เป็นมิตรกับความผิดหวัง

ประโยคหนึ่งที่ผมชอบมากคือ Learn to take “No” as a question.

เวลาโดนปฏิเสธ แทนที่จะจมจ่อมกับความรู้สึกเฟลๆ ให้มองว่าคำปฏิเสธนั้นคือประโยคคำถาม

ถ้าขายของแล้วเขาไม่ซื้อ แสดงว่าลูกค้ากำลังถามว่า ของชิ้นนี้มันจะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นยังไง ราคานี้คุ้มค่าแล้วจริงหรือ เขาจะโดนหลอกรึเปล่า

ถ้าเสนอโปรเจ็คแล้วเจ้านายไม่อนุมัติ แสดงว่าเจ้านายก็มีคำถามเหมือนกัน ว่าโปรเจ็คนี้จะส่งผลกระทบอะไรบ้าง ใช้เวลามากเกินไปรึเปล่า ถ้าผิดพลาดขึ้นมาแล้วเขาจะอธิบายข้างบนยังไง

ถ้าจีบสาวแล้วเขาไม่สน คำถามที่เขามีก็คือเราเหมาะกับเขาตรงไหน เดินกับเราแล้วเขาจะภูมิใจหรือจะอาย คบกับเราแล้วจะดีกว่าอยู่คนเดียวยังไง

เมื่อมองดีๆ คำถามเหล่านี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไร หน้าที่ของเราคือเตรียมคำตอบให้ดีสำหรับโอกาสถัดไป

แล้วความผิดหวังจะเป็นตัวผลักดันให้เราดีกว่าเดิม ของที่เคยขายไม่ได้ก็จะเริ่มขายได้ โปรเจ็คนี้ไม่อนุมัติแต่โปรเจ็คหน้าก็อาจจะอนุมัติ สาวคนนี้ไม่สนแต่คนถัดไปอาจจะสนใจเราก็ได้

เมื่อรู้จักเปลี่ยนประโยคปฏิเสธเป็นประโยคคำถาม เราก็จะไม่ take it personal จนเกินไป

แล้วเราก็จะเป็นมิตรกับความผิดหวังได้มากขึ้นครับ

เราชอบเผลอนึกว่าคนอื่นเป็นตัวปัญหา

เพราะเรารักตัวเองมาก เวลาเกิดเรื่องร้ายเราจึงเพ่งเล็งคนอื่นก่อน ทั้งที่จริงๆ แล้วเรามีส่วนอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง

ไม่ว่าจะทะเลาะกับแฟน โปรเจ็คไม่เป็นไปตามแผน หรือโดนคนกลั่นแกล้ง เราล้วนเป็นตัวแปรในสมการทั้งสิ้น

เมื่อระลึกได้ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เราก็จะตระหนักว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของทางออกเช่นกันครับ

ยิ่งหาทางลัดยิ่งช้า

20200830d

ยิ่งหาทางลัดยิ่งช้า

หนึ่งใน “ความสามารถพิเศษ” ของผมคือการเล่นกีตาร์โดยไม่ต้องดูคอร์ด

ที่ต้องใส่ ” ” เพราะจริงๆ แล้วมันไม่ได้พิเศษอะไรขนาดนั้น ผมเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่เราฝึกกันได้

ผมเริ่มเล่นกีตาร์ตอนอยู่ม.ปลายที่นิวซีแลนด์ ปี 1994

สมัยนั้นถ้าอยู่เมืองไทย ก็จะซื้อหนังสือเพลงมาเปิดคอร์ดแล้วเล่นตาม

แต่ที่นิวซีแลนด์ไม่มีหนังสือคอร์ดขาย อินเทอร์เน็ตก็ยังไม่มี ดังนั้นทางเดียวที่จะเล่นเพลงที่เราชอบได้ก็คือต้องแกะเอาเอง

แกะถูกหรือผิดก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าเล่นไปแล้วมันไม่ขัดหู

พอได้แกะเองบ่อยๆ มันก็เลยจะพอจับทางได้ว่าถ้าทำนองประมาณนี้ คอร์ดต่อไปต้องประมาณไหน

เพลงไทยยุค 90’s นั้นมีทางคอร์ดที่ตรงไปตรงมาอยู่แล้ว อัสนี-วสันต์ นูโว เจ-เจตริน อินคา ป้าง-นครินทร์ กิ่งศักดิ์ พอได้แกะเองบ่อยๆ ก็เข้าใจและมั่นใจมากขึ้น ผมเลยมีความสามารถนี้ติดตัวไปโดยปริยายและไม่หายไปไหน เหมือนการปั่นจักรยานสองล้อที่ต่อให้ไม่ได้ปั่นมาหลายปีก็ยังกลับไปปั่นได้เสมอ

ตอนเรียนมหาวิทยาลัยผมเลยเป็นมือกีตาร์ประจำวง(เหล้า) เพื่อนขอเพลงอะไรมาถ้าผมร้องได้ก็จะเล่นให้ได้เลย

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้คุยไลน์กับเพื่อนกลุ่มนี้

Rut: ได้เล่นกีตาร์บ้างมั้ยเล็ก

Lek: เล่นเกือบทุกวัน แต่ซื้อหนังสือมาเรียนรู้เองกลับไม่ได้อ่าน

Rut: ดีๆ เรียนใน youtube ก็ได้มั้ง

Lek: 555 ซื้อมาแล้วอ่ะ อยากเรียน picking ให้เก่ง รู้สึกเล่นไปแล้วจังหวะมันไม่ค่อยลงตัว

Rut: เปิดเพลงเล่นตามบ่อยๆ ก็ได้แล้วมั้ง

Kitt: อยากรู้วิธีการจำคอร์ดอะรุด

Rut: ก็ต้องเล่นแบบไม่ดูคอร์ดบ่อยๆ แล้วมันจะจับทางได้เอง

Rut: มันจะรู้ว่าถ้าเสียงประมาณนี้มันน่าจะคอร์ดนี้

Rut: ถ้าคีย์ G มันก็จะมีแค่ G Em C Am D7 Bm วนๆ อยู่แค่นี้แหละ

Lek: ยากแหละ

Rut: 6-7 คอร์ดเอง มันต้องมีซักคอร์ดที่ถูก ลองเล่นเพลงอัสนี-วสันต์หรือนูโว ทางคอร์ดง่าย

Kitt: แล้วมันจะจับทางได้เอง <— มีทางอื่นมั้ย

Rut: ยิ่งหาทางลัดยิ่งช้า

Lek: จริง

Rut: เอาไปเขียนบล็อกดีกว่า 555

Rut: กิตกับเล็กร้องเพลงถูกคีย์อยู่แล้ว

Rut: ดังนั้นถ้าคอร์ดมันผิดเราจะรู้อยู่แล้วว่ามันไม่ใช่ ก็แค่ปรับไปเรื่อยๆ

Rut: อย่างที่บอกว่ามันมีแค่ 6-7 คอร์ดนี้

Kitt: คือ พยายามเล่นแบบไม่ดู แล้วลองไปทีละคอร์ด งี้หรอ

Kitt: เริ่มจากคอร์ดใหนดี g หรือ c ดีอะรุด

Rut: แล้วแต่เพลงดิ

Kitt: ต้องลองดูๆ

ทักษะทุกอย่างล้วนต้องใช้เวลา การมีคนช่วยสอนนั้นทำให้เราไปได้เร็วขึ้นก็จริง แต่สุดท้ายเราก็ต้องลงมือเองอยู่ดี ไม่มีใครเก่งแทนเราได้

อย่ามัวแต่มองหาทางลัด เพราะยิ่งรีบจะยิ่งช้า ยิ่งขี้เกียจจะยิ่งเหนื่อย ยิ่งหาทางง่ายจะยิ่งยุ่งยาก

ไปตรงๆ มันนี่แหละ ลงแรงให้คู่ควร แล้วเราจะได้ของที่ยั่งยืนครับ

มนุษย์เทฟลอน

20200823

ใครที่อายุเกิน 30 ปี และเคยช่วยแม่ล้างจาน น่าจะจำได้ว่าการล้างกระทะหรือหม้อนั้นเป็นงานหนัก เพราะเศษอาหารเกาะติดแน่น เราขัดจนเมื่อยแขนแล้วก็ยังไม่ออก โชคดีที่ระยะหลังมีฝอยขัดหม้อเป็นเครื่องทุ่นแรง

แต่ในระยะสิบกว่าปีที่ผ่านมา กระทะหรือหม้อ Teflon เริ่มเป็นที่แพร่หลาย ทำให้คุณภาพชีวิตเด็กล้างจานดีขึ้น

เทฟลอนเป็นพลาสติกชนิดหนึ่งที่มีผิวลื่น ไม่เกาะติด ไม่เปียกน้ำ ทนทานต่อความร้อน พวกเศษอาหารต่างๆ ที่ผ่านการทอดการต้มจนติดก้นภาชนะจึงล้างออกได้ง่ายกว่าเดิมมาก

ผมคิดว่าคงจะดีถ้าเราสามารถทำจิตใจของเราให้เหมือนเทฟลอนได้

เมื่อใจเราทนต่อความร้อน และมีความละเอียดเพียงพอ เราจะไม่ยึดติดกับความทุกข์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

ใครมาบ่นปัญหาอะไรเราก็ฟัง แต่ไม่เก็บไปเครียด

ใครทำอะไรไม่ถูกเราก็รับรู้และตักเตือน แต่ไม่ย้อนกลับไปคิดถึงมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เมื่อเจ็บป่วยเราก็รักษาไปตามอาการ แต่ไม่ปล่อยให้อาการป่วยทางกายทำให้ใจเราป่วยไปด้วย

ความทุกข์จะมาเกาะแค่เบาๆ แล้วก็จะหลุดจากใจเราไปอย่างง่ายดาย

และถ้าเทฟลอนของเราคุณภาพดีขึ้นไปอีก แม้กระทั่งความสุขก็จะเกาะใจเราไม่ได้

ไม่ว่าจะเป็นความสุขจากชื่อเสียง เงินทอง หรือตำแหน่งแห่งหน เราก็จะเห็นคุณค่าและใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ไม่ได้หวงแหนหรือแสวงหาเพื่อให้ได้มามากกว่าเดิม

เพราะไม่ว่าจะเรื่องดีหรือร้ายก็เป็นเรื่องชั่วคราวทั้งนั้น

เพราะไม่ว่าจะเรื่องดีหรือร้าย ถ้ายึดติดก็ทุกข์ได้ทั้งนั้น

มาฝึกฝนตัวเองให้เป็นมนุษย์เทฟลอนกันนะครับ

ความทุกข์ระยะสั้น

20200817

เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเราจะเดินเข้าหาความสุขและหลีกเลี่ยงความทุกข์

แต่บางครั้งเราก็ต้องฝืนเรื่องธรรมดาเหล่านี้บ้าง โดยเฉพาะถ้ามันเป็นความสุขหรือความทุกข์ระยะสั้น

ความสุขระยะสั้นก็เช่นการกดเข้าไปดู notifications ในแอปต่างๆ การได้เปิดอีเมลใหม่ๆ การได้กินชานมไข่มุกยามบ่าย มันฟินได้แค่เดี๋ยวเดียว

ลึกลงไปกว่านั้น เราเสพติดความสุขระยะสั้นเหล่านี้เพราะเรากำลังวิ่งหนีความทุกข์ระยะสั้นอยู่

ความทุกข์ระยะสั้นหรือ short-term pain ก็เช่นเจอคนพูดจาไม่เข้าหู รอลิฟต์แล้วเบื่อ เห็นของน่ากินแล้วหิว เห็นของลดราคาแล้วอดใจไม่ได้ สิ่งเหล่านี้สร้างความไม่พอใจให้กับเราแค่แป๊บเดียว แต่เราก็รีบหนีความทุกข์เหล่านี้ด้วยการหยิบมือถือขึ้นมาระบาย

กับอีแค่ความทุกข์เล็กๆ เรายังไม่คิดจะสู้เลย แล้วเราจะมีแรงไปเผชิญความทุกข์ใหญ่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างไร

ลองหัดสบตาความทุกข์ระยะสั้น ค่อยๆ ดูว่ามันทำให้ใจเรารู้สึกอย่างไร ร่างกายเรารู้สึกอย่างไร แล้วดูซิว่าถ้าเราอยู่เฉยๆ แล้วมันจะอยู่กับเราไปได้นานแค่ไหน

เมื่อจัดการความทุกข์ระยะสั้นได้ เราก็จะมีภูมิคุ้มกันที่ดีและไม่ต้องว้าวุ่นให้เหนื่อยใจจนเกินเรื่องครับ