามะเร็งให้หายขาด

ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา พัฒนาการด้านการแพทย์ช่วยให้การเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจของคนอเมริกันลดลงถึง 2 ใน 3 แต่กับโรคมะเร็งกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น

แม้ประธานาธิบดี Richard Dixon จะเคยประกาศสงครามกับมะเร็ง (War on cancer) เมื่อปี 1971 โดยทุ่มงบประมาณไปมากมายและตั้งเป้าไว้ว่าจะปราบโรคร้ายนี้ภายใน 5 ปี แต่ผลก็ชัดเจนแล้วว่าสงครามครั้งนั้นแทบทำอะไรมะเร็งไม่ได้เลย เพราะนอกจากโรคลูคิเมียแล้ว อัตราความสำเร็จในการรักษาโรคมะเร็งของเราแทบไม่ได้ดีขึ้นเลยในครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา

แม้โอกาสการเป็นโรคมะเร็งจะมีความเสี่ยงสูงกว่าในผู้สูงอายุ แต่ปรากฎว่าอัตราการตรวจพบ และอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งของคนวัยหนุ่มสาวนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ

ในปี 2017 มีคนวัย 45-64 ที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากกว่าคนที่เสียชีวิตจากหัวใจวาย สโตรค และโรคตับรวมกันเสียอีก

Peter Attia ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ บอกว่าอาวุธสำคัญที่สุดที่เราจะใช้สู้กับมะเร็งได้ คือการตรวจมันให้พบตั้งแต่เนิ่นๆ

มะเร็งที่เป็นก้อนเนื้องอกนั้นมีอันตรายก็จริง แต่ยังพอผ่าตัดออกมาได้ และไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต

เวลาเราได้ยินว่ามีคนเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งต่อมลูกหมาก แท้จริงแล้วเขามักจะเสียชีวิตเพราะว่ามะเร็งมันลุกลามไปยังอวัยวะสำคัญอื่นๆ ที่ร่างกายขาดไม่ได้ เช่นตับ ปอด สมอง และกระดูก

เมื่อมะเร็งถึงขั้นระยะลุกลามเมื่อไหร่ หมอจะไม่กล้าใช้คำว่ารักษาจนหายดี (cured) แค่มักจะใช้คำว่า “มะเร็งสงบลง” (remission) ซึ่งส่วนใหญ่ก็ตั้งเป้าไว้แค่ 5 ปีหรือ 10 ปีเท่านั้น และมีไม่น้อยที่จะกลับมาเป็นอีก

ดังนั้น หากเราตรวจเจอมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โอกาสในการรักษาหายนั้นจะสูงขึ้นมาก เพราะเซลล์มะเร็งยังมีไม่เยอะและยังไม่ได้กลายพันธุ์ไปมากนัก

มะเร็งที่เราสามารถตรวจเจอตั้งแต่เนิ่นๆ ก็เช่น

มะเร็งปากมดลูก ด้วยการทำ pap smear

มะเร็งเต้านม ด้วยการทำ mammogram/MRI/Ultrasound

มะเร็งลำไส้ใหญ่ ด้วยการทำ colonoscopy ตั้งแต่อายุ 45 ปีซึ่งถ้าตรวจเจอติ่งเนื้อ (polyp) ก็สามารถตัดออกมาได้เลย เพราะมะเร็งลำไส้ทุกชิ้นเริ่มต้นจากติ่งเนื้อทั้งนั้น

.

=====

ทำความรู้จักกับมะเร็ง

=====

สิ่งที่ทำให้มะเร็งเป็นโรคที่น่ากลัว ก็คือการแพทย์ของเรายังความรู้ไม่มากนักว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรและมันลุกลามได้อย่างไร

เซลล์มะเร็งนั้นแตกต่างจากเซลล์ปกติอยู่สองอย่าง

คนมักจะคิดว่าเซลล์มะเร็งโตเร็วกว่าเซลล์ปกติ แต่ความจริงแล้วเซลล์มะเร็งไม่ได้โตเร็วกว่าเซลล์อื่นๆ เพียงแต่ว่ามันไม่ยอมหยุดโตต่างหาก

ในเซลล์ปกติยีนส์ที่มีชื่อว่า PTEN จะสั่งให้เซลล์หยุดการเติบโตหรือหยุดการแบ่งตัว แต่ในเซลล์มะเร็งยีนส์ตัวนี้กลับหายไปหรือกลายพันธุ์ไป

ความแตกต่างที่สำคัญอีกข้อก็คือเซลล์ปกติจะอยู่ในที่ของมัน เซลล์ตับก็จะอยูเฉพาะที่ตับ เซลล์ปอดก็จะอยู่เฉพาะที่ปอด แต่เซลล์มะเร็งนั้นกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ได้ เราเรียกสิ่งนี้ว่า metastasis การแพร่กระจายตัวไปยังอวัยวะที่ร่างกายขาดไม่ได้อย่างสมองหรือปอดนี่แหละที่ทำให้เซลล์มะเร็งอันตรายยิ่งนัก

เนื่องจากมะเร็งเกิดจากการกลายพันธุ์ของเซลล์ จึงเคยมีความเชื่อว่าหากเราศึกษาข้อมูลทางพันธุกรรมของมะเร็งก็น่าจะช่วยให้เรารับมือกับมันได้ เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้วจึงเกิดโครงการ The Cancer Genome Atlas ที่แกะรหัสพันธุกรรมหรือการเปลี่ยนแปลงในยีนส์ในโรคมะเร็งทั้งหลาย 

แต่เมื่อมีการตีพิมพ์ผลลัพธ์เบื้องต้นออกมาเมื่อปี 2008 มันกลับไม่ได้ช่วยให้เรารู้จักมะเร็งมากขึ้นแต่อย่างใด เพราะเนื้อร้ายแต่ละก้อนมีการกลายพันธุ์ของยีนส์นับร้อยรูปแบบ ไม่สามารถบอกได้เลยว่าการกลายพันธุ์ในรูปแบบใดที่จะนำไปสู่โรคมะเร็ง

ผู้หญิงสองคนที่เป็นมะเร็งเต้านมในระยะเดียวกัน เมื่อตรวจสอบรหัสพันธุกรรมของก้อนมะเร็งแล้วกลับแทบไม่มีอะไรเหมือนกันเลย การจะหาสูตรยาที่จะรักษาผู้หญิงทั้งสองคนนี้จึงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้

.

=====

เคมีบำบัด

=====

วิธีการรักษามะเร็งระยะเริ่มต้น ก็คือการผ่าตัดเนื้อร้ายออกไป แต่หากมะเร็งเข้าสู่ระยะลุกลาม ก็ต้องอาศัยเคมีบำบัด (Chemotherapy) เข้ามาช่วย

จริงๆ แล้วเซลล์มะเร็งนั้นฆ่าไม่ยาก ผู้เขียนบอกว่าสารเคมีที่อยู่ในบ้านเราอย่างน้ำยาล้างกระจกหรือน้ำยาล้างท่อตันก็ฆ่าเซลล์มะเร็งได้แล้ว แต่สารเคมีเหล่านี้ก็สามารถฆ่าเซลล์อื่นๆ ได้เช่นกัน หลักการสำคัญก็คือเราจะใช้สารเคมีฆ่าเซลล์มะเร็งอย่างแยกแยะ (selective killing) ได้อย่างไร

การทำเคมีบำบัด ก็คือการฉีด “ยาพิษ” เข้าไปจัดการวงจรการแยกตัวของเซลล์ และเนื่องจากเซลล์มะเร็งนั้นแยกตัวบ่อยกว่าเซลล์ทั่วไป มันจึงได้รับผลกระทบจากยาคีโมมากกว่าเซลล์ปกติ แต่ก็มีเซลล์บางชนิดที่แยกตัวบ่อยเหมือนกัน เช่นเซลล์ที่อยู่ในกระเพาะอาหารและเซลล์ในรูขุมขนบนศีรษะ นี่คือเหตุผลที่คนทำคีโมแล้วผมร่วง ท้องผูก หรือท้องเสีย

แต่เซลล์มะเร็งที่รอดชีวิตจากคีโมหนแรกไปได้ ก็มีแนวโน้มที่จะกลายพันธุ์และดื้อยา ไม่ต่างอะไรจากแมลงสาบที่อยู่ยงคงกระพัน

มะเร็งจึงเป็นเหมือนโรคที่ฆ่าไม่ตาย แต่ในปี 2011 นักวิจัยด้านมะเร็งชั้นแนวหน้าอย่าง Douglas Hanahan และ Robert Weinberg ก็ชี้ให้เห็นถึงจุดเด่น (ซึ่งจะกลายมาเป็นจุดอ่อน) ของมะเร็งอยู่สองอย่าง

หนึ่งคือเซลล์มะเร็งนั้นใช้กลูโคสสิ้นเปลือง

และสองคือเซลล์มะเร็งมักจะมีความสามารถหลบหลีกระบบภูมิคุ้มกัน

.

=====

การเผาผลาญของมะเร็ง

=====

ATP (Adenosine triphosphate) คือหน่วยพลังงานของเซลล์

โดยปกติ เซลล์จะใช้ออกซิเจนและ mitochondria (ไมโทคอนเดรีย) เพื่อเผาผลาญกลูโคส 1 โมเลกุลให้เป็น ATP 36 หน่วย กระบวนการนี้เรียกว่า OxPhos (Oxidative Phosphorylation) ซึ่งถือว่าเป็นการหายใจของเซลล์แบบแอโรบิก

แต่ในสภาวะที่ออกซิเจนมีไม่พอ เซลล์จะใช้ไม่ใช้ออกซิเจนและไม่ได้ใช้ไมโทคอนเดรีย แต่จะใช้กระบวนการ glycolysis (ไกลโคไลซิส) เพื่อเผาผลาญกลูโคส 1 โมเลกุลให้เป็น ATP 2 หน่วย

สังเกตว่า กระบวนการ OxPhos นั้นมีประสิทธิภาพสูงว่า glycolysis เพราะสร้าง ATP ได้มากกว่าถึง 18 เท่า ดังนั้นเซลล์ปกติจะใช้กระบวนการ OxPhos ในการเผาผลาญเสมอ ยกเว้นในตอนที่ออกซิเจนมีไม่พอ เช่นในช่วงที่ออกกำลังกายหนักๆ หรือที่เราเรียกว่า anaerobic นั่นเอง

แต่เซลล์มะเร็งไม่ได้เผาผลาญแบบนั้น ต่อให้เรานั่งอยู่เฉยๆ และมีออกซิเจนมากเกินพอ เซลล์มะเร็งก็ยังเผาผลาญผ่านกระบวนการ glycolysis ที่ได้ ATP เพียงน้อยนิดอยู่ดี

เมื่อเซลล์มะเร็งมีพฤติกรรมเช่นนี้ จึงต้องใช้กลูโคสสิ้นเปลืองกว่าเซลล์ปกติ ซึ่งคนที่ค้นพบพฤติกรรมนี้เป็นคนแรกคือนักสรีรวิทยาชาวเยอรมันชื่อ Otto Warburg และพฤติกรรมการเผาผลาญของเซลล์มะเร็งแบบนี้ก็ได้ชื่อว่า Warburg effect (ปรากฎการณ์วาร์บูร์ก)

หนึ่งในวิธีตรวจหามะเร็ง ก็คือการฉีดน้ำตาลกลูโคสที่เคลือบกัมมันตภาพรังสี (radioactively labeled glucose) เข้าไปในร่างกายของคนไข้ แล้วใช้เครื่อง PET Scan เพื่อดูว่ากลูโคสที่ฉีดเข้าไปนี้มันวิ่งไปที่ส่วนไหนในร่างกายเป็นพิเศษรึเปล่า (ซึ่งก็อาจจะเป็นจุดที่มีเซลล์มะเร็งนั่นเอง)

หนึ่งในสมมติฐานที่อธิบายว่าทำไมมะเร็งถึงใช้ glycolysis ก็คือ แม้กระบวนการนี้จะสร้างพลังงานเพียงน้อยนิด แต่มันก็จะสร้าง lactate (แลคเตท) และโมเลกุลเพิ่มขึ้นมาอีกหลายตัวที่เซลล์มะเร็งสามารถใช้เป็น building blocks ในการสร้างเซลล์ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ส่วนพลังงาน ATP ที่ได้มานั้นเป็นแค่ของแถม

ผู้เขียนบอกว่า เมื่อเซลล์มะเร็งโปรดปรานกลูโคส ดังนั้นการเป็นเบาหวาน (น้ำตาลในเลือดสูง) จึงเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับและมะเร็งตับอ่อน

American Cancer Society ระบุว่าน้ำหนักตัวที่มากเกินไปนั้นเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญสำหรับโรคมะเร็ง เป็นรองแค่การสูบบุหรี่เท่านั้น

Lew Cantley ค้นพบว่า เอ็นไซม์ตัวหนึ่งที่ชื่อ PI3K (PI3-kinases) จะทำให้ปรากฎการณ์วาร์บูร์กเกิดได้ง่ายดายยิ่งขึ้นด้วยการ “เปิดประตูเซลล์” ให้กลูโคสเข้ามาหล่อเลี้ยงเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น ดังนั้นจึงมีการผลิตยาที่ใช้ระงับเอ็นไซม์ PI3K  (PI3K inhibitors) เพื่อรักษาผู้ป่วยที่อาการกำเริบในมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและลูคิเมีย

และเนื่องจากมะเร็งชอบน้ำตาล ดังนั้นหากเรากินอาหารที่ไม่มีแป้งหรือน้ำตาล ก็น่าจะช่วยให้เราต่อสู้กับมะเร็งได้ดีขึ้น ในปี 2018 Lew Cantley และ Siddhartha Mukherjee ผู้เขียนหนังสือ The Emperor of All Maladies ได้ตีพิมพ์งานวิจัยที่ระบุว่า เมื่อนำหนูทดลองที่เป็นมะเร็งมาให้ยา PI3K inhibitor และให้กินอาหารแบบ ketogenic diet หนูเหล่านั้นมีผลตอบสนองต่อการรักษาที่ดีขึ้น

ยังมีการค้นพบด้วยว่า การให้อดอาหาร หรือทานอาหารแบบ fasting-like diet จะทำให้เซลล์ปกติทนทานกับการรักษาแบบคีโมได้ดียิ่งขึ้น และทำให้เซลล์มะเร็งอ่อนแอลง โดยในงานวิจัยของ de Groot และคณะในปี 2020 พบว่า จากการทดลองกับผู้ป่วยโรคมะเร็ง 131 คน การให้อาหารแบบเลียนแบบการอดอาหาร (fasting-mimicking diet คือให้อาหารที่แคลอรีต่ำ แต่มีสารอาหารให้เพียงพอต่อร่างกาย) จะช่วยให้ผู้ป่วยตอบสนองต่อการคีโมได้ดี และรู้สึกดีกว่าทั้งทางร่างกายและจิตใจเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่กินอาหารตามปกติ

ซึ่งการค้นพบนี้ตรงข้ามกันเลยกับสิ่งที่แพทย์ปัจจุบันทำกัน คือให้กินอาหารให้เยอะๆ [ผมลองกูเกิ้ลดูในเว็บภาษาไทยก็ล้วนแต่แนะนำให้ “บำรุงร่างกายให้แข็งแรง” ก่อนทำคีโม ดังนั้นก็คงต้องแล้วแต่เราแล้วว่าเราจะเชื่อ conventional wisdom ที่ทำกันมานาน หรือจะเชื่องานวิจัยในหนังสือเล่มนี้] 

.

=====

ภูมิคุ้มกันบำบัด

=====

ภูมิคุ้มกันนั้นมีระบบในการตรวจหาสิ่งแปลกปลอมในร่างกายอยู่แล้ว ถ้าเจอผู้รุกรานเมื่อไหร่ก็พร้อมส่งเม็ดเลือดขาวที่มีชื่อว่า T cell เข้าไปทำลายให้ราบคาบ

ปัญหาก็คือเซลล์มะเร็งไม่ใช่สิ่งแปลกปลอม เพราะมันก็คือสิ่งที่ร่างกายเราสร้างขึ้นเอง ดังนั้นเราต้องหาทางสอน T cell ให้แยกแยะได้ระหว่างเซลล์ปกติและเซลล์มะเร็ง

Steve Rosenberg ใช้เวลาอยู่หลายสิบปี กว่าจะค้นพบวิธีที่ได้ผล นั่นคือการคัด T cell จากเลือดของผู้ป่วยโรคมะเร็ง แล้วนำมาเพิ่มยีนสำหรับตัวรับแอนติเจน (เรียกว่า chimeric antigen receptor หรือ CAR) โดย T Cell ที่ได้รับการติดตัวรับแอนติเจนแล้วจะเรียกว่า CAR-T

ในมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด จะมีแอนติเจนที่เรียกว่า CD19 ดังนั้น CAR-T จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อจับกับแอนติเจน CD19 แล้วนำฉีดกลับเข้าไปในผู้ป่วยเพื่อไปทำลายมะเร็งเป้าหมาย

การรักษาแบบ CAR-T นี้มีข้อจำกัดตรงที่เรายังไม่สามารถหาแอนติเจนที่เป็นเอกลักษณ์ของมะเร็งชนิดอื่นๆ ได้ การักษาแบบ CAR-T จึงยังจำกัดแค่ในมะเร็งที่มี CD19 เป็นแอนติเจนเท่านั้น

อีกการรักษาหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือกาารรักษาแบบ Checkpoint inhibitor

ธรรมดาเวลา T Cell ทำงาน จะมีตัว checkpoint ที่ทำหน้าที่เหมือนผู้คุมกฎ เพราะหาก T Cell ทำงานแบบไม่มีใครคุมเลย มันก็อาจยิงไม่เลือกเป้าจนอาจทำให้เซลล์ปกติตายเป็นเบือไปด้วย

เซลล์มะเร็งก็ฉลาดโดยการปลอมตัวเป็น checkpoint ทำให้ T Cell “มองไม่เห็น” เซลล์มะเร็ง

แต่นักวิทยาศาสตร์นาม James Allison ก็ได้ค้นพบว่าถ้าเราหยุดตัว checkpoint ที่ชื่อว่า CTLA-4 ได้ เซลล์มะเร็งก็จะถูก “กระชากหน้ากาก” และโดน T Cell จดจำได้ว่านี่คือศัตรู

และ Tasuku Honjo ก็พบอีกว่า ถ้าเราหยุด checkpoint ที่ชื่อว่า PD-1 ก็จะเอื้อให้ T Cell จัดการเซลล์มะเร็งได้เช่นกัน

การค้นพบของทั้งคู่ก็นำไปสู่การคิดค้นยารักษามะเร็งที่ชื่อว่า Yervoy (CTLA-4 inhibitor) และ Keytruda (PD-1 inhibitor) และทั้งสองคนได้รับรางวัลโนเบลร่วมกันในปี 2018

Keytruda ถูกใช้อย่างได้ผลในการรักษาอดีตประธานาธิบดี Jimmy Carter ที่ป่วยเป็นมะเร็งผิวหนังระยะลุกลามในปี 2015

และเพื่อนของผู้เขียนที่ชื่อว่า Michael ที่ป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อนระยะลุกลาม และหมอบอกว่าจะอยู่ได้ไม่เกิน 12 เดือน ก็ได้รับการรักษาจนหายดีจาก Keytruda เช่นกัน แม้ว่า T Cell จะจัดหนักไปหน่อยจนตับอ่อนของไมเคิลจะถูกทำลายไปด้วยก็ตาม แต่ก็ถือว่าคุ้มที่เขายังรักษาชีวิตเอาไว้ได้

เทคนิคภูมิคุ้มกันบำบัดอันสุดท้ายที่หนังสือพูดถึง คือ Adoptive Cell Transfer (ACT) ด้วยการเจาะเลือดคนไข้ นำ T Cell ที่จดจำ (recognize) เนื้อร้ายได้ ซึ่งอาจจะมีจำนวนไม่มากนัก และนำมา “เพาะ” ให้มีจำนวนมากขึ้นเป็นพันเท่า ก่อนฉีดกลับเข้าไปยังร่างกายของคนไข้อีกครั้ง หลักการก็คือการเพิ่มจำนวน T Cell ให้มากพอที่จะถล่มเซลล์มะเร็งให้ราบเป็นหน้ากลองนั่นเอง

ความเจ๋งที่สุดของภูมิคุ้มกันบำบัด หรือ immunotherapy นั้นก็คือถ้ามันเวิร์คแล้วมันมักจะเวิร์คเลย

เวลาคนไข้ที่เป็นมะเร็งระยะลุกลามได้รับการรักษาด้วยคีโมจน “หาย” เราก็อาจจะเบาใจได้แค่ 5 ปีเท่านั้น มะเร็งส่วนใหญ่จะกลับมาเสมอและมักดื้อยากว่าเดิม

แต่สำหรับการรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดนั้น มะเร็งมักจะไม่กลับมาอีกแม้ว่าเวลาจะผ่านไป 15 ปีแล้วก็ตาม

สำหรับผู้เขียน นี่คือความหวังที่ยิ่งใหญ่มาก เขาบอกว่าตั้งแต่เกิดมาห้าสิบปี นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นว่าเรากำลังสร้างความคืบหน้าในสงครามต่อต้านมะเร็ง

เมื่อ 20 ปีที่แล้ว คนที่เป็นมะเร็งผิวหนังระยะลุกลามนั้นมักจะอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือนเท่านั้น ตอนนี้ตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็น 2 ปี และประมาณ 20% ของคนกลุ่มนี้อาจจะหายขาดและไม่กลับมาเป็นอีกเลย

.

=====

ตรวจเลือดหามะเร็ง

=====

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า มะเร็งระยะลุกลามนั้นแทบไม่มีโอกาสในการรักษาให้หายดี แม้ว่าเทคนิคภูมิคุ้มกันบำบัดจะทำให้เรามีความหวังแต่ก็ยังราคาแพงมากๆ และยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น

วิธีเพิ่มความน่าจะเป็นที่เราจะเอาชนะมะเร็งได้คือการหมั่นตรวจคัดกรองมะเร็งตั้งแต่เนิ่นๆ และทำเป็นประจำทุกปีหรือทุก 2-3 ปี

การตรวจมะเร็งบางชนิดก็อาจจะยุ่งยากหรือต้องเจ็บตัว เช่นมะเร็งลำไส้ที่ต้องทำ colonoscopy [ลองไปเปิด Youtube ดูเอาเองนะครับ] หรือบางครั้งก็ต้องผ่าตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ ที่เรียกว่า biopsy

แต่ตอนนี้ กำลังมีศาสตร์ใหม่ที่เรียกว่า liquid biopsy นั่นก็คือการตรวจหามะเร็งจากเลือดนั่นเอง

หลักการก็คือเมื่อมะเร็งโตขึ้นเรื่อยๆ มันมักจะมีดีเอ็นเอที่เรียกว่า cell-free DNA (cfDNA) ที่หลุดมาจากเซลล์มะเร็งและลอยเข้ามาอยู่ในกระแสเลือด

ซึ่งวิธีการตรวจหามะเร็งแบบนี้นั้นยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร เพราะ cell-free DNA เหล่านี้มีปริมาณน้อยมาก ต้องใช้ระบบการประมวลผลระดับสูงและต้องใช้ AI ช่วยวิเคราะห์

หนึ่งในบริษัทที่กำลังบุกเบิกเรื่องนี้อยู่มีชื่อว่า Illumina และเทสต์ของพวกเขามีชื่อว่า Galleri

จากการทดลองกับตัวอย่างเลือดของคน 15,000 คน ซึ่งมีทั้งคนที่ป่วยเป็นมะเร็งและไม่ได้ป่วยนั้น พบว่า Galleri มีความแม่นยำถึง 99.5% หมายความว่า ถ้าตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง ก็มักจะไม่ค่อยพลาด มี false positives แค่ 0.5% แต่ถ้าตรวจไม่พบก็ไม่ได้การันตีว่าจะไม่เป็นมะเร็งนะครับ

ถ้าเทคโนโลยีตรวจมะเร็งจากเลือดรุดหน้ามากกว่านี้และราคาย่อมเยาลง เราก็มีสิทธิ์จะรู้ตัวเร็วขึ้น และเพิ่มโอกาสรักษามะเร็งให้หายดีนั่นเอง

ในตอนหน้า เราจะมาทำความรู้จักกับพญามารตัวสุดท้าย พญามารที่ยังไม่มีหนทางรักษา

นั่นคือโรคสมองเสื่อมครับ (Neurodegenerative diseases)


Outlive ตอนที่ 1: โรคเบาหวานและเหตุผลที่ Outlive เป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2023

Outlive ตอนที่ 2: โรคหัวใจและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคอเลสเตอรอล

Outlive ตอนที่ 3: ความหวังของการรักษามะเร็งให้หายขาด

Outlive ตอนที่ 4: โรคอัลไซเมอร์

Outlive ตอนที่ 5: KPI ที่สำคัญที่สุดสำหรับอายุที่ยืนยาว

Outlive ตอนที่ 6: VO2 Max และความสับสนเกี่ยวกับ Zone 2 Training

Outlive ตอนที่ 7: Strength และ Stability มิติที่คนออกกำลังกายมองข้าม

Outlive ตอนที่ 8: กินน้อย / ทำ IF แล้วสุขภาพดีจริงหรือ

Outlive ตอนที่ 9: การนอนหลับและสุขภาพทางอารมณ์

Outlive ตอนที่ 2: โรคหัวใจและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคอเลสเตอรอล

ความเดิมจากตอนที่ 1 – Outlive ที่เขียนโดย Peter Attia เป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2023 เพราะมันทำให้ผมตระหนักได้ว่า ถ้าไม่ดูแลสุขภาพเสียแต่ตอนนี้ ตอนแก่เราจะเจ็บป่วยและทุกข์ทรมาน จาก “สี่พญามาร” อันได้แก่ เบาหวาน โรคหัวใจ มะเร็ง และโรคสมองเสื่อม

ตอนที่แล้วเราได้คุยถึงพญามารตัวแรกคือเบาหวานไปแล้ว ตอนนี้เราจะมาคุยกันถึงโรคหัวใจครับ โดยส่วนไหนที่ผมหาข้อมูลมาเอง ไม่ได้เอามาจากหนังสือ Outlive ผมจะใส่ไว้ในวงเล็บ [ ] ครับ

[โรคหลอดเลือดหัวใจหรือ cardiovascular disease เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของเกือบทุกประเทศในโลก

ซึ่งโรคหัวใจที่เราคุ้นหูกันก็คือหัวใจวาย กับ สโตรค (stroke) ซึ่งไม่เหมือนกัน

หัวใจวาย หรือ heart attack เกิดจากหัวใจขาดเลือด

สโตรค เกิดจากสมองขาดเลือด หรือจะเรียกว่า brain attack ก็อาจจะจำได้ง่ายขึ้น

ทั้งสองโรค เกิดจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis ออกเสียงว่า “แอ๊ธธะโร สะเขอะ ลอโร้ซิส”) คือการมีไขมันไปสะสมระหว่างหลอดเลือด ทำให้ผนังหลอดเลือดชั้นในหนาตัวขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดหลอดเลือดตีบตัน

โรคหัวใจคือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของเกือบทุกประเทศทั่วโลก (ของไทยเป็นอันดับสองรองจากมะเร็ง)

ในปี 2021 มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกทั้งหมดประมาณ 58.5 ล้านคน มากกว่า 1 ใน 3 หรือ 20.5 ล้านคนเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ 

อเมริกามีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจ 7 แสนคน คิดเป็น 210 คนในประชากรทุกหนึ่งแสนคน

ส่วนประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจปีละประมาณ 60,000 คน คิดเป็น 84 คนในประชากรทุกแสนคน ซึ่งผมคิดว่าตัวเลขต่ำผิดปกติจนไม่ค่อยอยากเชื่อสถิตินี้ เพราะประเทศอื่นๆ อย่างญี่ปุ่นหรือมาเลเซียล้วนมีอัตราส่วนเกิน 200 คนต่อหนึ่งแสนทั้งนั้น

แม้ตัวเลขจะยังสูงอยู่ แต่ความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคหัวใจของเราก็ยังก้าวหน้ากว่าโรคมะเร็งหรือสมองเสื่อม เมื่อเทียบกับ 100 ปีที่แล้ว อัตราการป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจลดลงมากที่สุดในบรรดาสี่พญามาร]

เราถูกสอนมาว่า ให้ระวังคอเลสเตอรอลสูง ใครที่คอเลสเตอรอลเกิน 200 นี่น่าเป็นห่วงและควรกินยา

แต่ Dr.Attia บอกว่า ค่า total cholesterol ที่เป็นผลรวมของ HDL, LDL และ Triglyceride นั้นแทบไม่มีประโยชน์ในการทำนายความเสี่ยงของโรคหัวใจ

จริงๆ แล้วคอเลสเตอรอลไม่ได้มีอันตรายต่อร่างกาย เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายในการสร้างฮอร์โมน วิตามินดี และกรดน้ำดี

สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ คือคอเลสเตอรอลที่เราได้จากอาหาร เป็นเพียง 20% ของคอเลสเตอรอลทั้งหมดในร่างกายของเราเท่านั้น

อีก 80% ที่เหลือ เป็นคอเลสเตอรอลที่ร่างกายของผลิตขึ้นมาด้วยตัวเอง โดยมีตับเป็นผู้ผลิตหลัก แต่ลำไส้และสมองก็ผลิตคอเลสเตอรอลด้วยเช่นกัน

เรามักจะบอกว่า HDL คือไขมันดี ส่วน LDL คือไขมันร้าย เราจึงนึกว่าไขมันกับคอเลสเตอรอลคือสิ่งเดียวกัน แต่จริงๆ แล้วมันมีอะไรลึกไปกว่านั้น

เนื่องจากคอเลสเตอรอลนั้นไม่ละลายน้ำ จึงไม่อาจเดินทางไปในกระแสเลือดได้ด้วยตัวเองเหมือนกลูโคสหรือโซเดียม คอเลสเตอรอลจำเป็นต้องอาศัยยานพาหนะที่ชื่อว่า lipoprotein (“ไลโปโปรตีน”)

HDL ย่อมาจาก High Density Lipoprotein ส่วน LDL ก็ย่อมาจาก Low Density Lipoprotein

Density ในที่นี้หมายถึงความหนาแน่นของอะไร?

มันคือความหนาแน่นของโปรตีนเมื่อเทียบกับไขมัน

HDL ก็คือ lipoprotien ที่มีสัดส่วนของโปรตีนสูงเมื่อเทียบกับไขมัน และ Low Density ก็แปลว่ามีความเข้มข้นของโปรตีนไม่เยอะ หรือแปลว่ามีความเข้มข้นของไขมันเยอะนั่นเอง

ทั้ง HDL และ LDL คือยานพาหนะที่ลำเลียงคอเลสเตอรอลไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย แถมยังมีการถ่ายเทคอเลสเตอรอลระหว่าง HDL กับ LDL อีกด้วย

พูดง่ายๆ ก็คือ คอเลสเตอรอลเป็น “สัมภาระ” ส่วน HDL หรือ LDL เป็น “เรือดำน้ำ” ที่เคลื่อนย้ายสัมภาระไปมา

คอเลสเตอรอลซึ่งเป็นสัมภาระและจำเป็นต่อการใช้ชีวิตจึงไม่ได้เป็นอันตรายต่อร่างกาย สิ่งที่เป็นอันตรายคือเรือดำน้ำอย่าง LDL ต่างหาก

เวลาตรวจเลือด เรามักจะดูค่า LDL-C โดย C ย่อมาจาก Cholestorol

LDL-C ก็คือคอเลสเตอรรอลที่ถูกขนส่งด้วยเรือดำน้ำ LDL

หมอบอกว่า LDL-C ไม่ควรสูงกว่า 130 mg/dL (dL = decilitre)

แต่ตัวปัญหาจริงๆ คือสิ่งที่ติดมากับ LDL ที่เรียกว่า apoB อ่านว่า “เอโพบี” โดย apo ย่อมาจาก apolipoprotein และ apo คือ prefix มีความหมายว่า away

apoB เป็นเหมือนขดลวดหุ้มอยู่รอบตัว LDL อีกที แถม apoB ไม่ได้มีแค่ใน LDL แต่มีอยู่ใน VLDL และ IDL ด้วย (VL = Very Low, I = Intermediate) อีกด้วย

ขณะที่ HDL ก็มีขดลวดรอบๆ เหมือนกัน ชื่อว่า apoA แต่มีพฤติกรรมต่างออกไป 

ดังนั้น ถ้าอยากรู้ว่าเรามีความเสี่ยงโรคหัวใจแค่ไหน ตอนตรวจเลือดควรบอกพยาบาลว่าอยากดูค่า apoB ด้วย [ซึ่งธรรมดาเขาไม่ค่อยวัดกัน ผมกลับไปดูประวัติการตรวจสุขภาพของตัวเองก็ไม่มีค่านี้ ดังนั้นถ้าอยากวัดอาจต้องจ่ายเงินเพิ่ม]

เพื่อให้เห็นภาพว่า apoB สร้างปัญหาอย่างไร ให้ลองนึกถึงบ้านเรือนในเมืองนอกที่อยู่กันเป็นบล็อคเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ 

ถนนหรือ street ที่พาดผ่านหน้าบ้านคือเส้นเลือดของเรา และรั้วบ้านด้านนอกคือผนังหลอดเลือด

เวลา HDL วิ่งผ่านมา apoA ที่หุ้ม HDL อยู่ก็จะติดอยู่ตามรั้วบ้าน อาจเข้ามาทักทายเจ้าของบ้านตรงระเบียงหน้าบ้าน (porch – พื้นที่ระหว่างรั้วบ้านกับตัวบ้าน) แต่พอสักพักก็จะร่ำลาและจากไป

แต่พอเวลา LDL/VLDL/IDL วิ่งผ่านมา apoB จะติดตามรั้วบ้าน เข้ามาตรงระเบียงบ้าน แล้วก็นั่งแช่อยู่อย่างนั้นไม่ยอมจากไปไหน แถมยังช่วนเพื่อนๆ apoB ตัวอื่นๆ ที่ผ่านมาให้มาปูเสื่อจัดปาร์ตี้กันอย่างอิ่มหนำสำราญในรั้วบ้านคนอื่นหน้าตาเฉย

ซึ่งเมื่อ apoB มาซ่องสุมอยู่นานๆ เข้า ก็จะเกิดกระบวนการ oxidation และเริ่มเกาะติดแน่น 

จากนั้น ร่างกายก็จะแก้ปัญหาด้วยการโทร 191 เรียกเม็ดเลือดขาวชื่อ monocyte ที่ทำตัวเหมือนแพ็คแมน (Pac-Man) ออกมากินพวก apoB เกเรเหล่านี้

แต่ถ้ากินมากเกินไปเม็ดเลือดขาวก็จะท้องแตกกลายร่างเป็นสิ่งที่มีหน้าตาคล้ายๆ กับเมล็ดโฟมสีขาว (foam cell) เมื่อมีเมล็ดโฟมสีขาวเรียงรายกันเยอะ ผนังเลือดก็จะมี “ลายไขมัน” (fatty streak) ติดอยู่ 

ซึ่งลายไขมันนี้เกิดได้ตั้งแต่คนวัยหนุ่มสาวเลยทีเดียว ผลการชันสูตรศพของคนที่เสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่นอุบัติเหตุหรือการฆาตรกรรม ก็ล้วนเจอลายไขมันเกาะผนังหลอดเลือด จึงมีการคาดการณ์ว่าประมาณ 1 ใน 3 ของคนอายุ 16-20 ปีก็มีลายไขมันบนผนังหลอดเลือดกันแล้ว

แสดงว่าผู้อ่านหนังสือเล่มนี้ (หรือบทความนี้) ก็น่าจะมีลายไขมันเกาะผนังหลอดเลือดแล้วเช่นกัน แถมยังไม่มีวิธีการตรวจพบได้อีกด้วย

แต่ไม่ต้องเป็นกังวลไป เราคงไม่ได้เป็นโรคหัวใจเร็วๆ นี้ สิ่งที่เราต้องตระหนักก็คือ กว่าเราจะหัวใจวายหรือเป็นสโตรค ต้องใช้เวลาสะสมของปัจจัยนานเป็นสิบปี ไม่มีใครเป็นสโตรคจากสาเหตุเพียงชั่วข้ามคืน

เมื่อ foam cell สะสมขึ้นมากๆ ก็จะกลายเป็นคราบที่ยังไม่ได้เกาะตัวแน่น (non-calcified plaque) พอนานๆ ไปก็จะพัฒนาไปเป็นคราบหินปูนหรือตะกรัน (calcified plaque) ซึ่งเมื่อถึงขั้นนี้เราสามารถใช้เครื่อง Calcium Scan ในการตรวจหาคราบหินปูนได้

ตัวคราบหินปูนนั้นเอาจริงๆ ไม่ได้อันตรายเท่าไหร่เพราะว่าเกาะติดแน่นอนและข้างเสถียร แต่การมีอยู่ของคราบหินปูนในหลอดเลือดคือสัญญาณที่บอกเราว่าเส้นเลือดของเรามีคราบที่ไม่เสถียรเกาะอยู่ไม่น้อย และถ้าคราบนี้หลุดออกจากผนังหลอดเลือด ล่องลอยไปตามกระแสเลือดและไปขัดขวางการจราจร ก็ย่อมนำไปสู่ heart attack (หัวใจวาย) หรือ brain attack (สโตรค) ได้นั่นเอง

นอกจาก apoB แล้ว ยังมีวายร้ายอีกตัวหนึ่งที่คนไม่ค่อยรู้จัก ชื่อว่า Lp(a) (“แอลพีลิทเทิ่ลเอ”) ซึ่งคนที่มีค่านี้สูงๆ มีโอกาสที่จะ “หัวใจวายก่อนวัยอันควร” (premature heart attacks)

ค่า Lp(a) สูงเกิดจากกรรมพันธุ์ บางคนมีค่านี้สูงกว่าคนปกติถึงร้อยเท่า ดังนั้นถ้าใครมีคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ ก็ควรตรวจเลือดหาค่านี้ด้วยเช่นกัน

คำถามสำคัญก็คือเราจะลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจได้อย่างไร

แม้จะมีความเชื่อว่าการมี “ไขมันตัวดี” อย่าง HDL สูงๆ จะช่วย แต่ Dr.Attia บอกว่าจากงานวิจัยยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่า HDL ที่สูงจะลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจได้จริงๆ

ถ้าอยากลดความเสี่ยงโรคหัวใจ สิ่งที่ต้องโฟกัสคือการลดค่า LDL ให้ต่ำที่สุด (ซึ่งก็จะทำให้ apoB ซึ่งเป็นวายรายตัวจริงน้อยลงไปโดยปริยาย)

การออกกำลังกาย ไม่ได้ช่วยให้ค่า LDL ลดลง (อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในทางตรง) การลดค่า LDL ที่ได้ผล ก็คือการปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ยา

เพื่อจะลด LDL เราควรหลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัว (saturated fats) ที่มาจากเนื้อสัตว์บก และกินไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fats) ที่มาจากพืชหรือปลา

[จากประสบการณ์ตรงของคนที่ไม่ได้สนใจเรื่องอาหารการกินเท่าไหร่ ผมไม่เคยจำได้ว่าเลยว่า อะไรคือไขมันอิ่มตัว อะไรคือไขมันไม่อิ่มตัว แต่ผมพบวิธีจำได้ง่ายๆ แล้ว นั่นก็คือ อะไรที่กินแล้ว “อิ่มท้อง” ก็มักจะมีไขมัน “อิ่มตัว” (เนื้อ หมู ไก่ แกะ) อะไรที่กินแล้วไม่ค่อยอยู่ท้องเท่าไหร่ ก็คือไขมันไม่อิ่มตัว (ปลา อะโวคาโด แอลมอนด์ฯลฯ)

เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว มีหลายองค์กรออกมาเตือนให้ระวังการบริโภคไข่ไก่ เพราะจะทำให้คอเลสเตอรอลสูง แต่ในเมื่อไข่ไก่ไม่ได้มีไขมันอิ่มตัว การกินไข่จึงไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจแต่อย่างใด เพราะมันไม่ได้ไปเพิ่ม LDL

Peter Libby หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ เคยกล่าวไว้ว่า โรคหัวใจอาจจะสูญพันธุ์ ถ้าประชากรทุกคนมีค่า LDL-C เท่ากับตอนที่เราอยู่ในวัยทารก คือประมาณ 20 mg/dL เท่านั้น

Dr.Attia บอกว่า LDL ยิ่งต่ำเท่าไหร่ยิ่งดี ไม่มีค่า LDL ที่ต่ำเกินไป ยิ่งโดยเฉพาะคนที่ครอบครัวมีประวัติโรคหัวใจ ควรหาทางทำให้ LDL ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ การตั้งเป้าให้ LDL-C ต่ำกว่า 100 จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ แม้ว่าจะต้องใช้ยาอย่างสแตติน (Statin) ก็ตาม

[ผมคิดว่า Dr.Attia อาจจะสุดโต่งเกินไปหน่อย การยอมใช้ยาเพื่อให้ได้ตามเป้าหมายอาจจะไม่ค่อยเหมาะสมกับบริบทคนไทยที่หาซื้อยา Statin จากร้านขายยาได้โดยง่าย และอาจบริโภคมากเกินไปโดยที่ไม่ได้ปรึกษาหมอ]

[อีกประเด็นไม่ได้กล่าวไว้ในหนังสือ แต่ผมอยากจะชวนคุย ก็คือเรื่องการกินอาหารทะเล ซึ่งคนไทยชอบแซวกันว่า ก่อนไปตรวจสุขภาพ ห้ามกินอาหารทะเล ไม่งั้นจะโดนหมอดุเพราะคอเลสเตอรอลสูง

แต่ก็เช่นเดียวกับไข่ไก่ อาหารทะเลอย่างกุ้งหรือปลาหมึกนั้นไม่ได้มีไขมันอิ่มตัวเหมือนเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว (ซึ่งทำให้ตับผลิต LDL มาก และมี apoB ที่สร้างปัญหาให้หลอดเลือดแข็ง) แถมอาหารทะเลยังมีโอเมกา 3 ที่ทำให้ HDL สูงขึ้นอีกด้วย

ดังนั้น แม้การกินอะไรทะเลอาจทำให้ค่า total cholestorol ที่มาจาก HDL+LDL+Triglyceride สูงขึ้นก็จริง แต่จะเป็นการสูงในส่วนของ HDL ซึ่งเป็นเรื่องดี และไม่ได้ทำให้ LDL สูงขึ้นแต่อย่างใด

ตราบใดที่เรากินอาหารทะเลอย่างพอประมาณ ก็อาจไม่มีความจำเป็นต้องกังวลว่ามันจะทำให้สุขภาพของเราแย่ครับ]

ในตอนต่อไป เราจะพูดถึงพญามารตัวที่ 3 ซึ่งคนไทยน่าจะหวาดกลัวมากที่สุด

โรคมะเร็งครับ


Outlive ตอนที่ 1: โรคเบาหวานและเหตุผลที่ Outlive เป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2023

Outlive ตอนที่ 2: โรคหัวใจและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคอเลสเตอรอล

Outlive ตอนที่ 3: ความหวังของการรักษามะเร็งให้หายขาด

Outlive ตอนที่ 4: โรคอัลไซเมอร์

Outlive ตอนที่ 5: KPI ที่สำคัญที่สุดสำหรับอายุที่ยืนยาว

Outlive ตอนที่ 6: VO2 Max และความสับสนเกี่ยวกับ Zone 2 Training

Outlive ตอนที่ 7: Strength และ Stability มิติที่คนออกกำลังกายมองข้าม

Outlive ตอนที่ 8: กินน้อย / ทำ IF แล้วสุขภาพดีจริงหรือ

Outlive ตอนที่ 9: การนอนหลับและสุขภาพทางอารมณ์