เงียบๆ คนเดียว

20150411_NewYearSolitary - Copy

ปีใหม่เป็นช่วงที่ควรจะอยู่เงียบๆ คนเดียว หาที่ปลีกวิเวกสัก 3 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง ที่ไม่ต้องยุ่งกับใคร เช่นนั่งรถทัวร์ไปต่างจังหวัด ขึ้นเครื่องบินไปไหนคนเดียวสักพัก หรือก่อนนอนก็ได้ เอาเวลาตอนนั้นมาใคร่ครวญกับตัวเอง ต่อให้มีลูกมีครอบครัว ก็ต้องหาเวลาปลีกตัวออกมาบ้าง เลี้ยงลูกกันทั้งวัน โง่ตายเลย ผมเชื่อว่าคนเราต้องมีเวลาอยู่คนเดียวแล้วคิดทบทวนหรือคุยกับตัวเอง ว่าเป้าหมายที่เราตั้งไว้มันสำเร็จไปหรือยัง หรือตั้งเป้าหมายผิดหรือเปล่า

– ดร.วรภัทร ภู่เจริญ

—–

ปีใหม่ไทยปีนี้ผมมาพักผ่อนกับแฟนที่ภูเก็ต

มีหนังสือติดกระเป๋ามาสองสามเล่ม โดยหวังว่าจะได้มีเวลา “นอนตีพุง” อ่านหนังสือแบบเต็มๆ

อ่านบ้าง งีบบ้าง

ใช้ชีวิตช้าๆ ขี้เกียจๆ หลังจากเป็นหนูถีบจักรขาระวิงมาหลายเดือน

แล้วก็กะว่าถ้าใจอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม ก็จะมานั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วในปีนี้ และมองต่อว่าอีก 8-9 เดือนที่เหลือ เราจะให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรบ้าง

การมีเวลากับตัวเองเป็นเรื่องสำคัญมากๆ อย่างที่ดร.วรภัทรว่า

หยุดยาวคราวนี้ ผมหวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะมีเวลาให้ตัวเอง (จริงๆ) เช่นกันนะครับ

—–
Credits:
a day bulletin Issue 284 27 Dec 2103- 2 Jan 2014

ความสุขของการเดินทาง

20150404_JourneyDestination

If you are not enjoying the journey, you probably won’t enjoy the destination.
– Unknown

ถ้าคุณไม่สนุกกับการเดินทาง คุณก็อาจจะไม่ชอบปลายทางนะ
– นิรนาม

—–

เคยถามตัวเองมั้ยครับว่า สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้มันจะนำเราไปสู่อะไร?

งานที่เราทำ ละครที่เราดู เพื่อนที่เราคุยด้วย ความเห็นที่เราตามอ่านในเฟซบุ๊ค

สิ่งเหล่านี้ให้พลังงานบวกหรือพลังงานลบมากกว่ากัน?

แม้ว่ามันจะเป็นลบเพียงเล็กน้อยในความรู้สึกเรา แต่ถ้าเราเจอมันทุกวัน มันจะทบเท่าทวีคูณ และอาจนำพาเราไปสู่สภาพที่ไม่น่ารื่นรมย์

(ส่วนชาวพุทธ ถ้ามองข้ามช็อต มันอาจจะนำพาเราไปสู่ทุคติภูมิได้เลย)

ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังเดินไปทางไหน และมั่นใจว่าเป็นปลายทางที่ดี หากการเดินทางมันจะมีขลุกขลักบ้างก็ไม่เป็นไร ถือเป็นรสชาติชีวิต

แต่ถ้าเราเดินทางโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังจะไปไหน แถมยังไม่สนุกกับการเดินทางอีก อันนี้ผมว่าต้องกลับมาคุยกับตัวเอง หรือปรึกษาคนใกล้ตัวแล้วล่ะ ว่าจะปล่อยให้ชีวิตเท้งเต้งอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จริงๆ หรือ

เพราะโลกนี้ไม่มีคำว่าบังเอิญ และสิ่งดีๆ ที่ได้มาก็ไม่ใช่เพราะว่าโชคช่วย

แล้วถ้าเรายังไม่มีจุดหมายล่ะ?

ผมว่าก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่เรายังมีความสุขกับการเดินทาง

ตั้งแต่ต้นปี ผมเองก็เริ่มเขียนบล็อกนี้จริงๆ จังๆ ทั้งๆ ที่ยังเห็นภาพไม่ชัดเหมือนกันว่าจริงๆ แล้วผมต้องการอะไรจากการนั่งหน้าคอมเพิ่มวันละ 1-2 ชั่วโมงทุกวัน

แต่อย่างน้อยผมรู้สึกว่ากำลังสนุกกับการเดินทางครั้งนี้ชะมัด

และเมื่อเราใช้ความสุขนำ ผมเชื่อว่ามันจะพาเราไปสู่ปลายทางที่ดีได้ครับ

ทำก่อน เชื่อทีหลัง

20150330_DoFirstBelieveSecond

We don’t take action because we believe.
We believe because we take action.
Do first. Believe second
-Seth Godin

—–
เรื่องบางเรื่องเราไม่รู้หรอกว่าทำได้หรือไม่ได้ จนกว่าจะลองลงมือทำ

ชีวิตผมจะว่าไปก็จับพลัดจับผลูมาตลอด

อยากเรียนวิศวะคอมพิวเตอร์ แต่มหาวิทยาลัยเปิดสอนไม่ได้เพราะเด็กน้อยเกินไป เลยต้องไปเรียนวิศวะไฟฟ้า

จนวิศวะไฟฟ้ามา ดันเผลอไปสมัครงานบริษัทซอฟต์แวร์ แล้วก็ได้มาเป็น software engineer ทั้งๆ ที่เคยเรียนวิชา Programming แค่เทอมเดียว

ทำงานด้านซอฟท์แวร์มาได้ 6 ปี ตำแหน่ง communication manager ก็ว่างขึ้นมา เลยลองสมัครดู ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำได้ดีมั้ย แต่เห็นงานแล้วมันน่าทำเลยขอลอง ก็ทำมาเรื่อยๆ จนตอนนี้ก็มั่นใจในวิชาชีพนี้พอสมควร

ผมเขียนบล็อกลง Anontawong.com ครั้งแรก เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2555

ณ วันที่ 31 ธ.ค.2557 Anontawong.com มีบทความแค่ 15 บทความเท่านั้น

หรือปีหนึ่งเขียนประมาณ 5 บทความ (จริงๆ ไม่ถึงด้วย เพราะมีหลายโพสต์ที่ผมแค่อัพรูปเฉยๆ)

จนวันที่ 2 ม.ค. 2558 หลังจากกลับมาจากไปเที่ยวปีใหม่ แล้วมีเวลาอยู่กับบ้านว่างๆ ก็เลยคิดสนุกว่า ไหนเราลองมาเขียน anontawong.com จริงๆ จังๆ ดูซิ

แต่ผมก็มีคำถามกับตัวเองว่า จะมีเรื่องเล่าซักแค่ไหนกันเชียว และจะมีคนเห็นประโยชน์มันบ้างมั้ย

ตอนแรกผมเลยตั้งเป้าง่ายๆ ให้ตัวเองว่า จะเขียนบล็อกติดต่อกันให้ได้สามวันเสียก่อน

พอครบสามวัน ผมก็เลยขยับเป้าหมายเป็นเขียนติดต่อกันจนกว่าจะครบหนึ่งสัปดาห์

เมื่อทำได้ ก็เลยบอกตัวเองให้เขียนทุกวันจนกว่าจะจบเดือนมกราคม

และเดือนกุมภาพันธ์…

และเดือนถัดไป

เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา ผมก็ได้รับแจ้งจาก WordPress ว่าผมเขียนบล็อกครบ 100 ตอนแล้ว

20150337_100Posts

สามปีแรก 15 ตอน

สามเดือนถัดมา 85 ตอน

ความแตกต่างไม่น้อยเลย

หลังจาก “ทำ” มาร่วมสามเดือน ตอนนี้ผมเริ่ม “เชื่อ” แล้วว่า ผมน่าจะเอาดีทางนี้ได้

จึงขอประกาศไว้ ณ ที่นี้ว่า Anontawong.com จะมีบทความใหม่ไปทุกวันนะครับ!

กำแพง

20150325_wall

สิ่งที่ขวางคุณไม่ใช่กำแพง
แต่เป็นความคิดว่ากำแพงขวางคุณได้
– ดังตฤณ

เราทุกคนล้วนเคยเจอกำแพงในชีวิตไม่มากก็น้อย

กำแพงตอนจีบสาว (หรือจีบหนุ่ม)

กำแพงตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย

กำแพงตอนสัมภาษณ์เข้าทำงาน

ทุกกำแพงคืออุปสรรคที่ทำให้ชีวิตของเรายากเย็นยิ่งขึ้น

แต่มันก็กระตุ้นให้เราฉลาดและแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน

แม้กระทั่งตอนนี้ เราทุกคนก็มีกำแพงอยู่ล้อมรอบตัว

เราอยากฝึกเล่นกีตาร์ แต่เล่นแล้วเจ็บนิ้ว

เราอยากมีรายได้พิเศษ แต่ละครมันก็สนุกจริงๆ เลยไม่มีเวลาเหลือ

เราตั้งใจจะวิ่งที่สวนลุมทุกวัน แต่วันนี้ฝนตก / อากาศร้อนเกินไป / อากาศเย็นเกินไป / เหนื่อยเกินไป / อิ่มเกินไป / งานเยอะเกินไป / ไม่มีอารมณ์

ยิ่งข้อแม้เยอะ ทางเลือกก็ยิ่งน้อย

สุดท้ายก็เลยลงเอยด้วยการเล่นเฟซบุ๊คเพื่อ “ฆ่าเวลา” อีกตามเคย

การมีอยู่ของกำแพงไม่ใช่ปัญหา

การไม่ยอมลองปีนหรือเดินอ้อมกำแพงต่างหากที่เป็น

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊คฟรี

หากท่านใดสนใจหนังสือ eBook “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวม 17 บทความเกี่ยวกับธรรมะใกล้ตัว ใช้ภาษาวัยรุ่น ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ขอเชิญได้ที่นี่เลยครับ

20150316_RebornCover

ทุกอย่างคือการผจญภัย

20150315_InconvenienceOrAdventure

การผจญภัยคือการมองความไม่สะดวกในแง่ดี
ความไม่สะดวกคือการมองการผจญภัยในแง่ร้าย
– จี เค เชสเตอร์ตัน

เราทุกคนล้วนมีอะไรให้หงุดหงิดกับเรื่องที่ไม่เป็นดั่งใจ

รถติด
ลูกงอแง
แฟนใช้อารมณ์
หัวหน้าสั่งงานแบบไร้สติ
คนขายก๋วยเตี๋ยวลวกเส้นผิด

แต่ถ้าเรามองเรื่องที่ไม่ได้ดั่งใจเหล่านี้เป็นเหมือนเกมให้เราผ่านด่าน ชีวิตก็จะไม่เครียดเกินไปนัก

รถติด ก็เป็นโอกาสอันดีที่ได้คุยกับแฟนเรื่องไปเที่ยว ส่วนถ้าตัวคนเดียว ก็อาจจะเป็นสัญญาณอันดีให้เราตื่นเช้าขึ้นหรือหาเส้นทางใหม่

ลูกงอแง ก็เป็นโอกาสให้เราฝึกปรือวิชาความเป็นพ่อเป็นแม่ ว่าเราจะหลอกล่อลูกยังไงให้ลูกฟังเรามากขึ้น

แฟนใช้อารมณ์ ก็ถือเป็นการฝึกเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อหาหนทางที่จะช่วยให้แฟนอารมณ์ดีขึ้นโดยเสียเลือดเสียเนื้อน้อยที่สุด

หัวหน้าสั่งงานแบบไร้สติ ก็เป็นโอกาสอันดีที่เราจะเป็นคน assertive ยิ่งขึ้น กล้าที่จะลอง say no กับหัวหน้า ในขณะเดียวกันก็คิดทางออกให้เค้าด้วย

คนขายก๋วยเตี๋ยวลวกเส้นผิด ก็ลองกินเส้นนั้นดู ไม่แน่หรอกเราอาจจะเปลี่ยนใจมาชอบเส้นนี้เลยก็ได้

ประเด็นก็คือ เราหงุดหงิดเพราะใจเราเรียกร้องให้โลกหมุนไปในแบบที่เราคิด ทั้งๆ ที่เราก็รู้ดีอยู่แล้วว่าโลกก็หมุนไปในแบบของมัน แต่เผอิญ “ใจ” เรายังไม่ฉลาดพอที่จะเข้าใจความจริงนี้เหมือนที่ “สมอง” ของเราเข้าใจ

เราสามารถ “บิด” “ความไม่สะดวก” ทุกชนิดให้กลายเป็นเกมที่ช่วยให้เรา “อัพเลเวล” ได้ทั้งนั้น

แน่นอน มันไม่ง่าย

แต่มันก็มีประโยชน์กว่าแอบบ่นหรือก่นด่าจริงมั้ย?