Empathy คือทักษะสำคัญที่สุดของผู้นำยุคนี้

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีบทความหนึ่งของ Forbes ที่มีเนื้อหาน่าสนใจ

บทความนี้มีชื่อว่า Empathy Is The Most Important Leadership Skill According To Research เขียนโดย Tracy Brower

ในบรรดาทักษะทั้งหมดที่ผู้นำจำเป็นต้องมีเพื่อสร้างทีมงานที่พนักงานรู้สึก engaged มีความสุข และปลดปล่อยศักยภาพได้อย่างเต็มที่นั้น empathy หรือความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่นคือทักษะที่สำคัญที่สุด

เหตุผลที่ empathy สำคัญกว่าที่ผ่านๆ มา เพราะ COVID-19 ส่งผลให้สภาพจิตใจของคนทำงานนั้นย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด

จากการเก็บข้อมูลจากทั่วโลกของ Qualtrics พบว่า 42% ของผู้คนรู้สึกว่าสุขภาพจิตแย่ลง

ถ้าเจาะให้ลึกไปกว่านั้น 67% ตอบว่ารู้สึกว่าเครียดขึ้น 57% มีความกังวลใจมากกว่าเดิม 54% รู้สึกหมดแรงทางอารมณ์ (emotionally exhausted) และ 28% รู้สึกว่าไม่สามารถโฟกัสกับงานได้

อีกงานวิจัยหนึ่งก็พบว่า ความเครียดจากงานทำให้นอนหลับไม่สนิท และมักทำให้เผลอปล่อยพลังงานลบใส่คนอื่นโดยเฉพาะกับแฟนหรือคู่สมรส

จากการศึกษาของ Carleton University ก็พบว่า เมื่อพนักงานต้องเจอกับ “ความป่าเถื่อน” (incivility) จากเพื่อนร่วมงาน ก็จะส่งผลให้ตัวเองทำหน้าที่พ่อแม่ได้แย่ลง ส่วนงานวิจัยชิ้นใหม่ของ Georgetown University ก็พบว่าความเถื่อนในที่ทำงานนั้นกำลังขยายวงกว้างและส่งผลให้พนักงานไม่ค่อยร่วมมือกัน

เมื่อเราต้องลำบากกับสภาวะ burnout และหาความสุขจากการทำงานไม่ค่อยได้ การมีเจ้านายที่มี empathy คือแสงสว่างสำหรับคนทำงานโดยแท้ทรู

ในงานวิจัยล่าสุดของ Catalyst ที่สำรวจพนักงาน 889 คนได้พบความแตกต่างระหว่างองค์กรที่ผู้นำมีหรือไม่มี empathy ดังนี้

หัวข้อ / องค์กรที่ผู้นำมี empathy / องค์กรที่ผู้นำไม่มี empathy

Engagement ความรู้สึกผูกพันกับองค์กร / 76% / 32%

Ability to be Innovative ความสามารถที่จะคิดใหม่ทำใหม่ / 61% / 13%

Retention ความรู้สึกอยากอยู่กับองค์กรต่อไป / 57% / 14%

Inclusivity ความรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร / 50% / 17%

Work-Life Navigation ความสามารถในการจัดสรรเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว / 86% / 60%

Empathy เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวเรามาตั้งแต่เกิด งานวิจัยของ Lund University นั้นพบว่าเด็กอายุแค่ 2 ขวบก็รู้แล้วว่าคนอื่นๆ ไม่ได้คิดและรู้สึกเหมือนตัวเอง

Empathy ของผู้นำนั้นมีได้สองแบบ:

Cognitive Empathy รู้ว่าคนอื่นคิดยังไง

Emotional Empathy รู้ว่าคนอื่นรู้สึกยังไง

แต่ผู้นำที่ดีต้องไม่ใช่แค่รู้ว่าคนอื่นคิดหรือรู้สึกยังไง เขาต้องแสดงออกด้วยว่าเป็นห่วงเป็นใยและถามลูกทีมกันตรงๆ พร้อมทั้งตั้งอกตั้งใจฟังสิ่งที่ลูกน้องจะพูดด้วย

เราสามารถเป็นหัวหน้าที่มี empathy โดยไม่จำเป็นต้องเรียนด้านจิตวิทยามาก่อน เพียงแค่คุยกับลูกทีมบ่อยๆ และหัดสังเกตสังกา และหากหัวหน้ารู้ว่าองค์กรที่อยู่นั้นมีเครื่องมืออะไรที่จะช่วยซัพพอร์ตสภาพจิตใจของพนักงานได้บ้างก็ยิ่งเป็นเรื่องดี

การเป็นผู้นำที่มี empathy จึงไม่ใช่แค่เรื่องนโยบายหรือการเล่นวาทะ แต่มันต้องแสดงออกมาจากใจและลงมือทำจนคนเชื่อว่าเราแคร์

เหมือนคำฝรั่งที่บอกว่า people may not remember what you say, but they will remember how you made them feel.

คนคนหนึ่งอาจจะลืมสิ่งที่เราพูด แต่เขาจะไม่มีวันลืมว่าเราเคยทำให้เขารู้สึกอย่างไรครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Forbes: Empathy Is The Most Important Leadership Skill According To Research by Tracy Brower

ไม่มีทีมงานที่แย่ มีแต่หัวหน้าที่แย่

“There are no bad teams, only bad leaders”
-Jocko Willink

คนทำงานทุกคนมีศักยภาพอยู่ในตัว ผู้นำที่ดีคือคนที่สามารถดึงศักยภาพเหล่านั้นออกมาเพื่อสนับสนุนเป้าหมายของทีมได้

เวลาทีมฟุตบอลฟอร์มตก คนแรกๆ ที่จะโดนตำหนิก็คือผู้จัดการทีม

ถ้าทีมทำงานช้า เกี่ยงงาน ไม่ให้ความร่วมมือ คนที่ควรโดนตำหนิก็คือหัวหน้าเช่นกัน

ถ้าเราเป็นหัวหน้า แล้วลูกน้องยังทำงานไม่ได้ดั่งใจ ลองกลับมาทบทวนตัวเองใหม่ว่าเราสอนเขาดีพอหรือยัง ใช้คนถูกกับงานหรือยัง เรามีความเป็นผู้ใหญ่พอหรือยัง

มีคนกล่าวไว้ว่าฝูงแกะที่นำโดยสิงโตนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าฝูงสิงโตที่มีแกะเป็นจ่าฝูง

ถ้ารู้ตัวว่าทีมของเรามีสิงโตเป็นหัวหน้า ก็ขอแสดงความยินดีด้วย แม้งานจะหนัก งานจะยาก แต่เราก็ยังโชคดีกว่าใครหลายคน

แต่ถ้าทีมของเรามีแกะเป็นหัวหน้า หรือหนักกว่านั้นคือมีเด็กเลี้ยงแกะเป็นหัวหน้า ก็ขอให้ใช้โอกาสนี้ในการหล่อหลอมตัวเองให้เก่งและแกร่งกว่าเดิม

และเรียนรู้ว่าโตขึ้นเราจะไม่เป็นหัวหน้าแบบนั้นครับ

4 Mindsets และ 5 Skills สำหรับผู้นำทศวรรษใหม่

เผอิญผ่านไปเจอสรุปเนื้อหาจากหนังสือ The Future Leader: 9 Skills and Mindsets to Succeed in the Next Decade ของ Jacob Morgan

เลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

4 Mindsets ที่สำคัญสำหรับผู้นำในทศวรรษนี้

Mindset 1: นักสำรวจ (Explorer)
ผู้นำยุคใหม่ต้องมีความสงสัยใคร่รู้และความพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลง

Mindset 2: เชฟ (Chef)
ผู้นำยุคใหม่ต้องหาส่วนผสมกลมกล่อมระหว่างเทคโนโลยีและความเป็นมนุษย์ (“HumanIT”) เขายินดีจะลองใช้เครื่องมือใหม่ๆ แต่เครื่องมือเหล่านี้ต้องไม่ไปลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนในองค์กร

Mindset 3: ผู้รับใช้ (Servant)
องค์กรที่ดีจะเต็มไปด้วยผู้รับใช้ ลูกน้องจะรับใช้หัวหน้าเพื่อบรรลุเป้าหมาย หัวหน้าจะรับใช้ลูกน้องเพื่อให้ลูกน้องได้เติบโตและเติมเต็มศักยภาพของตัวเอง ทุกคนจะรับใช้ลูกค้าและผู้ใช้งานเพื่อให้ทุกคนมีประสบการณ์ที่ดี

Mindset 4: พลเมืองโลก (Global Citizen)
ผู้นำยุคใหม่ต้องมองกว้างและใจกว้าง ยอมรับความแตกต่างของผู้คนที่มาจากต่างวัฒนธรรมต่างโลกทัศน์

5 Skills ที่จำเป็นสำหรับผู้นำยุคใหม่

Skill 1: นักอนาคตศาสตร์ (The Futurist)
มองไกล ใคร่ครวญถึงสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมที่จะรับมือไม่ว่าไพ่จะออกมาหน้าไหน

Skill 2: โยดา (Yoda)
ใช้ความฉลาดทางอารมณ์เพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัยในที่ทำงานและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการล่มหัวจมท้ายของคนในทีม

Skill 3: นักแปล (The Translator)
ฟังและสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้คนในองค์กรเห็นและมองไปในทิศทางเดียวกัน

Skill 4: โค้ช (The Coach)
เข้าถึง ผลักดัน สร้างแรงบันดาลใจและถ่ายทอดให้กับทุกคนโดยไม่หวงวิชา

Skill 5: วัยรุ่นสายเทค (The Technology Teenager)
กล้าเล่นกล้าลองของใหม่ๆ

ลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ

เป็นหัวหน้าอย่า add value มากเกินไป

ปัญหาคลาสสิคของหัวหน้าที่ฉลาดคือการ add value มากเกินไป

เวลาลูกน้องมีไอเดียดีๆ อะไรมานำเสนอ หัวหน้ามักอดไม่ได้ที่จะออกความเห็น

“เป็นไอเดียที่ดีนะ แต่พี่ว่าทำแบบนี้น่าจะเวิร์คกว่า”

ฟังดูก็เมคเซนส์ดี เพราะเรามีประสบการณ์มากกว่า และน้องก็มาหาเราเพราะต้องการคำแนะนำ

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องระลึกไว้ก็คือ คำแนะนำของเราอาจจะทำให้ไอเดียดีขึ้น 5% แต่ทำให้ commitment ของน้องน้อยลงไป 50%

เพราะเมื่อหัวหน้าออกความเห็นมากเกินไป ไอเดียนั้นมันจะกลายเป็นไอเดียของหัวหน้า ไม่ใช่ไอเดียของน้องแล้ว ความรู้สึกเป็นเจ้าของ หรือ ownership ย่อมน้อยลงไปเยอะ

งานจะออกมาดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับ สองปัจจัย คือ

คุณภาพของไอเดีย x ความทุ่มเทในการเข็นไอเดียออกมาให้สำเร็จ

Quality of the idea x the commitment to make it work

ดังนั้น ในฐานะหัวหน้า เราต้องระวังที่จะไม่ add value มากเกินไป

เพราะบรรทัดสุดท้ายอาจจะได้ของที่แย่กว่าเดิมครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Youtube: Marshall Goldsmith: Adding Too Much Value

หัวหน้าที่ดีต้องดับความกลัวของลูกน้อง

กลัวว่าจะทำไม่ได้

กลัวว่าทำพลาดแล้วจะโดนดุ

กลัวว่าจะดูโง่

กลัวโดนเอาเปรียบ

กลัวว่าตัวเองจะไม่เก่งจริง

กลัวว่าตัวเองอยู่ถูกที่รึเปล่า

เหล่านี้ล้วนเป็นความกลัวที่คนทำงานทุกคนมี และหัวหน้าที่ดีย่อมช่วยขจัดความกลัวเหล่านี้จากใจลูกน้องได้

เมื่อความกลัวหายไป ความกล้าจะเข้ามาแทน การกระทำจะเกิด ผลงานจะมี แล้วทุกคนก็จะได้ประโยชน์กันถ้วนหน้าครับ


ป.ล. เข้าใจว่าหัวหน้าบางคนใส่ความกลัวลงในใจลูกน้อง ซึ่งนั่นก็อาจจะสร้างผลงานได้เหมือนกัน แต่ผลกระทบที่ตามมาย่อมไม่เหมือนกันครับ