สิ่งที่ควรทำตอนทำงานไม่ทัน

20151123_WhenRunningOut

คือกลับบ้านให้เร็วขึ้น

ฟังดูขัดกับสามัญสำนึก เพราะถ้าทำงานไม่ทัน ก็ควรจะอยู่ออฟฟิศให้ดึกขึ้นและใส่ชั่วโมงทำงานให้มากขึ้นไม่ใช่เหรอ?

แต่ถ้าเราพยายามทำงานล่วงเวลามาก็แล้วแต่ปัญหาก็ยังอยู่ นั่นอาจหมายความว่า จำนวนชั่วโมงที่เราใช้ไปกับการทำงานอาจไม่ใช่ประเด็น ประเด็นอยู่ที่คุณภาพของชั่วโมงเหล่านั้นต่างหาก

มนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์ ยิ่งเราทำงานโดยไม่ได้พักผ่อน ยิ่งทำให้เรามีโอกาสผิดพลาดได้มากขึ้น งานที่ออกมามีเหตุให้ต้องแก้มากยิ่งขึ้นและเสียเวลามากกว่าเดิม เข้าข่ายยิ่งรีบยิ่งช้า

แต่ถ้าเรากลับบ้านแต่หัววัน มีเวลาได้ทบทวนตัวเองมากขึ้นอีกนิด เข้านอนให้เร็วขึ้นอีกหน่อย

วันถัดมาที่ทำงานแค่ 8 ชั่วโมง อาจได้งานมากกว่าเมื่อวานที่อยู่ออฟฟิศ 12 ชั่วโมงก็ได้

—–

ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก Quora: What are some uncommon ways to work smarter instead of harder?

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เทคนิค FV จะทำให้คุณทำงานอย่างไว

20151110_FV

สวัสดีครับ วันนี้ขอมาแชร์เทคนิคหนึ่งที่จะช่วยให้คุณทำงานได้ดีขึ้นครับ

เทคนิคนี้คือว่า FV ซึ่งย่อมาจาก Final Version

คนคิดค้นเทคนิคนี้ขึ้นมาชื่อคุณ Mark Forster

เชื่อว่าหลายคนคงไม่เคยได้ยินชื่อคุณลุงคนนี้ และยิ่งถ้าได้เห็นหน้าก็อาจจะยิ่งไม่อยากเชื่อว่าคุณลุงแกเป็นกูรูด้าน productivity คนหนึ่ง เคยออกหนังสือมาแล้วหลายเล่ม และเล่มที่ผมเคยซื้อมาอ่านคือเรื่อง Do It Tomorrow ซึ่งเป็นหนังสือที่ดีมากๆ เล่มหนึ่งเลยทีเดียว

แต่เทคนิค FV นี้ไม่ได้อยู่ในหนังสือหรอกนะครับ เพราะคุณลุงเขาเพิ่งคิดค้นเมื่อสามปีที่แล้วนี่เอง

และที่ตั้งชื่อว่า Final Version เพราะคุณลุงเชื่อมั่นว่านี่คือเทคนิคที่ดีที่สุดที่เขาคิดได้แล้ว จะไม่มีอะไรเพิ่มเติมต่อจากนี้อีกแล้ว

ใครที่ภาษาอังกฤษแข็งแรง แนะนำให้ไปอ่านบทความต้นฉบับได้เลยครับ

—–

เวลาเรามีรายการงานที่จะทำ (To Do List) สิ่งที่ต้องบาลานซ์กันดีๆ มีอยู่สามปัจจัย ได้แก่
ความเร่งด่วน ความสำคัญ และความพร้อมทางจิตใจ (urgency, importance, psychological readiness)

ระบบ Time Management ส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญของสองอย่างแรก แต่ FV นั้นจะให้ความสำคัญกับปัจจัยสุดท้ายหรือความพร้อมของคนทำงานด้วย

เทคนิค FV ใช้หลักการง่ายๆ คือ เลือกงานชิ้นแรกในลิสต์ขึ้นมา แล้วถามตัวเองว่า “What do I want to do before I do x?” เราอยากทำอะไรก่อนทำงานชิ้นนี้?  แล้วก็ถามซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีงานไหนที่อยากจะทำก่อนอีกแล้ว จากนั้นจึงเริ่มลงมือทำโดย “ทำย้อนหลัง”

ดูตัวอย่างจะเห็นภาพชัดกว่า

สมมติว่าผมมีรายการสิ่งที่ต้องทำอยู่ 10 อย่าง

เขียนบทความ
โทร.หาลูกค้าที่ไม่พอใจ
เช็คอีเมล์
ทำความสะอาดโต๊ะ
เดินไปคุยกับหัวหน้าเรื่องงบจัดงาน
เตรียมสไลด์สำหรับประชุมสัปดาห์หน้า
สแกนเอกสาร
สอนงานให้น้องทีมข้างๆ
ประเมินผลงานประจำปี
แบ๊คอัพข้อมูลในแล็ปท๊อป

ให้ใส่ “จุด” ข้างหน้างานชิ้นแรกสุด คล้ายๆ กับเป็นสัญลักษณ์ว่าจะเลือกงานชิ้นนี้ขึ้นมาทำ ซึ่งก็คือการเขียนบทความ แล้วถามว่า “เราอยากทำอะไรก่อนเขียนบทความ?”

สมมติว่าก่อนเขียนบทความ ผมอยากสแกนเอกสารก่อน ก็ใส่จุดหน้างานสแกนเอกสาร แล้วถามว่า “เราอยากทำอะไรก่อนสแกนเอกสาร?”

ผมอยากเช็คอีเมล์ก่อนสแกนเอกสาร ก็เลยใส่จุดหน้างานเช็คอีเมล์ แล้วคราวนี้พอถามตัวเองว่าอยากทำอะไรก่อนเช็คอีเมล์มั้ย ก็ไม่มีแล้ว ดังนั้นผมจึงมีลิสต์รายการดังนี้

เขียนบทความ
สแกนเอกสาร
เช็คอีเมล์

พอได้เลือกงานขึ้นมาสามชิ้นอย่างนี้แล้ว ก็ให้ลงมือทำงาน “ย้อนขึ้นไป” นั่นคือ เช็คอีเมล์ สแกนเอกสาร แล้วค่อยเขียนบทความ เมื่อทำแล้วก็ขีดฆ่างานพวกนี้ออกจากลิสต์

อ้อ แล้วบทความผมก็ไม่จำเป็นต้องเขียนจนเสร็จด้วยครับ เพราะหลักของ FV คือขอให้ได้ “ลงมือทำ” งานชิ้นนั้นบ้างก็พอแล้ว สมมติว่าเขียนบทความไปได้ซักสามย่อหน้าแล้วสมองตื้อเขียนต่อไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราก็แค่เอางานเชียนบทความไปใส่ไว้ด้านท้ายของลิสต์แทน

ตอนนี้ลิสต์งานของผมก็จะหน้าตาเป็นอย่างนี้

โทร.หาลูกค้าที่ไม่พอใจ
ทำความสะอาดโต๊ะ
เดินไปคุยกับหัวหน้าเรื่องงบจัดงาน
เตรียมสไลด์สำหรับประชุมสัปดาห์หน้า
สอนงานให้น้องทีมข้างๆ
ประเมินผลงานประจำปี
แบ๊คอัพข้อมูลในแล็ปท๊อป
เชียนบทความ

จากนั้นก็เริ่มเลือกงานโดยวิธีเดิม คือเลือกงานชิ้นแรกสุดขึ้นมาก่อน แล้วถามว่า ก่อนจะโทร.หาลูกค้าที่ไม่พอใจ อยากทำอะไรก่อนรึเปล่า?

ผมอยากทำความสะอาดโต๊ะก่อน (เผื่อจะช่วยให้ทำใจได้) จึงใส่จุดหน้างานทำความสะอาดโต๊ะ และผมก็ไม่มีอะไรในลิสต์นี้ที่อยากทำก่อนทำความสะอาดโต๊ะแล้ว

ดังนั้นลิสต์งานที่ได้คือ

โทร.หาลูกค้าที่ไม่พอใจ
ทำความสะอาดโต๊ะ

แล้วผมก็ทำย้อนศรเหมือนเดิม คือเริ่มจากทำความสะอาดโต๊ะก่อน แล้วค่อยโทร.หาลูกค้า

คราวนี้รายการงานที่ต้องทำก็จะเหลือเท่านี้แล้วครับ

เดินไปคุยกับหัวหน้าเรื่องงบจัดงาน
เตรียมสไลด์สำหรับประชุมสัปดาห์หน้า
สอนงานให้น้องทีมข้างๆ
ประเมินผลงานประจำปี
แบ๊คอัพข้อมูลในแล็ปท๊อป
เชียนบทความ

เราก็ใช้กระบวนการเดิมไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ทำงานครบทุกชิ้น (แม้บางชิ้นจะทำได้หน่อยเดียวก็ไม่เป็นไร เพราะถือว่าเราได้ทำแล้ว)

ผมเคยลองใช้เทคนิคนี้แล้ว ก็พบว่ามันทำให้ผมทำงานได้เสร็จเยอะขึ้นจนบางทีก็น่าตกใจเลยทีเดียว

ความเจ๋งของ FV ก็คือมันตอบโจทย์ปัจจัยทั้งสามข้อ

ความเร่งรีบ – ถ้างานไหนมันเร่ง เราก็มักจะเลือกขึ้นมาทำอยู่แล้ว

ความสำคัญ – โดยทั่วไปเรามักจะผัดวันประกันพรุ่ง แต่เทคนิค FV จะบังคับให้เราทำงาน “ชิ้นบนสุด” ด้วยเสมอ ทำให้เราไม่สามารถเลี่ยงงานสำคัญไปโดยปริยาย

ความพร้อม – วิธีการของ FV จะเปิดโอกาสให้เราทำงานที่อยากทำก่อน แล้วจึงค่อยก้าวไปสู่งานที่อยากทำน้อยกว่า วิธีนี้จะช่วยสร้าง momentum ให้กับการทำงานของเราครับ

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Mark Forster: The Final Version Newsletter

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วิธีจัดลำดับความสำคัญตามสไตล์ Warren Buffett

20151027_Buffett

เทคนิคนี้ผมอ่านเจอในบล็อกของ jamesclear.com 

เจมส์บอกว่าเขาได้รับรู้เรื่องนี้มาจาก Scott Dinsmore ผู้ก่อตั้ง Live Your Legend ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อไม่นานมานี้

สก๊อตเป็นคนเล่าให้เจมส์ฟังว่า เขาได้เรียนรู้เทคนิคนี้จาก Mike Flint ซึ่งเคยเป็นนักบินส่วนตัวของบัฟเฟตต์อีกทีหนึ่ง

และด้วยความที่มันเล่าต่อๆ กันมาหลายทอดนี่เอง ผมจึงขอออกตัวก่อนว่ามันอาจจะเรื่องเล่าที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงทั้งหมดก็ได้

แต่จะเป็นเทคนิคของบัฟเฟตต์หรือไม่นั้น อาจไม่สำคัญเท่ากับว่ามันมีประโยชน์กับเราจริงๆ รึเปล่า

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า

ไมค์ ฟลินท์ เคยเป็นนักบินให้กับบัฟเฟตต์อยู่ถึงสิบปี แถมยังเคยขับเครื่องบินให้กับประธานาธิบดีถึง 4 คนอีกด้วย

ไมค์เคยปรึกษาเรื่องเป้าหมายชีวิตการทำงานของเขากับบัฟเฟตต์ บัฟเฟตต์เลยสอนไมค์เรื่องการจัดลำดับความสำคัญด้วยสามขั้นตอนต่อไปนี้

1. บัฟเฟตต์บอกให้ไมค์ลองเขียนเป้าหมายด้านหน้าที่การงานที่สำคัญที่สุดออกมา 25 ข้อ (แต่คุณก็สามารถประยุกต์ใช้กับเป้าหมายระยะสั้นกว่านี้ก็ได้ เช่นสิ่งสำคัญที่สุด 25 อย่างที่ตั้งใจจะทำให้เสร็จภายในปีนี้)

2. จากนั้นบัฟเฟตต์ก็ให้ไมค์ขีดวงกลมล้อมเป้าหมาย 5 ข้อที่สำคัญที่สุด

3. ตอนนี้ไมค์ก็มีรายการของเป้าหมายสองรายการ รายการแรกมีเป้าหมายที่สำคัญที่สุด 5 อย่าง และรายการที่สองคือเป้าหมายอีก 20 ข้อที่ไม่ได้วงกลมเอาไว้

“ผมจะเริ่มต้นลงมือทำเพื่อมุ่งหน้าสู่เป้าหมายทั้ง 5 ข้อตั้งแต่วันนี้เลยครับคุณบัฟเฟตต์” ไมค์กล่าว

“แล้วอีก 20 ข้อที่เหลือคุณจะทำยังไงกับมัน?” บัฟเฟตต์ถามกลับ

“อีก 20 ข้อที่เหลือก็สำคัญอยู่เหมือนกันครับ อาจจะไม่สำคัญเท่าห้าข้อแรก แต่ผมก็ตั้งใจว่าจะให้เวลากับมันตามที่โอกาสจะเอื้ออำนวย”

บัฟเฟตต์จึงตอบว่า “ผิดแล้วไมค์ 20 ข้อที่คุณไม่ได้เลือกคือ ‘เป้าหมายที่ต้องหลีกเลี่ยงโดยสิ้นเชิง’ ต่างหาก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คุณห้ามลงมือทำอะไรกับ 20 ข้อนี้จนกว่าคุณจะทำเป้าหมาย 5 ข้อแรกของคุณได้สำเร็จเสียก่อน”

—–

สิ่งที่บัฟเฟตต์สอนไมค์อาจเรียกได้ว่าเป็น Ruthless Prioritization หรือการ “จัดลำดับความสำคัญอย่างไร้ความปราณี”

ไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะตัดสิ่งที่ไม่สำคัญออกจากชีวิต

แต่เรื่องที่ท้าทายยิ่งนัก คือการตัด “สิ่งที่สำคัญ” ออกไปจากชีวิต จนกว่าเราจะทำ “สิ่งที่สำคัญที่สุด” ให้สำเร็จเสียก่อน

เป้าหมาย 20 ข้อที่ไมค์ไม่ได้วงกลมเอาไว้นั้นอาจจะสำคัญก็จริง แต่ยังไงมันก็สำคัญน้อยกว่าอีก 5 ข้อที่ไมค์ได้เลือกขึ้นมา

ในบริบทนี้ เป้าหมาย 20 ข้อนั้นจึงกลับกลายเป็นเพียง “สิ่งล่อตาล่อใจ” (distractions) ที่ทำให้เราละสายตาจากเป้าหมายที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการง่ายที่จะ “สร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง” ในการใช้เวลาไปกับเป้าหมายที่สำคัญรองลงมาเหล่านี้

และหากเรา “ใจอ่อน” ให้กับเป้าหมายที่ไม่ได้สำคัญที่สุด

สุดท้าย เราจะทำเป้าหมายทั้ง 25 ข้อเสร็จเพียงครึ่งๆ กลางๆ แทนที่จะบรรลุเป้าหมาย 5 ข้อที่จะส่งผลกับชีวิตของเรามากที่สุดครับ

—–

ส่วนตัวผมเองยังไม่ได้ลองใช้เทคนิคนี้อย่างจริงๆ จังๆ

และสำหรับชีวิตคนบางคน อาจจะไม่สามารถเลือกทำแค่บางอย่าง และทิ้งที่เหลือได้

อย่างไรก็ตาม ผมว่าวิธีคิดของบัฟเฟตต์ก็ยังมีประโยชน์ที่ช่วยพลิกมุมมองให้เราเห็นว่า เป้าหมายทุกข้อใช่ว่าจะเป็นคุณเสมอไป

เพราะเวลาและพลังงานของคนเรามีจำกัด แต่ความต้องการของคนเรานั้นมีไม่จำกัด

ถ้าคิดที่จะเอาทุกอย่าง ก็อาจจะพลาดทุกอย่างได้เช่นกัน

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก

JamesClear.com: Warren Buffett’s “2 List” Strategy: How to Maximize Your Focus and Master Your Priorities

LiveYourLegend.net: Warren Buffett’s 5-Step Process for Prioritizing True Success (and Why Most People Never Do It)

ขอบคุณภาพจาก Flickr : Fortune Live Media 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เพิ่มพลังการทำงานด้วยเทคนิค Pomodoro

20151019_pomodoro

วันนี้ขอมานำเสนอเทคนิคที่อาจจะช่วยให้คุณทำงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นครับ

เทคนิคนี้เรียกว่า Pomodoro (พอมโมโดโร่)

คนที่คิดค้นเทคนิคนี้เป็นชาวอิตาเลียนนาม Francesco Cirillo

Pomodoro เป็นภาษาอิตาเลียนที่แปลว่ามะเขือเทศ ซึ่งหมายถึง นาฬิกาจับเวลารูปมะเขือเทศที่คุณฟรานเซสโกใช้เป็นประจำ (ฝรั่งมักจะมี kitchen timer หน้าตาเป็นรูปผักผลไม้ เอาไว้ร้องเตือนว่า อย่าลืมเอาของออกจากเตาอบนะ)

หลักการของ Pomodoro นั้นก็ง่ายมาก

1. เลือกงานที่จะทำขึ้นมาหนึ่งชิ้น
2. ตั้งเวลาบนนาฬิกา Pomodoro (ค่าที่เขานิยมใช้กันคือ 25 นาที)
3. ทำงานไปจนกว่านาฬิกาจะร้องเตือน
4. พักเบรค 5 นาที
5. หลังจากทำงานไปได้ครบ 4 pomodoro แล้ว ให้เบรคยาวหนึ่งครั้ง (15-30 นาที)

กฎสำคัญอย่างหนึ่งของเทคนิคพอมโมโดโร่ก็คือ ถ้าระหว่างที่นาฬิกายังไม่หมดเวลา เราจะไม่ยอมให้งานอื่นๆ แทรกเข้ามา ถ้ามีงานแทรกที่จำเป็นต้องทำวันนี้จริงๆ ก็อาจจะจดลงกระดาษเพื่อเอาไว้ทำใน “มะเขือเทศลูกถัดไป”

และแน่นอน ถ้ายังไม่หมดเวลาเราจะไม่โดดไปเล่น Facebook โดยเด็ดขาด!

เวลา 25 นาทีเป็นเวลาที่ไม่สั้นไม่นานเกินไป เราจึงมีแนวโน้มที่จะ focus กับงานตรงหน้าได้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ พอหมด 25 นาที เรายังมีโอกาสได้พักเข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำ หรือยืดเส้นยืดสาย ซึ่งช่วยให้เราหลีกเลี่ยง office syndrome ได้เป็นอย่างดี

แล้วพอหมดสองชั่วโมง เราก็จะได้พักยาวขึ้นด้วย อาจจะเดินไปซื้อขนมหรือไปจ๊ะจ๋ากับคนโน้นคนนี้ เป็นการเติมไฟก่อนจะกลับมาสู้งานกันต่อไป

แน่นอน สภาพแวดล้อมการทำงานบางแห่งอาจจะไม่เหมาะกับเทคนิคนี้ (เช่นคนทำงานอยู่ call center ที่จะต้องคอยรับสายลูกค้าตลอด)

แต่สำหรับคนทำงานอีกไม่น้อย น่าจะเอาเทคนิคไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ครับ

ที่เว็บไซต์ pomodoro.com เขามีขายนาฬิกามะเขือเทศด้วยนะครับ เสียดายราคาสูงไปนิดนึง ผมเลยลองหาแอพ pomodoro บนมือถือแล้วก็เจอตัวที่น่าสนใจหลายตัวเลยทีเดียว เลยลองโหลดมาใช้และเริ่ม pomodoro timer ก่อนจะลงมือเขียนบล็อกนี้ ตอนนี้ใช้เวลาไปเกือบ 15 นาทีแล้ว เหลือ 10 นาทีเท่านั้น!

ลองเอาไปใช้กันดูนะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก The Pomodoro Technique,  Wikipedia

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

แฟนพันธุ์แท้

20151018_biggestfan

“ปกติเราจะเป็นคนที่รอฟังเพลงตัวเอง รอว่าตัวเองจะเขียนอะไรออกมา เราคือคนที่รอฟัง เราเป็นแฟนคนแรกของตัวเอง”

– ธนชัย อุชชิน (ป๊อด โมเดิร์นด๊อก)
a day bulletin 100 Interview The Influencer
—–

ผมเคยเจอพี่ป๊อด โมเดิร์นด๊อกตัวเป็นๆ ที่ร้าน Asia Books สาขาสยามพารากอน

จะเข้าไปขอถ่ายรูปกับพี่เขาก็ไม่กล้า ทำได้แค่กรี๊ดในใจ

ผมเคยได้เป็นสักขีพยานความมหัศจรรย์ของผู้ชายตัวเล็กๆ คนนี้ ในคอนเสิร์ต 10 ปีเบเกอรี่ที่อินดอร์สเตเดี้ยมหัวหมาก

เพลงเบเกอรี่ส่วนใหญ่จะออกแนวหวานๆ ซึ้งๆ โยกๆ ผมเลยไม่ค่อยได้ลุกขึ้นยืนเท่าไหร่

แต่พอพี่ป๊อดออกมาเท่านั้นแหละ ผู้คนร่วมหมื่นเหมือนถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์

ฉากที่ยังติดตาผมจนถึงทุกวันนี้ คือภาพที่พี่ป๊อดเดินจากเวทีใหญ่สู่เวทีแคทวอล์คที่วิ่งทะลุคนดู และไปหยุดตรงปลายเวทีเพื่อให้ลิฟท์ไฮโดรลิคค่อยๆ ยกตัวขึ้นมา จากนั้นพี่ป๊อดก็ชูสองมือโยกซ้าย-ขวา และชวนให้คนดูทั่วทั้งอัฒจรรย์ชูมือตามไปด้วย

พลังงานมหาศาลจริงๆ

——

สิ่งที่พี่ป๊อดกล่าวในบทสัมภาษณ์ a day bulletin นี้ เป็นเคล็ดลับที่ผมไม่เคยอ่านเจอใน How To เล่มไหน

“ปกติเราจะเป็นคนที่รอฟังเพลงตัวเอง รอว่าตัวเองจะเขียนอะไรออกมา เราคือคนที่รอฟัง เราเป็นแฟนคนแรกของตัวเอง”

การเป็น “แฟนตัวยง” ของตัวเอง และ “รอลุ้น” ว่าตัวเองจะสร้างอะไรออกมานี่ผมว่ามันเป็นการเพิ่มพลังที่ดีไม่ใช่ย่อยเลยนะคร้บ

เพราะโดยส่วนตัว ผมเองก็เคยภูมิใจ ระคน “แปลกใจ” กับงานบางงานที่ตัวเองทำออกมาเหมือนกัน

ตอนทำก็ไม่ได้คิดอะไรหรอก แค่จะทำให้เสร็จได้ก็แทบแย่แล้ว

แต่พองานมันออกมา แล้วคนชอบแล้วแชร์ต่อ หรือเอาเพลงของเราไปร้องต่อ หรือเดินมาบอกว่าชอบผลงานของเรา

แล้วพอกลับมานั่งดูผลงานตัวเอง ก็อดคิดไม่ได้ว่า “เฮ้ย นายนี่มันก็เจ๋งใช้ได้เลยนี่หว่า”

เป็นการชมแบบไม่ได้หลงตัวเองด้วยนะครับ ชมด้วยใจจริงเหมือนเวลาเราเห็นผลงานคนอื่นแล้วรู้สึกว่ามันเจ๋งนั่นแหละ

ถ้าเราทำงานออกมาดี แทนที่มัวแต่จะถ่อมตัว ก็ควรจะชื่นชมตัวเองซะหน่อย (แต่ไม่จำเป็นต้องให้ใครได้ยิน)

ชมตัวเอง ไม่ใช่เพื่อให้เหลิง แต่เพราะมันเป็นพลังบวกที่สำคัญต่อการสร้างผลงานชิ้นดีๆ ต่อไปอีกในอนาคต

พรุ่งนี้วันจันทร์ เป็นวันเริ่มต้นแห่งสัปดาห์ คงจะมีอะไรให้เรา “สะสาง” และ “สรรค์สร้าง” อีกเยอะ

จะดีแค่ไหนถ้าเราจะทำงานด้วยทัศนคติเดียวกับพี่ป๊อด

รอลุ้นว่าตัวเองจะเขียน/คิด/โค้ด/วาด/พูด/ดีไซน์ อะไรออกมา และจะทำได้ดีแค่ไหน

เมื่อเราปวารณาตัวเป็นแฟนพันธุ์แท้ของตัวเอง

เราก็คงไม่อยากทำให้แฟนคนนี้ผิดหวัง จริงมั้ย?

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia

ขอบคุณข้อมูลจาก a day bulletin 100 Interview The Influencer

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่