ถ้าชีวิตคือการเดินทาง

20160827_travel

อย่างแรกสุดเราต้องตัดสินใจก่อนว่าจะไปที่ไหน

จากนั้นก็ตัดสินใจว่าจะเดินทางอย่างไร

ถ้าจะไปเชียงใหม่ จะนั่งเครื่องบินก็ได้ นั่งรถไฟก็ได้ นั่งรถทัวร์ก็ได้ ขับรถไปเองก็ได้ ใครที่ฟิตๆ หน่อยขี่จักรยานยังได้เลย

แน่นอนว่าแต่ละวิธีใช้เวลาไม่เท่ากัน ค่าใช้จ่ายก็ไม่เท่ากัน

ใครที่ต้นทุนชีวิตดีหน่อย ก็อาจจะถึงเชียงใหม่เร็วหน่อยเพราะมีเงินซื้อตั๋วเครื่องบิน

ส่วนคนที่ต้นทุนชีวิตไม่ค่อยมี อาจต้องใช้เวลามากกว่า อาจต้องเจออุปสรรคเยอะกว่า แต่สุดท้ายก็น่าไปถึงเชียงใหม่ได้เหมือนกัน

โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สถานการณ์อาจพลิกผัน ที่ตอนแรกว่าจะนั่งเครื่องบินไปชิลล์ๆ อาจต้องไปขึ้นรถทัวร์ที่หมอชิตแทน

แต่ถึงไปช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร เพราะวิวข้างทางที่เราได้เห็นจากที่นั่งบนรถทัวร์ ก็จะกลายมาเป็นประสบการณ์และความทรงจำที่คนนั่งเครื่องบินไม่เคยมี

ที่ต้องระวังก็คือ อย่าเอาความเร็วในการเดินทางของตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

คงตลกดีถ้าคนที่นั่งรถทัวร์จะบ่นว่ามันไม่แฟร์ที่คนนั่งเครื่องบินจะถึงที่หมายเร็วกว่า

แทนที่จะกังวลว่าใครจะถึงที่หมายก่อนกัน สู้สำรวจตัวเองดีกว่าว่าเราหันหน้าถูกทิศรึเปล่า

เพราะถ้าหันหน้าถูกทิศ จะช้าจะเร็วก็ย่อมถึงเชียงใหม่

แต่ถ้าหันหน้าผิดทิศ ยิ่งตะบี้ตะบันเท่าไหร่ ยิ่งห่างไกลจากจุดหมายเท่านั้นนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ทางลูกรัง

201606216_roads

มักจะพาเราไปสู่จุดหมายที่งดงาม

“Difficult roads often lead to beautiful destinations”
– Anonymous

ชีวิตเหมือนจะออกแบบมาไว้อย่างนั้น

ว่าหากอยากได้ของที่มีคุณค่าและหายาก มันก็ต้องออกแรงกันหน่อย

ถ้าอยากไปดูลานน้ำพุหน้าห้างหรู ก็ขึ้นรถไฟฟ้าหรือขึ้นทางด่วนไปได้เลย

แต่ถ้าอยากไปเห็นน้ำตกใหญ่ในธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ก็ต้องทำใจว่ามันไม่ใช่จุดหมายที่รถหรือยานพาหนะใดๆ จะพาเราไปถึงได้

ต้องลงเดิน ต้องเปื้อนโคลน และอาจโดนหนามทิ่มตำบ้าง

เพราะมันยาก มันเหนื่อย และมันต้องเจ็บตัว คนถึงไม่ค่อยไปกัน

แต่ก็เพราะว่ามันยากนี่แหละ มันถึงน่าลองพิชิตดูซักครั้ง

ดังนั้นถ้าชีวิตกำลังเดินอยู่บนถนนลูกรัง ก็อย่าเพิ่งบ่นอิดออดหรือถอดใจ

ลองเงี่ยหูฟังดีๆ จะรู้ว่าข้างหน้ามีน้ำตกรออยู่

เพียงแต่อย่าเพิ่งหยุดเดิน

และอย่าเพิ่งหันหลังกลับเท่านั้นเอง


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อานนฯ อินลอนดอน ตอนที่ 5

20151119_Day5

ต้องขออภัยที่เขียนตอนนี้ช้าไปหน่อย เพราะวันที่ห้าในลอนดอนคือวันพฤหัสฯ ที่ต้องเดินทางกลับไทยครับ

 

คืนสุดท้ายผมไปพักย่าน London Paddington โดยโรงแรมที่ไปนอนชื่อว่า Tune Hotel

โรงแรมในเครือนี้มีจุดขายตรงทำเลที่ดีมากและราคาที่ไม่แพง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยห้องที่เล็กและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ต้องจ่ายเพิ่มเป็นอย่างๆ ไป

ผมจองโรงแรมนี้ผ่าน Agoda ในราคาหกพันกว่าบาท (ไหนว่าถูกไง!?) มารู้ทีหลังว่าราคานี้รวมสิ่งอำนวยความสะดวกไปเกือบหมดแล้ว ที่ขาดไปอย่างเดียวคือเวลาเช็คเอาท์ที่ค่อนข้างเร็วคือ 10 โมงเช้า (ถ้าจะเลทเช็คเอาท์เป็นบ่ายโมงต้องจ่ายเพิ่มอีก 15 ปอนด์) และถ้าเช็คเอาท์แล้วจะฝากกระเป๋าเอาไว้ก็คิดใบละ 2.5 ปอนด์

ห้องพักสะอาดเรียบร้อยดีครับ แม้จะเล็กแต่ก็มีครบทุกอย่าง ได้มีโอกาสชาร์จแบตร่างกายหลังจากต้องใช้พลังกับงาน Trust Women Conference ไปไม่น้อย

ค่ำวันพุธผมมีนัดเจอกับเพื่อนร่วมงานฝรั่งที่อยู่ที่นี่ ผมก็เลยถามเขาว่าถ้าเช้าวันพฤหัสผมมีเวลาสองชั่วโมง ผมควรจะเดินเล่นที่ไหนดี เพื่อนเขาเลยแนะนำมาสองที่คือ Hyde Park หรือไม่ก็ Little Venice ซึ่งทั้งสองแห่งนี้สามารถเดินจากโรงแรมไปได้เลย

ผมเลือกที่จะไป Little Venice สิบโมงเช้าเช็คเอาท์ ฝากกระเป๋าเอาไว้ที่โรงแรมหนึ่งใบ ส่วนเป้ก็สะพายไปเอง

ช่วงที่เดินเล่น อากาศก็เป็นใจมาก อุณหภูมิ 11 องศา มีฝนตกและรมก็แรงใช้ได้ เดินเสร็จแล้วจึงแวะเข้า Marks & Spencer และ Tesco เพื่อซื้อของสองสามชิ้นกลับไทย

เที่ยงนิดๆ ก็ต้องกลับมาโรงแรมเพื่อเอากระเป๋าไปขึ้นรถไฟที่สถานี Paddington บินออกจาก Heathrow ตอนบ่ายสาม และกลับถึงไทยตอน 9.20 เช้าวันศุกร์ครับ

อานนฯ อินลอนดอนจึงจบลงแต่เพียงเท่านี้ ไว้ถ้าปีหน้าได้ไปเที่ยวไหนอีกจะนำมาเล่าให้ฟังอีกนะครับ

20151119_100030

ด้านหน้าโรงแรม

20151119_095839

จะเอาอะไรคิดตังค์เพิ่มเป็นอย่างๆ ไป

20151118_233134

ห้องเล็กๆ แต่สะอาดสะอ้าน

20151119_101350

ทางผ่านก่อนถึง Little Venice

20151119_101628

ป้าย Little Venice

20151119_10284020151119_10471520151119_102554

20151119_100636

จักรยานเช่า

20151119_105146

ถังขยะแยกประเภท

20151119_112300

คนอังกฤษก็ดราม่าเป็น

20151119_134130

ที่สนามบินมีบอกด้วยว่าแถวไหนคิวยาวคิวสั้น

—–

ภาพถ่ายจากมือถือผู้เขียน 19 พ.ย. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อานนฯ อินลอนดอน ตอนที่ 4

20151119_Day4

 

วันนี้เป็นวันที่สองและเป็นวันสุดท้ายของการประชุม Trust Women Conference ครับ

โดยวันนี้ธีมหลักคือเรื่องการค้ามนุษย์ (human trafficking) และแรงงานทาส (modern day slavery)

จากที่เคยบอกไปเมื่อวานว่าทั่วโลกมีคนที่ตกเป็นเหยื่อของ slavery มีถึง 36 ล้านคน

โดย 70% ของแรงงานทาสนั้นกระจุกตัวอยู่แค่ 10 ประเทศเท่านั้น

ที่หนึ่งคืออินเดีย แล้ววิทยากรก็ไล่พูดที่สอง ที่สามไปเรื่อยๆ ผมก็นั่งลุ้นว่าเขาจะไม่พูดถึงประเทศไทย

ปรากฎว่าพี่ไทยมาเป็นอันดับ 10 พอดี!

แรงงานทาสส่วนใหญ่ในเมืองไทยจะอยู่ในการประมง (fishing industry) การใช้แรงงานทาสนั้นแพร่หลายมาก จนมีคนประมาณการว่า ถ้าไม่มีแรงงานเหล่านี้ ธุรกิจประมเงในเมืองไทยอาจล้มได้เลยทีเดียว

อีกหัวข้อหนึ่งที่สนุกมากคือ Cleaning the supply chain of slave labour – การดูแลแหล่งที่มาที่ไปของสินค้าให้ปราศจากการใช้แรงงานทาส

โดยการคุยแบบ panelist มีตัวแทนจากธุรกิจใหญ่ๆ อย่างเนสท์เล่ และเทสโก้มาถกกับ NGO เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างการทำกำไรและการส่งเสริมการผลิตที่ยั่งยืน (ยอมจ่ายแพงขึ้นอีกหน่อยเพื่อให้ผู้ใช้แรงงานมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น)

แต่ก็อีกนั่นแหละ ผู้บริโภคเองก็เคยตัวกับการอยากได้ของราคาถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเราอาจลืมไปว่ายิ่งเราได้ของถูกลงเท่าไหร่ คนผลิตก็โดนรีดไถมากขึ้นเท่านั้น

ช่วงห้าโมงเย็นคือช่วง Trust Women Actions ที่จะมีโปรเจ็คขึ้นมานำเสนอห้าโปรเจ็คและคนที่มาร่วมงานก็สามารถเลือกได้ว่าจะช่วยเหลือโปรเจ็คเหล่านี้ได้อย่างไร เช่นแชร์ข้อมูล บริจาคเงิน หรือช่วยเชื่อมโยงให้ได้พบกับคนหรือองค์กรที่จะช่วยให้โปรเจ็คเหล่านี้เกิดขึ้นได้

Trust Women Actions อาจจะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในงาน Conference เลยก็ว่าได้ เพราะโฟกัสทีการกระทำมากกว่าแค่มานั่งคุยกันเสร็จแล้วก็ต่างคนต่างกลับบ้านไป

ก่อนจะจบงานมีการมอบรางวัล Trust Women Anti-Trafficking Hero ให้กับองค์กรที่หาญกล้าต่อกรกับการค้ามนุษย์

มีผู้เข้ารอบสี่องค์กร และองค์กรที่ได้รางวัลนี้ไปคือองค์กร Blue Dragon ของเวียดนาม โดยองค์กรนี้ได้ช่วยเหลือเด็กผู้หญิงที่ถูกหลอกไปขายบริการมาแล้วถึงสี่ร้อยกว่าราย ผมในฐานะคนบ้านใกล้เรือนเคียงก็อดไม่ได้ที่จะเดินไปแสดงความยินดีกับ Van Ngoc Ta ซึ่งเป็น Chief Lawyer ให้กับองค์กรนี้

—–

งาน Trust Women Conference ช่วยให้ผมเปิดโลกทัศน์อะไรมากมาย

และประโยคหนึ่งจากการประชุมครั้งนี้ที่จะติดตัวผมไปอีกนานก็คือ

You can change the world, and if you can you must try.

เราเปลี่ยนโลกได้ และถ้าเราทำได้เราก็ต้องลองดูซักตั้งครับ

—–

ป.ล. รูปขวดน้ำที่มาประกอบอาจไม่เกี่ยวกับงาน Conference เท่าไหร่ เพียงแต่ผมเห็นว่าน่าสนใจดีที่ที่อังกฤษใช้ขวดแก้วในการใส่น้ำเปล่า ดูดีและรีไซเคิลได้ด้วย

—–

ภาพถ่ายจากมือถือผู้เขียน 18 พ.ย. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อานนฯ อินลอนดอน ตอนที่ 3

20151117_London3

วันนี้เป็นวันแรกของงาน Trust Women Conference ครับ!

งานนี้จัดขึ้นโดย Thomson Reuters Foundation โดยมีเป้าหมายคือ “Putting the rule of law behind women’s rights” หรือการสร้างหลักนิติธรรมให้กับสิทธิสตรีนั่นเอง

นี่เป็นการประชุมที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 600 คน ส่วนใหญ่เป็น NGO และ Social Enterprise (กิจการเพื่อสังคม) ที่ดูแลเรื่องความเท่าเทียมและสิทธิของเพศหญิงครับ

นอกจากเรื่องสิทธิสตรีแล้ว การประชุมนี้ยังเน้นเรื่องการลักลอบค้ามนุษย์ (human trafficking) และแรงงานทาสยุคใหม่ (modern-day slavery) ซึ่งทั้งสามอย่างนี้เชื่อมโยงกันหมดเลย

เมื่อผู้หญิงไม่เท่าเทียมกับผู้ชาย จึงถูกขายเหมือนสินค้า และคนที่ซื้อไปก็เอาผู้หญิงเหล่านี้ไปปู้ยี่ปู้ยำเยี่ยงทาส

และนี่คือเนื้อหาบางส่วนจากการประชุมวันนี้ครับ

ธุรกิจค้ามนุษย์มีมูลค่าถึงปีละ 150,000 ล้านดอลลาร์ หรือสามเท่าของรายได้ของแอปเปิ้ล (50,000 ล้านดอลล่าร์) บริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

ในโลกใบนี้มีคนถึง 36 ล้านคนที่ถูกกระทำเยี่ยงทาส (ถูกกักขัง หน่วงเหนี่ยว ทำงานโดยไม่ได้เงินเดือนหรือถ้าได้ก็น้อยมากๆ)

แม้จะมีคนถูกค้าเป็นทาสเยอะขนาดนี้ แต่คนที่ทำธุรกิจค้าขายมนุษย์ส่วนใหญ่กลับไม่เคยถูกนำมาลงโทษเลย

มีคนถึง 774 ล้านคนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ สองในสามนั้นเป็นเพศหญิง

ทุกๆ ปีจะมีเด็กผู้หญิงอายุไม่เกิน 18 ปี แต่งงานถึง 15 ล้านคน

ถ้าเราสามารถช่วยให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนหนังสือจนจบม.ปลาย ตัวเลข 15 ล้านคนจะลดลงถึงสองในสาม

ใน 26 ประเทศ โอกาสที่เด็กผู้หญิงจะได้แต่งงานตั้งแต่เด็กนั้นสูงกว่าโอกาสที่เธอจะได้เรียนหนังสือ

เงินเพียง $240 ต่อปี ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เด็กผู้หญิงในประเทศอย่างไนจีเรียสามารถเรียนหนังสือต่อไปได้

หนึ่งในคนที่มาพูด (เธอมาจากไนจีเรีย) เล่าให้ฟังว่าเธอต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 ทุกวันเพื่อไปขายผักในตลาด จะได้มีเงินมาจุนเจือค่าใช้จ่ายในการไปโรงเรียนของเธอ

ผู้หญิงอีกคนเล่าให้ฟังว่า ตอนที่ตาของเธอตัดสินใจให้แม่และน้าของเธอได้เรียนหนังสือ คุณตาถูกคุณทวดไล่ออกจากบ้าน เพราะในสังคมของเธอนั้น การส่งผู้หญิงเรียนหนังสือเป็นเรื่องสิ้นเปลือง เพราะคุณค่าของผู้หญิง (ในสังคมนั้น) คือการเป็นเมียและแม่

ในอัฟกานิสถาน เหตุผลหลักที่เด็กผู้หญิงไม่ได้เรียนหนังสือ ก็คือที่โรงเรียนมีคุณครูผู้หญิงไม่เพียงพอ (คาดว่าสังคมคงไม่ยอมรับการให้เด็กผู้หญิงเรียนหนังสือกับครูผู้ชาย)

เมื่อสิบปีที่แล้ว กษัตริย์แห่งประเทศภูฐาน มีพระราชดำริที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ก่อนจะสละราชบัลลังค์ให้กับเจ้าชายจิกมี่ที่เรารู้จักกันดี

ก่อนหน้าจะเปลี่ยนแปลงระบอบ ภูฐานไม่จำเป็นต้องมีทนาย แต่เมื่อเปลี่ยนระบอบแล้ว จึงจำเป็นต้องสร้าง Law School โดยได้บริษัท White & Case LLP ของ Hugh Verrier (ที่มาพูดในงานนี้) ช่วยเข้าไปสร้างให้ โดย Law School ของภูฐานจะเปิดทำการในอีกสองปีข้างหน้า

จริงๆ ยังมีเนื้อหาอีกมากมายที่ผมไม่ได้จดมา เพราะช่วงบ่ายต้องไปช่วยทีมงานที่ดูแลแสงสีเสียงในการกรองข้อมูลจาก Twitter และ Instagram ที่ใช้แฮชแท็ก #TWC2015 แล้วนำขึ้นจอในงาน  ก็เลยไม่ได้จดอะไรมามาก

20151117_122133

แต่สิ่งหนึ่งที่จำได้คือคำพูดของ Christianne ฺBoudreau คุณแม่ชาวแคนาดาที่ลูกชายโดนชักชวนเข้ากลุ่ม IS (Islamic State) เมื่อปี 2012 และเสียชีวิตขณะเป็นนักรบให้กับกลุ่ม IS เมื่อปีที่แล้วนี่เอง

เมื่อโดนถามว่าลูกชายถูกชักชวนเข้า IS ได้อย่างไร คริสเตียนบอกว่า IS บอกลูกชายว่าจะให้ไปช่วยงานด้านดูแลเด็กและผู้หญิงที่โดนกดขี่ ซึ่งเป็นตลกร้ายพอดู เพราะสิ่งที่ IS ทำในช่วงสองปีที่ผ่านมานี่มันช่างตรงข้ามกันอย่างยิ่ง

เธออธิบายว่า คนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยตกลงใจจะเข้ากลุ่ม IS เพราะต้องการหาความหมายให้ชีวิต (finding a purpose in life) แต่เธอเองในฐานะแม่ ก็ผิดพลาดที่ไม่สามารถทำให้ลูกของเธอเจอ purpose ได้ จนลูกของเธอเตลิดไปเข้ากลุ่มแบบนี้

Charlie Winter บอกว่า IS ชักชวนคนเข้ามาร่วมกลุ่มด้วยการบอกว่า IS กำลังจะสร้าง Utopia (แดนพระศรีอาริย์) ที่ทุกคนจะเท่าเทียมกันและทุนนิยมจะถูกลบล้าง นอกจากนั้นการเข้าร่วมมิชชั่นนี้ยังจะช่วยให้ “หลุดพ้น” (Deliverance) อีกด้วย

ทุกอย่างมีที่มาที่ไปจริงๆ

ต้องขอตัวไปนอนก่อนนะครับ เที่ยงคืนแล้ว

—–

ภาพถ่ายจากมือถือผู้เขียน 17 พ.ย. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่