คนไม่มีลูก แก่ตัวไปแล้วจะเหงารึเปล่า?

ฉันไม่เคยมีลูกและตอนนี้ก็อายุ 70 กว่าปีแล้ว

เมื่อหลายสิบปีที่แล้วตอนที่ฉันต้องตัดสินใจว่าจะมีลูกดีหรือไม่ ฉันไปคุยกับเพื่อนหลายคนที่มีลูก ฉันถามพวกเธอว่าชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง และหลังจากได้คุยแล้วฉันก็เข้าใจว่าการจะมีชีวิตที่ดีและน่าสนใจไปพร้อมๆ กับการมีลูกนั้นเป็นสิ่งเป็นไปได้

แต่จะด้วยโชคชะตาหรืออะไรก็ตาม บางอย่างในชีวิตสมรสของเราทำให้ฉันไม่สามารถมีบุตรได้

และเท่าที่ผ่านมาฉันก็มีอายุที่ยืนยาว น่าสนใจ และไร้บุตร

ฉันยังจำคำพูดหนึ่งของเพื่อนสาวฉันได้ดี

“มิเชล จริงๆ แล้วเธอแค่ต้องการจะมีเรื่องให้เสียดายน้อยที่สุด (avoid regret) และถ้าเธอไม่มีลูก เธอจะมีเรื่องให้ต้องเสียดายอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ฉันก็มีลูกสาวที่น่ารัก 2 คน และฉันการันตีได้เลยว่าตอนที่พวกเราแก่ตัว บัญชีเรื่องที่ฉันเสียดายนั้นจะยาวเป็นหางว่าวกว่าเธอ เพราะสิ่งที่เธอจะได้ทำเพราะเธอไม่มีลูกนั้นย่อมเยอะกว่าสิ่งที่ฉันจะได้ทำเพราะว่าฉันมี”

ตอนนี้พวกเราแก่กว่าเดิมมาก แต่เราก็ยังคุยกันเป็นประจำ ชีวิตของเพื่อนคนนี้ต่างจากชีวิตของฉัน เธอมีสมาชิกครอบครัวเยอะกว่า ส่วนฉันก็มีเพื่อนฝูง ฉันได้เดินทาง และฉันก็ได้เขียนหนังสือ ฉันไม่เคยรู้สึกเหงาเลยเพราะว่าฉันยุ่งเกินกว่าจะเหงา

ฉันเคยแอบคิดว่าตัวเองน่าจะมีลูกบ้างรึเปล่าน่ะเหรอ? มันก็เหมือนกับการแอบคิดว่าฉันน่าจะตัวสูงกว่านี้นั่นแหละ บางทีฉันก็คิด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ฉันตัวสูงขึ้น มันเป็นแค่เรื่องเพ้อฝันฉันเลยไม่อยากใส่ใจมันเท่าไหร่ ฉันอยากใส่ใจแต่เรื่องดีๆ ในชีวิต ซึ่งฉันก็มีมากเกินพอ

ที่แน่ๆ คือฉันไม่รู้สึกเหงาเลยแม้แต่น้อย


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Michelle Gaugy’s answer to Will child-free people get lonely in old age without kids?

พ่อแม่ควรทะเลาะให้ลูกเห็นหรือเปล่า

สิ่งหนึ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมานานก็คือพ่อแม่ไม่ควรทะเลาะกันต่อหน้าลูก เพราะมันอาจจะสร้างแผลในใจให้ลูกได้

แต่ Adam Grant ได้บอกไว้ในหนังสือ Think Again ว่าจากผลการวิจัย พ่อแม่จะทะเลาะกันบ่อยแค่ไหนนั้นไม่ได้ส่งผลต่อการเรียน การเข้าสังคม และพัฒนาการทางอารมณ์ของลูกเลย

สิ่งที่จะส่งผลต่อลูกจึงเป็นคุณภาพของการทะเลาะ ไม่ใช่ความถี่

เมื่อพ่อแม่ถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์และด้วยความเคารพนั้น เด็กจะรู้สึกมีความปลอดภัยทางอารมณ์ และเมื่อโตขึ้นมาอีกหน่อยเด็กกลุ่มนี้จะมีความเข้าอกเข้าใจและชอบช่วยเหลือเพื่อนร่วมห้องมากกว่าเด็กทั่วไป

การมองเห็นไม่ตรงกันและถกเถียงกันนั้นเป็นเรื่องปกติ ถ้าหากพ่อแม่ใช้โอกาสนี้ฝึกฝนให้ทะเลาะกันอย่างมีสติเพราะรู้ตัวว่าลูกกำลังดูอยู่ ก็อาจจะเป็นการเรียนรู้พร้อมกันของทั้งครอบครัวได้นะครับ

วันที่ฉันหยุดพูดกับลูกว่า “เร็วๆ หน่อย”

เมื่อเรามีชีวิตที่วุ่นวาย ทุกนาทีนั้นมีค่าเสมอ เรารู้สึกว่าเราต้องทำอะไรบางอย่างให้เสร็จ หรือไม่ก็ต้องเช็คมือถือ หรือไม่ก็ต้องรีบไปยังที่ถัดไป แต่ไม่ว่าเราจะพยายามเท่าไร ก็ดูเหมือนเราจะไม่เคยมีเวลาพอเลย

ชีวิตฉันเคยเป็นแบบนั้นอยู่สองปี ความคิดและการกระทำของฉันถูกครอบงำด้วย notifications เสียงสายเรียกเข้า และตารางที่แน่นเอี้ยด และแม้ว่าฉันอยากจะทำทุกอย่างให้เสร็จตามเวลาที่กำหนด แต่ฉันก็มักจะสายเสมอ

เพราะว่าฉันมีลูกสาววัย 6 ขวบที่แสนจะใจเย็นนั่นเอง

เวลาที่เราต้องออกจากบ้านได้แล้ว ลูกจะใช้เวลาว่าจะเลือกกระเป๋าและมงกุฎ

เวลาที่ฉันเข้าเกียร์ D พร้อมจะเหยียบคันเร่ง ลูกจะขอใส่เข็มขัดนิรภัยให้น้องหมีก่อน

เวลาที่ฉันซื้ออาหาร takeaway และจะเดินออกจากร้าน ลูกจะหยุดคุยกับหญิงชราที่หน้าตาละม้ายคุณยายของเธอ

เวลาฉันอยากรีบเดินกลับให้ถึงบ้านเพื่อจะได้ไปออกกำลังกายซัก 30 นาที ลูกจะหยุดคุยและลูบหัวหมาทุกตัวที่มีคนพามาเดินเล่น

เวลาที่ฉันมีตารางเต็มตั้งแต่ 6 โมงเช้า ลูกจะขอตอกไข่และเล่นทำกับข้าว

ลูกสาวคือของขวัญสำหรับคุณแม่เจ้าระเบียบอย่างฉัน แต่ตอนนั้นฉันไม่รู้ตัวหรอกนะ เวลาชีวิตเราวุ่นวายเกินไป สายตาของเราก็มักจะมองอะไรได้ไม่กว้างนัก เราจะเห็นแค่สิ่งที่ต้องทำอันถัดไปเท่านั้นเอง และอะไรก็ตามที่ไม่ช่วยลดงานใน to do list เราก็จะถือว่ามันเป็นเรื่องเสียเวลา

เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกสาวทำให้แผนการฉันรวน ฉันจะคิดอยู่ในใจว่า “เราไม่มีเวลาทำเรื่องนี้นะ” (“We don’t have time for this.”)

และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมคำพูดที่ฉันพูดกับลูกบ่อยที่สุดคือคำว่า “เร็วๆ หน่อย”

“เร็วๆ หน่อย เราสายแล้วนะ”

“กินข้าวเร็วๆ หน่อย”

“แต่งตัวเร็วๆ หน่อย”

“แปรงฟันเร็วๆ หน่อย”

“เร็วๆ หน่อย ถึงเวลานอนแล้ว”

และแม้คำว่า “เร็วๆ หน่อย” จะไม่ได้ช่วยเพิ่มความเร็วให้กับลูกแม้แต่น้อย ฉันก็ยังพูดมันออกมาอยู่ดี เผลอๆ จะพูดบ่อยกว่าคำว่า “แม่รักหนู” ซะอีก

ความจริงนี่มันทิ่มแทงนะ แต่มันก็เยียวยาด้วยเช่นกัน

แล้ววันหนึ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เราเพิ่งรับลูกสาวคนโตมาจากโรงเรียน และพอกลับถึงบ้าน ถึงเวลาต้องลงจากรถ พอเห็นว่าน้องสาวของเธอทำอะไรช้าเกินไป ลูกคนโตของฉันก็เลยพูดออกมาว่า “ชักช้าจริงๆ เลย” ยิ่งเห็นเธอกอดอกและถอนหายใจ ฉันก็ได้มองเห็นตัวเองในร่างของลูกสาวคนโต

ณ วินาทีนั้น ฉันถึงได้รู้ตัวว่าที่ผ่านมาฉันเป็นคนตัวใหญ่ที่ชอบกดดันและชอบเร่งรีบคนตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่อยาก enjoy กับชีวิต

นิสัยเร่งรีบของฉันกำลังทำร้ายลูกสาวทั้งสองคน

ฉันสบตาลูกคนเล็กและพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “แม่ขอโทษนะที่แม่เร่งลูกตลอดเลย จริงๆ แล้วแม่ชื่นชมลูกนะที่ทำอะไรโดยไม่เร่งรีบ แม่ก็อยากจะทำให้ได้เหมือนลูกเหมือนกัน”

ลูกสาวทั้งสองคนประหลาดใจที่ฉันพูดแบบนั้นออกไป โดยเฉพาะลูกสาวคนเล็กที่ดวงตาเป็นประกาย ดูออกเลยว่าเธอดีใจที่ฉันยอมรับในสิ่งที่เธอเป็น

“แม่สัญญาว่าจากนี้ไปแม่จะใจเย็นกว่านี้” ฉันพูดพลางโอบเธอมากอดไว้ ส่วนลูกสาวก็ยิ้มไม่หุบเมื่อได้ฟังคำมั่นที่แม่เพิ่งให้กับเธอ

การหยุดใช้คำว่า “เร็วๆ หน่อย” นั้นไม่ได้ยากเย็นอะไร สิ่งที่ยากคือการเรียนรู้ที่จะรอคอยลูกสาวอันแสนใจเย็นต่างหาก เพื่อที่จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นสำหรับเราทั้งคู่ ฉันให้เวลาเธอมากขึ้นสำหรับการเตรียมตัวเวลาเราต้องออกไปที่ไหน และแม้จะทำอย่างนั้นแล้วบางทีเราก็ยังสายอยู่ดี แต่ฉันก็บอกนะตัวเองว่าเราจะสายแบบนี้อีกแค่ไม่กี่ปีหรอก แค่ช่วงที่ลูกยังเด็กอยู่เท่านั้นเอง

เวลาเราเดินไปร้านขายของ ฉันจะก้าวเท้าตามความเร็วของลูก และเวลาเธอหยุดดูอะไร ฉันจะพยายามไม่กังวลถึงเรื่องที่ฉันต้องทำและบอกตัวเองให้แค่เฝ้ามองเธอ

ฉันได้เห็นอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยเห็นในตัวลูกสาวมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นรอยบุ๋มบนมือหรือรอยย่นบนหน้าเวลาลูกยิ้ม ฉันได้เห็นว่าคนที่เดินผ่านมามีปฏิกิริยาอย่างไรเวลาที่ถูกลูกชวนคุย ฉันเห็นเวลาลูกเจอแมลงสวยๆ หรือดอกไม้งามๆ เธอเป็นคนช่างสังเกต และคนช่างสังเกตในโลกนี้นั้นมีไม่มากนักหรอก และฉันก็ตระหนักได้ว่าลูกคือของขวัญอันล้ำค่าสำหรับจิตวิญญาณอันว้าวุ่นของแม่คนนี้

เป็นเวลาสามปีแล้วนับตั้งแต่วันที่ฉันให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้ชีวิตให้ช้าลง นับตั้งแต่วันนั้นฉันก็พยายามลดความยุ่งเหยิงในชีวิตให้น้อยลงด้วย การทำอะไรอย่างใจเย็นนั้นต้องฝืนตัวเองพอสมควร และลูกสาวคนเล็กของฉันก็เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่าฉันต้องพยายามต่อไป จริงๆ แล้วเธอเพิ่งเตือนฉันอีกครั้งเมื่อวันก่อนนี้เอง

วันนั้น เราสองคนปั่นจักรยานไปซื้อไอติมที่ร้านรถเข็น หลังจากซื้อไอติมให้เธอแล้ว เราก็นั่งลงที่ม้านั่งและลูกก็มองไอติมด้วยความตื่นเต้น

แต่แล้วสีหน้าของเธอก็กังวลขึ้นมาเล็กน้อย “แม่ขา หนูต้องรีบกินรึเปล่า?”

น้ำตาฉันเกือบไหลออกมา บางทีเราคงไม่อาจลบรอยแผลเป็นแห่งชีวิตที่เร่งรีบได้

ในขณะที่ลูกมองมาที่ฉันและรอคำตอบ ฉันรู้ว่าฉันมีสองทางเลือก ระหว่างนั่งเสียใจกับความผิดพลาดในอดีต หรือดีใจที่วันนี้ฉันได้พยายามทำสิ่งที่ต่างออกไป

ฉันเลือกที่จะอยู่กับปัจจุบัน

“หนูไม่ต้องรีบเลยจ้ะ ค่อยๆ กินได้เลย”

แล้วเราก็นั่งคุยกันเรื่อยเปื่อย มีบางช่วงด้วยซ้ำที่เรานั่งเงียบๆ มองหน้าแล้วยิ้มให้กัน

ฉันนึกว่าลูกจะกินไอติมจนหมดเกลี้ยง แต่ปรากฎว่าพอเธอกินใกล้จะเสร็จ เธอยื่นไอติมให้ฉันและบอกว่า “หนูเก็บคำสุดท้ายไว้ให้แม่นะคะ”

ฉันมอบเวลาให้กับลูก และเธอก็ตอบแทนฉันด้วยไอติมคำสุดท้าย ลูกสอนให้ฉันรู้ว่าสิ่งต่างๆ นั้นหวานหอมกว่าเดิมและความรักนั้นเกิดขึ้นง่ายดายกว่าเดิมหากเราเรียนรู้ที่จะใจเย็นกับชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นการ

กินไอติม

เด็ดดอกไม้

ใส่เข็มขัดนิรภัย

ตอกไข่

เก็บเปลือกหอย

ดูแมลงเต่าทอง

เดินเล่น

ฉันจะไม่พูดอีกต่อไปแล้วว่า “เราไม่มีเวลาทำเรื่องนี้” (“We don’t have time for this”) เพราะการพูดแบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการพูดว่า “เราไม่มีเวลาใช้ชีวิต” (“We don’t have time to live”)

การเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับเรื่องธรรมดา คือทางเดียวที่จะใช้ชีวิตได้อย่างแท้จริง


ถอดความจากบทความของ Huffpost: The Day I Stopped Saying ‘Hurry Up’ by Rachel Macy Stafford

“เก่งมาก”: คำที่พ่อแม่พูดกับลูกบ่อยที่สุด

ใครที่มีลูกเล็กๆ วัยไม่เกิน 6 ขวบ น่าจะได้ใช้คำว่า “เก่งมาก” อยู่บ่อยๆ

แม้ว่าคนจะเตือนว่าชมแบบนี้จะทำให้ลูกมี fixed mindset เราก็ยังไม่วายที่จะพูดอยู่ดี

เพราะในภาษาไทย การชื่นชมลูกว่า “พยายามได้ดีมาก” เพื่อให้เกิด growth mindset นั้นมันไม่เข้าปากเท่าไหร่ ส่วนฝรั่งใช้คำว่า “Good effort!” เป็นประจำอยู่แล้ว

อีกสถานการณ์หนึ่งที่เราชอบใช้คำว่า “เก่งมาก” ก็คือตอนที่ลูกเรียกให้เราดูผลงานของเขา แต่เราไม่ค่อยสนใจหรือให้ความสำคัญ

“พ่อๆ หนูวาดรูปสวยมั้ย”

(เงยหน้าจากมือถือ กวาดสายตาดูรูปนิดนึง) “เก่งมากจ้ะ” (แล้วก้มดูมือถือต่อ)

“แม่ๆ หนูต่อเลโก้เป็นรูปยานอวกาศด้วยนะ”

“เก่งมากจ้ะ”

“เก่งมาก” จึงเป็นเหมือนไพ่โจ๊กเกอร์ ไม่ว่าลูกจะเปิดไพ่อะไรมา เราก็จะตีกลับไปด้วยคำว่า “เก่งมาก” เสมอเพื่อที่เราจะได้กลับไปทำธุระของเราต่อ

ในหนังสือ “ชมลูกให้ถูก ติลูกให้เป็น” ของ Shimamura Hanako บอกว่าการชมเชยลูกนั้นมีอยู่ 3 ประเภทใหญ่ๆ

1.ชมเชยแค่ผิวเผิน (perfunctory)

2.ชมเชยโดยเน้นที่ตัวบุคคล (person focus)

3.ชมเชยโดยเน้นที่กระบวนการ (process focus)

การชมว่า “เก่งมาก” นั้นเป็นทั้งการชมแบบผิวเผิน และเป็นการเน้นที่ตัวบุคคล

ตัวอย่างของคำชมแบบเน้นตัวบุคคลก็เช่น

“ลายมือสวยมากเลยนะเนี่ย” หรือ “สมแล้วที่เป็นพี่คนโต”

ซึ่งการชมสองแบบผิวเผินหรือเน้นตัวบุคคลนั้นจะทำให้เด็กยึดติดคำชมและอาจมีอาการดังต่อไปนี้

-เด็กจะเน้นทำแต่พฤติกรรมที่ได้รับคำชม หากไม่ได้รับคำชมก็จะไม่ทำ
-เด็กจะคิดว่าตัวเองทำได้ดีแล้ว ไม่ต้องฝึกเพิ่ม (เช่นเราไปชมว่าเขาวาดรูปเก่งมาก ทั้งที่จริงแล้วยังปรับปรุงได้อีกเยอะ)
-เด็กจะกล้าทำสิ่งที่ท้าทายน้อยลง เพราะกลัวจะทำได้ไม่ดี

วิธีการชมเชยที่จะลดความเสี่ยงดังกล่าว สามารถทำได้ดังนี้

1.ชมเชยที่กระบวนการมากกว่าผลลัพธ์

เราไม่ควรชมเรื่องความสามารถหรือบุคลิกภาพ แต่ควรชมท่าทีที่มีความพยายาม

สมมติว่าเด็กสอบได้ 100 คะแนน แทนที่จะบอกว่า “ลูกแม่นี่เก่งสุดๆ ไปเลย” ก็ควรชมว่า “ตั้งใจจนสอบได้คะแนนเต็มเลยนะ” หรือ “หลังจากลองมาหลายวิธี ในที่สุดครั้งนี้ก็ได้ 100 คะแนน!”

หากครั้งต่อไปเขาสอบได้คะแนนต่ำกว่าเดิม เขาก็จะไม่คิดว่าตัวเองไร้ความสามารถ แต่จะเปิดใจลองหาวิธีอื่นๆ ที่จะทำให้สอบได้คะแนนดีกว่าเดิม

  1. ชมเชยให้เป็นรูปธรรม

แทนที่จะชมแค่ “สุดยอด” หรือ “ใช้ได้!” เราควรจะบอกรายละเอียดให้มากขึ้น

เช่นเวลาลูกต่อเลโก้มาโชว์เรา เราก็ควรจะใส่ใจผลงานของลูก และเอ่ยคำชมที่ทำให้ลูกรู้ว่าเขาทำดีเรื่องอะไร

“ใช้สีหลายสีเลย สวยจัง”

“ตรงนี้ตั้งใจเลือกสีให้ต่างจากจุดอื่นๆ สินะ”

  1. ตั้งคำถามให้มากขึ้น

บางทีเราก็ลืมนึกไปว่า เราสามารถพลิกคำชมเป็นคำถามแทนก็ได้

สิ่งสำคัญคือถามว่าเขารู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร และคำถามควรเป็นคำถามปลายเปิด เพื่อให้เกิดบทสนทนาโต้ตอบระหว่างกัน

เช่นเวลาลูกต่อเลโก้มาโชว์ เราอาจตั้งคำถามว่า

“ทำเป็นรูปอะไร ไหนลองบอกหน่อยได้มั้ย”

หรือเวลาลูกคัดลายมือ แทนที่จะชมว่า “ลายมือสวยนะเนี่ย!” ก็อาจจะถามว่า

“ลองเขียนเองแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง”

หรือเวลาที่ลูกเลือกชุดเอง แทนที่จะชมว่า “น่ารักมาก” ก็อาจจะถามว่า

“ชอบสัตว์ตัวไหนบนเสื้อมากที่สุดหรือคะ?”


ถ้าให้สรุปรวบยอด ถ้าอยากจะให้คำชมของเรามีประโยชน์กับลูกจริงๆ เราต้องใส่ใจสิ่งมหัศจรรย์ที่อยู่ตรงหน้า ก้มมองมือถือให้น้อย เงยหน้าดูลูกให้เยอะ

เวลาชมก็อย่าชมแค่ผิวเผินหรือชมที่ตัวบุคคล แต่ให้ชมความพยายามหรือกระบวนการ

และสุดท้าย เราไม่จำเป็นต้องชมลูกทุกครั้ง เพราะเราสามารถตั้งคำถามเพื่อชวนลูกคุย ซึ่งจะทำให้เขาเข้าอกเข้าใจตัวเองมากยิ่งขึ้นครับ

เวลาตื่นไม่ยอมตื่น เวลานอนไม่ยอมนอน

ช่วงนี้ “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัยสี่ขวบครึ่งของผมมีพลังงานล้นเหลือเป็นพิเศษ

สามทุ่มกว่ายังวิ่งไปวิ่งมา ผมปิดไฟห้อง เปิดโคมไฟอ่านนิทานจบไป 3 เรื่องแล้วก็ยังลืมตาแป๋วในขณะที่ “ปรายฝน” พี่สาวของใกล้รุ่งหลับไปเรียบร้อยแล้ว บางทีผมอ่านนิทานต่ออีก 2-3 เรื่องก็ยังไม่หลับ จนต้องใช้ท่าไม้ตายปิดโคมไฟ-ปิดวาจาแล้วนอนเฉยๆ จนหลับไปทั้งลูกและพ่อ

เช้าวันถัดมา เวลาโดนปลุกตอน 7 โมง ใกล้รุ่งก็จะอ้อยอิ่งที่สุด นอนหลับตาตัวไม่กระดิก พอเปิดม่านให้แสบตา เขาก็จะนอนคว่ำเพื่อพยายามจะหลับต่อ ต้องใช้เวลาร่วม 5 นาทีในการชวนคุย แกล้งจั๊กจี้ และสุดท้ายต้องช้อนตัวขึ้นมาอุ้มและพาลงมาอาบน้ำข้างล่าง

เมื่อวานนี้พอเดินลงมา ทิ้งใกล้รุ่งบนโซฟา ใกลุ้ร่งก็ยังนอนคว่ำต่อ ผมก็เลยหมั่นเขี้ยวแซวใกล้รุ่งพร้อมใช้มือตีก้นเป็นจังหวะว่า “เวลาตื่นไม่ยอมตื่น (ตีก้นหนึ่งที) เวลานอนไม่ยอมนอน (ตีก้นอีกหนึ่งที)”

แล้วผมก็ตระหนักได้ว่า ที่พูดไปนี่ก็เข้าตัวอยู่เหมือนกัน


พอโตมาเป็นผู้ใหญ่ ถึงเวลานอนเราก็ไม่ยอมนอน เพราะช่วงเวลากลางดึกนั้นเป็นช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่ามีอิสรภาพอย่างแท้จริง หลังจากที่ต้องทำตามความคาดหวังของคนอื่นมาทั้งวัน

เราจึงนอนดูซีรี่ส์ตอนแล้วตอนเล่า หรือนอนไถฟีดได้เป็นชั่วโมง

พอถึงเวลาตื่น เราก็เลยต้องตื่นอย่างไม่เต็มใจ บางคนต้องพึ่งพากาแฟเพื่อให้มีเรี่ยวมีแรงพอที่จะทำงานไหว

เวลาช่วงเช้าที่เหมาะแก่การทำงานชิ้นใหญ่ เราก็เผลอไผลไปเช็คโซเชียล หรือไม่ก็ตอบอีเมล รู้ตัวอีกทีคนก็เริ่มทักสแล็ค-ทักไลน์จนเราไม่อาจทำงานที่ต้องใช้สมาธิได้อีกต่อไป ระหว่างวันก็มีประชุมติดๆ กัน ก็เลยกลายเป็นว่าต้องมานั่งทำงานของตัวเองตอนดึกๆ แล้วจบด้วยการดูซีรี่ส์เป็นการให้รางวัลตัวเอง เป็นวงจรอย่างนี้เรื่อยไป

เวลาที่มีนัดแล้วเราไปสาย ก็เกิดจากสาเหตุเดียวกัน คือควรจะเตรียมตัวออกจากบ้านได้ตั้งนานแล้ว แต่เราก็ใช้เวลาไปกับอย่างอื่นจนนาทีสุดท้าย แล้วก็ต้องมานั่งเครียดบนท้องถนนโดยไม่ใช่เรื่อง

กล่าวโดยสรุปก็คือ เราสามารถหลีกเลี่ยงความเครียดส่วนใหญ่ในชีวิตได้ หากเราทำสิ่งที่ควรทำในเวลาที่ควรทำ

ฟังดูง่ายๆ แต่ทำได้ไม่ง่าย – simple but not easy

อาจจะเริ่มต้นด้วยการนอนในเวลาที่ควรนอน และตื่นอย่างเต็มใจในเวลาที่ควรตื่น

ถ้าเราทำสิ่งที่ควรทำในเวลาที่ควรทำได้อย่างสม่ำเสมอ ชีวิตน่าจะดีขึ้นได้อย่างแน่นอนครับ