ถ้ารู้ตัวว่าจะเทก็ทำมันตอนนี้เลย

เราอาจจะมีอะไรบางอย่างที่เราอยากทำให้เป็นนิสัย แต่ก็มักจะละเลย

ตัวผมเองมีอาการปวดหลังช่วงล่าง จึงเปิด YouTube ดูก็ได้ท่ายืดเส้นที่ช่วยให้อาการทุเลาได้ ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที

ถ้าจะให้เพอร์เฟ็กต์ผมควรจะทำท่ายืดหลังนี้เป็นอย่างแรกตอนตื่นนอน แต่หลายครั้งก็ไม่ได้ทำเพราะเขียนบล็อกหรือต้องรีบไปวิ่งก่อนแดดออก พอผ่านพ้นช่วงเวลาเช้าตรู่ไปก็เริ่มวุ่นกับกิจกรรมอื่นๆ เช่นกินข้าว ส่งลูกไปโรงเรียน ทำงาน ฯลฯ แม้จะบอกตัวเองว่าเดี๋ยวจะทำๆ แต่แล้วก็ลืมประจำ สุดท้ายวันนั้นก็เลยไม่ได้ยืดเส้น พอวันถัดไปลืมอีกอาการปวดหลังก็กลับมาถามไถ่

ตอนนี้ก็เลยรู้ตัวแล้วว่า อย่ารอให้พร้อมหรือมีเวลา ถ้ารู้ตัวว่าเรามีแนวโน้มที่จะ “เท” กิจกรรมนี้ ก็ให้ “ทิ้งทุกอย่างแล้วทำสิ่งนั้นทันทีเลย” (ถ้าทำได้)

หลักการนี้ใช้ได้กับหลายกิจวัตรในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย กินยา อ่านหนังสือ เรียนภาษากับแอป คุยกับคนใกล้ หรือแม้กระทั่งสวดมนต์

เพราะแม้จะทำผิดที่ผิดเวลา แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำเลยครับ

3 เคล็ดลับจับผิดคนโกหก

การโกหกกับมนุษย์เป็นของคู่กัน

คนเราโกหกเพราะอยากดูดี หรือไม่ก็เพราะไม่อยากดูไม่ดี งานวิจัยชิ้นหนึ่งเมื่อปี 2002 พบว่ามีคนถึง 60% ที่โกหกอย่างน้อยหนึ่งครั้งในการสนทนา 10 นาที

การโกหกนั้นย่อมมีความร้ายแรงแตกต่างกันไป ตั้งแต่โกหกที่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนและทำให้อีกฝ่ายสบายใจ ไปจนถึงการแอบมีกิ๊กหรือฉ้อโกง

High-Value Detainee Interrogation Group ที่เชี่ยวชาญเรื่องการสอบสวนผู้ต้องหาหรืออาชญกร ได้ตีพิมพ์งานวิจัยออกมาเมื่อปี 2016 เพื่ออธิบายถึงหลักการสำคัญในการสอบสวนให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริง

งานวิจัยนี้ได้บอกถึง 3 เคล็ดลับของการจับผิดคนโกหกเอาไว้ด้วย

1.ให้เขาพูดเยอะๆ – เพราะคนโกหกต้องสร้างเรื่องใหม่ขึ้นมาตลอดเวลา หากยิ่งต้องพูดเยอะ ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะสร้างเรื่องไม่ทัน หรือถึงจะสร้างทันก็ไม่น่าเชื่อถือ

หน้าที่ของเราคือการเป็นผู้ฟังที่ดี ถามโน่นถามนี่ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าอยากจะจับผิดจริงๆ ให้ลองตั้งคำถามที่คาดไม่ถึง

เพราะคนโกหกมักจะเตรียมสคริปต์รอเอาไว้แล้ว หากเราถามอะไรที่ไม่อยู่ในสคริปต์ ก็จะทำให้เขาหลุดได้โดยง่าย เช่นถ้าแฟนบอกว่าไปนอนบ้านเพื่อน ให้ลองถามแฟนว่านอนห้องไหน ในห้องหน้าตาเป็นยังไง

2.สังเกตอารมณ์ที่ขาดหายไป – เวลาคนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เขามักจะมีอารมณ์สอดแทรกอยู่ในนั้นด้วย เช่นถ้าวันนั้นฝนตก เขามักจะบรรยายถึงความเฉอะแฉะหรืออารมณ์เสียเวลารถวิ่งผ่านแล้วไม่ชะลอจนน้ำสาดใส่กางเกง

แต่สำหรับคนที่สร้างเรื่องขึ้นมา เขาจะใช้หลักการและเหตุผลเป็นหลักเพื่อให้เรื่องดูน่าเชื่อถือ เรื่องที่เขาเล่าจึงจะไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมเท่าไหร่ เช่นถ้าจะเล่าเรื่องฝนตก เขาก็อาจจะเล่าแค่ว่าเขาพกร่มไปด้วย

3.ถามตอนเขายุ่งๆ – การสร้างเรื่องโกหกขึ้นมานั้นต้องออกแรงสมองพอสมควร ยิ่งโกหกมาก cognitive load ก็ยิ่งสูง ดังนั้นลองชวนเขาคุยตอนทำอย่างอื่นอยู่ เช่นตอนขับรถ หรือไม่ก็ให้เขาลองเล่าเรื่องย้อนถอยหลังซึ่งต้องออกแรงสมองมากกว่า

ก็ได้แต่หวังว่าเราจะไม่ต้องใช้เทคนิคเหล่านี้บ่อยนัก แต่ถ้าถึงคราวจำเป็นจริงๆ ก็ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Big Think: 3 rules to catch a liar

Region-Beta Paradox – เรื่องยิ่งร้ายยิ่งกลายเป็นดี

ลองคิดภาพว่าเย็นวันนี้อากาศไม่ร้อน ค่าฝุ่น PM เป็นสีเขียว แล้วเราอยากจะไปตัดผมที่ร้านหน้าปากซอยซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเรา 500 เมตร เราอาจตัดสินใจเดินไป ใช้เวลาประมาณ 10 นาที

แต่ถ้าเราคิดจะไปตัดผมกับอีกร้านหนึ่งที่อยู่อีกซอยหนึ่ง ระยะทางจากบ้านเรา 1 กิโลเมตร เราคงไม่เดิน แต่จะปั่นจักรยานไปแทน และใช้เวลาแค่ 6 นาที

ร้านตัดผมซอยข้างๆ อยู่ไกลกว่าร้านตัดผมหน้าปากซอย แต่เรากลับไปถึงร้านไกลได้เร็วกว่าร้านใกล้

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Region-beta paradox (รีจิ้น เบต้า พาราด็อกซ์)

ศัพท์นี้มาจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2004 ของ Daniel Gilbert และคณะ มีชื่อว่า The Peculiar Longevity of Things Not So Bad

ประเด็นที่เขาต้องการนำเสนอก็คือ บางทีการเจอเรื่องร้ายหนักๆ ไปเลยอาจจะดีกว่าการเจอเรื่องร้ายแบบเบาๆ เพราะถ้าเราเจอความทุกข์ที่พอทนได้ เราก็จะยอมทนไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเราเจอเรื่องร้ายแบบเกินจะทน เราอาจจะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

ยกตัวอย่างเช่น หากเรามีงานประจำที่เราไม่ได้ชอบ เงินเดือนพอถูไถ หัวหน้าโหดไปนิด แต่เพื่อนร่วมงานก็โอเค เราก็อาจทำงานนี้ต่อไปได้เรื่อยๆ

แต่ถ้าเราดันเจอหัวหน้าแย่ๆ เพื่อนร่วมงานกลั่นแกล้ง เราอาจตัดสินใจหางานใหม่ และได้งานที่ใช่กว่าเดิม

อีกตัวอย่างหนึ่ง หากแฟนที่เราคบนั้นยังไม่คลิก แต่ก็อยู่กันไปได้เรื่อยๆ ก็มีแนวโน้มที่เราจะคบกับเขาไปแบบเบื่อๆ อยากๆ

แต่หากคนที่เราคบเขานิสัยแย่มาก แถมยังมานอกใจเราอีก เราก็อาจจะบอกเลิก และอาจได้แฟนใหม่เป็นคนที่ใช่มากกว่าเดิม

ประเด็นที่จะสื่อไม่ใช่ให้เราหางานใหม่หรือหาแฟนใหม่ แต่ให้ตระหนักว่าอะไรที่ทำให้เราเจ็บรอนๆ พอทนได้ เราก็จะเคยชินและอาจจะ “ติด” อยู่กับสิ่งนั้นไปอย่างยาวนาน แต่อะไรก็ตามที่มันเจ็บเกินจะทน มันจะมี activation energy ที่มากพอให้เราลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างจนสุดท้ายแล้วเราได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า


ผมเองก็เคยเจอปรากฎการณ์ที่ออกแนว region-beta paradox ด้วยเช่นกัน

สมัยมัธยมปลายที่ผมเรียนอยู่นิวซีแลนด์ ผมพยายามจะเล่นกีตาร์โซโล่เพลง Don’t Look Back in Anger ของวง Oasis แต่ก็ไปได้ไม่ถึงไหน

จนกระทั่งช่วงปิดเทอม ผมไปนอนบ้านเพื่อนอีกเมืองหนึ่งเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ใช้ชีวิตแบบไร้ระเบียบสุดๆ นอนตีสี่ ตื่นเที่ยง สั่งพิซซ่ามากิน เช่าหนังมาดู เล่นเกม ดื่มเบียร์ นั่งคุยกับเพื่อนจนรุ่งสาง วนหลูปตลอด 7 วัน

เมื่อกลับถึงบ้าน พร้อมเงินในกระเป๋าที่หายไปไม่น้อย ผมก็รู้สึกโกรธตัวเองว่าทำตัวได้ไร้สาระมาก self-esteem ตกต่ำ ก็เลยอยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อชดเชย

และสักอย่างที่ว่าก็คือการตั้งใจฝึกโซโล่เพลง Don’t Look Back in Anger อย่างเอาเป็นเอาตายจนกระทั่งเล่นได้ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นพยายามมาหลายครั้งก็ไม่เคยสำเร็จ

ข้อสรุปที่ผมได้จาก region-beta paradox ก็คือ

หนึ่ง เราควรสำรวจชีวิตเรามีอะไรที่มัน “ร้าว” อยู่หรือไม่ แต่เป็นการร้าวแบบที่เราทนได้หรือเคยชินไปแล้ว

สอง อะไรที่มันร้าวและพอจะซ่อมได้ ก็ควรลงมือซ่อม – fix what’s broken

สาม แต่อะไรที่มันเกินจะซ่อม บางทีอาจจะคุ้มกว่าถ้าเรายอมให้มัน “แตกหัก” ไปเสีย เพื่อที่จะได้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่

แน่นอนว่ามีความเสี่ยง แต่ก็มีโอกาสที่ในระยะยาวแล้วชีวิตเราจะดีขึ้นกว่าเดิมครับ

เคล็ดลับการตัดสินใจอายุ 500 ปี

เราอาจเคยต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่ เช่นจะเลือกซื้อรถรุ่นไหน หรือซื้อบ้านหลังไหน โดยเราอาจคัดกรองมาจนเหลือแค่ช้อยส์ A กับช้อยส์ B ซึ่งมีข้อดีข้อเสียหักลบแล้วใกล้เคียงกันมากจนเราเลือกไม่ถูก และเนื่องจากเป็นการตัดสินใจที่อาจส่งผลตามมามากมายเราจึงอยากเมคชัวร์ว่าเราจะตัดสินใจไม่ผิด

มีเคล็ดลับอย่างหนึ่งที่ถูกคิดค้นโดยนักบุญอิกนาเชียสแห่งโลโยลา (St. Ignatius of Loyola) อดีตทหารสเปนซึ่งหันหน้าเข้าสู่ศาสนาและเป็นผู้ก่อตั้งคณะเยซูอิต (Jesuit Order) เมื่อเดือนกันยายนปีค.ศ. 1540

วิธีการนั้นเรียบง่ายมาก โดยให้ทำราวกับว่าเราเลือกช้อยส์ A ไปเรียบร้อยแล้ว และใช้เวลา 3 วันต่อจากนั้นจดความคิด ความกังวล ความรู้สึกทุกอย่างลงไปในสมุด

เมื่อครบสามวัน คราวนี้ให้ทำเหมือนกับว่าเราเลือกช้อยส์ B ไปเรียบร้อยแล้ว และก็ทำอย่างเดียวกันคือจดความคิดทุกอย่างลงสมุด

จากนั้นก็นำสิ่งที่เราจดไว้มาอ่านทบทวน แล้วจึงตัดสินใจ


เทคนิคเก่าแก่ของนักบุญท่านนี้ จะว่าไปแล้วก็มีส่วนคล้ายคลึงกับอีกสองเทคนิคที่ผมเคยเขียนถึง

1.ก่อนตัดสินใจอะไรให้ sleep on it:

เมื่อมีเรื่องสำคัญให้ต้องตัดสินใจ อย่ารีบ อย่าให้คนขายมาหลอกกดดันเราด้วยเทคนิคต่างๆ แต่เราควรให้เวลาตัวเองได้กลับไปนอนคิดอย่างน้อยหนึ่งคืน (หรือมากกว่านั้น) เพราะในช่วงที่เรานอนหลับสมองจะทำการคัดกรองประเด็นที่ไม่สำคัญออกไป และจัดการข้อมูลที่สำคัญไปเก็บไว้ในอีกส่วนหนึ่งของสมองแทน เมื่อตื่นขึ้นมาเราก็จะมองเห็นอะไรชัดขึ้นว่ามันดีจริงรึเปล่า เราอยากได้จริงรึเปล่า

2.เมื่อเลือกไม่ถูกให้เสี่ยงเหรียญ:

ถ้าแฟนเลือกไม่ถูกว่าจะใส่ชุดสีฟ้าหรือชุดครีมไปงานแต่งงานคืนนี้ดี ให้เราหยิบเหรียญขึ้นมาแล้วบอกว่า เอางี้แล้วกัน ใช้วิธีโยนหัวก้อยเอา ถ้าออกหัวใส่สีฟ้า ถ้าออกก้อยใส่สีครีม

จากนั้นเราก็ดีดเหรียญขึ้นไป แล้วพอเหรียญตกลงบนโต๊ะก็เอามือปิดเอาไว้ไม่ให้เห็นว่าออกหัวหรือออกก้อย

จากนั้นเราก็ถามแฟนว่า “อยากให้ออกหัวหรือก้อย”?

ถ้าเขาตอบว่าอยากให้ออกหัวก็ใส่สีฟ้า แต่ถ้าเขาอยากให้ออกก้อย ก็ใส่สีครีม

แล้วเราก็เก็บเหรียญไปโดยไม่ต้องเปิดดูด้วยซ้ำว่าจริงๆ แล้วมันออกหัวหรือออกก้อย


การเสี่ยงเหรียญเป็นการบังคับให้เราได้ใช้สัญชาตญาณที่อาจจะรู้อยู่แล้วก็ได้ว่าส่วนลึกเราต้องการอะไร ส่วนการ sleep on it ก็เป็นการพึ่งพากลไกการนอนหลับที่ช่วยให้เราเหลือแต่ข้อมูลที่สำคัญจริงๆ

อีกอย่างหนึ่งที่เราต้องพึงระลึกไว้ก็คือ ถ้าเราคิดไม่ออกว่าจะเป็นช้อยส์ A หรือ B ดี แสดงว่ามันอาจจะดีพอๆ กันในระดับที่ว่าจะเลือกช้อยส์ไหนก็ไม่ต่างกันหรอก

แต่ถ้าคิดว่าเทคนิคทั้งสามที่กล่าวไปน่าจะมีประโยชน์ ก็ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ

พรุ่งนี้เอาใหม่

เวลามีคนมาปรึกษาเรื่องปัญหาหนักใจ และมีความคิดว่าอยากจะล้มเลิกไปให้รู้แล้วรู้รอด ผมมักจะบอกให้ใจเย็น พักให้หายเหนื่อยก่อนแล้วค่อยๆ คิด

เพราะการหยุดนั้นมันง่าย จะทำเมื่อไหร่ก็ได้ สัปดาห์หน้าหรือเดือนหน้าค่อยเลิกก็ยังไม่สาย ดังนั้นให้ผัดผ่อนการยอมแพ้ออกไปก่อน

ผมเองก็คุ้นเคยกับความรู้สึกนี้ เพราะเขียนบล็อกมา 8 ปี หลายครั้งที่ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร และหลายครั้งที่ตั้งใจเขียนเป็นอย่างยิ่งแต่กลับมีคนอ่านน้อยจนใจแฟ่บ โชคดีที่พลังงานที่ใช้ในการเขียนบล็อกนั้นยังอยู่ในวิสัยที่ไม่เบียดเบียนตัวเองเกินไป เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามคาด ผมจึงมักบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เอาใหม่”

“Courage doesn’t always roar. Sometimes courage is the little voice at the end of the day that says I’ll try again tomorrow.”

Mary Anne Radmacher

เสียงเล็กๆ ในหัวว่าพรุ่งนี้จะกลับมาอีกครั้ง อาจไม่ได้ฟังดูอาจหาญเท่ากับการเผชิญหน้าสิ่งอันตรายทางกายภาพ แต่อย่างน้อยมันก็เป็นสัญลักษณ์และสัญญาณว่าเรายังไม่ยอมแพ้ และจะไม่เดินหนีจากสิ่งที่เรารักไปโดยง่าย

ถ้าวันไหนรู้สึกว่าท้องฟ้าสีหม่นๆ เจอคนใจร้าย หรือคล้ายโดนโชคชะตารังแก เราอย่าผลีผลามที่จะทำอะไรหุนหัน

แค่ลุกออกจากที่นั่ง ไปทำอย่างอื่นให้ใจคลาย

แล้วบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เอาใหม่” ดูครับ