แชร์ประสบการณ์เที่ยว Universal Studios ที่ญี่ปุ่น

20191124

เมื่อตอนกลางเดือนพ.ย.62 ผมไปเที่ยว Universal Studios Japan ที่เมืองโอซาก้ากับภรรยา เลยอยากแชร์สิ่งที่ได้เรียนรู้ไว้ตรงนี้ครับ

รอบนี้เราไปเที่ยวญี่ปุ่นกันแบบหลวมๆ คือไม่ได้วาง agenda ไว้เป๊ะๆ ปรับตารางตามสถานการณ์และอารมณ์ และอยากให้แน่ใจว่าถ้าจะไปสวนสนุกก็ควรจะเป็นวันที่อากาศดีๆ ด้วย

คืนวันอาทิตย์ที่ 10 พ.ย. พอดูพยากรณ์ว่าวันพุธที่ 13 พ.ย.อากาศที่โอซาก้าจะดีไม่มีฝน เลยตัดสินใจซื้อบัตรออนไลน์

การซื้อบัตร

ผมซื้อบัตร Day pass + Expres Pass ผ่าน kkday.com (ตอนแรกผมจะซื้อจาก klook.com แต่เว็บล่ม ก็เลยได้ซื้อของ kkday แทน)

ชอบที่ kkday มีขายแบบ combo ซื้อทีเดียวได้ทั้งบัตรเข้าและบัตรทางด่วน ผมซื้อแบบ “บัตรเข้าสวนสนุก Universal Studios Japan บัตร Express Pass 4 The Flying Dinosaur” ตกใบละประมาณ 5,000 บาท

ณ วันที่ซื้อ 100 JPY = 28 บาท บัตร Day Pass ราคาประมาณคนละ 2,000 บาท พาเราเข้าสวนสนุก เข้าไปแล้วเล่นได้ทุกอย่าง

ส่วนบัตร Express Pass 4 ราคาประมาณ 3,000 บาท เล่นได้ 4 เครื่องโดยไม่ต้องเข้าคิว

1. Harry Potter The Forbidden Journey
2. Flying Dinosaur
3. Spider Man
4. Backdraft หรือ Jaws หรือ Terminator

ค่าบัตร Express Pass แพงกว่าค่าเข้าเสียอีก ก่อนจะซื้อก็หนักใจพอสมควร แต่ก็คิดได้ว่า สิ่งที่เรามีจำกัดจริงๆ ไม่ใช่ “เงิน” แต่คือ “เวลา” ที่จะได้อยู่ที่ USJ แค่หนึ่งวัน (มันมีบัตร Day Pass แบบวันครึ่งด้วย แต่เราไม่คิดว่าจะอยากจะใช้เวลาขนาดนั้น)

ถ้าเที่ยวญี่ปุ่น 6 วัน 5 คืน ค่าอาหาร 900 บาทต่อวัน ค่าเดินทาง 600 บาทต่อวัน ค่าโรงแรมคนละ 2,000 บาทต่อคืน = 5,400+3,600+10,000 = 19,000 บาท ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ 20,000 บาท รวมค่า “ซื้อเวลา” สำหรับการมาอยู่ญี่ปุ่น = 39,000 บาท

นี่ยังไม่นับมูลค่าของ “วันลา” ที่เราใช้ลากับบริษัท สมมติเราเงินเดือน 33,000 บาท ทำงานเดือนละ 22 วัน แสดงว่าค่าแรงเราวันละ 1500 บาท ถ้าเราลางาน 4 วัน ก็มีมูลค่า 6000 บาท

39,000+6,000 = 45,000 บาท ถ้ามา 6 วันก็ตกวันละ 7500 บาท เที่ยววันละ 11 ชั่วโมงก็ตกชั่วโมงละประมาณ 700 ดูเวลาเปิด-ปิดของ USJ ในแต่ละเดือนได้ที่นี่

บัตร Express Pass ประหยัดเวลาให้เราได้อย่างน้อย 4 ชั่วโมงแน่ๆ เพราะคิวของ Harry Potter และ Flying Dinosaur ก็คิวละ 90-100 นาทีแล้ว

700 * 4 = 2800 บาท ราคาแทบไม่ต่างกับบัตร Express Pass และค่าเสียเวลาเราจะสูงกว่านี้ถ้าเงินเดือนเราสูงกว่า 33,000 บาท

สิ่งที่ Express Pass มอบให้ก็คือความต่อเนื่องของความสนุก เราไม่ได้มาไกลถึงญี่ปุ่นเพื่อมายืนต่อคิวเป็นชั่วโมงๆ และระหว่างรอคิวก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเล่นเฟซบุ๊คดูชีวิตเพื่อนที่เมืองไทย จริงๆ มันต้องกลับกันไม่ใช่เหรอ?

บัตร Express Pass ใช้ได้แค่เครื่องเล่นละครั้งเดียว โดยเราแค่แคปหน้าจอ QR Code ที่เค้าส่งมาให้ทางอีเมล แล้วทางเจ้าหน้าที่เขาจะแสกน QR Code นี้เวลาที่เราต้องไปต่อคิว

(ในบัตร Express Pass จะมีข้อความระบุว่าให้เราปริ๊นท์ แต่จริงๆ แล้วไม่ต้องปริ๊นท์ก็ได้นะครับ แค่ระวังอย่าให้มือถือแบตหมดก็พอ)

ส่วนบัตรเข้า USJ ก็แคปหน้าจอไว้ได้เช่นกัน ตอนเข้าก็แค่สแกนที่เครื่องได้เลย แต่เขามีตรวจสัมภาระเพื่อความปลอดภัยก่อน น้ำเอาเข้าได้ แต่ของกินเอาเข้าไม่ได้นะครับ (ส่วนข้างในของกินก็แพงมาก)

ถ้าใครอยากไป USJ โดยไม่ซื้อ Express Pass
คิดว่าทำได้ มีน้องผมคนนึงที่มาคอมเม้นท์ว่าเขาเล่นครบทุกเครื่องโดยไม่ได้ใช้ Express Pass ผมไม่ได้ถามว่าเค้าทำอย่างไร แต่ถ้าจะให้ผมแนะนำคือดาวน์โหลดแผ่นที่ USJ เพื่อไปศึกษาเส้นทางเอาไว้ก่อน จากนั้นก็ไปตั้งแต่เช้าตรู่ เก็บเครื่องเล่นที่สนุกแบบสุดๆ ซัก 1-2 เครื่อง จากนั้นค่อยต่อแบบกลางๆ พอหลัง 11 โมงค่อยเดินเก็บบรรรยากาศและถ่ายรูปเช่นไปเดินในหมู่บ้านของ Harry Potter และช่วงหัวค่ำก็ไปตระเวนเล่นเครื่องเล่นดังๆ ที่คิวซาหมดแล้ว แต่เล่นตอนหัวค่ำกับเล่นตอนกลางวันความรู้สึกก็ต่างกันนะครับ
ส่วนเรื่องเครื่องเล่น ขอเรียงลำดับตามความชอบจากมากสุดไปน้อยสุดดังนี้ครับ

เครื่องเล่นที่คุ้มค่า

Harry Potter The Forbidden Journey นั้นดีงาม เป็นไฮไลท์ ไม่แปลกใจว่าทำไมบัตร Express Pass ทุกประเภทต้องมีเครื่องเล่นนี้ ถ้าไม่ซื้อ Express Pass ไปต้องรออย่างต่ำ 60 นาทีแน่ๆ แต่ถ้าไปตอนค่ำๆ คิวก็จะซาแล้วนะครับ ผมไปเล่นซ้ำอีกทีตอนเกือบๆ 2 ทุ่มได้โดยไม่ต้องเข้าคิวเลย

Space Fantasy – The Ride อันนี้ผมต้องเข้าคิวเพราะไม่ได้อยู่ในบัตร Express Pass 4 ที่ผมซื้อเอาไว้ แต่โชคดีที่ไปเล่นตอนเย็น รอคิวแค่ 20 นาทีก็ได้เล่นแล้ว เหมือนพาเรานั่งยานอวกาศท่องกาแล็กซี่ ผมชอบมากจนต้องไปเล่นอีกรอบ (ยิ่งหัวค่ำคิวยิ่งน้อย) ข้อเสียอย่างเดียวคือถ้ามีเป้ ต้องฝากของไว้ในล็อคเกอร์ แถมเป็นล็อคเกอร์แบบเก็บตังค์ 100 เยนด้วย

Flying Dinosaur ก็เป็นอีกเครื่องเล่นนึงที่แปลกใหม่มาก เราถูกล็อคในท่านั่งที่ลำตัวของเราขนานกับพื้นโลก และเป็น ride ที่กินเวลาสั้นมาก ไม่น่าเกิน 2 นาที เลยเต็มไปด้วย action หัวใจจะวายเอา แฟนผมไม่กล้าเล่น ส่วนผมเล่นครั้งเดียวก็พอก่อนเพราะเล่นเสร็จแล้วมึนๆ

Spider Man – The Ride สนุกสมกับที่อยู่ใน Express Pass 4 เป็นแบบ 4D ที่ต้องใส่แว่นด้วย แต่ตอนที่ผมเดินไปถึงเครื่องเล่นนี้ช่วง 10.15 (วันนั้นสวนสนุกเปิด 9.30) ยังไม่มีคิว เลยได้เล่นรอบแรกโดยไม่ต้องใช้ Express Pass มาซ้ำอีกรอบตอนบ่ายๆ จึงได้ใช้บัตร Express Pass

Despicable Me Minion Mayhem อันนี้สนุกๆ พอๆ กับ Spider Man มีให้ดูวีดีโอยู่นานพอสมควร แต่ข้อดีคือแม้วีดีโอจะเป็นภาษาญี่ปุ่นแต่ก็มี sub-title ภาษาอังกฤษให้ (ในขณะที่วีดีโอของเครื่องเล่นอื่นๆ เป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน) เครื่องเล่นเป็น simulator ฉากตะการตา ถือว่าคุ้มค่าเพราะไม่ต้องรอคิวนาน (ไปเล่นช่วงหัวค่ำ)

เครื่องเล่นที่น่าจะคุ้มค่าแต่ผมไม่ได้เล่น

Hollywood Dream – The Ride – Backdrop เป็นเครื่องเล่นเดียวที่คิวยาวทั้งวัน ยาวไปจนถึงช่วงสวนสนุกจะปิด คิวทองยิ่งกว่า Harry Potter หรือ Flying Dinosaur เสียอีก ถ้าใครชอบรถไฟเหาะตีลังกาคิดว่าไม่ควรพลาด แต่อาจต้องมุ่งไปที่เครื่องเล่นนี้ตั้งแต่ตอนสวนสนุกเปิดหรือซื้อบัตร Express Pass 7 ที่มีเครื่องนี้อยู่ด้วย

เครื่องเล่นที่กลางๆ

Snoopy’s Great Race ถือเป็นเครื่องเล่นที่สนุกกกว่าที่คิด เพราะอยู่ในโซนเด็ก ต้องไปกดบัตรคิวก่อนแล้วค่อยกลับมาเล่น เป็นรถไฟเหาะในร่มที่ไม่ตีลังกา แต่หวาดเสียวเกินกว่าเด็กๆ ที่ยังหลงรักสนูปปี้จะมาเล่นได้ ผมชอบขนาดที่ไปกดบัตรคิวซ้ำ แต่สุดท้ายไม่ได้เล่นรอบสองเพราะมัวแต่ไปเล่นอย่างอื่นอยู่

Terminator 2:3D – เป็น Theatre ให้คนเข้าไปดู ใช้บัตร Express ช่วงแรกๆ ต้องเข้าไปยืนฟังพิธีกรพูดภาษาญี่ปุ่นทักคนโน้นคนนี้ รู้สึกเสียเวลาจนอยากจะเดินออก แต่ก็ทนดูต่อไป ช่วงหลังถึงค่อยๆ โอเคขึ้น ฉากฟินาเล่ถือว่าดีงามเลยทีเดียว

My Friend Dinosaur – อันนี้ไม่ใช่เครื่องเล่นหรือโชว์ แต่บริเวณ Jurassic Park จะมีคนแต่งชุดไดโนเสาร์ที่เหมือนจริงมากออกมาโชว์ตัวทุกๆ 30-45 นาที ถ้ามีเด็กๆ ไปด้วยรับรองว่าต้องว้าวแน่นอน

Water World เป็นโชว์แบบที่คนดูอยู่บนอัฒจรรย์ มีฉากสตั้นท์แมนสู้กันไปมา ไม่ได้สนุกมากแต่ก็เพลินๆ ดี

Sing on tour – เป็นโชว์ที่คนใส่ชุดสัตว์ต่างๆ ออกมาเต้นและร้องเพลง น้องหมูน่ารักที่สุด ดูได้เพลินๆ ดี แต่ตอนนั้นผมกับแฟนหิวข้าวเลยไม่ได้สนุกกับมันเท่าที่ควร

เครื่องเล่นที่น่าผิดหวัง

Backdraft อยู่ใน Express Pass 4 แต่ไม่ได้ใช้สิทธิ์เพราะไปตอนคิวยังไม่มี พาไปดูเบื้องหลังการถ่ายทำหนังเรื่อง Backdraft ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับนักดับเพลิงที่เก่ามาก (ปี 1991) ทุกฉากค่อนข้างน่าเบื่อยกเว้นฉากสุดท้ายที่พอจะกู้ศักดิ์ศรีได้

Sesame Street Bollywood – เป็น “ด่านแรก” ที่เจอตอนเข้ามาใน USJ พอเข้าไปในโรง ก็ให้เรายืนดูหนัง Sesame Street จากจอเล็กๆ แถมเป็นภาษาญี่ปุ่น ยืนได้สิบกว่านาทีผมกับแฟนทนไม่ไหวเลยเดินออกมาก่อน เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า (แต่จริงๆ อาจจะมีอะไรมากกว่านี้ก็ได้นะ)

Jaws ขอมอบรางวัลเครื่องเล่นที่น่าผิดหวังที่สุด นั่งเรือชมฉลามพลาสติกที่โผล่มาจากน้ำแบบหลอกเด็ก แถมคิวยาวด้วย ขนาดผมใช้ Express Pass แล้วยังรู้สึกเสียดายเวลาเลย ถ้าให้ผมรอคิว 60 นาทีแล้วได้เจอเครื่องเล่นแบบนี้มีเคืองแน่นอน

เปรียบเทียบ Universal Studios กับ Disney Sea

ผมเคยไป Disney Sea ที่โตเกียวมาแล้ว รู้สึกว่า Disney Sea ประทับใจกว่า ถ้า Disney Sea ได้ 10/10 USJ น่าจะได้ซัก 7.5/10

จริงๆ แล้วความสนุกของเครื่องเล่นนั้นต่างกันไม่เยอะ ความแตกต่างคือ Disney Sea ทำให้เรารู้สึกกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง (ย้อนวัย) ส่วน USJ ทำให้เรากลับไปในโลกยุค 90’s อีกครั้ง (ย้อนยุค)

สิ่งที่ค่อนข้างหงุดหงิดกับ USJ คือการใช้ภาษาญี่ปุ่นในหลายๆ เครื่องเล่นและการอารัมภบทที่เวิ่นเว้อ เหมือนมีเจตนายื้อเวลาให้ผู้เข้าชมใช้เวลากับเครื่องเล่นมากขึ้น (เพื่อช่วยกันแชร์โหลดกับเครื่องเล่นอื่นๆ) แต่ผู้เข้าชมไม่ได้ประโยชน์อันใด สิ่งเหล่านี้เราไม่ได้เจอตอนไป Disney Sea

อีกอย่างที่รู้สึกคือบางเครื่องเล่นเหมือนเอาของเก่ามาขายในราคาแพงเกินจริง ไม่ว่าจะเป็น Backdraft หรือ Jaws เลยให้ความรู้สึกเหมือนถูกหลอกฟันนิดๆ (rip-off)

แต่ Express Pass ของ USJ สะดวกกว่า คือไปถึงก็เข้าได้เลย ในขณะที่ของ Disney Sea ต้องวิ่งไปกดบัตรคิวก่อน ถึงเวลาก็ต้องกลับมาให้ทัน

ข้อดีอย่างหนึ่งของ USJ ที่นึกไม่ถึงคือมันใกล้ตัวเมืองโอซาก้ามาก นั่งรถไฟธรรมดาแค่ 15 นาทีก็ถึงแล้ว ขณะที่ Disney Sea ต้องนั่งรถออกนอกเมืองไปประมาณ 40 นาที

หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่คิดจะไป USJ นะครับ!

เปิด Google Maps แล้วอย่าเพิ่งเหยียบคันเร่ง

20190527_googlemaps

เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีและ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้นทุกที

เมื่อมันแสนสะดวกสบาย มนุษย์กิเลสหนาอย่างเราก็เลยใช้มันอย่างเต็มที่

แต่บางทีการใช้เทคโนโลยีโดยไม่มีสมองกำกับก็อาจนำพาผลเสียมาให้

กี่ครั้งแล้วที่เราหลงทางเพราะ Google Maps?

เดี๋ยวนี้เวลาผมเปิด Google Maps ผมจะดูเส้นทางก่อนว่ามันจะพาเราไปทางไหน มันเมคเซ็นส์มั้ย และถ้าไม่ใช่ทางที่ผมรู้จัก ผมก็จะคลิ้กเข้าไปดูรูปในแต่ละจุดเพื่อสร้างความคุ้นเคยเอาไว้ก่อน

แค่เสียเวลาเพิ่มไม่ถึงนาที โอกาสที่จะโดน Google Maps ทำร้ายก็ลดลงไปเยอะ

—–

สมัยเรียนภาษาอังกฤษกับอาจารย์ฝรั่ง เวลาเจอคำศัพท์ที่ไม่รู้จัก ผมมักจะถามอาจารย์ว่าคำนี้แปลว่าอะไร

แทนที่จะตอบคำถาม อาจารย์มักจะถามผมกลับว่า “แล้วคิดว่าคำนี้แปลว่าอะไรล่ะ”

ผมต้องกลับไปอ่านประโยคนั้นใหม่อีกรอบ แล้วลองอนุมานจากบริบทเพื่อเดาความหมายของคำๆ นั้น

บางทีก็เดาผิด บางทีก็เดาถูก แต่พออาจารย์เฉลย ผมก็จะจำศัพท์ใหม่นั้นได้แม่นเลยทีเดียว

มาสมัยนี้ เรามีอาจารย์อย่าง Google ที่เราถามได้ทุกอย่าง เวลาเจอคำไหนไม่รู้จัก ก็แค่หยิบมือถือขึ้นมาแล้วพิมพ์คำว่า define: ต่อด้วยคำศัพท์ที่เราต้องการค้น ก็จะได้คำแปลมาอย่างง่ายดาย หรือถ้าใครลงแอป Google Translate เอาไว้ แค่เอากล้องไปจ่อคำๆ นั้นมันก็จะแปลให้แบบ real-time เลยทีเดียว

แต่ผมคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์มากกว่าถ้าเราจะถามคำเดียวกับกับอาจารย์ฝรั่งที่ผมเคยเรียนด้วย

“แล้วคิดว่าคำนี้แปลว่าอะไรล่ะ”

แล้วก็ลองเดาดู ผิดหรือถูกไม่ใช่ประเด็น แต่อย่างน้อยเราจะได้ประโยชน์จากมันสองข้อ

หนึ่งคือเราจะจำคำนั้นได้นานกว่า

สองคือเราจะไม่เคยตัวกับการใช้เทคโนโลยีจนละเลยการใช้สมองครับ

ติดตามทางไลน์ : bit.ly/tgimline

คำถามที่เราควรถามดีไซเนอร์

20190520_questionfordesigner

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทาง Wongnai ได้เชิญพี่เก่ง สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม มาแชร์ประสบการณ์ในกิจกรรม Wongnai WeShare

พี่เก่งเป็นผู้จัดงาน Creative Talk และเป็นผู้ก่อตั้งดิจิตัลเอเจนซี่นาม rgb72

เมื่อประมาณยี่สิบปีที่แล้ว พี่เก่งเคยทำงานอยู่ที่นิวยอร์คให้กับบริษัทของมาร์ธ่า สจ๊วต (Martha Stewart) ผู้เป็นไอดอลเรื่องงานบ้านและสวนของแม่บ้านชาวอเมริกัน

พี่เก่งได้รับมอบหมายให้ออกแบบเว็บไซต์ eCommerce สำหรับขายดอกไม้

พี่เก่งมั่นใจตัวเองมาก เพราะในตอนนั้นมีไม่กี่คนที่รู้เรื่องการออกแบบเว็บไซต์ เขาจึงใช้เวลาไม่นานในการคิดคอนเซ็ปต์เว็บขายดอกไม้นี้ก่อนจะเข้าไปนำเสนอกับมาร์ธ่า

ถึงวันที่ต้องคุยกัน พี่เก่งเข้าไปคุยกับมาร์ธ่าเพียงคนเดียว และเสนอว่าเว็บไซต์ควรจะมีธีมสีชมพู

แทนที่มาร์ธ่าจะออกความเห็นอะไร เธอถามกลับมาสั้นๆ แต่ผลกระทบนั้นยาวนาน

“ทำไมต้องชมพูนี้?”

ทำไมไม่ชมพูเข้มกว่านี้ หรือทำไมไม่ใช้ชมพูอ่อนกว่านี้

พี่เก่งพบว่าตัวเองตอบไม่ได้ ความมั่นใจที่พกมาหล่นหาย สำนึกได้ว่าเตรียมตัวมาน้อยเกินไป

พี่เก่งขอตัวกลับมาทำการบ้านอีกสองสัปดาห์ ศึกษาอย่างลงลึก พูดคุยกับผู้คนหลากหลาย จนได้สีชมพูที่ตัวเองมั่นใจ

เมื่อต้องกลับมาคุยกับมาร์ธ่าอีกครั้ง พี่เก่งเตรียมคำตอบไว้สำหรับทุกคำถามที่มาร์ธ่าน่าจะอยากถาม

แต่เมื่อเอาดีไซน์ให้ดู มาร์ธ่าแค่พยักหน้าตอบว่า “โอเค”

ไม่มีคำถามอะไรเพิ่มเติม คำตอบที่เตรียมไว้หลายย่อหน้าไม่ได้ถูกใช้งาน

เมื่อมองย้อนกลับไป มาร์ธ่าคงเก๋าพอที่จะอ่านเกมออกว่า พี่เก่งคงไปทำการบ้านมากอย่างเต็มที่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องถามอะไรอีก

พี่เก่งเลยให้ข้อคิดว่า เวลาเราใช้ให้ graphic designer ทำอะไร แม้เราจะไม่มีความรู้ด้านกราฟิกหรือไม่มีหัวศิลปะเลยก็อย่ากังวล เพราะเราสามารถตรวจงานได้ง่ายๆ ด้วยคำถามที่ว่า

“ทำไมถึงทำอย่างนี้”

ทำไมถึงวางโลโก้ไว้ตรงนี้ ทำไมถึงเลือกใช้โทนสีนี้ ทำไมถึงใช้ฟอนต์นี้

ทำไม ทำไม ทำไม

ดีไซเนอร์ที่ดีจะตอบคำถามเหล่านี้ได้ เพราะทุกเรื่องผ่านการคิดมาอย่างละเอียดแล้ว

ถ้าเขาตอบไม่ได้ แสดงว่าเขาอาจจะยังไม่ได้เต็มที่พอ

ผมว่าเราสามารถใช้แนวทางคำถามนี้เวลาทำงานกับคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ดีไซเนอร์ด้วยก็ได้

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ

เทคนิคเข็นครกลงภูเขา

20190905_downhill

ถ้ามีอะไรบางอย่างที่เราอยากจะทำมาตั้งนาน แต่ผัดวันประกันพรุ่งมาโดยตลอด บางทีเทคนิคเข็นครกลงภูเขาอาจจะช่วยได้

ถ้าการเข็นครกขึ้นภูเขาคือการกระทำที่ต้องออกแรงมากมายเพื่อให้เรื่องนี้สำเร็จ การเข็นครกลงภูเขาก็คือการจุดชนวนในระดับที่เราจะกลับตัวก็ลำบากพอๆ กับการพยายามหยุดครกที่กำลังกลิ้งตกภูเขา

ขอยกตัวอย่างการเข็นครกลงภูเขาที่เกิดขึ้นกับผม ครั้งหนึ่งผมเข็นเอง อีกครั้งหนึ่งมีคนเข็นให้

ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2558 หลังเขียนบล็อกวันละตอนมาตั้งแต่ต้นปี บวกกับอีกสิบกว่าตอนที่เขียนในช่วงสามปีก่อนหน้านั้น จนมีบทความครบร้อยตอน

ผมจึงตัดสินใจ และประกาศเอาไว้ในบทความ “ทำก่อน เชื่อทีหลัง” ว่าจากนี้ไปผมจะเขียนบล็อกวันละตอนไปเรื่อยๆ

2562-05-09 23_51_12-Window

จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ผ่านมาสี่ปีแล้ว ผมก็ยังเขียนบล็อกวันละตอนอยู่ อาจจะไม่เพอร์เฟ็กต์ แต่ก็ดีพอที่จะทำให้มีบทความในสต๊อคเกิน 1500 ชิ้น และหลายบทความในนั้นก็กลายมาเป็นหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ที่เพิ่งพิมพ์ครั้งที่ 4 สัปดาห์นี้สดๆ ร้อนๆ เย่!

194414

การเข็นครกลงภูเขาครั้งที่สองของผม เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2560

วันนั้น “ครูณัชร” ดร.ณัชร สยามวาลา มาเป็นโค้ชให้ผมถึงออฟฟิศ เมื่อครูณัชรถามถึงความต้องการลึกๆ แล้วพบว่าผมสนใจจะเปิด public workshop เรื่อง Time Management ครูณัชรก็บังคับให้ผมประกาศลงเพจ Anontawong’s Musings ว่ากำลังจะเปิดคอร์สนี้ แถมยังหยิบมือถือขึ้นมาจับเวลา โดยให้เวลาแค่ 1 นาทีในการโพสต์ ไม่เปิดโอกาสให้ผมต่อล้อต่อเถียง/ลีลา/ลังเลเลยแม้แต่น้อย

2562-05-09 23_10_07-Window

สุดท้ายก็เลยต้องเปิด Time Management Workshop ตามที่ประกาศเอาไว้ และนับถึงวันนี้ก็เปิดมาแล้ว 12 รุ่น ได้สอนเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ไปราวๆ 200 คน แถมยังได้เปิด Writing Workshop และ Storytelling with Powerpoint Presentation Workshop อีกต่างหาก และสิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือนักเรียนที่เคยมาเข้า workshop หลายคนก็กลับมาชวนผมให้ไปสอนที่บริษัทของเขาด้วย

ถ้าวันนั้นไม่โดนครูณัชรเข็นครกลงภูเขา ผมคงไม่ได้เจอโอกาสดีๆ อย่างนี้ ขอบคุณนะครับครูณัชร

ดังนั้น หากเรามีสิ่งที่ใจลึกๆ ก็รู้ว่ามันดี แต่ยังกล้าๆ กลัวๆ อยู่ บางทีก็ต้องกลั้นใจพาตัวเองไปยังจุดที่กลับตัวไม่ได้ดูบ้าง

ถ้าอยากจะวิ่งจริงจัง ลองเข็นครกลงภูเขาด้วยการสมัครฮา์ฟมาราธอนและวางเดิมพันกับเพื่อนว่าจะวิ่งให้จบงานนี้ดูมั้ย

ถ้าอยากเก็บตังค์ไปเที่ยวต่างประเทศ ลองไปเปิดบัญชีที่หักเงินจากบัญชีเงินเดือนเราทุกเดือนดูมั้ย

ถ้าอยากมีหุ่นแบบที่ฝันมานาน ลองเข็นครกลงภูเขาด้วยการจ้าง personal trainer แบบจ่ายล่วงหน้า 3 เดือนดูมั้ย

การเข็นครกลงภูเขานั้นน่าหวาดหวั่นก็จริง แต่ก็ทำได้ง่ายกว่าการเข็นครกขึ้นภูเขาเยอะ

มันทำให้ผมนึกถึงข้อความหนึ่งที่ผมชอบมาก

Come to the edge,” he said.

“We can’t, we’re afraid!” they responded.

“Come to the edge,” he said.

“We can’t, We will fall!” they responded.

“Come to the edge,” he said.

And so they came.

And he pushed them.

And they flew.

– Guillaume Apollinaire

ลองมาเข็นครกลงภูเขากันดูนะครับ

เปิดรับสมัคร Storytelling with Powerpoint Presentation รุ่นที่ 3 วันเสาร์ที่ 1 มิ.ย. 62 ที่ Sook Station (BTS อุดมสุข) (เหลือ 2 ที่) ดูรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimstory3fb

ซื้อหนังสือ Thank God It’s Mondayฯ ได้ที่สำนักพิมพ์อะไรเอ่ย หรือตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

ข้อแนะนำสำหรับคนที่ปฏิเสธใครไม่เป็น

20190406_cantsayno

คนไทยขี้เกรงใจ ไม่กล้าพูดตรงๆ เพราะกลัวทำร้ายคนอื่นหรือกลัวตัวเองจะดูไม่ดี

เวลาใครมาขอให้เราช่วยหรือทำอะไร เราจึงมักจะตอบรับเอาไว้ก่อน

ซึ่งการตอบรับทั้งๆ ที่ไม่เต็มใจนี้มักจะนำไปสู่ผลลัพธ์ได้สองแบบ

หนึ่งคือรับปากแต่ไม่ทำ แล้วก็ผิดคำพูดไปเรื่อยๆ จนอีกฝ่ายอิดหนาระอาใจ

สองคือรับปากแล้วทำ แต่ทำด้วยความอึดอัดและขุ่นข้องหมองใจ

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นหนึ่งหรือสองก็ไม่ค่อยดีทั้งคู่

อะไรที่เราไม่เต็มใจทำหรือไม่อยากทำ สู้เราบอกออกไปตั้งแต่ต้นดีกว่าว่าไม่สะดวกเขาจะได้ไปหาคนอื่นที่เต็มใจมากกว่า

แต่การปฏิเสธคนมันยากจริงๆ ยิ่งถ้าเราเป็นคนที่ไม่กล้าปฏิเสธใครมาทั้งชีวิตด้วยแล้วยิ่งยากเข้าไปใหญ่

ความคิดหนึ่งที่อาจจะพอช่วยได้บ้างคืออันนี้ครับ:

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเซย์เยสกับสิ่งหนึ่ง เราก็กำลังเซย์โนกับอีกสิ่งหนึ่งเสมอ

ถ้าเราเซย์เยสกับการให้เพื่อนคนนี้ยืมเงิน เราก็กำลังเซย์โนกับการเอาเงินส่วนนี้ไปทำอย่างอื่นให้มันงอกเงย

ถ้าเราเซย์เยสกับงานที่เจ้านายมาขอให้ทำกะทันหันจนต้องกลับดึก เราก็กำลังเซย์โนกับโอกาสที่จะได้อ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนนอน

ถ้าเราเซย์เยสกับการไปร่วมงานเลี้ยงที่เราไม่ได้อยากไป เราก็กำลังเซย์โนกับการพักผ่อนชิลล์ๆ ในแบบที่ชอบกับคนที่ใช่

ตอนที่เราเซย์เยสด้วยความรู้สึกว่ามันง่ายกว่าการปฏิเสธ และเพราะเรามักหลงลืมต้นทุนที่เรียกว่า opportunity cost ตรงนี้ไป

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราระลึกได้ว่า การเซย์เยสมันจะทำให้เราสูญเสียอะไรไปบ้าง เราก็น่าจะกล้าเซย์โนมากขึ้นครับ