นับอยากถึงสิบ

20190309_countyourwants

สมัยก่อนเวลาโกรธใคร ก่อนจะอ้าปากหรือลงมือทำอะไร เขาบอกว่าให้นับหนึ่งถึงสิบก่อน พอครบสิบแล้วใจจะเย็นลง ไม่ผลีผลาม

มาสมัยนี้ที่เราซื้อเกือบทุกอย่างได้เพียงกดปุ่มมือถือหรือควักบัตรมารูด ผมคิดว่าเราควรเพิ่มการ “นับอยากถึงสิบ” เข้าไปด้วย

เวลาเห็นอะไรครั้งแรก แล้วรู้สึกอยากได้ขึ้นมา อย่าเพิ่งซื้อทันที แต่ให้เดินผ่าน (หรือไถผ่าน) มันไปก่อน

ถ้าชั่วโมงถัดมา หรือวันถัดมา หรือสามวันถัดมาใจยังวนเวียนคิดของชิ้นนั้นอยู่ครบสิบครั้ง ค่อยตัดสินใจซื้อก็ยังไม่สาย

ผมเชื่อว่าวิธีการนี้จะช่วยลดการซื้อของที่เราไม่ได้ต้องการจริงๆ ได้

เพราะการซื้อของหนึ่งชิ้นราคามันไม่ได้มีอยู่แค่เงินที่เราจ่ายออกไป แต่เรายังต้องจ่ายด้วยพื้นที่ที่จะวางของชิ้นนั้น จ่ายด้วยเวลาที่จะต้องใช้และดูแลของชิ้นนั้น และจ่ายด้วยโอกาสที่เสียไปในการเอาเงินไปซื้อของชิ้นอื่นที่อาจมีประโยชน์และสร้างความสุขให้เราได้มากกว่าครับ

หรือเราควรจะกลับมาเขียนไดอารี่?

20190217_diary

สมัยเรียนอยู่มัธยมปลายที่นิวซีแลนด์ ผมเริ่มเขียนไดอารี่อย่างจริงจังเพราะเพื่อนคนหนึ่งซื้อมาให้เป็นของขวัญก่อนเดินทาง

จากนั้นผมก็เขียนไดอารี่มาเรื่อยๆ สั้นบ้าง ยาวบ้าง บางทีก็เว้นวรรคไปเป็นเดือนหรือเป็นปี และการเว้นวรรคก็ยาวนานขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุและความรับผิดชอบที่มากขึ้น

แต่แพทเทิร์นหนึ่งที่ผมสังเกตได้ก็คือ ช่วงไหนก็ตามที่เขียนไดอารี่ ช่วงนั้นชีวิตจะมีความสบายใจและจัดการได้ง่ายกว่าตอนที่ไม่ได้เขียน

หลังจากแต่งงานมีครอบครัว ผมก็แทบไม่ได้เขียนไดอารี่อีก ถ้าจะมีบ้างก็เขียนแบบ five minute journal

แต่สัปดาห์ที่แล้ว หลังจากได้อ่านบทความ Benefits of a daily diary and topic journals ของ Derek Sivers ก็ทำให้ผมกลับมาเขียนไดอารี่อีกครั้ง แต่คราวนี้เขียนผ่าน notepad แทนที่จะเขียนใส่สมุด

ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์ เขียนไปได้ 4 ตอน และผมก็เริ่มเห็นประโยชน์จากมันอีกครั้ง

สามวันก่อนก็มีคน message มาถามผมทางเพจว่าอยากจะปรับปรุงการสื่อสาร เพราะไม่สามารถอธิบายสิ่งที่คิดออกมาเป็นคำพูดให้คนอื่นเข้าใจได้ ผมเลยแนะนำให้เขาลองเขียนไดอารี่ดู เพราะการเขียนไดอารี่เป็นแบบฝึกหัดที่ดีมากๆ สำหรับการถ่ายทอดความคิดขมุกขมัวออกเราออกมาเป็นภาษา

จะว่าไป ถ้าเพื่อนคนนั้นไม่ได้ซื้อไดอารี่ให้ผมก่อนไปนิวซีแลนด์เมื่อ 25 ปีที่แล้ว วันนี้ก็คงไม่มีบล็อกชื่อ Anontawong’s Musings

เลยอยากชวนคุณผู้อ่านบล็อกมาลองเขียนไดอารี่กันดูบ้างครับ อย่างน้อยที่สุดมันจะเป็นแคปซูลบันทึกความทรงจำที่ตัวเราในอนาคตจะขอบคุณตัวเราในวันนี้แน่นอน

—–

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่นที่ 12 วันเสาร์ที่ 9 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimtimemar19

อย่าถามว่าจะทำดีรึเปล่า

20190210_canidothis

เพราะส่วนใหญ่มันดีอยู่แล้ว

คำถามที่สำคัญกว่าก็คือ ถ้าเราเลือกที่จะทำสิ่งนี้เพิ่มขึ้นมาแล้ว มันจะกระทบกับสิ่งสำคัญอื่นๆ ในชีวิตของเรายังไงบ้าง

เดือนที่ผ่านมาผมปฏิเสธงานไปสองงาน

งานแรกคือการเป็นวิทยากรรับเชิญในงานประชุมประจำปีของธนาคารแห่งหนึ่ง มีผู้จัดการสาขามาฟังหลายร้อยคน หัวข้อที่ได้มาคือการกระตุ้นให้พนักงานมีแรงใจและกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นหัวข้อที่ผมชอบอยู่แล้ว

ปัญหาก็คือเขาติดต่อมาก่อนงานประชุมเพียง 10 วัน และหนึ่งวันก่อนที่จะมีงานประชุมของธนาคาร ที่ออฟฟิศ Wongnai ของผมก็มีงาน Townhall ต่อด้วยงานปาร์ตี้ที่ทีมผมเป็นคนดูแล

เมื่อเวลาเตรียมตัวน้อย แถมสัปดาห์นั้นผมต้องโฟกัสกับ Townhall และงานเลี้ยงบริษัท ถ้าผมรับเป็นวิทยาการให้ธนาคารด้วย สิ่งที่จะตามมาก็คือ

– ผมต้องแบ่งเวลาไปเตรียมเนื้อหาสำหรับการเป็นวิทยากรรับเชิญ
– ผมอาจบกพร่องเรื่องการเตรียมงาน townhall และงานปาร์ตี้
– ผมจะมีเวลาพักผ่อนน้อยลงตลอดทั้งสัปดาห์นั้น
– ผมจะสนุกกับงานปาร์ตี้ได้ไม่เต็มที่ เพราะวันรุ่งขึ้นต้องตื่นแต่เช้า

ผมจึงจำเป็นต้องปฏิเสธงานวิทยากรนี้ไป แม้จะรู้สึกเสียดายโอกาสที่จะมีรายได้เสริมและการได้พูดคุยกับผู้จัดการสาขาธนาคารหลายร้อยคน

ส่วนงานที่สองที่ผมเพิ่งปฏิเสธไปเมื่อวานนี้ คืองานเป็นนักเขียนรับเชิญให้เอเจนซี่แห่งหนึ่ง ซึ่งธีมที่เขาขอให้เขียนก็ถูกจริตผม แต่ผมกำลังทำงานใหญ่อยู่สองงานและต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยสามเดือนกว่าจะเสร็จเรียบร้อย หากผมรับงานเขียนนี้เพิ่มเข้ามา ก็จะทำให้ผมสูญเสียโฟกัสในงานสองงานที่อยู่ในมือนี้ไป ก็เลยจำใจต้องปฏิเสธไปเช่นกัน

ก่อนที่จะเพิ่มอะไรขึ้นมาในชีวิต ไม่ว่าจะรับงานเสริม ซื้ออุปกรณ์ใหม่ๆ หรือสมัครสมาชิกบริการใดก็ตามแต่ นอกจากจะคิดถึงสิ่งที่เราจะได้มา อย่าลืมคำนึงถึงสิ่งที่เราจะสูญเสียไปด้วย เช่น

– เวลาพักผ่อน
– เวลาออกกำลังกาย
– เวลาเล่นกับลูก
– เวลาในการสะสางสิ่งที่ยังค้างคา
– เวลาในการทำความฝันบางอย่างให้เป็นจริง

Don’t ask – “Can I do this?” Ask “What doesn’t get done if I do this”
-Greg McKeown

อย่าถามว่าทำได้รึเปล่า ให้ถามว่าถ้าทำเรื่องนี้เพิ่มขึ้นมาแล้วเราจะไม่ได้ทำอะไร

หรือถามว่าสิ่งที่เรากำลังจะรับเพิ่มเข้ามาใหม่ มันสำคัญกว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่แต่ยังทำได้ไม่ดีรึเปล่า

คิดแบบนี้แล้วน่าจะช่วยให้เรากล้าปฏิเสธมากขึ้นครับ

ถ้ารู้สึก depressed

20190109_depressed

1. ให้นั่งเขียนเป้าหมายหรือสิ่งที่เราอยากทำ จะกี่อย่างก็ได้ เช่น

ดูคอนเสิร์ตบอดี้แสลม
เที่ยวญี่ปุ่น
จัดห้องให้หายรก
เปิดบล็อก
มีแฟน

2. ข้างเป้าหมายแต่ละข้อ ให้เขียน next action ที่ทำได้เดี๋ยวนี้เลย

ดูคอนเสิร์ตบอดี้แสลม | โพสต์สเตตัสถามหาบัตร
เที่ยวญี่ปุ่น | หาตั๋วถูกในเว็บ Google Flights
จัดห้องให้หายรก | เอาขยะในห้องไปทิ้ง
เปิดบล็อก | เข้า WordPress แล้วสมัครสมาชิก
มีแฟน | บอกเพื่อนให้เอารูปเราลงเพจแม่สื่อแม่ชัก

3. ลงมือทำ next action นั้น

Depressed ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงป่วยเป็นโรคซึมเศร้านะครับ แต่อาจเป็นเพียงอาการเริ่มต้นของคนเบื่อโลก ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากลุกจากเตียง ถ้าปล่อยไว้นานๆ ก็อาจจะแย่ลงได้ เพราะเราใช้ชีวิตอยู่ในหัวเรามากเกินไป วิธีที่อาจจะช่วยได้ดีคือลงมือทำอะไรซักอย่างเพื่อให้เราออกมาอยู่นอกหัวมากขึ้นครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจากพ็อดคาสท์ The School of Greatness: Ben Shapiro – Problem Solving in Life and Business 

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เหลืออีก 11 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

เทคนิค “โซ่ยาว” ของ Jerry Seinfeld

20181017_longchain

เจอร์รี่ ไซน์เฟลด์ (Jerry Seinfeld) เป็นดาราตลกและ standup comedian (เดี่ยวไมโครโฟน) ที่โด่งดังมากที่สุดคนหนึ่งของอเมริกา

ละครซีรี่ส์ Seinfeld ที่ออนแอร์ในยุค 90’s ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งใน Sitcom ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา

เจอร์รี่เล่าให้ฟังถึงเคล็ดลับที่ทำให้เขามีมุกตลกมากมายเพื่อมาใช้ในการเดี่ยวไมโครโฟนและเขียนบทให้ Seinfeld

เจอร์รี่บอกว่า วิธีเดียวที่เขาจะมีมุกตลกจำนวนมากได้ คือเขาต้องเขียนมุกตลกทุกวัน

เจอร์รี่จะมีปฏิทินแผ่นใหญ่ที่ปิดไว้บนข้างฝา เมื่อเขาเขียนมุกตลกประจำวันเสร็จเรียบร้อย เขาก็จะกากบาท X ไว้บนวันนั้น

พอเขียนมุกตลก ติดต่อกันได้หลายวัน เขาก็จะมีเครื่องหมาย XXX ติดต่อกันหลายวัน

เมื่อเขียนได้นานวันพอ เครื่องหมาย X ก็จะร้อยเรียงกันเป็น “โซ่ยาว” (long chain) XXXXXXXXXXXXXXXXX

“เคล็ดลับก็คือ คุณต้องระวังไม่ให้โซ่ขาด” เจอร์รี่บอก

เมื่อเห็นโซ่ที่ยาวขนาดนั้น เจอร์รี่จึงมีกำลังใจเขียนมุกตลกทุกวันเพื่อให้โซ่ที่เขาเพียรสร้างขึ้นมานั้นยาวที่สุดเท่าที่จะยาวได้

ผมไม่รู้ว่าโซ่ที่เจอร์รี่สร้างไว้นั้นยาวแค่ไหน แต่ผมเดาว่าน่าจะยาวหลายร้อยหรือหลายพันวันเลยทีเดียว

หากเราต้องการที่จะสร้างอุปนิสัยอะไรบางอย่าง เช่นออกกำลังกาย นั่งสมาธิ เขียนบล็อก ฯลฯ ลองนำเทคนิคโซ่ยาวของเจอร์รี่ ไซน์เฟลด์ไปปรับใช้ดูนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Alan Right