ตัดสินใจครั้งเดียว

20180617_decideonce

วิธีหนึ่งที่จะลดความกังวลใจในชีวิตประจำวันได้ คือตัดสินใจเรื่องๆ หนึ่งแค่ครั้งเดียว

มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ตัดสินใจเพียงครั้งเดียวว่าเขาจะใส่เสื้อยืดสีเทาไปทำงานทุกวัน แล้วก็ทำอย่างนี้มาหลายปี

Seth Godin บล็อกเกอร์ที่เขียนบล็อกมาแล้วเจ็ดพันกว่าบทความก็กินอาหารเช้าอยู่เมนูเดียวคือสมูทตี้ที่ทำจากนมอัลมอนด์+ผงโปรตีน+กล้วย+พลัมแห้ง+วอลนัท

เมื่อประมาณสามปีที่แล้ว ผมก็ตัดสินใจว่าจะเขียนบล็อกทุกวัน ตลอดพันกว่าวันที่ผ่านมาผมจึงไม่ต้องถามตัวเองอีกเลยว่า “วันนี้จะเขียนบล็อกดีมั้ย”

แน่นอน ชีวิตย่อมต้องการสีสัน แต่การใส่เสื้อยืดสีเทาทุกวันก็ไม่ได้แปลว่าชีวิตของมาร์คจะไม่มีสีสันซักหน่อยจริงมั้ย?

ถ้าเราสามารถตัดสินใจเรื่องส่วนใหญ่แค่ครั้งเดียวและใช้มันไปตลอดได้ ในแต่ละวันเราก็จะเหลือเวลาและพลังสมองมากขึ้นในการทำเรื่องสร้างสรรค์อื่นๆ ครับ

ไม่ comfortable

20180604_notcomfy

คำฝรั่งคำหนึ่งที่ผมเห็นคนไทยหลายคนใช้กันคือคำว่า “ไม่ comfortable”

เช่น “ไม่ comfortable ที่จะให้ฟีดแบ็คเพื่อนร่วมทีม”

หรือ “ไม่ comfortable ที่จะคุยเรื่องนื้กับหัวหน้า”

คำว่า comfortable ถ้าแปลตามปกติเราจะแปลว่า “สบายกาย”

แต่พอมาใช้ในบริบท “ไม่ comfortable” มันคือความไม่ “สบายใจ”

พอไม่สบายใจ เราก็เลยมักจะหนี ไม่ทำมันซะดื้อๆ

แต่จริงๆ แล้วเรากำลังทิ้งขุมทรัพย์อยู่นะครับ

เพราะอะไรก็ตามที่ไม่ comfortable แสดงว่ามันยาก

ถ้ามันยาก แสดงว่ามันเกินความสามารถของเราอยู่นิดหน่อย

และการได้ทำอะไรก็ตามที่เกินความสามารถ ก็จะทำให้เราเก่งขึ้น

คนที่ประสบความสำเร็จ คือคนที่กล้าเผชิญความ “ไม่ comfortable” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อาจจจะเป็นการติลูกน้อง แม้จะกังวลว่าจะถูกเกลียด

อาจจะเป็นการพรีเซนต์ต่อหน้าคนนับร้อย แม้จะใจสั่นมือเย็น

อาจจะเป็นการเดินเข้าไปขายสินค้า แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเขาอาจปฏิเสธ

ถ้าวันนี้ คนๆ หนึ่ง ได้ทำเรื่องที่ไม่ comfortable ซักสามครั้ง เขาก็จะโตขึ้นสามรอบ

กับอีกคนหนึ่งที่เจอเรื่องไม่ comfortable แล้วหลีกเลี่ยงทุกครั้ง เขาก็จะยังย่ำอยู่กับที่

ใน 1 ปี คนแรกจะโตขึ้นราวหนึ่งพันครั้ง ขณะที่คนที่สองไม่ต่างจากเดิมเลย

เมื่อผ่านไปหลายปีเข้า ความแข็งแกร่ง ความสามารถ และผลตอบแทนสำหรับสองคนนี้ย่อมแตกต่าง

ดังนั้น เราต้องหัดทำเรื่องที่ไม่ comfortable บ่อยๆ

ทั้งหมดทั้งมวล ก็เพื่อที่เราจะได้ “สบาย” ในระยะยาวครับ

สรรหาไอเดียใหม่ๆ ด้วย List of 100

20180527_listof100

เมื่อตอนที่แล้ว ผมเขียนว่าหากอยากมีไอเดียดีๆ ต้องยอมมีไอเดียแย่ๆ เยอะๆ ก่อน

แล้วทำอย่างไรเราถึงจะมีไอเดียเยอะๆ?

ผมอยากแนะนำให้คุณรู้จักกับ List of 100 ครับ

ผมรู้จักลิสต์นี้มาร่วมสิบปีแล้ว จากเว็บเก่าแก่เว็บหนึ่งที่ผมชอบมากคือ litemind.com

ใครภาษาอังกฤษแข็งแรง แนะนำให้ไปอ่านต้นฉบับที่นี่ได้เลยครับ >> Tackle Any Issue With a List of 100 

หลักการของ List of 100 นั้นง่ายมาก คือตั้งโจทย์ 1 ขึ้นมาหนึ่งข้อ แล้วลิสต์คำตอบขึ้นมา 100 คำตอบที่จะช่วยให้เราตอบโจทย์นั้นได้

โดยกฎคร่าวๆ ก็มีดังนี้

  • ใช้กระดาษเปล่า 1-2 แผ่น
  • ใช้ดินสอ/ปากกาสำหรับเขียน
  • นั่งทำให้เสร็จภายในคราวเดียว
  • ไม่ว่อกแว่กกับเรื่องอื่น
  • ไม่เซ็นเซอร์ไอเดียตัวเอง

นี่คือตัวอย่างโจทย์ที่เราอาจตั้งให้ตัวเองได้

  • 100 Things I’m Good At – 100 เรื่องที่เราเก่ง
  • 100 Ways To Improve My Life – 100 วิธีที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น
  • 100 Things I’ve Accomplished In My Life – 100 เรื่องที่เราทำสำเร็จมาแล้ว
  • 100 Things I’m Feeling Stressed About – 100 เรื่องที่ทำให้เรากังวล
  • 100 Things To Do Before I Die – 100 สิ่งที่อยากทำก่อนตาย
  • 100 Ideas for Additional Income – 100 วิธีหารายได้เสริม

คำถามที่ผู้อ่านคงมีอยู่ในใจตอนนี้ คือเราจะหาไอเดียมาได้ถึง 100 ไอเดียเชียวหรือ

คำตอบคือทำได้ครับ แต่ต้องอาศัยความอดทนนิดนึง เพราะของดีจะมาตอนท้าย

Luciano เจ้าของ litemind.com บอกว่า

30 ไอเดียแรกเราจะได้มาไม่ยากนัก

40 ไอเดียต่อมาจะเริ่มซ้ำๆ หรือคล้ายของเดิมแล้ว แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะมันช่วยให้เราเห็นแพทเทิร์นการคิดของตัวเอง

30 ไอเดียสุดท้ายมักจะมีไอเดียที่มีความแปลกแหวกแนวหลุดเข้ามา และบางไอเดียอาจจะเข้าท่าเอามากๆ เพราะว่าเรา “ขุด” จนไปพบอะไรบางอย่างภายใต้จิตสำนึกของเรา

อย่างที่บอกไปตอนต้น ตอนที่ลิสต์ไอเดียเราไม่ต้องห่วงว่าไอเดียมันจะดีหรือแย่ เพราะเป้าหมายของเราคือมีไอเดียให้มากไว้ก่อน

ยิ่งเรามีไอเดียแย่ๆ มากเท่าไหร่ เรายิ่งมีไอเดียดีๆ มากขึ้นเท่านั้น

สมมติ 10 ไอเดีย มีดีซัก 1 ไอเดีย

ถ้าเรามีไอเดีย 100 ไอเดีย อย่างน้อยก็น่าจะมีซัก 10 ไอเดียที่ใช้ได้ และอาจจะมี 1 ไอเดียที่เจ๋งสุดๆ ก็ได้

เมื่อช่วงบ่ายผมเองก็ลองได้นั่งลงเขียน “100 หัวข้อสำหรับบทความใน Anontawong’s Musings” เพราะตอนนี้เป็นบล็อกเกอร์ที่ใช้ชีวิตวันต่อวันมาก มานั่งหน้าคอมโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันนี้จะเขียนเรื่องอะไร (จริงๆ ก็เป็นมานานแล้ว)

แต่พอลองลิสต์ไอเดียมาได้ซัก 100 ไอเดีย ก็เริ่มมั่นใจมากขึ้นว่ามีเรื่องเขียนแน่ๆ อย่างน้อยก็อีกสองสัปดาห์ต่อจากนี้

เทคนิค List of 100 นี้มีประโยชน์และนำไปใช้ได้กับหลายสถานการณ์ ลองเล่นดูแล้วคุณอาจจะติดใจนะครับ


หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

ถ้าอยากมีไอเดียดีๆ

20180527_goodideas

ต้องยอมมีไอเดียห่วยๆ ก่อน

ถ้าอยากเขียนบทความเจ๋งๆ

ต้องยอมเขียนบทความห่วยๆ ก่อน

ถ้าอยากวาดรูปสวยๆ

ต้องยอมวาดรูปห่วยๆ ก่อน

เราทุกคนอยากดูดี แต่มันก็ทำให้เรากลัวดูแย่ไปด้วย

เมื่อกลัวดูแย่ ก็เลยไม่กล้าแม้แต่ลงมือทำ

ทิ้งความเป็นเพอร์เฟ็คชั่นนิสท์ไปซะ เพราะนั่นเป็นแค่ความกลัวที่ปลอมตัวมา

สวมหัวใจของมือสมัครเล่น โอบกอดความไม่สมบูรณ์แบบ เลิกห่วงสายตาคนอื่น แล้วเริ่มนับหนึ่งกันเถอะ

พรีเซนต์ให้ดีด้วยเทคนิค Mr.Bean

20180502_mrbean

สองสัปดาห์ที่แล้วแฟนผมต้องเตรียมขึ้นพรีเซนต์ทิศทางของทีมต่อหน้า MD และเหล่าผู้จัดการทีมร่วมร้อยคน ที่สำคัญต้องพรีเซนต์เป็นภาษาอังกฤษซึ่งเธอไม่เคยทำมาก่อน

ต้องพูดวันจันทร์บ่าย กว่าจะทำสไลด์เสร็จก็วันจันทร์เช้า แฟนโทร.มาหาผมตอนพักเที่ยง บอกว่าไม่ค่อยมั่นใจเอาซะเลย

ผมเลยเล่าเรื่อง Mr.Bean ให้เธอฟัง

—–

มิสเตอร์บีนเป็นซิทคอมจากเกาะอังกฤษที่โด่งดังมากในช่วงทศวรรษที่ 90

คาแรคเตอร์ของมิสเตอร์บีนคือทึ่มๆ เห็นแก่ตัว ชอบทำอะไรเองคนเดียวแต่ก็ไม่เคยรู้สึกเหงา (อาจเพราะไม่มีเพื่อนมานาน) และไอ้ความไม่ค่อยฉลาดของเขานี่แหละที่ทำให้เกิดฉากฮาๆ มากมาย

คนที่แสดงนำเป็น Mr.Bean คือ Rowan Atkinson (โรวัน แอตคินสัน) แต่คุณรู้มั้ยครับว่าเขาใช้เวลานานมากกว่าจะเข้าสู่วงการบันเทิงได้ โดยช่วงแรกๆ แอตคินสันพยายามไปคาสติ้งเล่นละครเวทีแต่ก็ไม่ติดกับเขาซักที เพราะนอกจากหน้าตาจะไม่ชวนมองแล้วเขายังเป็นคนพูดติดอ่างอีกต่างหาก!

การพูดติดอ่างอาจจะเป็นอุปสรรคสำหรับหลายอาชีพ แต่สำหรับอาชีพนักแสดงนี่น่าจะเป็นจุดตายเลยก็ว่าได้ เพราะแค่คิดว่าตัวเอกในละครพูดตะกุกตะกักก็เสียอารมณ์คนดูแล้ว

จุดเปลี่ยนของแอตคินสันเกิดขึ้นตอนที่เขาเขียนบทละคร Mr.Bean ขึ้นมาเอง แล้วค้นพบว่า เวลาเขาเล่นเป็น Mr.Bean เขาหยุดพูดติดอ่างได้เฉยเลย!

—–

ผมเลยบอกแฟนไปว่า บางทีเธอต้องลองสวมบทบาทเป็นคนอื่นดู ผมให้เธอนึกถึงพี่ที่ทำงานเก่าคนหนึ่งที่พรีเซนต์เก่งมาก แล้วให้จินตนาการตอนขึ้นพูดว่าเธอคือพี่คนนั้น จะพูดอย่างไร ความเร็วแค่ไหน ท่ายืนและภาษามือจะเป็นยังไง และที่สำคัญคือจะพูดด้วยความรู้สึกอย่างไร

ปรากฎว่าเย็นนั้นแฟนโทร.มาบอกว่าเอาเทคนิคไปใช้แล้วเวิร์ค พูดได้ดีกว่าที่คิด แถมได้รับโหวตเป็น 1 ใน top 3 speakers ของวันนั้นด้วย

หากใครไม่มั่นใจเรื่องการพรีเซนต์เอาซะเลย ลองนำเทคนิคมิสเตอร์บีนไปใช้ดูนะครับ

—–

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ