ความเจ็บปวดทำให้เราเป็นคนแบบไหน

เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ผมได้รับโอกาสให้เขียนหนังสือให้คุณอนันต์ เดชอนันตชาติ เจ้าของเครื่องสำอางค์โยโกะ

หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า “ล้มลุกคลุกคลาน ประสบการณ์ 75 ปี” ที่แชร์ประสบการณ์คุณอนันต์ที่ผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชน

หนึ่งในบทที่ผมชอบที่สุดมีชื่อว่า “ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด”:

“เพื่อนผมคนหนึ่ง ตอนเด็กๆ ที่บ้านยากจนมาก ถึงขนาดที่แม่จะคลอดลูก ไปยืมเงินญาติกลับไม่มีใครให้ยืม

ความแร้นแค้นครั้งนั้นฝังใจเพื่อนผมมาก จนเดี๋ยวนี้แม้จะทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จแล้ว กลายเป็นคนไม่ค่อยจะยอมใช้เงิน ไม่เคยให้ใครยืมเงิน เวลาไปกินข้าวไม่เคยเลี้ยงเพื่อน กลายเป็นเศรษฐีขี้เหนียว เพราะเขาไม่อยากกลับมาจนอีก

ตัวผมเองก็เคยลำบากมากๆ เหมือนกัน ตอนนั้นได้แต่คิดว่า ถ้ามีคนยื่นมือมาช่วยเหลือเราบ้างคงดีไม่น้อย

มาถึงวันนี้ ถ้ามีคนเดือดร้อนมาหา ผมจะพยายามช่วยเหลือเขา เพราะผมเข้าใจดีว่าการมีปัญหาการเงินนั้นมันทุกข์แค่ไหน

แปลกดีที่คนสองคนที่ผ่านสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันกลับได้ข้อสรุปที่ตรงกันข้าม
คนหนึ่งเลือกที่จะเก็บเงินเอาไว้ อีกคนเลือกที่จะปล่อยมันออกไป

เพื่อนคนนั้นเขาก็ถูกของเขา แต่ผมเองผมก็ถูกของผมเช่นกัน”


Donald Miller เป็นผู้เขียนหนังสือ Hero on a Mission: The Power of Finding Your Role in Life

Miller เคยให้สัมภาษณ์ในพ็อดแคสต์ The School of Greatness ของ Lewis Howes

สิ่งที่เขาเล่าในนาทีที่ 35 สอดคล้องกับสิ่งที่คุณอนันต์เคยเล่าเอาไว้

“วายร้ายกับฮีโร่นั้นมีเรื่องราวเบื้องหลังที่เหมือนกันเป๊ะ นั่นคืออดีตที่เจ็บปวด

ฮีโร่มักจะเป็นเด็กกำพร้าหรือเคยถูกทอดทิ้ง ส่วนวายร้ายนั้น ถ้าคุณสังเกต นักเขียนบทจะให้เขามีแผลเป็นบนหน้า หรือเดินขากะเผลก หรือพูดจาติดๆ ขัดๆ ซึ่งล้วนเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าตัวละครนี้มีความหลังที่เจ็บปวด

ดังนั้น ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวของฮีโร่กับว้ายร้าย ก็คือการตอบสนองต่อความเจ็บปวดที่พวกเขาเคยประสบมา

วายร้ายจะพูดว่า “โลกเคยทำร้ายเรา ดังนั้นเราจะทำร้ายโลกกลับ” (The world hurt me, I’m gonna hurt it back)

ส่วนฮีโร่จะพูดว่า “โลกเคยทำร้ายเรา ดังนั้นเราจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับใครอีก” (The world hurt me, I’m not gonna let this happen to anybody else.)

เราตอบสนองต่อความเจ็บปวดอย่างไร คือตัวตัดสินว่าเราจะเป็นฮีโร่หรือจะเป็นวายร้าย”


ชีวิตเกิดมาย่อมไม่เท่ากัน บางคนโชคดีกว่าคนอื่น บางคนก็โชคร้ายกว่าคนอื่น

แต่ถ้าเรายังนั่งอ่านบทความนี้ได้ แสดงว่าเรามีสติปัญญาและศักยภาพเพียงพอที่จะเลือกทำในสิ่งที่ควรทำ

ความเจ็บปวดในอดีตเรากลับไปแก้ไขไม่ได้ เช่นเดียวกับความเจ็บปวดในอนาคตที่ไม่มีมนุษย์คนใดหลีกเลี่ยงได้เช่นกัน

สิ่งเดียวที่เราพอทำได้ คือจะให้ความเจ็บปวดเหล่านั้นหล่อหลอมเราให้เป็นคนแบบไหนครับ

‘Dailyish’ – ศิลปะของการทำอะไร ‘เกือบทุกวัน’

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2015 ผมเขียนบทความชื่อ “ทำก่อน เชื่อทีหลัง” ที่เล่าให้ฟังว่าผมเขียนบล็อกครบ 100 ตอนได้อย่างไร พร้อมกับประกาศในบรรทัดสุดท้ายว่า Anontawong’s Musings จะมีบทความใหม่ไปทุกวัน

และผมก็ตั้งใจเขียนบทความทุกวันจริงๆ แม้กระทั่งช่วงปลายปี 2015 ที่มีลูกสาวคนแรก ได้นอนวันละ 4 ชั่วโมง ก็ยังเขียนบทความทุกวันอยู่แม้จะต้องเขียนตอนตี 3 ก็ตาม

เพราะผมเคยได้ยินเทคนิค Don’t Break The Chain ของ Jerry Seinfeld

Jerry Seinfeld เป็น standup comedian และนักแสดงนำใน Seinfeld ซึ่งเป็นซีรี่ส์ซิทคอมที่โด่งมากในยุค 90’s

สมัยที่ยังไม่โด่งดัง เจอรี่ตั้งปณิธานไว้ว่าจะคิดมุกทุกวัน วันละ 1 มุก

เจอรี่จะมีปฏิทินติดผนัง ทุกครั้งที่เขาเขียนมุกเสร็จ เขาจะกาปฏิทินเอาไว้ พอนานวันเข้าเครื่องหมายกากบาทติดๆ กันก็ทอดยาวราวกับห่วงโซ่ที่บ่งบอกว่าเขาเขียนมุกวันละ 1 ตอนมานานแค่ไหน

แล้วเขาก็เลยเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนร่วมน้องที่เป็นนักแสดงตลกด้วยกันว่า

“Don’t break the chain!” – อย่าให้โซ่ขาด!

ผมก็เลยอยากจะเขียนบล็อก Anontawong’s Musings แบบไม่ให้โซ่ขาดบ้าง

ถึงกระนั้น ก็ยังไม่มีปีไหนที่ผมเขียนได้ครบ 365 ตอน มีหลุด มีคิดไม่ออก มีไม่สบาย ซึ่งก็รู้สึกเสียดายและรู้สึกผิดอยู่เหมือนกัน

การแบกความรู้สึกผิดที่ตัวเองไม่สามารถเขียนบล็อกได้ทุกวันเริ่มคลี่คลายเมื่อผมได้อ่านบทความชื่อ Why you should aim to do new habits ‘dailyish’ ของ Oliver Burkeman ผู้เขียน Four Thousand Weeks

เขาเคยสัมภาษณ์ Jerry Seinfeld เรื่องเทคนิคดูแลโซ่ไม่ให้ขาดที่กลายเป็นตำนานในแวดวง productivity แล้วโอลิเวอร์ก็ได้พบว่าเจอรี่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเทคนิคนี้อย่างที่เราคิด

นี่คือคำพูดของเจอรี่:

“มันเป็นเรื่องเบสิกมากจนผมไม่อยากจะพูดถึงมันด้วยซ้ำ ถ้าคุณเป็นนักวิ่งและอยากจะวิ่งให้ดีขึ้น คุณก็แค่บอกตัวเองว่าคุณจะวิ่งทุกวันแล้วก็เขียน X ลงในปฏิทินทุกวันที่คุณวิ่ง ผมไม่เห็นว่ามันจะเป็นไอเดียที่ลึกซึ้งตรงไหนเลย จะมีใครคิดจริงๆ เหรอว่าถ้านั่งเฉยๆ แล้วจะเก่งขึ้น?”

ในโลกของชาว productive เทคนิคของเจอรี่มีนัยว่า “ให้ทำสิ่งที่มีคุณค่ากับเราทุกวันโดยห้ามพลาดโดยเด็ดขาด”

แต่สำหรับตัวเจอรี่เอง เขาแค่ต้องการจะสื่อว่าเราต้องลงทุนลงแรงติดต่อกันเป็นเวลายาวนานเท่านั้นเอง

ความมุ่งมาดปรารถนาที่จะทำอะไรให้ได้ทุกวันนั้นเป็นการตั้งมาตรฐานที่ขาดความยืดหยุ่น เต็มที่ก็ได้แค่เสมอตัว โอกาสพลาดพลั้งก็สูง แถมการทำอะไรให้ได้ perfect score นั้นไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ แต่เป็นธรรมชาติของหุ่นยนต์

ชีวิตมีเรื่องไม่คาดฝันเสมอ และสำหรับคนไม่น้อยที่ตั้งเป้าแบบนี้ เมื่อพลาดไปหนึ่งหรือสองครั้ง เขาก็อาจสูญเสียกำลังใจจนล้มเลิกไปเลยก็ได้

แนวคิดที่โอลิเวอร์คิดว่าเมคเซนส์มากกว่ามาจาก Sam Harris เจ้าของแอป Waking Up สำหรับคนที่อยากฝึกนั่งสมาธิ

เขาใช้คำว่า ‘Dailyish’

เวลาเติม ‘ish’ ลงไปท้ายคำไหน จะหมายความว่า “โดยประมาณ”

Dailyish ก็คือการทำทุกวันโดยประมาณ หรือทำเกือบทุกวันนั่นเอง

ความดีงามของการทำอะไร ‘เกือบ’ ทุกวัน คือมันบอกให้เรายังจริงจังกับเรื่องที่เราให้ความสำคัญโดยที่ยังเปิดพื้นที่ให้เรื่องไม่คาดฝันในชีวิต

ถ้าสัปดาห์หนึ่งทำสัก 2 วันก็คงอาจไม่เรียกได้ว่า dailyish แต่ถ้าทำสัปดาห์ละ 5 วัน อันนั้นก็น่าจะพอเรียกได้ว่า dailyish ส่วนถ้าสัปดาห์ไหนจะทำได้ครบทั้ง 7 วันเลยก็เรียกว่า dailyish ได้เหมือนกัน

จริงๆ ผมควรจะเขียนบทความนี้ตั้งแต่เมื่อวาน แต่ผมไปข้างนอกมาและคุยกับคนค่อนข้างเยอะ กลับถึงบ้านก็หมดแรง เลยเลือกที่จะพักผ่อนให้เต็มที่แล้วตื่นมาเขียนเช้าวันนี้แทน

การประกาศว่าจะเขียนบล็อกทุกวันของผมเมื่อ 8 ปีที่แล้วอาจดูเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่ถ้ามองลึกลงไปกว่านั้นเป้าหมายนี้ก็ดูเห็นแก่ตัวอยู่เหมือนกัน เพราะผมอาจจะยอมเขียนบทความที่ไม่ได้มาตรฐานเพียงเพื่อจะให้ได้รับความยอมรับว่าเป็นคนเขียนบล็อกทุกวันก็ได้

ผมจึงขอถอนคำพูดเดิมที่ว่าจะเขียนบล็อก Anontawong’s Musings ทุกวัน และตั้งปณิธานใหม่เป็นการเขียนบล็อก ‘เกือบทุกวัน’ แทน จะได้ไม่เบียดเบียนตัวเองจนเกินไป และหวังว่าจะรักษามาตรฐานเนื้อหาที่ดีเอาไว้ ส่วนผู้ติดตามอาจจะได้อ่านบทความบ้างในบางวัน และได้พักบ้างในบางวันให้พอคิดถึง

แต่โดยรวมแล้วผมคิดว่ามันจะทำให้บล็อกนี้แข็งแรงขึ้นและยืนระยะได้ดีกว่าเดิมครับ

เมื่อเราได้อะไรมา เราจะเสียอะไรไปเสมอ

ผมเป็นคนที่ไม่ชอบกินปูนึ่ง

ไม่ใช่เพราะว่าไม่ชอบรสชาติ แต่เพราะว่าขี้เกียจแกะ ถ้ามีคนช่วยแกะให้ก็โอเค

พ่อผมชอบแกะปูให้กับคนในครอบครัว และพ่อก็เคยบอกผมสมัยเด็กๆ ว่า “ที่ปูมันอร่อยก็เพราะว่ามันต้องออกแรงแกะนี่แหละ”


ผมเป็นคนชอบกินปลาดิบ ไม่ว่าจะเป็นซูชิหรือซาชิมิ

ถ้าย้อนเวลากลับไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ก่อนปี 2010 ร้านอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทยที่คนธรรมดาจะพอเข้าถึงได้ก็คือร้านญี่ปุ่นที่เป็นเชนใหญ่ๆ

ผมได้ไปญี่ปุ่นครั้งแรกในปี 2010 แล้วรู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก เพราะไม่ว่าจะกินปลาดิบร้านไหนก็อร่อยไปหมดเมื่อเทียบกับสิ่งที่เคยกินมาที่เมืองไทย

พอกลับไทยเลยเริ่มรู้สึกว่าปลาดิบที่ร้านเชนไม่ค่อยอร่อยเสียแล้ว

ปี 2013 ผมได้ไปญี่ปุ่นอีกครั้ง ไปกินร้าน Musashi Sushi ซึ่งเป็นซูชิจานหมุนตรงสถานีรถไฟเกียวโต จำได้ว่าเข้าคิวนานพอสมควร แต่พอได้กินก็ฟินมากเพราะปลาดีทุกจานและราคาก็ไม่แพง

ปี 2019 ผมกลับไปที่ร้านเดิม ร้านก็คิวยาวเหมือนเดิม แต่พอได้กินแล้วขีดความสุขกลับไม่ได้พุ่งเท่าครั้งก่อน

สมมติฐานหนึ่งก็คือคุณภาพปลาดิบของร้าน Musashi ตกลงไป แต่อีกสมมติฐานหนึ่งก็คือในช่วงปี 2013-2019 นั้นเมืองไทยมีร้านอาหารญี่ปุ่นผุดขึ้นมากมายราวดอกเห็ด ปลาดิบคุณภาพดีในราคาที่ผมเข้าถึงได้จึงมีให้ได้ลิ้มลองมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อมาตรฐานของเราสูงขึ้น ก็เลยกลายเป็นว่าซูชิจานหมุนร้าน Musashi ไม่อาจทำให้เราว้าวได้อีกต่อไป

เมื่อปลายปี 2022 แฟนผมไป business trip ที่โตเกียวประมาณ 4 วัน ได้กินปลาดิบอยู่ 2-3 มื้อ แต่แฟนบอกว่าร้านโปรดที่เมืองไทยอร่อยกว่ากันเยอะ

ผมบอกกับแฟนว่า ถ้าจะไปญี่ปุ่นรอบหน้าก็ต้องเผื่อใจเอาไว้ว่าอาหารญี่ปุ่นอาจจะไม่ใช่ไฮไลท์ในการเดินทางอีกต่อไป ต้องหาเหตุผลอื่นที่ดีกว่านั้น


Quote หนึ่งที่ Morgan Housel มักพูดถึงอยู่บ่อยๆ และทำให้ผมขบคิดมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ก็คือ:

“The thing that is least perceived about wealth is that all pleasure in money ends at the point where economy becomes unnecessary. The man who can buy anything he covets values nothing that he buys.

Wiliam Dawson, 1905

เมื่อใดก็ตามที่เราไม่จำเป็นต้องประหยัดอีกต่อไป ความสุขที่เราจะได้รับจากการจับจ่ายใช้สอยก็เหือดหายไปด้วย คนที่อยากได้อะไรก็ซื้อได้ทันทีย่อมจะไม่เห็นคุณค่าของสิ่งใดเลย

Dawson ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า (สมัยร้อยกว่าปีที่แล้ว) เมื่อคนธรรมดาคนหนึ่งคิดอยากจะซื้อรูปภาพ เขาต้องเข้าคิวหลายสัปดาห์ ต้องไปหาความรู้เกี่ยวกับรูปภาพต่างๆ เพื่อจะได้ไม่โดนคนขายหลอก ต้องทุรนทุรายอยู่กับการลุ้นว่าจะได้ภาพนั้นมาเชยชมหรือภาพนั้นจะหลุดมือไป เขาอาจต้องสละความสะดวกสบายบางอย่างเพื่อจะได้มีเงินเก็บมากพอ และความสุขที่เขาจะได้มาจากการได้ซื้อรูปนั้นย่อมขึ้นอยู่กับความยากลำบากกว่าจะได้มันมาครอบครอง

แต่สำหรับคนที่เดินเข้ามาในห้องขายภาพโดยรู้อยู่แก่ใจว่าจะซื้อภาพไหนก็ได้ด้วยการเซ็นเช็คแค่ใบเดียว ย่อมไม่เคยมีโอกาสได้รับรู้ถึงความรู้สึกเหล่านี้เลย


ผมเคยไปทำกิจกรรม CSR ที่โรงเรียนต่างจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคใต้

เราสั่งไอติมมาสองถัง และเพื่อนๆ ที่มาด้วยกันก็มาช่วยกันตักไอติมและแจกไอติมกันอย่างแข็งขัน

เด็กๆ เข้าคิวรอไอติมของเราอย่างใจจดใจจ่อ หน้าตาตื่นเต้นราวกับกำลังจะได้ขึ้นรถไฟเหาะตีลังกา

พอได้ไอติมไปแล้ว ก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย และหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ราวกับว่าไอติมกะทิถ้วยนี้คือสิ่งที่พวกเขารอคอยมาทั้งชีวิต

ผมมองเด็กๆ แล้วก็อดสะท้อนใจไม่ได้ว่า “พวกเขามีความสุขกันง่ายจัง”


คนเราส่วนใหญ่แสวงหาความมั่งคั่งและความสะดวกสบาย ที่เราทำงานอย่างหนักทุกวันนี้ก็เพื่อที่จะสร้างฐานะและมีเงินมากพอที่จะดูแลตัวเองและคนที่เรารัก

แต่เรามักจะลืมคิดไปว่า ยิ่งเรามีกำลังซื้อมากเท่าไหร่ ยิ่งเรามีรสนิยมสูงขึ้นแค่ไหน สิ่งของหรือประสบการณ์ที่จะทำให้เรามีความสุขนั้นก็จะลดจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ

เหมือนคนที่เคยกินปลาดิบจากร้านเชนใหญ่ก็มีความสุขแล้ว แต่พอได้กินของที่ดีกว่า อร่อยกว่า ปลาดิบที่เคยทำให้เรามีความสุขได้ก็ไม่สามารถทำให้เรามีความสุขได้อีกต่อไป

ผมเลยคิดได้ว่า จริงๆ แล้วจักรวาล (หรือพระเจ้า / ธรรมะ) นี่ก็ยุติธรรมเหมือนกัน

เมื่อเราได้อะไรมา เราจะเสียอะไรไปเสมอ

เมื่อเรามีเงินมามากๆ เราจะสูญเสียความสุขจากการจับจ่ายใช้สอยเงินนั้น

เมื่อเราได้ตำแหน่งสูงๆ เราจะสูญเสียความทะเยอทะยานหรือความตั้งใจทำงานที่เคยมีสมัยที่อยู่ตำแหน่งที่ต่ำกว่านี้

เมื่อเราได้ follower มาเยอะๆ เราจะสูญเสียตัวตนในอดีตที่สามารถอดทนนั่งเขียนบทความโดยที่แทบไม่มีคนอ่านได้

ในทางกลับกัน เมื่อเราเสียอะไรไป เราจะได้อะไรกลับมาเสมอ

เมื่อเราเสียเหงื่อไปกับการวิ่ง เราจะได้ร่างกายที่แข็งแรงกลับมา

เมื่อเราเสียเวลากับคนที่ไม่ใช่ เราจะได้บทเรียนที่จะไม่เลือกคนผิดซ้ำอีก

เมื่อเราต้องสูญเสียบุคคลที่รักในครอบครัว เราจะมีเวลากลับมาดูแลตัวเองมากขึ้น

ในร้ายมีดี ในดีมีร้าย เหมือนหยินกับหยางที่อยู่คู่กันเสมอ

เหมือนคำของพ่อที่เคยบอกผมเอาไว้ ที่ปูมันอร่อยก็เพราะว่ามันต้องออกแรงแกะ

หากเราเข้าใจความจริงข้อนี้ เราจะเห็นคุณค่าของปัจจุบัน และมองอนาคตอย่างมีความหวังและความเผื่อใจครับ

ทุกอย่างเป็นความผิดของเราเอง

ผมผ่านไปเจอบทความ Everything is my fault ของ Derek Sivers ที่เขียนเอาไว้ตั้งแต่ปี 2012

เห็นว่ามีประโยชน์ เลยขอถอดความมาให้ได้อ่านกันตรงนี้ครับ


ผมเคยโมโหคนอื่นเป็นประจำ เขาโกหกผม เขาหักหน้าผม เขาหายตัวไปเฉยๆ

เห็นแพทเทิร์นอะไรมั้ย “เขาอย่างงั้น-เขาอย่างงี้”

เมื่อใครก็ตามทำให้เราเสียใจ เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะรู้สึกว่ามันเป็นความผิดของคนนั้น

แต่แล้ววันหนึ่ง ผมก็ลองคิดเสียว่าทุกอย่างเป็นความผิดของผมเอง

ผมสร้างสถานการณ์ที่ทำให้เขารู้สึกว่าเขาจำเป็นต้องโกหก

ผมตีความการกระทำที่เขาไม่ได้คิดอะไรว่าเขาจงใจหักหน้าผม

ผมทำให้การหายตัวไปเฉยๆ นั้นดีกว่าการมาปรับความเข้าใจกัน

การคิดว่าทุกอย่างเป็นความผิดของผมนี่มันรู้สึกดีมากเลยนะ!

ดีกว่าการให้อภัยเป็นไหนๆ เพราะเวลาที่เราให้อภัย เราก็ยังคิดอยู่ดีว่าอีกคนเป็นฝ่ายผิด ส่วนเราเป็นผู้ถูกกระทำ

แต่พอคิดเสียว่ามันเป็นความผิดของผม ก็แปลว่าเขาไม่ได้ทำร้ายผมแล้ว เขาก็แค่เป็นส่วนหนึ่งในสถานการณ์ที่ผมสร้างขึ้นมาเอง

และพลังมันก็อยู่ตรงนี้แหละ เราเองที่เป็นคนทำให้เกิดเรื่องต่างๆ ขึ้นมา เราทำอะไรบางอย่างพลาดไป และเราสามารถเรียนรู้จากมันได้

ดังนั้นเราคือคนที่กุมสถานการณ์ และไม่มีใครให้โทษหรือพร่ำบ่นอีกต่อไป

พอคิดได้แบบนี้แล้วรู้สึกดีขนาดนี้ ผมก็เลยคิดเล่นๆ ว่าจะใช้กฎนี้ไปตลอดชีวิต เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมจับได้ว่าตัวเองกำลังโทษคนอื่นหรือโทษอย่างอื่นอยู่ ผมจะบอกตัวเองใหม่ว่ามันเป็นความผิดของผมเอง

คนที่เอาเงินลงทุนของผมไปแล้วหายเข้ากลีบเมฆน่ะเหรอ? ผมผิดเอง ผมควรตรวจสอบคำโฆษณาของเขาให้ดีกว่านี้

คนที่ผมรักมากเพิ่งมาบอกเลิกน่ะเหรอ ผมผิดเอง เพราะผมปล่อยให้ความสัมพันธ์มันย่ำอยู่กับที่

ผมไม่ชอบรัฐบาลน่ะเหรอ ผมผิดเอง ผมสามารถเข้าไปเกี่ยวข้องและทำสักอย่างได้

รู้สึกมั้ยว่าคิดแบบนี้แล้วเรามีพลังมากขึ้น? ลองเอาไปใช้ดูนะ

บางทีแทนจะใช้คำว่า “ความผิด” เราอาจจะชอบคำว่า “ความรับผิดชอบ” มากกว่าก็ได้ แต่มันก็คือไอเดียเดียวกัน

ลองคิดถึงสิ่งแย่ๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับเรา แล้วจินตนาการเสียใหม่ว่าเราเกิดขึ้นกับมันดูครับ (Think of every bad thing that happened to you, and imagine that you happened to it.)


ขอบคุณเนื้อหาจาก Derek Sivers: Everything is my fault

อย่าเชื่อมั่นในผลลัพธ์ แต่ให้เชื่อมั่นในหลักการ

อย่าเชื่อมั่นในผลลัพธ์ หมายความว่า

หนึ่ง – อย่าเชื่อมั่นว่าถ้าคนอื่นทำแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดี เราทำแล้วจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเหมือนคนอื่นเขา

สอง – ถ้าผลลัพธ์ออกมาดี ก็อย่าคิดเข้าข้างตัวเองเกินไปว่าเป็นเพราะว่าเราเก่ง มันอาจจะเป็นเรื่องของดวงและปัจจัยอื่นๆ ที่เราคาดไม่ถึงก็ได้ เมื่อผลออกมาดีเราจึงไม่ควรให้คะแนนตัวเองเยอะนัก เพราะความมั่นใจที่มีล้นเกินจะกลับมาทำร้ายเราในภายหลัง

ให้เชื่อมั่นในหลักการ หมายความว่ามันมีกฎบางอย่างที่เป็นไกด์ไลน์นำทางชีวิตเราได้ เราได้ยินได้ฟังมาจนเบื่อ แต่เราก็มักจะหลงลืมมันไป เช่น

  • ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน
  • สิ่งดีๆ มักจะใช้เวลา
  • บางทียิ่งรีบก็ยิ่งช้า
  • สิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไปอย่างใจ แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย
  • ถ้าเราดีกับคนอื่น เขาก็จะดีกับเรา ถ้าเราร้ายกับคนอื่น เขาก็จะร้ายกับเรา
  • ความสม่ำเสมอจะนำไปสู่ compound interest หรือดอกเบี้ยทบต้น ทั้งในทางดีและทางลบ

แน่นอนว่าหลักการเหล่านี้มีข้อยกเว้น แต่ผมเชื่อว่าอย่างน้อย 90% ของสิ่งต่างๆ ก็ตกอยู่ภายใต้หลักการเหล่านี้

ถ้าผลลัพธ์ที่เราหวังยังไม่เกิดก็อย่าท้อ ให้เชื่อมั่นในหลักการแล้วเพียรทำต่อไป

ถ้าผลลัพธ์ที่เราหวังมันเกิดแล้วก็อย่าเหลิง ให้เชื่อมั่นในหลักการแล้วใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาทครับ