ทฤษฎีอิฐวันละก้อนของ Will Smith

Will Smith คือนักแสดง Hollywood ที่ฝากผลงานไว้กับหนังอย่าง Men in Black และ The Pursuit of Happyness*

สมัยที่วิลยังเด็ก พ่อของวิลมีร้านเบเกอรี่ และด้านนอกของร้านก็มีกำแพงตั้งอยู่

อยู่มาวันหนึ่ง พ่อเกิดอยากได้กำแพงใหม่ เลยทุบกำแพงเดิมทิ้ง และบอกวิลกับน้องชายว่าให้ทั้งสองคนก่อกำแพงขึ้นมาใหม่

วิลประท้วงพ่อว่าจะไปทำได้ยังไง พวกเขายังเด็กอยู่เลย แต่พ่อก็ยังยืนกราน วิลกับน้องก็เลยต้องจำใจ

ทุกวันหลังเลิกเรียน วิลและน้องชายจะไปที่ร้านเบเกอรี่เพื่อก่อกำแพง ผสมปูนและก่ออิฐทีละก้อน จนกำแพงค่อยๆ สูงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

หลังจากผ่านไปหนึ่งปีครึ่ง พวกเขาก็วางอิฐก้อนสุดท้าย

พ่อเดินออกมาจากร้านเบเกอรี่ ยืนมองกำแพงที่เสร็จสมบูรณ์ ก่อนจะหันมาพูดกับวิลว่า

“จากนี้ไป อย่ามาบอกพ่ออีกนะว่าแกทำอะไรไม่ได้” (Don’t ever tell me you can’t do something again) แล้วพ่อก็เดินเข้าร้านไป

วิลยังจดจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้แม้จะผ่านมาหลายสิบปี

“ผมได้เรียนรู้ว่า เราไม่ควรตั้งเป้าว่าจะสร้างกำแพง เราไม่ควรเริ่มด้วยการบอกตัวเองว่า ‘ฉันจะสร้างกำแพงที่เยี่ยมยุทธ์ที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา’ เราก็แค่บอกตัวเองว่า ‘ฉันจะวางอิฐก้อนนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะวางได้’ ถ้าเราทำอย่างนี้ทุกวัน ไม่นานเราก็จะก่อกำแพงได้สำเร็จ”

ชีวิตก็เป็นเช่นนั้น อย่าไปเริ่มต้นด้วยการบอกว่า “ฉันจะเป็นคนที่เยี่ยมยุทธ์ที่สุด” เพราะมันโอเว่อร์และจริงจังเกินไป

การมีภาพตอนจบไว้ในใจไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่จงเริ่มต้นด้วยการบอกตัวเองว่า “วันนี้ฉันจะวางอิฐหนึ่งก้อนให้ดีที่สุดเท่าที่ฉันจะวางได้”

อิฐก้อนนั้นจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ ธุรกิจ นิสัย หรือความสัมพันธ์

ลองสำรวจดูว่ามีด้านไหนของชีวิตที่เราอยากจะปรับปรุงมากที่สุด แล้วก็เริ่มวางอิฐก้อนแรก

ถ้าเป็นเรื่องสุขภาพ ก็จงออกไปวิ่งเป็นครั้งแรก ถ้าเป็นเรื่องความคิดความอ่าน ก็จงเปิดอ่านหนังสือหน้าแรก

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ก็ขอให้มันเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ทำสำเร็จได้โดยไม่ยากเย็นเกินไปนัก

แล้วพรุ่งนี้ เราค่อยกลับมาวางอิฐก้อนที่สอง

และวันถัดไป เราก็วางอิฐก้อนที่สาม

ถ้าทำอย่างนี้ได้วันแล้ววันเล่า เราก็จะกลายเป็นคนที่เยี่ยมยุทธ์ที่สุดในแบบของเราได้อย่างแน่นอน


* “The Pursuit of Happyness” ชื่อหนังตั้งใจเขียนว่า Happyness แทนที่จะเป็น Happiness

ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: John Michael Domingo’s answer to How do you make yourself a better person?

เป็นครูนานๆ ก็ลืมการเป็นนักเรียน

เป็นหมอนานๆ ก็ลืมการเป็นคนไข้

เป็นโค้ชนานๆ ก็ลืมการเป็นผู้เล่นในสนาม

ลองเปลี่ยนหมวกที่สวมใส่ เมื่อได้มองจากมุมใหม่ ชีวิตย่อมไปได้ไกลกว่าเดิม

“The longer you’re a teacher, the less you remember what it is like to be a student.

The longer you’re a doctor, the less you remember what it is like to be a patient.

The longer you’re a coach, the less you remember what it is like to be a player.

Change positions. A new perspective can improve your old methods.”

James Clear

คุณท้อฟฟี่ แบรดชอว์ เคยมาบรรยายกิจกรรม WeShare ที่ LINE MAN Wongnai และได้เล่าให้ฟังว่า

“ในหนึ่งปีเราควรมีหนึ่งโปรเจคที่เราไม่เคยทำมาก่อนเลย ผมเคยไปเรียนมวยไทย ซึ่งไม่เข้ากันเลยกับตัวเอง ทั้งเจ็บ ทั้งร้อน แล้วก็ได้พบว่าแค่เปลี่ยนสนามเราก็ไม่ใช่ที่หนึ่งแล้ว มันทำให้เรารู้ว่ายังมีคนเก่งกว่าเราอีกเยอะ มันทำให้เราไม่กร่าง มันทำให้เรารู้จักชื่นชมคนอื่น”

ความเคยชินที่เนิ่นนานทำให้ชีวิตขาดสีสันและความลุ่มลึก เราจะเติบโตได้อย่างไรหากเราทำแต่เรื่องที่เราถนัดและคุ้นเคยอยู่แล้ว

นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมชื่นชอบการเดินทางไปต่างประเทศ (เมื่อครั้งที่โลกยังไม่มีโควิด) เพราะมันคือการพาตัวเองกลับไปสู่การไม่รู้อะไรเลย ภาษาก็อ่านไม่ออก พูดก็ไม่ได้ จะไปไหนต่อไหนก็หลงทาง หลายครั้งที่พลาดจนตกรถไฟหรือเสียตังค์อย่างน่าเจ็บใจ

แต่เหตุการณ์เหล่านี้นี่แหละคือสิ่งที่จะเด่นชัดในความทรงจำของเราที่สุด และมันคือสิ่งที่เราจะมองย้อนกลับมาด้วยความคิดถึงและเสียงหัวเราะ แถมยังให้บทเรียนที่หาไม่ได้จากหนังสือเล่มไหน

แม้ช่วงนี้เราไม่อาจเดินทางไกลทางกายภาพ แต่มันก็ไม่ใช่อุปสรรคที่จะออกเดินทางทางอารมณ์และทักษะ

เป็นครูกันมานาน อย่าลืมการเป็นนักเรียนด้วยนะครับ

มนุษย์ชอบดูบรรทัดสุดท้าย พระเจ้าชอบดูทีละบรรทัด

2-3 วันช่วงหยุดปีใหม่นี้ ผมมักจะนึกถึงสิ่งที่เคยฟังอาจารย์ Clayton Christensen พูดไว้เรื่องการวัดความสำเร็จในชีวิต เช้านี้เลยไปลองหามาฟังอีกรอบและอยากนำมาเขียนถึงในบทความนี้ครับ

Clayton Christensen เป็นผู้คิดค้นทฤษฎี Disruption ที่อธิบายว่าองค์กรใหญ่ๆ ล่มสลายจากการถูก disrupt ได้อย่างไร ถือเป็นหนึ่งในปรมาจารย์ที่มีคนนับถือมากที่สุดในวงการธุรกิจ

แม้จะอยู่ใกล้ชิดกับตัวเลขและทุนนิยม แต่อาจารย์ Christensen ก็เป็นคนที่นับถือศาสนาอย่างเคร่งครัดเช่นกัน เขาจึงพูดถึงพระเจ้าด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธา

Christensen บอกว่า มนุษย์เรานั้นชอบดูบรรทัดสุดท้าย ดูว่าเรามีเงินเก็บเท่าไหร่ ได้เป็นผู้บริหารระดับสูงแค่ไหน หรือถ้าเป็นบริษัท ก็จะดูว่าทำกำไรได้เท่าไหร่ มีค่า ratio ต่างๆ ที่ดูดีมั้ย (Return on Assets, Internal Rate of Return)

เหตุผลที่เราชอบดูบรรทัดสุดท้าย เพราะว่าสมองของมนุษย์นั้นมีขีดจำกัด (finite mind) เราไม่สามารถจำได้หมดหรอกว่า แต่ละวันบริษัทใช้จ่ายอะไรไปบ้าง หรือมีรายรับทางไหนบ้าง เราจึงต้องมีแผนกบัญชีมาช่วยบันทึกและสรุปออกมาเป็นรายได้รวม ต้นทุนรวม และบรรทัดสุดท้ายว่ามีกำไรหรือติดลบ

แต่พระเจ้านั้นไม่จำเป็นต้องจ้างนักบัญชี เพราะพระเจ้ามี infinite mind คือจดจำได้ทุกเรื่อง เก็บได้ทุกเม็ด

Christensen มั่นใจว่า ในวันที่เขาตายไป พระเจ้าจะไม่ได้นั่งถามว่าเขามีเงินเก็บอยู่ในบัญชีเท่าไหร่ หรือเคยครองตำแหน่งที่สูงส่งแค่ไหน

พระเจ้าจะถามเขาว่า ตอนนั้นที่ฉันให้เธอไปอยู่ในสถานการณ์นี้ เธอทำตัวอย่างไร เธอได้ใช้พรสวรรค์ที่ฉันมอบให้เธอไปทำให้ชีวิตคนรอบตัวเธอดีขึ้นรึเปล่า

พระเจ้าไม่ได้ดู ratio ไม่ได้ดูบรรทัดสุดท้าย แต่ดู line by line คือดูแต่ละบรรทัดเลยว่าในแต่ละ moment เราทำตัวอย่างไร เราใช้ความเมตตานำทาง หรือเราขาดน้ำใจเพราะมัวแต่จับจ้องจะบรรลุเป้าหมายที่พระเจ้าไม่ได้ให้ความสำคัญ

สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ที่นับถือพุทธ ผมคิดว่ามุมมองเช่นนี้ก็ยังมีประโยชน์ เพราะเราคงเคยได้ยินมาก่อนว่า ช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต ความทรงจำต่างๆ จะย้อนคืนกลับมา สิ่งที่เราเคยทำอยู่เป็นอาจิณ ห้วงขณะที่ดีๆ และห้วงขณะที่แย่ๆ จะหวนกลับมาให้เราระลึกได้ และจิตดวงสุดท้ายเป็นอย่างไร ก็จะเป็นตัวกำหนดว่าภพภูมิถัดไปของเราจะเป็นที่ไหน

ในช่วงนาทีสุดท้าย ภาพที่เราจะมองเห็นไม่น่าจะเป็นวันที่เรามีเงินในบัญชีครบ 10 ล้านบาท หรือวันที่เราเทรดคริปโตได้กำไร 5 เด้ง หรือวันที่เราได้ขับรถเทสล่าของอีลอนมัสก์

สิ่งที่จะย้อนกลับมา คือ little moments ที่เรามีกับตัวเอง กับพ่อแม่ คู่ชีวิต ทายาท เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน หรือแม้กระทั่งคนแปลกหน้าที่ผ่านมาพบกันเพียงชั่วพริบตาในสังสารวัฏ

เราทำดีต่อกันมากเพียงพอหรือยัง เราจะวัดความสำเร็จของของเราอย่างไร

เพราะมนุษย์ชอบดูบรรทัดสุดท้าย ส่วนพระเจ้าชอบดูทีละบรรทัดครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก TedX Talks: How Will You Measure Your Life? Clay Christensen at TEDxBoston

เมื่อเรารู้ว่าเรากำลังไปไหน เราจะไม่กลัว

อย่างที่เขาว่าไว้ ทิศทางนั้นสำคัญกว่าความเร็ว

ตัดสินใจเสียก่อนว่าจุดหมายของเราอยู่ที่ใด แล้วก็หันหัวเรือให้ถูกทิศ

จากนั้นก็ออกเดินทาง ใช้กฎ 20 ไมล์ที่เน้นความสม่ำเสมอ ไม่ว่าอากาศจะสดใสหรือย่ำแย่ เราก็ยังออกเดินทางและสร้างความคืบหน้าในทุกวัน

เมื่อเราทำสิ่งเดิมๆ ซ้ำๆ ติดต่อกัน มันจะเกิด compound effect

วันต่อวันอาจไม่เห็นผลอะไร แต่ผ่านไปหนึ่งปีย่อมเห็นผล ผ่านไปสิบปีอาจมหัศจรรย์ราวกับเวทมนตร์

อ่านหนังสือ ดูแลอาหารการกิน ออกกำลังกาย ตั้งใจทำงานหนัก ฝึกการภาวนา กิจกรรมเหล่านี้ล้วนต้องใช้เวลากว่าที่เมล็ดที่เราหว่านจะออกดอกออกผล

แต่ถ้าเราเป็นคนที่รอได้ ถ้าเราไม่ใจร้อน ถ้าเราไม่ยอมแพ้เสียก่อน เราก็จะมีความมั่นคงมากเพียงพอที่จะทำในสิ่งที่เชื่อและเชื่อในสิ่งที่ทำ

เมื่อเราทำวันนี้ให้ดี เราก็ไม่ต้องกังวลถึงวันพรุ่งนี้

เมื่อเรารู้ว่าเรากำลังไปไหน เราจะไม่กลัวครับ

ความถ่อมตนทางปัญญา

เราทุกคนล้วนเคยผ่านช่วงชีวิตที่มั่นใจในความคิดของตัวเองมากๆ

โดยเฉพาะถ้าเราอินเรื่องการเมืองและเลือกฝักเลือกฝ่ายเรียบร้อย แถมยังอ่านและศึกษามาอย่างมากมาย (แต่ส่วนใหญ่จะอ่านแต่งานของฝ่ายที่เราเชียร์) เราก็ยิ่งมีความเชื่อมั่นว่าฝ่ายเราถูก ส่วนอีกฝ่ายนั้นเป็นคนผิดอย่างไม่ต้องสงสัย

Jordan Peterson ผู้เขียนหนังสือ 12 Rules for Life ตั้งคำถามชวนคิดว่า “มีโอกาสกี่เปอร์เซ็นต์ที่คนที่คุณต่อต้านเขาจะฉลาดน้อยกว่าคุณและมีศีลธรมต่ำกว่าคุณ?”

หนุ่มสาวอาจจะตอบว่า 80% หรือ 90% ส่วนคนที่ผ่านชีวิตมามากพอจะไม่ได้ตอบเป็นตัวเลขที่สูงขนาดนั้น

คนที่มีวุฒิภาวะจะมี intellectual humility หรือความถ่อมตนทางปัญญา

Intellectual humility จะมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีวิมังสาและไม่หลอกตัวเอง เพราะเห็นประจักษ์มากับตาว่าสิ่งที่เคยมั่นใจนักหนาก็ยังพลิกโผได้เสมอ

“The belief that one’s own view of reality is the only reality is the most dangerous of all delusions.”
-Paul Watzlawick

ความจริงไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว ยิ่งเรายึดมั่นในความคิดตัวเองเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งพลาดเป้ามากขึ้นเท่านั้น

ขอให้เราทุกคนมีความถ่อมตนทางปัญญา เพราะนั่นคือสัญญาว่าเรากำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างแท้จริงครับ