เรารู้คำตอบอยู่แล้ว

20160316_AlreadyKnow

บางที สิ่งที่เราต้องรู้จริงๆ เราอาจได้รู้ไปหมดแล้ว (อย่างน้อยก็ความรู้ทางโลก)

เพราะเรื่องพื้นฐานที่จำเป็นต่อการมีชีวิตที่ดี เราได้เรียนตั้งแต่สมัยยังไม่จบชั้นประถมด้วยซ้ำไป

อยากสุขภาพดี ก็ทานแต่ของที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ

อยากได้งานดี ก็ตั้งใจเรียน และเลือกงาน องค์กร และเจ้านายที่เหมาะกับเรา

อยากเป็นที่รัก ก็อ่อนน้อมถ่อมตน มีน้ำใจ พูดจาไพเราะ

อยากรวย ก็ใช้เงินให้น้อยกว่าที่หามาได้ และรู้จักนำเงินไปลงทุนให้งอกเงย

อยากรวยมากๆ ก็ทำธุรกิจที่สร้างคุณค่าให้กับคนจำนวนมาก

บางที คำถามอาจซับซ้อน แต่คำตอบนั้นมักเรียบง่ายเสมอ

เพราะวิธีการมีชีวิตที่ดีไม่เคยเป็นความลับ

ถึงอย่างนั้น เราก็ยังสนใจอ่าน life hacks หรือเข้าคอร์สสัมมนาเพื่อเรียนรู้เทคนิคแพรวพราว ด้วยแอบหวังลึกๆ ว่าจะมีใครช่วยจูงมือ เพื่อให้เราถึงความสำเร็จเร็วขึ้นหรือออกแรงน้อยลง

ผมไม่ได้บอกว่าการเข้าสัมมนาหรือหาความรู้เพิ่มเติมไม่มีคุณค่านะครับ

ความรู้ใหม่ๆ เป็น “สิ่งที่มีคุณค่า” แน่ๆ ครับ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ “จำเป็น” ต่อการเริ่มต้น

ลองถามตัวเองดูดีๆ ว่ายังไม่รู้จริงๆ หรือ ว่าจะทำยังไงถึงจะมีชีวิตที่เราอยากมี

ผมเชื่อว่า 99% ของคนที่อ่านบทความนี้รู้อยู่แล้วว่าต้องทำยังไงบ้าง

เหลือแค่ว่าจะทำมันรึเปล่า ก็เท่านั้นเอง

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ยังไม่มีอารมณ์

20160311_NoMood

อาจเป็นคำพูดที่ราคาแพงที่สุด

เพราะมันอาจทำให้เราสูญเสียโอกาสดีๆ ในชีวิตไปมากมาย

โอกาสที่จะมีสุขภาพที่ดี

โอกาสที่จะมีรายได้แหล่งที่สอง

โอกาสที่จะสร้างงานที่มีผลกระทบต่อคนมากมาย

โอกาสที่จะทำความฝันของเราให้เป็นจริง

ตอนปีใหม่ เราสัญญากับตัวเองไว้ว่า เราจะออกกำลังกาย เราจะเขียนบล็อก เราจะลองเสาะหาแหล่งรายได้ใหม่ๆ

แต่พอเวลาผ่านมาสามเดือน ความกระตือรือล้นหดหาย ความเฉื่อยเข้ามาแทนที่

นาฬิกาปลุกตอนเช้า แทนที่จะนั่งเขียนบล็อก เราก็ขอนอนต่อ เพราะว่ายังง่วงและยังคิดเรื่องไม่ออก

กลับถึงบ้านตอนเย็น แทนที่จะได้ออกไปวิ่ง เราก็บอกเอาไว้ก่อน วันนี้เหนื่อยเกินไป

ตอนกลางคืน แทนที่จะหาข้อมูลสินค้าออนไลน์ เราก็เล่นเฟซบุ๊คก่อน เพราะยังไม่มีอารมณ์ทำงาน

ทุกครั้งที่เราบอกว่าไม่มีอารมณ์ ความสำเร็จก็จะอยู่ไกลออกไปอีกนิดนึง

กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็ปีใหม่อีกแล้ว!

ถ้าเบื่อวงจรอุบาทว์นี้ ก็อาจถึงเวลาเปลี่ยน

ถ้าเราสัญญากับตัวเองไว้ว่า ทุกเช้าว่าจะเขียนบล็อก เมื่อตอนเช้ามาถึง ก็นั่งลงเขียนบล็อกซะ แม้ไม่มีอารมณ์และยังคิดอะไรไม่ออกก็เถอะ

ถ้าเราสัญญากับตัวเองไว้ว่า ทุกเย็นเราจะออกไปวิ่ง ถึงบ้านตอนเย็นก็เปลี่ยนชุดแล้วออกไปวิ่งซะ ออกไปวิ่งทั้งๆ ที่ไม่มีอารมณ์และไม่มีแรงวิ่งนั่นแหละ

ถ้าเราสัญญากับตัวเองไว้ว่า ทุกค่ำเราจะศึกษาเรื่องทำเว็บขายของออนไลน์ ตอนค่ำเราก็จะนั่งศึกษา แม้จะไม่มีอารมณ์ศึกษาก็ตาม

เพราะถ้ามัวแต่รอให้มีอารมณ์แล้วค่อยทำ ก็เท่ากับเราปล่อยให้โชคชะตาของเราตกอยู่ในมือของอะไรก็ไม่รู้

และถ้าแม้แต่คำสัญญากับคนที่สำคัญที่สุด เรายังรักษาไม่ได้ เราจะไปให้สัญญากับใครเขาได้อีก?

ลงมือทำทั้งๆ ที่ไม่มีอารมณ์คือความแตกต่างระหว่างคนที่ทำอะไรก็มักจะสำเร็จ กับคนที่ทำอะไรก็ล้มเลิกกลางคัน

ลงมือทำทั้งๆ ที่ไม่มีอารมณ์คือความแตกต่างระหว่างมืออาชีพกับมือสมัครเล่น

ถ้า JK Rowling เขียนหนังสือเฉพาะตอนที่มีอารมณ์ หรือพี่ตูนยอมขึ้นคอนเสิร์ตเฉพาะวันที่มีอารมณ์

เราก็คงไม่ได้อ่านแฮรี่พอตเตอร์ และวงบอดี้สแลมก็คงไม่ได้มาถึงจุดนี้

เพราะฉะนั้น ถ้าได้สัญญาอะไรกับตัวเองเอาไว้แล้วก็จงทำมันซะ

ลงมือทำทั้งๆ ที่ยังไม่มีอารมณ์

ทำไปซักพัก เดี๋ยวอารมณ์มันก็มาเอง

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ทักษะแสตมป์

20160229_Stamp

Be like a postage stamp. Stick to one thing until you get there.

จงทำตัวให้เหมือนแสตมป์ อยู่กับสิ่งสิ่งนั้นจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง

– Josh Billings

ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาผมมีอาการประหลาดที่ไม่เคยเป็นสมัยหนุ่มๆ

อาการนั้นคืออาการ “อ่านอะไรก็ไม่จบ”

ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่ซื้อมา หนังสือออนไลน์ที่โหลดมา หรือบทความที่เซฟเก็บเอาไว้

หนังสือบางเล่มอ่านไปได้แค่ครึ่งเดียวก็หยุดอยู่แค่นั้น

หนังสือออนไลน์หนักกว่า เพราะอ่านได้แค่ไม่กี่หน้าก็ดันไปเจอหนังสืออื่นที่น่าอ่านกว่าอีกแล้ว

และแน่นอน บทความบางบทความที่เซฟไว้ไม่เคยได้ถูกเปิดอ่านเลยด้วยซ้ำ

ในยุคที่ทางเลือกมีมากมาย ของฟรีมีไม่จำกัด เราก็กำลังถูกช่วงชิงอะไรบางอย่างที่สำคัญไม่แพ้กัน

คือความอดทน ความเสมอต้นเสมอปลาย และความจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรา

ผมเชื่อว่าผมไม่ใช่คนเดียวที่จิตใจชอบ “กระโดดไปกระโดดมา” ในยุคที่ข้อมูลทั้งหลายถาโถมเข้าหาเรายิ่งกว่าน้ำป่าไหลหลาก

เราคว้ามันเอาไว้อย่างตะกละตะกลาม เพราะกลัวว่าจะพลาดสิ่งดีๆ ไป

อ่านหนังสือดีๆ สิบเล่ม เล่มละสิบหน้า อาจได้ประโยชน์ไม่เท่าอ่านหนังสือดีสุดยอดให้จบซักเล่ม

ตอนนี้เลยตั้งใจว่าจะฝึกทักษะการเป็นแสตมป์

Be like a postage stamp. Stick to one thing until you get there.

เพราะผมเชื่อว่า ยิ่งนานวัน คนที่มีทักษะนี้น่าจะหายากขึ้นเรื่อยๆ ครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เคล็ดลับการเขียนบทความดีๆ

20150222_GoodArticles

คือการเขียน “บทความธรรมดาๆ” ให้ได้เยอะๆ

เคยมีคนแนะนำผมว่า แทนที่จะเขียนบล็อกทุกวัน ทำไมไม่ลองลดจำนวนเป็นสัปดาห์ละสองหรือสามครั้งแทน จะได้มีเวลาคิด มีเวลาเขียนมากกว่านี้ บทความจะได้มีคุณภาพมากขึ้นด้วย

จริงๆ ก็เป็นแนวทางที่ดีนะครับ แต่ผมยังรู้สึกว่าอยากเขียนทุกวันอยู่ดี แม้ว่ามันจะทรมาน และบทความบางตอนอาจจะไม่ได้มาตรฐานสูงนัก

เหตุผลที่ผมทำอย่างนี้มีสองข้อ

หนึ่ง คือผมถือว่าการเขียนบล็อกคือการฝึกฝน ยิ่งฝึกมากยิ่งดี ถ้าให้ตีพิมพ์แค่สัปดาห์ละสองบทความ ผมรู้ว่าตัวว่าคงไม่ได้เขียนทุกวันแน่ๆ สุดท้ายสิ่งที่จะได้อาจเป็นจำนวนบทความที่น้อยกว่าเดิม แถมคุณภาพก็อาจจะไม่ได้ดีขึ้นซักเท่าไหร่

เหตุผลข้อที่สอง ก็คือผมไม่มีทางรู้เลยว่าบทความไหนจะดี จะเด่น จะดัง บางบทความเขียนแบบมั่นใจมากว่ามันต้องเปรี้ยงปร้าง แต่แล้วมันก็แป๊ก ขณะที่บางบทความเขียนแบบง่ายๆ ขำๆ กลับได้รับความนิยม

ดังนั้นผมเลยขอยึดคติว่า เขียนให้เยอะๆ ไว้ก่อน เพื่อเพิ่มโอกาสให้บทความดีๆ ได้ผุดออกมาดีกว่า

เหมือนในนิทานปั้นหม้อ ที่นักเรียนที่เน้นปั้นหม้อให้ได้มากที่สุด สุดท้ายจะปั้นหม้อออกมาได้สวยกว่านักเรียนที่เน้นปั้นหม้อให้ได้สวยที่สุด

และถึงแม้ว่าผมจะเน้นปริมาณ แต่ก็ใช่ว่าจะละเลยเรื่องคุณภาพ เพราะผมก็ตั้งใจไว้แล้วว่า ทุกบทความนั้นต้องมีประเด็นที่เป็นประโยชน์ และช่วยสร้างมุมมองใหม่ๆ ให้ผู้อ่านได้บ้าง

คะแนนอาจจะไม่ได้สิบเต็มสิบทุกครั้ง แต่ถ้าไม่ได้เจ็ดเต็มสิบเป็นอย่างน้อย ผมก็ไม่ปล่อยออกไปเหมือนกัน

ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านจริงๆ ที่สละเวลาเข้ามาอ่านและนำไปบอกต่อ

สำหรับคนเขียนบล็อก ไม่มีอะไรสร้างความปลื้มใจมากไปกว่าการได้รู้ว่างานที่ตัวเองสร้างออกมานั้นมีประโยชน์จนคนกดปุ่มแชร์อีกแล้ว

จะเขียนทุกวันไปเรื่อยๆ อย่างนี้ต่อไปนะครับ

และคงไม่กล้าขอให้เข้ามาอ่านทุกวันด้วย เกรงจะเบื่อกันเสียก่อน

รักน้อยๆ แต่รักนานๆ ก็พอแล้ว!

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay

ทางไม่สะดวก

20160216_ObstacleIsTheWay

คือทางที่เราควรเดิน

ทางไม่สะดวก คือทางที่บังคับให้เราต้องออกแรงทั้งกายใจ

สมัยดึกดำบรรพ์ พลังงานของมนุษย์เรานั้นมีจำกัด เพราะอาหารไม่ได้หากินกันได้ง่ายๆ สมองของคนเราจึงถูกวิวัฒนาการให้ประหยัดพลังงานให้มากที่สุดเพื่อที่จะได้เก็บไว้ใช้ในยามออกล่าหรือถูกล่า

และนั่นคือเหตุผลที่คนเรามักจะมองหา “ทางสะดวก” หรือ the path of least resistance อยู่เสมอๆ

ระหว่างออกไปวิ่งจ๊อกกิ้งกับนอนเล่นเฟซบุุ๊ค เราจึงเลือกอย่างหลัง

ระหว่างเขียนบล็อกกับอ่านการ์ตูน เราจึงเลือกอย่างหลัง

ระหว่างนั่งทำงานชิ้นยากๆ กับเมาธ์มอยกับเพื่อนในออฟฟิศ เราจึงเลือกอย่างหลัง

ทางสะดวกนั้นสบายก็จริง แต่มันไม่เปิดโอกาสให้เราได้เติบโตซักเท่าไหร่

จึงเกิดความขัดแย้งขึ้น

สมองและร่างกายของเราต้องการประหยัดพลังงาน

แต่จิตใจของเราต้องการทำสิ่งที่มีความหมาย

จุดหมายที่มีคุณค่าก็เปรียบเหมือนยอดเขาที่เราต้อง “เดินขึ้น”

เมื่อเดินขึ้น ก็ต้องสู้กับทั้งแรงโน้มถ่วงโลก และแรงโน้มถ่วงจากคนรอบข้าง

“จะพิชิตยอดเขาไปทำไม เดินวนอยู่รอบๆ ตีนเขาก็พอแล้วรึเปล่า” หลายคนบอกเราว่าอย่างนั้น

ซึ่งก็ถูกของเขา

แต่หากเราแน่ใจแล้วว่า นี่คือภูเขาที่เราอยากปีน ก็ลองปีนขึ้นไปเถอะ

อาจจะต้องทนเหงาบ้าง อาจจะโดนทากกัดบ้าง แต่ก็คงไม่ถึงตายหรอก

เดินขึ้นเขา ไม่ใช่เพื่อเพิ่มอัตตาตัวตนว่าเราเก่งกว่าคนอื่น ขยันกว่าคนอื่น ฝันไกลกว่าคนอื่น

เพราะเราเดินขึ้นเขา ไม่ใช่เพื่อพิชิตและยึดครองยอดเขา

แม้วิวบนยอดเขานั้นจะสวยแค่ไหน แต่ยอดเขาไม่ได้มีไว้ให้คนอยู่

สุดท้ายเราทุกคนต้องกลับลงมาที่ตีนเขาอยู่ดี

สิ่งที่เราจะ “ยึดครอง” ได้ คือประสบการณ์ บาดแผล และความทรงจำที่เราได้รับมาต่างหาก

ผมเชื่อว่า สิ่งที่เราเรียกกันว่า “ชีวิต” นั้นคือ “การชุมนุมกันของประสบการณ์” (a collection of experiences)

“ทางไม่สะดวก” จะเติมเต็มชีวิตเราด้วยประสบการณ์ต่างๆ นาๆ

เมื่อแลกกับพลังงานที่ต้องเสียไป ผมว่ามันน่าจะคุ้มค่านะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณชื่อหนังสือ The Obstacle is the Way ของ Ryan Holiday ที่ผลักดันให้เขียนบทความนี้ครับ

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com