ทุกคนคือศิลปิน

20151227_Artists

ทุกคนมีความเป็นศิลปินอยู่ในตัว

“ศิลปิน” ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นจิตกรหรือนักดนตรี

และไม่ใช่ศิลปินในความหมายไทยๆ ว่าติสต์แตกเอาแต่ใจ

ในนิยามของ Seth Godin (เซ็ธ โกแดง) ทุกๆ คนในโลกนี้สามารถเป็นศิลปินได้ทั้งนั้น ไม่ว่าเขาจะทำอาชีพอะไร

เพราะศิลปินคือผู้สร้างศิลปะ

และศิลปะในความหมายของเซ็ธมีองค์ประกอบสามอย่าง สร้างด้วยมือมนุษย์ (made by human) สร้างผลกระทบ (have an impact on others) และเป็นของขวัญให้แก่โลกใบนี้ (gift & generosity)

และในความรู้สึกของผม การสร้างศิลปะควรจะมีความเป็นต้นฉบับหรือความแปลกใหม่อยู่ในงานชิ้นนั้น (Originality) ด้วย

ดังนั้น ถ้าคุณวาดภาพด้วยการก๊อปปี้ของคนอื่นมา คุณก็ไม่ใช่ศิลปิน

ถ้าคุณแต่งเพลงขึ้นมาซักเพลง แต่ไม่เคยร้องให้ใครฟัง คุณก็ไม่ใช่ศิลปิน เพราะงานของคุณไม่ได้สร้างผลกระทบให้ใคร

แต่ถ้าคุณได้ร้องเพลงนั้นให้คนอื่นฟัง แม้ว่าคุณหรือเขาจะคิดว่ามันไม่เพราะก็ตาม คุณก็ได้ชื่อว่าเป็นศิลปินแล้ว เพราะงานของคุณได้สร้างผลกระทบ (แม้จะแค่คนเดียว) และเป็นของขวัญให้กับคนๆ นั้นแล้ว

หรือถ้าคุณสร้างไฟล์ Excel ที่ทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น และส่งให้เพื่อนร่วมงานได้ใช้ คุณก็เป็นศิลปินเช่นกัน

หรือถ้าคุณเป็นหัวหน้าทีม และลองผิดลองถูกจนสามารถหาวิธีกระตุ้นลูกน้องให้ทุ่มเทกับงานได้ คุณก็เป็นศิลปิน

หรือถ้าคุณเป็นผู้บริหารระดับสูงที่นำพาบริษัทให้ผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจได้ คุณก็เป็นศิลปิน

หรือถ้าคุณเป็นพ่อบ้านที่ช่วยจัดบ้านจนเรียบร้อยน่าอยู่ คุณก็เป็นศิลปินอีกเช่นกัน

หรือถ้าคุณเป็นแม่ที่รู้วิธีกล่อมลูกให้หลับ และแชร์วิธีนั้นลงใน Youtube คุณก็คือศิลปิน

แล้วการเป็นศิลปินมันดีตรงไหน?

ดีตรงที่เราได้ใช้ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์มาสรรสร้างงาน ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานประจำ ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของธุรกิจ

แทนที่จะทำให้งานมันเสร็จๆ ไป หากเราเลือกที่จะใช้ศักยภาพของเราอย่างเต็มที่เพื่อที่จะสร้างผลงานให้ออกมาดีที่สุดที่่เราทำได้  เราก็จะสนุกและรู้สึกดีกับตัวเอง

เรามีความสุข คนอื่นก็แฮปปี้ที่ได้เสพงานของเรา

เป็นหนูถีบจักรมาเยอะแล้ว ลองมาเป็นศิลปินกันดีกว่าครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ฤกษ์งามยามดี

20151211_SecondBestTime

The best time to plant a tree was 20 years ago. The second best time is now.

เวลาที่ดีที่สุดสำหรับการปลูกต้นไม้คือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เวลาที่ดี่ที่สุดเป็นอันดับสองคือตอนนี้

– Chinese proverb

—–

วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่น่าจดจำ

เพราะจำนวนคนไลค์เพจ Anontawong’s Musings แตะ 5,000 คนแล้ว เย่!

ผมเริ่มเขียนบล็อก Anontawong’s Musings อย่างจริงจังเมื่อต้นปี 2558

ตอนนั้นจำได้ว่ามียอดไลค์ประมาณเจ็ดสิบกว่าคน โดยทั้งหมดเป็นเพื่อนในเฟซ

และด้วยกฎวันละ 1% ผมก็หวังว่าจะมียอดไลค์ประมาณ 2500 ภายในสิ้นปี

ดังนั้น 5000 ไลค์ในตอนนี้จึงถือว่าเกินคาดมามากทีเดียว

แต่ก็ยังน้อยกว่าบล็อกเกอร์มืออาชีพที่มีคนตามเป็นหมื่นเป็นแสน

ยิ่งมองคนอื่นก็ยิ่งรู้สึกว่า “รู้งี้ เขียนจริงจังไปนานแล้ว” เผื่อว่าตอนนี้จะได้เป็น blogger ชื่อดังกับเขาบ้าง

แต่อย่างน้อยก็ยังขอบคุณตัวเองที่ได้เริ่มปีนี้

เพราะยังไงก็ดีกว่าเริ่มปีหน้าแน่ๆ

—–

เชื่อว่าหลายๆ คนก็อาจจะเคยรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ลงมือทำในสิ่งที่เราคิดเราฝันมานาน

จะด้วยเหตุผล (ข้ออ้าง) เรื่องไม่มีเวลา ไม่มีเงิน ไม่มีทักษะ หรืออะไรก็ตามแต่

โอเคล่ะ วันนั้นเรายังไม่พร้อม

แล้ววันนี้ล่ะ เราพร้อมหรือยัง?

ถ้าพร้อม ก็ลงมือทำเลย จะมัวรออะไรอยู่

ถ้าไม่พร้อม ก็ลงมือทำเลย เพราะรอไปอีกหนึ่งปีก็คงไม่พร้อมไปกว่านี้เท่าไหร่หรอก เชื่อสิว่าถ้าสิ่งนี้มันมีความหมายกับเราจริงๆ เราก็จะหาทางไปจนได้แหละ

จริงอยู่ “ต้นไม้” ที่เราเพิ่งปลูกในวันนี้ คงต้องใช้เวลาอีกเป็นปีหรือเป็นสิบปีกว่าจะออกดอกออกผลเป็นรางวัลให้กับแรงที่เราลงไป

แต่บางทีการ “ถึงจุดหมาย” อาจไม่สำคัญเท่ากับการ “ออกเดินทาง”

การได้ทำในสิ่งที่เรารัก ได้เห็นการเติบโตของต้นไม้ที่เราหมั่นพรวนดิน-รดน้ำอยู่ทุกวัน ย่อมทำให้แต่ละวันของเรามีความหมาย

และนั่นแหละคือรางวัลที่มีคุณค่ากว่ารางวัลใดๆ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

ชีวิตคือการวิ่งมาราธอน

20151126_Marathon

เมื่อคืนนี้ ระหว่างอุ้มลูกที่ไม่ยอมนอนมาหลายชั่วโมง ก็เกิดความกลัวขึ้นมาในใจว่า “การเลี้ยงลูกนี่เหมือนการวิ่งมาราธอนชัดๆ”

เพราะกว่าลูกจะพูดรู้เรื่องก็ใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะเข้าโรงเรียนก็อีกสามสี่ปี กว่าจะพ้นช่วงวัยรุ่นหัวเลี้ยวหัวต่อก็ 18 ปี กว่าจะเรียนจบต้องใช้เวลา 22 ปี กว่าจะทำงานมีฐานะมั่นคงและเจอคนที่ไว้ใจที่จะมาดูแลเขาแทนเราก็อาจจะ 30 ปีหรือมากกว่านั้น

เราต้อง “อุ้มลูก” ไปอีกสามสิบปีเลยหรือนี่

คิดแล้วก็หวาดหวั่นราวกับรู้ตัวว่าต้องวิ่งเป็นระยะทาง 42.195 กิโลเมตร

—–

เรื่องสำคัญๆ ในชีวิตเราก็มักจะเป็นอะไรที่ใช้เวลายาวนานทั้งนั้น

  • ผ่อนบ้าน
  • ดูแลสุขภาพ
  • สร้างบล็อกที่คนรู้จัก
  • สร้างอาชีพและฐานะที่มั่นคง
  • ดูแลคนสำคัญในครอบครัวให้ดี

แต่ละเรื่องล้วนดู “ยาวไกล” ไม่แพ้กัน

เพียงแค่คิดว่าต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนจะถึงจุดหมายปลายทาง ก็อาจจะทำให้ท้อได้ง่ายๆ

—–

แล้วเราจะรับมือกับความรู้สึกนี้อย่างไร?

ผมเองไม่เคยวิ่งมาราธอน แต่เท่าที่เคยอ่านเรื่องราวของเพื่อนๆ ที่ไปวิ่งมา การวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เขารักกีฬาชนิดนี้

ยังมีอีกหลายอย่างที่นักวิ่งมาราธอนพูดถึง

เช่นวิวที่สวยงามบนเส้นทางที่คดเคี้ยว

หรือความ “ทรมานบันเทิง”* ที่เกิดขึ้นระหว่างการวิ่ง

หรือความรู้สึกดีๆ ที่มีเพื่อนร่วมวิ่งมาด้วยกันตลอดเส้นทาง

ผมว่าถ้าจะดำเนินชีวิตไม่ให้เหนื่อยล้าเกินไป เราเองก็อาจต้องมองชีวิตในแง่นี้

วิวที่สวยงาม ก็คือสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างที่เราใช้ชีวิตในแต่ละวัน เพียงแต่ต้องไม่ลืมที่จะ “หยุด” และ “มอง” ให้เห็นมัน

ทรมานบันเทิง คือการยอมรับกับความเจ็บปวดและความยากลำบากที่ย่อมผ่านเข้ามาในชีวิต  ดื่มด่ำไปกับมัน และสำนึกว่าอุปสรรคเหล่านี้คือคือสิ่งที่ทำให้เราได้เดิบโต

เพื่อนร่วมวิ่ง ก็คือเพื่อนร่วมทางในชีวิตที่ “ออกวิ่ง” มาพร้อมเราหรืออาจจะก่อนเราด้วยซ้ำ หากเราใส่ใจซึ่งกันและกัน การวิ่งครั้งนี้ก็ะจะไม่เดียวดายเกินไปนัก

—–

เราแต่ละคนได้ “สมัคร” มาราธอนหลายรายการ

บางรายการก็วิ่งคนเดียว บางรายการก็วิ่งกับคนรู้ใจ/คนรู้จัก

บางรายการอาจวิ่งถึงเส้นชัย แต่บางรายการก็อาจจะไม่ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย

เพราะบางที การเข้าเส้นชัยอาจเป็นแค่ประเด็นรอง

ประสบการณ์ที่ได้รับระหว่างที่วิ่งต่างหาก คือสิ่งที่มีค่าและความหมายกับเรามากที่สุด

—–

* ทรมานบันเทิง หรือ Torture entertainment เป็นคำที่ผมเรียนรู้มาจากพีท รุ่นน้องที่เอเชี่ยนยูที่ตอนนี้เป็นนักวิ่งระดับโปร

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

สิ่งที่ดีที่สุดไม่ต้องใช้เงิน

20151124_BestThingsinLife

“Most of the best things in life are free – it’s the worst things that are so expensive.”

“สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตมักไม่ต้องใช้เงิน สิ่งที่เลวร้ายที่สุดต่างหากที่ราคาแพงเหลือเกิน”

– Anonymous

—–

นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่ผมเขียนถึง Quote ภาษาอังกฤษที่หาในอินเตอร์เน็ตไม่ได้

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผมอ่านเจอประโยคนี้ที่ไหน รู้เพียงแต่ว่าเมื่อกี้ผมใช้เวลาอยู่ร่วม 10 นาทีไปกับกูเกิ้ล แต่ก็ไม่เจอประโยคที่ตรงกัน

จะมีใกล้เคียงก็แต่ของ Coco Chanel ที่ว่า “The best things in life are free. The second best things are very, very expensive.”

—–

Most of the best things in life are free

แต่จริงๆ แล้วโลกนี้ไม่มีอะไรฟรีหรอกครับ เพราะมันต้องแลกมาด้วยเวลาและน้ำพักน้ำแรงไม่มากก็น้อย

แม้แต่แสงแดดก็ยังไม่ฟรี เพราะมันก็มีต้นทุนแอบแฝงเช่นความร้อน (ทำให้ต้องเสียค่าไฟเพื่อเปิดแอร์) หรือตัวดำ (ทำให้ต้องซื้อครีมมาทา)

แต่ผมว่า “ฟรี” ในประโยคนี้คงหมายความว่ามันไม่ต้องใช้เงินเพื่อให้ได้มันมา

สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต ที่ไม่ต้องใช้เงิน (หรือถึงใช้ก็น้อยมาก) มีอะไรบ้าง?

สำหรับผม:-

  • รอยยิ้มของลูก
  • เสียงหัวเราะของแฟน
  • บทสนทนาบนโต๊ะอาหารเวลาครอบครัวกินข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตา
  • กับข้าวรสมือแม่
  • ความรู้สึกหลังจากที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบาก
  • การได้เห็นงานที่ตัวเองทำออกมาแล้วเกิดประโยชน์ต่อคนอื่น
  • การได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากหนังสือและ Quora
  • สติและความสงบที่เกิดจากการภาวนา
  • การได้นอนอ่านการ์ตูนเล่มโปรด
  • ความรู้สึกมีชีวิตชีวาหลังจากได้หลับเต็มอิ่มและกินอาหารที่มีประโยชน์
  • การได้ใช้เวลากับคนที่เราแคร์และคุ้นเคย
  • ร้องเพลง / ฟังเพลง
  • เล่นดนตรีในวงกับเพื่อนที่บริษัท
  • เตะบอล / ดูบอล
  • นอนดูดาว – ดูพระอาทิตย์ขึ้น

และอื่นๆ อีกมากมาย

—–

It’s the worst things that are so expensive
สิ่งที่เลวร้ายที่สุดต่างหากที่ราคาแพงเหลือเกิน

น่าสนใจที่สิ่งที่ในระยะยาวแล้วเป็นผลเสียต่อชีวิตของเรา เรากลับยอมจ่ายเงินมากมายเพื่อให้ได้ลิ้มลองหรือได้ครอบครอง

  • เหล้า
  • บุหรี่
  • การพนัน
  • เที่ยวกลางคืน
  • ยาเสพติด
  • อาวุธ
  • ซื้อของปรนเปรอสาว
  • ลงทุนโดยไม่มีความรู้
  • ซื้อของแพงเกินกำลัง – people buy things they don’t need with the money they don’t have to impress people they don’t like.

—–

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องดีๆ บางเรื่องก็ต้องใช้เงิน เช่นการให้ลูกได้เรียนโรงเรียนดีๆ

แต่สิ่งที่อาจสำคัญกว่าการได้เข้าโรงเรียนดัง เช่นเรื่องสุขภาพที่ดีและความรู้สึกอบอุ่น กลับแทบไม่ต้องใช้เงินเลย แต่ต้องใช้ความใส่ใจ

ใช้เงินให้น้อย ใช้ใจให้มาก

ชีวิตของเราก็น่าจะมีสิ่งดีๆ อย่างเหลือเฟือแล้วครับ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เชื่อใจตัวเอง

20151121_TrustYourself

“As soon as you trust yourself, you will know how to live.”

“เมื่อใดก็ตามที่คุณไว้ใจตัวเอง เมื่อนั้นคุณจะรู้ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร”

– Johann Wolfgang von Goethe

เชื่อว่าเราทุกคนล้วนแต่ต้องเคยใช้ชีวิตตามความคาดหวังของคนอื่นมาแล้วทั้งนั้น

บ่อยครั้ง ความคาดหวังนั้นก็มาจากคนที่รักเราและเรารักที่สุดอย่างพ่อแม่ คู่ชีวิต หรือทายาท

และอีกบ่อยครั้ง ที่ความคาดหวังนั้นมาจากคนที่เราไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่เป็นสิ่งที่เราเรียกว่า “สังคม”

คณะที่เราเรียน เสื้อผ้าที่เราใส่ อาหารที่เรากิน และสถานที่ที่เราไป จึงอาจไม่ได้สอดคล้องกับตัวตนของเรา 100% แต่เป็นการประณีประนอมระหว่าง “ความต้องการของเรา” กับ “ความคาดหวังของคนอื่น”

และส่วนใหญ่เราก็ยินดีจะประณีประนอมเสียด้วย เพราะเชื่อว่ามันจะช่วยให้ชีวิตรื่นรมย์และมีความสุข

ซึ่งผมว่ามันก็อาจจะจริง

เว้นเสียแต่ว่าเราประณีประนอมมากเกินไป

ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนจะมีเสียงที่คอยกระซิบกับเราอยู่ตลอดว่า จริงๆ แล้วเราต้องการอะไร และอยากใช้ชีวิตแบบไหน

แต่ยิ่งเรามัวแต่ฟังความต้องการของคนอื่นหรือความต้องการของสังคมมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งสูญเสียความสามารถที่จะได้ยินเสียงกระซิบมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

ทั้งๆ ที่มันก็อยู่ตรงนี้กับเราเสมอมา และเสมอไป

และผมก็เชื่อว่า คนเราจะมีความสุขอย่างแท้จริงได้ ก็ด้วยการฟังและทำตามเสียงกระซิบนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งหน้าที่ที่เรามีต่อคนรอบข้าง

ฟัง -> ทำ -> เชื่อ

เมื่อเราฟัง แล้วลองทำ แล้วรู้ว่ามันใช่ เราก็จะยิ่งเชื่อในเสียงกระซิบนั้น

และยิ่งเราเชื่อใจตัวเองมากขึ้นเท่าไหร่ เสียงนั้นก็จะยิ่งชัดขึ้น

เมื่อใจของเราเสียงดังฟังชัดแล้ว เราก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปว่าชีวิตจะหลงทาง

ไม่ใช่เพราะว่าเราจะตัดสินใจถูกตลอด หรือจะทำสำเร็จตลอด

แต่เพราะรู้ว่า ถึงจะทำผิดพลาด จะหกล้ม แต่นั่นก็คือทางที่เราได้เลือกเอง และเราก็ “รู้” ด้วยว่าตัวเองจะกลับมายืนหยัดใหม่ได้อีกครั้ง

แน่นอน เรายังคงได้ยินเสียงของคนรอบข้างอยู่ แต่มันจะไม่กลบเสียงข้างในของเราอีกต่อไป

เราจะเลือกเรียนคณะนี้ เพราะเราสนใจศาสตร์และวิชาชีพ ไม่ใช่เพราะแม่บอกให้เรียน

เราจะซื้อของแบรนด์เนมมาใช้ ก็เพราะว่าเราชอบมันจริงๆ ไม่ใช่เพราะต้องการเอาไปคุยอวดใคร

เราจะแต่งงาน ก็เพราะว่าเจอคนที่เราเชื่อแล้วว่าจะดูแลกันไปได้ตลอดชีวิต ไม่ใช่เพราะถูกใครกดดันว่าอายุขนาดนี้ต้องแต่งได้แล้ว

และหากเราจะลาออกจากงานประจำเพื่อทำธุรกิจส่วนตัว ก็เพราะว่าใจรัก ไม่ใช่เพราะอยากรวยเร็วๆ

เมื่อเราเชื่อใจตัวเอง ทุกการกระทำก็จะสอดคล้องกับตัวตนและคุณค่าที่เรายึดถือ

จะมีชีวิตแบบไหนทีจะรื่นรมย์ไปได้กว่านี้อีก?

—–

 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่