ตัวตนของเราบางอย่าง ทิ้งมันไปบ้างก็ได้

ตัวตนของเราบางอย่าง ทิ้งมันไปบ้างก็ได้

หลายท่านอาจเคยได้ยินได้ฟังเรื่องเรือสำเภาของธีเซียส หรือที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่าปฏิทรรศน์ธีเซียส (Theseus’ paradox)

“สำเภาที่นำธีเซียสและคนหนุ่มสาวจากเอเธนส์กลับมาจากครีต มีไม้พาย 30 ไม้ ซึ่งได้รับการดูแลรักษาจากชาวเอเธนส์เป็นอย่างดี โดยผู้ดูแลจะรื้อไม้ที่ผุพังออก เปลี่ยนเป็นลำไม้ที่ใหม่และแข็งแรงกว่า จนทำให้เรือลำนี้เป็นตัวอย่างสำคัญในบรรดาเหล่านักปรัชญาเกี่ยวกับคำถามเชิงตรรกะเรื่องการเติบโต ฝ่ายหนึ่งยืนยันว่าเรือนั้นยังคงเป็นเรือลำเดิม ขณะที่อีกฝ่ายโต้ว่าเรือได้เปลี่ยนไปแล้ว”
— พลูทาร์ก, Theseus

พลูทาร์กจึงได้ตั้งคำถามว่า สำเภายังคงเป็นลำเดิมหรือไม่หากทุกชิ้นส่วนของเรือค่อยๆ ถูกแทนที่ไปจนหมดสิ้น


บทความแรกอย่างเป็นทางการของบล็อก Anontawong’s Musings คือบทความที่ชื่อว่า “เกิดใหม่” เขียนไว้เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2015:

“นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาร่างกายมนุษย์ และพบว่า 98% ของอะตอมในร่างกาย เป็นคนละอะตอมกับเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว

ทุกๆ ครั้งที่เราหายใจ เราสูดอากาศที่มีอะตอมจำนวนสิบยกกำลังยี่สิบสอง หรือ 10,000,000,000,000,000,000,000 อะตอมเข้าสู่ร่างกาย และเมื่อเราหายใจออก เราก็มีการปลดปล่อยอะตอมในจำนวนเท่ากันออกจากร่างกายด้วย

การกินอาหารและการขับถ่ายก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเปลี่ยนถ่ายอะตอมในร่างกายเราเช่นกัน อาหารเหล่านี้ถูกร่างกายเผาผลาญเพื่อให้พลังงานและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายตามที่เราเคยเรียนเมื่อชั้นประถม

ดังนั้นเซลล์ทุกเซลล์จึงมีการสร้างขึ้นใหม่ตลอดเวลา โดยอวัยวะแต่ละส่วนในร่างกายของเราก็มีการสร้างเซลล์ใหม่ในอัตราที่แตกต่างกัน

ในทางเทคนิค เราจึงมีตับใหม่ทุก 6 สัปดาห์ ผิวพรรณที่ห่อหุ้มร่างกายเราก็เปลี่ยนใหม่ทุกเดือน

เรามีโครงกระดูกใหม่ทุก 3 เดือน และมีสมองใหม่ทุกหนึ่งปี

หรือแม้กระทั่ง DNA ที่เก็บข้อมูลวิวัฒนาการนับล้านปีของเซลล์มนุษย์ ก็ถูกเปลี่ยนถ่ายทุก 6 สัปดาห์เช่นกัน

เพราะฉะนั้น ในเชิงกายภาพแล้ว คุณ “เกิดใหม่” อยู่ตลอดเวลา”


เมื่อเราใช้ชีวิตมาถึงวัยกลางคน เราจะรู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างในตัวเรานั้นถูกแช่แข็งและแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เข้าทำนองไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก

“ผมเป็นคนอารมณ์ร้อน”

“ฉันเป็นคนขี้อาย”

“ผมเป็นคนไม่ยอมใคร”

“ฉันเป็นคนบูชาความรัก”

แล้วเราก็จะย้ำเตือนว่า ฉันก็เป็นของฉันอย่างนี้ อย่าพยายามมาเปลี่ยนอะไรฉันเลย

เมื่อเรานิยามตัวเองว่าเป็นคนแบบไหน เราก็จะยึดติดกับภาพลักษณ์นั้น ยิ่งเรายึดมั่น “ความเป็นตัวเรา” มากเท่าไหร่ ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ก็ยิ่งถูกปิดกั้น

ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องไปภูมิใจหรือกระทั่งหวงแหน “ตัวตน” ของเราที่ถูกสร้างเอาไว้ตั้งนานแล้ว มันอาจเคยมีประโยชน์ในอดีต แต่ไม่ตอบโจทย์เราอีกต่อไป

มนุษย์มีศักยภาพที่จะดีกว่าเดิมได้ และชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง ชีวิตที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็ไม่ต่างอะไรกับชีวิตที่ตายไปแล้ว

อะตอมในร่างกายของเราเปลี่ยนถ่ายอยู่ทุกลมหายใจ และภายในไม่กี่เดือนร่างกายของเราก็เปรียบเหมือนเรือสำเภาของธีเซียสที่ไม่เหลือลำไม้เดิมสักลำเดียว

อุปนิสัยและจิตใจเราก็เช่นกัน เมื่อชีวิตยังต้องดำเนินไป เราต้องพร้อมถอดไม้ที่ผุๆ ออก และเพิ่มไม้ท่อนใหม่เข้ามาแทน

ตัวตนของเราบางอย่าง ทิ้งมันไปบ้างก็ได้นะครับ

เอาชนะความขี้เกียจด้วยเคล็ดลับจากหน่วย SEAL

Sean Kernan เป็นนักเขียนที่มีผู้ติดตามมากที่สุดคนหนึ่งใน Quora

มีคนเคยตั้งคำถามไว้ว่า มีเทคนิคไหนบ้างที่จะเอาชนะความขี้เกียจได้

นี่คือคำตอบของ Sean Kernan ครับ


พ่อเคยเล่าให้ผมฟังว่า วันที่หนักหนาที่สุดของ Hell Week คือวันอังคาร

(Hell Week คือการฝึกซ้อมของหน่วย SEAL ที่ขึ้นชื่อว่าหฤโหดสุดๆ)

“สัปดาห์นรก” เริ่มต้นในเช้าวันอาทิตย์ และเต็มไปด้วยบททดสอบที่ทรมานทั้งกายและใจ ทุกคนต้องอยู่กันแบบอดหลับอดนอนไปจนถึงวันศุกร์

วันอาทิตย์คุณจะถูกปลุกด้วยเสียงปืนกล ทั้งวันทั้งคืนคุณต้องวิ่ง คุณต้องแบกขอนไม้ คุณจะโดนดุด่าสารพัด คุณต้องอยู่ในน้ำเย็นยะเยือก

ส่วนวันจันทร์ก็เช่นกัน

น้ำเย็นเฉียบ บทดทดสอบ ขอนไม้ วิ่งลงทะเล

มีแบบฝึกหัดท้าทายมากมายที่ต้องทำตามคำสั่งเป๊ะๆ ถ้าไม่ทำตามก็จะโดนลงโทษ

นี่คือสิ่งที่นักเรียนทหารต้องเจอตลอดทั้งวันจันทร์

พอคืนวันจันทร์มาถึง ในขณะที่คนอื่นกำลังนอนหลับอยู่บนเตียงอุ่นๆ คุณกลับต้องมานอนอย่างหนาวสั่น หลังปวด แขนร้าว ขาก็เกร็งราวกับไม้กระดาน

แล้ววันอังคารก็มาถึง

คุณอ่อนล้าเหลือเกิน อ่อนล้ามากที่สุดเท่าที่เคยล้ามาทั้งชีวิต

แล้วคุณก็เริ่มคิดคำนวณในใจ ผ่านมาแค่สองวันยังเหนื่อยขนาดนี้ แล้วนี่ยังมาไม่ถึงครึ่งทางเลย วันศุกร์ช่างดูห่างไกลเหลือเกิน

ในวันอังคาร ตารางการฝึกที่รอคุณอยู่นั้นดูยากเย็นเกินกว่าที่มนุษย์จะทำได้

แล้วนักเรียนทหารก็จะเริ่มรู้สึกสงสารตัวเอง เริ่มรู้สึกว่าทำไมชีวิตต้องยากเย็นขนาดนั้น ทำไมต้องมาเจ็บปวดและเหน็ดเหนื่อยกันขนาดนี้

วันอังคารจึงเป็นวันที่มีคนสั่นระฆังเพื่อลาออกจากหน่วย SEAL เป็นจำนวนมาก

แล้วพ่อผมและคนที่ได้อยู่ต่อเขารับมือได้อย่างไรน่ะเหรอ?

พวกเขาใส่ใจกับการฝึกที่อยู่ตรงหน้าเพียงอย่างเดียว

ไม่มองไปไกลกว่านั้น ไม่คิดถึงวันศุกร์ ไม่คิดถึงวันพรุ่งนี้ ไม่คิดถึงชั่วโมงถัดไปด้วยซ้ำ

แค่อยู่กับปัจจุบัน กับภารกิจเล็กๆ ตรงหน้า กับงานทีละชิ้น

เราสามารถประยุกต์เทคนิคนี้ได้กับหลายสิ่งในชีวิต

ไปฟิตเนส: โฟกัสกับการใส่รองเท้า ใส่ข้างหนึ่งก่อน แล้วก็อีกข้าง แล้วดูว่าเป็นยังไง

จากนั้นก็หยิบกุญแจ แล้วเดินขึ้นรถ แล้วโฟกัสไปที่การสตาร์ทรถ แล้วก็ขับรถไปที่ฟิตเนส

เตรียมสอบ: แค่ไปนั่งที่โต๊ะ ลองเปิดหนังสือ แล้วดูว่ารู้สึกยังไง

ลองอ่านสักหนึ่งหรือสองประโยค ลองดูว่าเป็นยังไง จากนั้นก็ค่อยอ่านสักหนึ่งย่อหน้า

ถ้าเราลดการมองเห็นของเราให้เหลือแค่ไม่กี่ขณะต่อจากนี้ เราก็จะลดภาระทางจิตใจที่จะเกิดขึ้นด้วย

แค่เราจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ก็สามารถลดแรงต้านที่ก่อให้เกิดความขี้เกียจและการผัดวัดประกันพรุ่งได้มากมายแล้ว


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Sean Kernan’s answer to What are some subtle behavioral tactics that defeat laziness?

ความจริงที่ควรพูดกับความจริงที่ไม่ควรพูด

ใช่ มันเป็นเรื่องจริง อย่างน้อยก็ในมุมของเรา แต่ในขณะเดียวกันเราก็ควรมองด้วยว่า

ความจริงนี้มันเยียวยาหรือทำร้าย

ความจริงนี้มันมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์

ความจริงนี้มันช่วยกระชับหรือทำลายความสัมพันธ์

ความจริงนี้มันมีวิธีพูดแบบอื่นที่จะรักษาน้ำใจกันไว้ได้หรือเปล่า

สุดท้ายแล้วเราจะเลือกพูดความจริงข้อไหน หรือพูดความจริงด้วยวิธีใด คงแล้วแต่ว่าเรายึดอะไรเป็นสรณะ

ถ้าเรายึดว่าพูดความจริงเสียอย่างจะไปกลัวอะไร ก็ต้องยอมรับผลกระทบที่จะตามมา

แต่ถ้าเราเชื่อว่า ในบางบริบทความจริงบางข้อก็ไม่ควรหลุดออกจากปาก ชีวิตก็อาจสงบสุขกว่านี้

“Everything you say should be true but not everything true should be said.”
-Voltaire

ขอให้แยกแยะให้ออก ว่าเวลาไหนควรพูด และเวลาไหนควรสงวนวาจาครับ

ลำดับการพูดคุย

เมื่อวานนี้ ระหว่างที่นั่งแท็กซี่กลับจากสนามบินและกำลังจะหยิบมือถือขึ้นมาเช็คข้อความต่างๆ รวมถึง social media ผมก็คิดขึ้นได้ว่า มนุษย์เรามีคนให้คุยด้วย 3 กลุ่มด้วยกัน

พูดคุยกับตัวเอง – ว่าวันนี้เรารู้สึกยังไง อารมณ์สดใสหรือขุ่นมัว พลังงานของเราสูงหรือต่ำ วันนี้เราอยากทำอะไรให้สำเร็จ สัปดาห์นี้มีอะไรที่จะทำให้ชีวิต spark joy บ้าง

พูดคุยกับคนขัางๆ – วันนี้เป็นยังไงบ้าง กำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่ วันนี้มีประชุมเยอะมั้ย เที่ยงนี้อยากกินอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า

พูดคุยกับคนอื่น – มีคำถามอะไรให้เราบ้าง มีงานอะไรให้เราทำ ไปเที่ยวที่ไหนมา เรื่องไหนกำลังอยู่ในกระแส เพลงอะไรที่กำลังชอบฟัง

ลำดับที่ควรจะเป็น คือพูดคุยกับตัวเองก่อน เพื่อสำรวจอารมณ์และความรู้สึกว่าเรานั้นโอเค จากนั้นจึงพูดคุยกับคนข้างๆ เพราะเขาคือคนสำคัญและจะมีผลต่อชีวิตกับเราไปอีกยาวนาน สุดท้ายค่อยพูดคุยกับคนอื่นทั้งในเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว

แต่ที่คนจำนวนมากเป็นกันอยู่ คือเราคุยกับคนอื่นก่อน ผ่าน social media เพื่อดูว่าคนอื่นไปทำอะไรมา ฟังเพลงอะไรอยู่ กำลังอินกับเรื่องอะไร จากนั้นก็เช็คอีเมลและข้อความเพื่อจะได้ติดตามว่ามีงานอะไรต้องทำบ้าง

เมื่อก้มหน้ามองมือถือตลอดเวลา คนข้างๆ ก็เลยพลอยก้มมองมือถือไปด้วย บทสนทนาที่ควรเกิดจึงไม่ได้เกิด คนใกล้ชิดเลยเริ่มเหินห่าง

เมื่อเราพูดคุยกับคนอื่นอยู่ตลอด บ่อยครั้งเราจึงหมดเวลาทั้งวันไปกับความยุ่งเหยิงจากภายนอกจนไม่ได้คุยกับภายในเลยว่าตอนนี้เรารู้สึกยังไง อะไรที่อยากทำให้สำเร็จ อะไรคือสิ่งที่อยากทำเพื่อเป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจ

ถ้ารู้สึกว่าชีวิตไม่ค่อยมีอะไรที่ spark joy ลองสลับลำดับการพูดคุยดูนะครับ

ไม่ต้อง Beat Yesterday ก็ได้

Beat Yesterday เป็นคำขวัญของ Garmin ที่บอกว่าเราไม่ต้องแข่งกับใคร แค่แข่งกับตัวเองก็พอ

หากเราเก่งกว่าตัวเองเมื่อวานนี้ได้ ตัวเราย่อมจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน

การที่คนเราดีขึ้นแค่วันละ 1% พอครบปีเราจะดีขึ้นถึง 38 เท่า*

ส่วนถ้าเราแย่ลงวันละ 1% พอครบปีเราจะแย่ลง 39 เท่า**

ดีขึ้นเพียงเล็กน้อยอย่างสม่ำเสมอ ก็นำไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้

แย่ลงเพียงเล็กน้อยอย่างสม่ำเสมอ ก็นำไปสู่หายนะได้

เมื่อเห็นสมการเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่จะมีใครหลายคนสนุกกับการวัดผล และสนุกกับการ beat yesterday

แต่หากใครได้ใช้ชีวิตแบบนั้นมาสักพัก อาจจะพบว่าการ beat yesterday นั้นไม่ได้นำพามาซึ่งความสุขเท่าไหร่นัก

เพราะชีวิตคนเราไม่เคยเป็นเส้นตรง บางช่วงงานก็หนักหน่วง บางช่วงทะเลาะกับคนใกล้ตัว บางช่วงไม่สบาย และบางช่วงก็อยากอยู่เฉยๆ

การพยายามที่จะดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ แม้เพียงเล็กน้อยแต่ก็ยังรู้สึกหนักอึ้งได้

ในวันที่สภาพจิตใจหรือร่างกายไม่สมบูรณ์พร้อม แต่เราดันอยากจะได้ผลลัพธ์ที่ดีพร้อม จึงมักมีสองทางให้เลือกเดิน

หนึ่งคือลงมือทำแล้วไม่ได้ตามเป้า แล้วเราก็ผิดหวังกับตัวเอง (แถมแผนของเราก็ดันวางไว้ว่าวันพรุ่งนี้ต้องดีขึ้นกว่านี้อีก!)

สองคือรู้อยู่แก่ใจว่าทำไม่ได้ตามเป้า ก็เลยหยุดทำมันซะเลย จะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับความผิดหวัง

ทั้งสองทางเลือกอาจจะไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืน และอาจทำให้เราเอาเป็นเอาตายกับชีวิตเกินไป

เราจึงควรมีทางเลือกที่สาม คืออย่าเปรียบเทียบตัวเองกับเมื่อวานนี้ แต่ให้เปรียบเทียบตัวเองในวันที่แย่ที่สุด

ถ้าเมื่อวานนี้วิ่งได้ 5 กิโลเมตร วันนี้ไม่ต้องวิ่ง 5.1 กิโลเมตรก็ได้ แค่วิ่ง 1 กิโลเมตรก็ดีกว่าวันที่เราเอาแต่นอนคุดคู้อยู่ในห้องแล้ว

ในบางเกมของชีวิต จุดประสงค์ไม่ใช่การไปถึงเป้าหมาย แต่คือการอยู่ในเกมให้ได้นานที่สุด เพราะมันคือ infinite game

ถ้าที่ผ่านมาพบว่าการ beat yesterday มันเหนื่อยเกินไป ลองลดความคาดคั้นที่มีต่อตัวเอง แล้วเราอาจจะพบกับความพึงพอใจกว่าเดิมครับ


* 1.01^365 = 37.8

** 1/0.99^365 = 39.2