วางแผนรับมือกับตัวเราในอนาคต

ซุนวูว่าไว้ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง

สาเหตุที่เราไปไม่ถึงเป้าหมาย เพราะเราไม่รู้เขาดีพอ

เขาในที่นี้คือตัวเราในอนาคต

ตัวเราตอนวางแผนกับตัวเราตอนเจอสถานการณ์จริงนั้นเป็นคนละคนกัน

ตัวเราตอนวางแผนจะรู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร เราจึงตั้งเป้าหมายเสียดิบดีเพราะรู้ว่ามันจะนำพาสิ่งที่ดีมาให้

แต่ตัวเราตอนหน้างานนั้นมันไม่ได้สนใจอนาคต มันยึดความรู้สึก ณ ปัจจุบันเป็นหลัก

ยกตัวอย่างง่ายๆ สำหรับคนที่อยากออกไปวิ่ง

ตัวเราที่วางแผน: “พรุ่งนี้ชั้นจะตื่นตี 5 เพื่อออกไปวิ่ง”

ตัวเราตอนตื่นนอน: “ยังง่วงอยู่เลย ขอนอนต่ออีก 10 นาทีแล้วกัน”

ถ้าเรา “รู้เขา” ว่าตัวเราตอนตื่นนอนจะกดปุ่ม snooze แน่ๆ เราก็ควรจะวางแผนรับมือกับสถานการณ์นี้เอาไว้เลย เช่นเอามือถือไปไว้อีกฝั่งนึงของห้อง (ไม่ใช่วางไว้ข้างเตียง) ตอนที่นาฬิกาปลุกเราจึงต้องเดินไปกด ซึ่งอย่างน้อยมันน่าจะช่วยให้เราไม่นอนต่อได้

ตัวเราที่วางแผน: “วันนี้จะตั้งใจทำงานสามชิ้นนี้ให้เสร็จ!”

ตัวเราตอนเริ่มเบื่อๆ: “เข้า Facebook ดีกว่า”

ถ้ารู้เขาว่าเราชอบเข้า social media ระหว่างวัน ก็ลอง log out จาก social media ทุกอย่าง อย่างน้อยตอนกดเข้ามามันจะได้เกิดอาการชั่งใจบ้าง

ถ้ารู้ตัวว่าเอามือถือเข้าห้องน้ำแล้วจะไม่ได้อ่านหนังสือ ก็อย่าพกมือถือเข้าห้องน้ำ

ถ้ารู้ตัวว่าเล่นเน็ตตอนกลางคืนแล้วนอนดึกดื่นทุกที ก็ให้เสียบอุปกรณ์ทิ้งไว้นอกห้องนอน

ถ้ารู้ตัวว่ามีขนมอยู่ใกล้มือแล้วจะกินแล้วก็มาบ่นว่าตัวเองอ้วน ก็หาผลไม้ที่หยิบกินง่ายๆ มาไว้ใกล้มือแทน

ตัวเราในตอนนี้กับตัวเราในอนาคตคือคนละคนกัน

วางแผนรบกับตัวเราในอนาคตเอาไว้ให้ดี

แล้วโอกาสชนะจะมีมากกว่านี้ครับ

ถ้าไม่สบายใจให้เขียนใส่กระดาษ

ถ้าคิดอะไรไม่ออกให้เขียนใส่กระดาษ

ถ้าโกรธใครก็ให้เขียนใส่กระดาษ

ดินสอกับกระดาษนั้นเหมือนมีมนต์ มันช่วยให้สมองเราโล่งขึ้นได้ ช่วยให้ใจเราเบาขึ้นได้

เราสามารถนั่งคุยกับมันเป็นชั่วโมงโดยไม่ต้องกังวลว่ามันจะรำคาญเรารึเปล่า

“Paper has more patience than people.”
-Anne Frank*

มีอะไรขมุกขมัวอย่าทิ้งเอาไว้ในหัว

เขียนมันออกมาแล้วความคลี่คลายจะปรากฏครับ

ใช้เลข 6 นำทางชีวิต

เมื่อเช้าตอนผมไปวิ่งรอบหมู่บ้าน ก็คิดขึ้นมาได้ว่า

ถ้าวิดพื้นได้ 60 ที
และวิ่งเพซ 6 ได้ 60 นาที*

เราก็น่าจะฟิตกว่าคนส่วนใหญ่ในรุ่นเดียวกันแล้ว

แล้วก็คิดต่ออีกว่า มีอะไรที่เกี่ยวกับเลข 6 อีกบ้างที่เราควรทำ

ตื่นก่อน 6 โมงเช้า ทำให้เราเริ่มวันได้เป็นอย่างดี

ไม่กินข้าวหลัง 6 โมงเย็น ทำให้เรามีสุขภาพที่ดี

เขียนไดอารี่วันละ 60 วินาที ด้วยการพิมพ์ลง notepad ทำให้เราจดเรื่องสำคัญในชีวิตและเห็นแพทเทิร์นว่าแต่ละช่วงเรารู้สึกอย่างไร

อ่านหนังสือวันละ 6 หน้า เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้ เดือนนึงอ่านจบเล่มนึงก็ยังดี (หนังสือคงมีมากกว่า 180 หน้า แต่ถ้าเราอ่านทุกวัน บางวันมันก็จะอ่านได้มากกว่า 6 หน้าโดยปริยาย)

ดื่มน้ำวันละ 6 แก้ว – เรารู้กันดีว่าควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว แต่ปริมาณน้ำอีก 2 แก้วมันอยู่ในอาหารที่เราทานอยู่แล้ว

เช็คเมลไม่เกินวันละ 6 ครั้ง มากกว่านี้อาจเรียกว่าจับจด

เช็ค social media ไม่เกินวันละ 6 ครั้ง ถ้ามากกว่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าเราอาจกำลังไม่มีความสุขกับงาน/ชีวิตส่วนตัว

ใช้เวลากับคนที่เรารักสัปดาห์ละ 60 นาที – 60 นาทีกับแฟน, 60 นาทีกับลูกๆ 60 นาทีกับพ่อแม่ – ทั้งสามอย่างนี้ควรเป็นขั้นต่ำ น้อยกว่านี้อาจต้องเริ่มถามตัวเองแล้วว่า priorities เราถูกต้องแล้วรึยัง

กันเวลาไว้ทำโปรเจ็คพิเศษของเราอย่างจริงจังวันละ 60 นาที แล้วทำให้ได้ 60 วันติดต่อกัน แล้วลองดูซิว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อกอย่างจริงจังเมื่อปี 2015 ผมก็ทำอะไรแบบนี้จนบล็อกมี 2,000 กว่าบทความแล้ว

ดูลมหายใจวันละ 60 วินาที กลับมาอยู่กับตัวเองบ้าง เป็นไปได้ยังไงที่เราจะใช้ชีวิตช่วงลืมตาถึงวันละ 60,000 กว่าวินาทีโดยไม่เคยมีเวลาอยู่กับตัวเองแค่ 60 วินาทีเลย

มีอะไรที่เกี่ยวกับเลข 6 อีก นำเสนอกันเข้ามาได้นะครับ


*เพซ 6 แปลว่า วิ่ง 1 กิโลเมตรใช้เวลา 6 นาที

ปรับปรุงสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวัน

ครั้งหนึ่งที่ผมไปขูดหินปูน หมอฟันขูดเสร็จแล้วก็ถือชุดฟันจำลองมาสาธิตให้ดูว่าควรแปรงฟันอย่างไรเพื่อให้ฟันสะอาด ผมนอนดูไปก็อดขำและอายไม่ได้ว่าอายุปูนนี้แล้วเรายังต้องให้คนมาสอนแปรงฟันอีก ต่อมาผมก็ได้อ่านเรื่องราวคล้ายๆ กันที่อาจารย์เกดแห่งเพจเกตุวดี Marumura ถูกคุณหมอสอนให้แปรงฟันซี่ละ 20 ครั้ง

โทนี่ รอบบินส์ (Tony Robbins) เป็นหนึ่งในโค้ชที่ดังที่สุดในโลก เขาใช้ชีวิตอย่างมีพลังและกินแต่ของที่มีประโยชน์ อาหารที่โปรดปรานและกินเป็นประจำคือปลาทูน่าและปลา swordfish แต่แล้ววันหนึ่งภรรยาก็รู้สึกว่าโทนี่เริ่มมีอาการหลงๆ ลืมๆ และหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ เมื่อได้ตรวจกับหมอถึงพบว่าโทนี่มีสารปรอทในร่างกายสูงลิบลิ่วจนเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งสารปรอทเหล่านี้ก็สั่งสมมาจากปลาที่โทนี่กินประจำนั่นเอง

ที่ทำงานเก่าของผมเคยเชิญวิทยากรมาพูดเรื่องการจัดท่าทางต่างๆ ให้เหมาะสม ทั้งตอนนั่งเก้าอี้ทำงาน ตอนเดิน ตอนนอน หรือแม้กระทั่งตอนลุกขึ้นจากเตียง คนที่ลุกจากเตียงด้วยการเอี้ยวตัวขึ้นทางซ้ายหรือขวาติดต่อกันหลายสิบปีมีโอกาสที่กระดูกสันหลังจะคดงอผิดรูปได้ วิธีลุกจากเตียงที่จะไม่ทำให้กระดูกสันหลังเบี้ยวก็คือการนอนคว่ำแล้วใช้มือยันขึ้นมา

อะไรก็ตามที่เราทำเป็นกิจวัตร ไม่ว่าจะเป็นตอนนอน ตอนอาบน้ำ ตอนกินข้าว ตอนนั่งทำงาน ตอนเดินทาง นี่คือพื้นที่และโอกาสที่เราจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ แต่เรามักจะเลยเพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆ

แต่ถ้าใครเข้าใจถึงพลังของ compound interest เราจะรู้ว่าสิ่งที่เราทำเป็นกิจวัตรนี่แหละที่จะส่งผลกระทบกับเราได้อย่างมหาศาลในระยะยาวครับ

กฎ 4 ข้อสำหรับการกิน

สุขภาพที่ดีนั้นมีอยู่สามขา คือ กินให้ดี ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ (Eat, Move, Sleep)

ในความเห็นของผม การนอนสำคัญที่สุด รองลงมาคือการกิน สุดท้ายคือการออกกำลังกาย

เรื่องการกินนั้นเราถูกสอนมาแต่เด็กว่าให้กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่เหมือนเราจะยังไม่รู้จักวิธีการกินอย่างถูกต้อง คนจำนวนไม่น้อยจึงคอเลสเตอรอลเกิน 200 ตั้งแต่อายุยี่สิบกว่าๆ และชอบหลอกตัวเองเองด้วยการงดของหวานมันก่อนตรวจสุขภาพประจำปี พอเจาะเลือดเสร็จแล้วเย็นนั้นค่อยไปฉลองด้วยการกินหมูกระทะ

กฎ 4 ข้อสำหรับการกินมีดังนี้

  1. กินเมื่อหิว
  2. กินในสิ่งที่ร่างกายต้องการ
  3. กินแต่ละคำอย่างมีสติ
  4. หยุดกินเมื่อร่างกายบอกว่าพอแล้ว

กินเมื่อหิว – ในหนังสือ “ยิ่งหิว ยิ่งสุขภาพดี” บอกไว้ว่าเมื่อใดที่ร่างกายหิว มันจะหลั่ง growth hormone ออกมาซึ่งจะทำให้ร่างกายเราดูอ่อนเยาว์ ความหิวยังทำให้เรามีสมาธิกับการทำงานมากขึ้น กระแส IF (Intermittent Fasting) หรือการอดอาหารนั้นจึงมาแรงเพราะเชื่อว่าจะทำให้ productive มากขึ้น

กินในสิ่งที่ร่างกายต้องการ – ไม่ใช่สิ่งที่กิเลสต้องการ หากสังเกตตัวเองอยู่บ้าง สิ่งที่กิเลสต้องการนั้นทำให้เราสุขใจได้เดี๋ยวเดียว แต่ทำให้ร่างกายเป็นทุกข์ได้หลายชั่วโมง ถ้าคุณกินขนมขบเคี้ยวเยอะๆ ตอนบ่ายพลังงานจะตกอย่างเห็นได้ชัด

กินแต่ละคำอย่างมีสติ – บางทีเราก็กินอย่างเร่งรีบ หรือกินไปเล่นมือถือไปจนแทบไม่รับรู้รสชาติอาหารและเคี้ยวไม่ละเอียด เลยเสียโอกาสที่จะเอ็นจอยอาหารอร่อยๆ และรังแกกระเพาะและลำไส้ให้ทำงานหนักขึ้น

หยุดกินเมื่อร่างกายบอกว่าพอแล้ว – พระท่านว่าฉันให้อิ่มเพียง 80% แล้วค่อยดื่มน้ำตามก็จะอิ่มพอดี และจริงๆ แล้วร่างกายกับสมองจะมี lag กันเล็กน้อย เมื่อท้องบอกว่าอิ่มแล้ว กว่าสัญญาณนั้นจะส่งไปถึงสมองก็กินเวลาหลายนาทีอยู่ ดังนั้นการหยุดกินก่อนที่จะอิ่มจึงเป็นเรื่องที่ควรทำ

กินเมื่อหิว กินสิ่งที่ร่างกายต้องการ กินอย่างมีสติ และหยุดกินตอนใกล้จะอิ่ม

มากินอย่างคนฉลาดเพื่อสุขภาพของตัวเองกันครับ


ขอบคุณข้อมูลส่วนหนึ่งจากหนังสือ เงินหรือชีวิต Your Money or Your Life by Vicki Robin