อานนฯ อินอินเดีย ตอนที่ 1

นมัสเต!

ขณะนี้ผมกำลังนั่งพิมพ์บล็อกในห้องพักของโรงแรม The Leela Palace ในเมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดียครับ!

วันอังคาร-พฤหัสฯ นี้ผมมี Workshop (ประชุมประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ) และก็ยังไม่แน่ใจว่าจะประชุมเสร็จกี่โมง ช่วงนี้เลยอาจต้องตื่นมาเขียนบล็อกแต่เช้าหน่อย และไม่สามารถเขียนแบบเอ้อระเหยได้ เลยจะขอมาแชร์เรื่องที่พบเจอในการเดินทางมาที่บังกะลอร์นะครับ

เมืองบังกะลอร์ได้ชื่อว่าเป็น Silicon Valley แห่งเอเชีย เพราะมีบริษัทด้านเทคโนโลยีอยู่เยอะมาก บริษัทที่ผมอยู่ (ทอมสันรอยเตอร์) ก็มีสาขาที่นี่ด้วย มีพนักงานหลายพันคน ถือเป็นออฟฟิศของทอมสันรอยเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียแล้ว

สัปดาห์นี้มีงานเวิร์คช็อปที่ให้ตัวแทนของหลายๆ ออฟฟิศในเอเชียมาคุยกันเรื่องการสร้างนวัตกรรมด้านกระบวนการ (process) หัวหน้าผมเป็นตัวแทนจากเมืองไทยแล้วก็หนีบผมกับน้องอีกคนมาด้วย รวมเป็น 3 คน

เราบินสายการบินไทย ซึ่งน่าจะเป็นสายการบินเดียวที่บินตรงจากกรุงเทพถึงบังกะลอร์เลย ออกจากเมืองไทย 21.20 ถึงที่นี่ 23.25 (หรือ 00.55 เมืองไทย) ใช้เวลาบินสามชั่วโมง 15 นาที คนที่บินส่วนใหญ่เป็นคนอินเดีย

ระหว่างเดินเข้ามาในสนามบินเบงกาลูลู่ (ชื่อน่ารักมั้ย?) ของบังกาลอร์ก็ผ่านห้องปฏิบัติการที่ดูเท่ห์น่าดู

20150804_005230

ด่านตรวจคนเข้าเมืองของเขาดูอลังการมาก เสียดายที่รูปที่ถ่ายมากากไปหน่อย เพราะกลัวเจ้าหน้าที่หันมาเห็น

20150803_233100

ที่น่าสนใจคือผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้วยังต้องเจอตรวจกระเป๋าอีกรอบ (ใช้เครื่อง X-Ray และเดินผ่านประตูตรวจโลหะ) แถมโดนพนักงาน (ที่ไม่ได้ใส่เครื่องแบบ) ขอดูพาสปอร์ตอีกรอบด้วย

ทีมงานได้จัดแท๊กซี่มารอรับอยู่แล้ว คนขับแท๊กซี่ชื่อกูระดี้บ (Gourdeep) ใช้เวลา 45 นาทีถึงจะเดินทางมาถึงโรงแรม ระหว่างรอโชเฟอร์ไปเอารถ ก็เก็บรูปสนามบินมาฝาก

20150803_234731

ที่นี่รถขับเลนซ้าย (ตามแบบอังกฤษ) รถส่วนใหญ่เป็นคันเล็กๆ ทะเบียนรถยาวพอดู เช่น KA 56 AE 1893

คนขับรถในอินเดียเปิดไฟสูงใส่กันบ่อยมาก และหลายครั้งมาก ครั้งแรกสุดตอนเพิ่งออกมาจากสนามบินโดนรถตัดหน้า คนขับรถของผมเปิดไฟสูงใส่ไปหลายครั้ง (ไม่ทันนับ) และระหว่างทางเจอรถขับขวางทาง ผมเลยลองนับเล่นๆ ดู คราวนี้นับได้ 8 ครั้ง (คือถ้าเป็นที่เมืองไทยเปิดไฟสูงใส่กันขนาดนี้น่าจะมีลงมาต่อยกันแล้ว)

ถึงโรงแรมประมาณเที่ยงคืนครึ่งของบังกะลอร์ พนักงานทักว่า Good Morning! (เออ ก็จริงของเขา)

ก่อนจะเข้าประตูโรงแรมก็ต้องเอากระเป๋าเข้าเครื่องเอ๊กซ์เรย์อีกรอบ

เดินผ่านประตูมาก็มีพนักงานเอาขมิ้นสีแดงๆ มาเจิมให้ที่หน้าผาก รู้สึกเหมือนคนอินเดียขึ้นมาทันที

ห้องพักใหญ่มาก อยู่กันสี่คนได้สบายๆ เชิญดูรูปได้

20150804_005258   20150804_005515

คงต้องขอลาแต่เพียงเท่านี้ก่อน ถึงเวลาไปกินข้าวเช้าแล้วครับ!

10 สิ่งอำนวยความสะดวกของคนไทยที่ฝรั่งไม่มี

20150803_WhatFarangsDontHave

การได้ไปเที่ยวเมืองนอกเป็นความใฝ่ฝันของใครหลายๆ คน

แต่ก็มีไม่น้อยที่เมื่อไปอยู่เมืองนอกมาซักพักก็จะได้ข้อสรุปว่าอยู่เมืองไทยดีที่สุดแล้ว

เรื่องที่หยิบยกมาพูดว่าอยู่เมืองไทยแล้วสบายกว่าก็มักจะเป็นเรื่องภาษาที่สื่อสารกันเข้าใจ อาหารถูกปาก และความง่ายๆ สบายๆ ของคนไทย

นอกจากเหตุผลหลักต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ผมก็มานั่งคิดเล่นๆ ว่ามีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรอีกบ้างที่เมืองไทยมี แต่ฝรั่งไม่มี (เอาเฉพาะฝรั่งนะครับ ไม่นับเอเชีย) โดยใช้ประสบการณ์ตัวเองล้วนๆ ดังนั้นอาจจะผิดพลาดหรือไม่เป็นความจริงทั้งหมดก็ได้ครับ

สิ่งอำนวยความสะดวกที่คิดได้มีดังนี้

1. หนังยาง – ไม่รู้ทำไมฝรั่งเค้าไม่เห็นค่อยใช้หนังยางกันเลย เวลาปิดถุงเขามักจะใช้วัสดุที่ทำมาจากพลาสติกหรือไม่ก็จากโลหะ แต่ผมว่าหนังยางที่แหละที่สะดวกที่สุดแล้ว จะมัดถุงกับข้าวก็ง่ายและรวดเร็ว จะมัดหนังสือพิมพ์ส่งตามบ้านก็ได้ แถมตอนเด็กๆ เรายังเอามาร้อยไว้โดดเล่นหรือเอามาเหนี่ยวยิงใส่เพื่อนก็ได้ (ผมลองเปิดประวัติ rubber band ดูถึงรู้ว่าอังกฤษคิดค้น แต่กลับไม่รู้สึกว่าเค้าใช้กันแพร่หลายเหมือนบ้านเรา)

2. เชือกฟาง – เชือกที่ฝรั่งมีไม่ว่าจะเป็นเส้นเล็กหรือเส้นใหญ่มักจะเป็นเชือกจริงจังที่มันสากๆ แต่ผมว่าเชือกฟางนี่ทั้งถูก ทั้งเบา แข็งแรง แต่ก็ตัดง่าย ยิ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเก็บหนังสือเพื่อเตรียมย้ายบ้าน ก็ยิ่งเห็นคุณค่าของเชือกฟางเพราะเอาไว้มัดหนังสือเป็นแพ็คๆ ขนาดเหมาะมือได้ชิลล์ๆ

3. สายฉีดก้น – ฝรั่งใช้แต่กระดาษเช็ดก้นกัน (ซึ่งถ้าเช็ดหลายๆ ทีก็อาจเป็นแผลได้) ผมเคยถามครูฝรั่งชาวอังกฤษที่มาอยู่เมืองไทย เค้ายังยอมรับเลยว่าสายฉีดก้นทำความสะอาดได้ดีกว่ากระดาษทิชชู่เยอะเลย แถมยังพูดถึงคนในประเทศเขาเองด้วยว่า “We are very unclean”

4. ห้างร้านที่เปิดถึงสามทุ่ม 7 วันต่อสัปดาห์ – ที่ยุโรปหลายประเทศวันเสาร์ร้านจะเปิดถึงแค่ทุ่มเดียวหรือเร็วกว่านั้น ส่วนวันอาทิตย์นี่แทบจะหาร้านที่เปิดทำการไม่ได้เลย เพื่อนชาวสวิสผมบอกว่าเพราะวันอาทิตย์ผู้คนถือว่าเป็นวันพักผ่อน (พระเจ้าสร้างโลกหกวันแล้วพักวันอาทิตย์) ดังนั้นก็เลยพักผ่อนกันหมดทั้งลูกค้าทั้งเจ้าของร้าน ซึ่งบางทีมันก็ทำให้เราเดือดร้อนเพราะวันอาทิตย์เราก็ต้องกินต้องใช้เหมือนกัน ขณะที่เมืองไทยเราจะไม่มีวันเจอห้างที่ปิดวันอาทิตย์แน่ๆ

5. เซเว่นอีเลฟเว่น – ร้านสะดวกซื้อของฝรั่งส่วนใหญ่เปิดไม่ดึก อย่างมากก็แค่สามทุ่ม ตอนที่ผมไปเที่ยวปารีส สังเกตเห็นว่าร้านที่จะเปิดดึกกว่าสามทุ่มมักจะเป็นร้านมินิมาร์ทเล็กๆ ที่มีเจ้าของเป็นคนเอเชียซะมากกว่า แต่สำหรับเมืองไทย ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหน ก็ไม่มีทางอดตายเพราะออกไปเซเว่นเมื่อไหร่ก็จะมีขนมจีบซาละเปาให้กินแน่นอน

6. วินมอเตอร์ไซค์ – กรุงเทพรถติดก็จริง แต่ผมว่าบ้านเราเป็นเมืองที่การจราจรครอบคลุมที่สุดเมืองหนึ่งของโลกเลยนะ ตอนผมไปเที่ยวแมนเชสเตอร์ต้องทนหนาวยืนรอรถเมล์เป็นสิบนาที แต่ถ้าอยู่กรุงเทพ แค่เดินไปนิดหน่อยก็จะเจอยานพาหนะที่จะพาเราไปถึงไหนต่อไหนอย่างง่ายดาย

7. ซาเล้ง – เวลาฝรั่งเขามีของเก่า ถ้าไม่ขนไปทิ้งหรือบริจาค ก็ต้องเปิด Garage Sale* ให้คนแถวนั้นผ่านมาซื้อ แต่ที่บ้านเรามีบริการมาซื้อของเก่าถึงบ้าน ไม่ต้องเสียแรง เสียเวลา เปลืองน้ำมันขับรถออกจากบ้านให้เมื่อยตุ้ม

8. พนักงานที่หยิบของใส่ถุงให้เราเวลาซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ต – คำอธิบายยาวเชียว แต่รู้หรือไม่ว่าเวลาเราไปซื้อของตามซูเปอร์มาร์เก็ตที่เมืองนอก พนักงานคิดเงินเขาไม่ได้หยิบของใส่ถุงให้เรานะครับ เขาก็แค่สแกนบาร์โค้ดแล้วก็ผลักสินค้าไปตรงท้ายเคาท์เตอร์ เราจ่ายเงินเสร็จแล้วต้องเอาของใส่ถุงเอง บางทีต้องจ่ายเงินซื้อถุงเพิ่มด้วยเพราะนโยบายรักษ์โลกของซูเปอร์มาร์เก็ตเขา

9. หาหมอที่โรงพยาบาล – อันนี้เป็นความรู้ใหม่จากหัวหน้าซึ่งเป็นชาวอังกฤษอีกเช่นกัน เขาบอกว่าคนประเทศเขาเวลาป่วยจะไปหาหมอที่คลีนิค ไม่ใช่ที่โรงพยาบาล คุณจะเข้าโรงพยาบาลได้ก็ต่อเมื่ออาการคุณหนักหนาสาหัสจริงๆ เท่านั้น ในขณะที่เมืองไทย แค่เป็นหวัดเราก็ไปโรงพยาบาลกันแล้ว (โดยเฉพาะถ้าบริษัทสวัสดิการดี!) ที่สำคัญถ้าคุณเป็นหวัดแล้วจะไปหาหมอคุณต้องโทร.นัดล่วงหน้าหลายวันด้วย!

10. ปากซอย – ฝรั่งไม่น่าจะมีสิ่งที่เรียกว่า “ปากซอย” เพราะผังเมืองเค้าออกแบบมาเป็นบล็อกๆ ไม่ได้เป็นตรอกซอกซอยเหมือนบ้านเรา แต่ผมว่า “ปากซอย” เรานี่แหละคือทีเด็ด เพราะสิ่งละอันพันละน้อยจะอยู่ที่ปากซอยกันเกือบหมด ไม่ว่าจะเป็นวินมอเตอร์ไซค์ปากซอย เซเว่นปากซอย รถเข็นหมูปิ้งปากซอย ป้ายรถเมล์ปากซอย ร้านตัดผมปากซอย ฯลฯ จะบอกว่าปากซอยเป็นแหล่งรวบรวมอารยธรรมและความเจริญก็คงไม่ผิดนัก เพราะ แค่เดินไปปากซอยเราก็มีครบเกือบทุกอย่างแล้ว ขณะที่ฝรั่งต้องขับรถเข้าเมืองถึงจะได้รับบริการเหล่านี้

ผมเชื่อว่ามันยังมีอะไรอีกเยอะแน่ๆ ที่ช่วยให้เมืองไทยสะดวกกว่าเมืองนอก ใครคิดออก รบกวนมาบอกกันผ่านหน้า Anontawong’s Musings Facebook Page นะครับ

—–

* EDIT 9:40pm 7 ส.ค. 2558: ตอนแรกผมเข้าใจผิดว่า Garage Sale คือการขนของไปขายที่ตลาดนัด แต่ได้รับการท้วงติงมา (ดูคอมเม้นท์ด้านล่าง) จึงขอแก้ไขให้ถูกต้องครับ

ภาพจากกล้องผู้เขียน ถ่ายที่เมืองไทยเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2558

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ขอบคุณปันปั่น

20150708_PunPun

เกือบทุกเช้าผมจะขับรถไปส่งแฟนที่ตึกเอ็มไพร์ แยกนราธิวาส-สาทร จอดรถที่ตึกนี้ แล้วจึงค่อยปั่นจักรยานของปันปั่นกลับมาที่ออฟฟิศที่พระราม 4

จักรยานปันปั่นคืออะไร?

มันคือโครงการของกทม.ที่ได้ติดตั้ง “สถานีจักรยาน” เอาไว้หลายจุดด้วยกัน โดยเฉพาะเส้นสาทร วิทยุ สีลม พญาไท และสุขุมวิท โดยหลังจากเราสมัครสมาชิกแล้ว เราสามารถยืมจักรยานจากสถานีหนึ่ง แล้วไปคืนที่สถานีหนึ่งได้เลย ถ้าขี่นานไม่เกิน 15 นาทีก็ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ แต่ถ้านานกว่านั้นก็คิดชั่วโมงละ 10 บาท โดยเราสามารถเติมเงินลงบัตรได้ที่ทุกสถานี

ก่อนจะมีจักรยานปันปั่น ผมต้องเดินจากตึกเอ็มไพร์ไปตึกอื้อจื่อเหลียง ใช้เวลาร่วมครึ่งชั่วโมง หรือถ้านั่งมอเตอร์ไซค์ก็เสียตังค์ 40 บาท หากสัปดาห์หนึ่งใช้มอเตอร์ไซค์ซัก 3 ครั้ง ปีหนึ่งก็ใช้เงินร่วมหกพันแล้ว

พอมีปันปั่น ชีวิตก็ดีขึ้น ใช้เวลาแค่ 15 นาทีก็ถึงออฟฟิศ แถมยังไม่ต้องเสียเงินเลยซักบาท

ผมคิดจะเขียนบทความนี้ เนื่องจากสะกิดใจบล็อกตัวเองเมื่อวันก่อนเรื่อง 9 สาเหตุที่ลูกน้องเบื่อเจ้านาย 

โดยสาเหตุที่ทำให้ลูกน้องไม่พอใจเจ้านายบ่อยที่สุด ก็คือการไม่เห็นคุณค่าในงานที่ลูกน้องทำออกมา (Not recognizing employee achievements)

ผมว่าเราๆ ท่านๆ ก็เห็นคุณค่าของ “งานสาธารณะ” ที่คนอื่นทำให้เราน้อยไปหน่อยเหมือนกัน

ไม่ว่าจะเป็นคนเก็บขยะที่แวะเวียนมาบ้านเราสัปดาห์ละสามหน

หรือพนักงานการไฟฟ้าที่ต้อง “ลงสนาม” เพราะหม้อแปลงระเบิดและไฟดับไปทั่วหมู่บ้าน (ผมไม่แน่ใจว่างานเค้าเสี่ยงชีวิตแค่ไหนเหมือนกัน เพราะบางทีฝนยังตกหนักอยู่แต่ไฟก็กลับมาแล้ว)

หรือพนักงานการรถไฟที่ต้องคอยกั้นรถยนต์เวลารถไฟมา

ลองคิดภาพว่าถ้าไม่มีคนเหล่านี้ หรือมีแต่พวกเขาบกพร่องต่อหน้าที่ ชีวิตของเราจะเดือดร้อนแค่ไหน

แต่เรากลับไม่เคยพูดขอบคุณคนเหล่านี้เลย แม้กระทั่งในใจ

อาจจะเพราะว่าเราไม่เห็นเขา หรืออาจจะเพราะว่าเราคิดว่ามันเป็นหน้าที่ที่เขาก็ต้องทำอยู่แล้ว

แต่เวลาเราทำงานของเรา แล้วหัวหน้าหรือใครก็แล้วแต่มาชมเรา เราก็ชื่นใจไม่ใช่เหรอ?

ผมว่าคนที่ทำงานสาธารณะก็ควรมีโอกาสได้ชื่นใจด้วยเหมือนกัน

กลับมาที่เรื่องปันปั่นต่อ

ผมอยากจะเขียนว่าแนะนำโครงการนี้สำหรับคนที่ยังไม่เคยลอง เผื่อใครจะอยากคิดใช้งานดูบ้างครับ

  1. เข้าไปดูก่อนว่ามีสถานีปันปั่นอยู่ที่ไหนบ้าง จะได้รู้ว่าเราจะมีโอกาสได้ใช้รึเปล่า
  2. สมัครสมาชิกโดยดูขั้นตอนได้ที่นี่ 
  3. เมื่อได้บัตรมาแล้วก็ไปใช้ได้เลย!

นี่คือหน้าตาของสถานี

????

มีแผนที่ให้เราดูว่าสถานีมีที่ไหนบ้าง

????

เครื่องยืมจักรยานและเติมเงิน

????

เมื่อกดเลือกแล้ว ให้เอาบัตรแตะตรงพื้นที่สีขาวใต้จอ

ใส่รหัสประจำตัวสี่หลัก (คล้ายๆ PIN ของบัตร ATM)

????

เลือกจักรยาน

????

เอาบัตรแตะไปที่ช่องสีแดงเพื่อให้แท่นปลดล็อคจักรยาน

????

อย่าลืมเช็คเบรค กริ่ง และอานจักรยานให้เรียบร้อย

????

พอปั่นถึงที่หมายแล้ว ก็แค่เสียบจักรยานเข้าแท่นได้เลย แต่ว่าต้องออกแรงนิดนึง เพื่อให้จักรยานเข้าไปจนสุดจนแท่นมันล็อคหัวจักรยานครับ เสียบเข้าไปแล้วลองดึงจักรยานดูก็ได้ว่ามันล็อกเรียบร้อยรึยัง จากนั้นก็เดินจากมาได้เลย

ผมใช้จักรยานปันปั่นมาร่วมปี จึงขอสรุปสิ่งที่ประทับใจและข้อปรับปรุงไว้ตรงนี้ด้วยแล้วกันนะครับ

สิ่งที่ประทับใจ

  • ใช้งานง่าย
  • มีสถานีค่อนข้างถี่ ทำให้ถ้าจักรยานหมดก็สามารถเดินไปเอาอีกสถานีนึงได้
  • ฟรี! (ถ้าขี่ไม่เกิน 15 นาที)
  • Call Center: 087 029 8888 บริการดีมาก โทร.ไปไม่เกินห้าตู๊ดก็รับสาย เจ้าหน้าที่พูดจาสุภาพ และขอบคุณเราทุกครั้งที่โทร.ไปแจ้งปัญหา
  • แอดมินเพจ PUN PUN  ก็ช่วยเหลือดีมากเช่นกัน

สิ่งที่ปรับปรุงได้

  • อยากให้หมั่นตรวจเช็คเบรค เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่ ตอนนี้ที่เจอคือใช้ได้แต่เบรคหน้า ส่วนเบรคหลังสึกหมดแล้ว
  • บางคันเบรคอาจยังดีอยู่ แต่ยังมีปัญหาเบรคแล้วเสียงจี๊ดแสบหู จนเราไม่กล้าใช้เบรค
  • ระบบยังล่มประมาณเดือนละสองสามครั้ง ถ้าเสถียรกว่านี้ได้จะแจ่มมาก
  • แท่นจักรยานบางแท่น มีจักรยานจอดอยู่ แต่มันไม่ขึ้นโชว์ให้เราเลือก
  • แท่นจักรยานบางแท่น มีจักรยานจอดอยู่ แต่ดึงจักรยานออกไม่ได้ เหมือนแท่นมันล็อคค้างไว้
  • หน้า Login ของสมาชิก ควรจะมีปุ่ม “Forgot password?” เพื่อให้เราสามารถรีเซ็ตพาสเวิร์ดได้
  • ควรจะมี feature ให้เราเปลี่ยนพาสเวิร์ดเองได้ด้วยครับ (ตอนนี้ต้องติดต่อไปที่ทางเพจ PUN PUN อย่างเดียวเลย)

ผมบอกเรื่องที่จะปรับปรุงมาเยอะกว่าข้อดี แต่จริงๆ แล้วผมพอใจกับจักรยานปันปั่นมากนะครับ ให้คะแนน 8 เต็ม 10 เลย

สุดท้ายนี้ ผมต้องขอขอบคุณกทม. และทีมงานจักรยานปันปั่นทุกๆ คน ที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตของผมรวมถึงอีกหลายร้อยคนในกรุงเทพดีขึ้นครับ

– จากใจแฟนคลับปันปั่นคนหนึ่ง

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

โฆษณาไหมขัดฟัน

20150625_Floss

วันนี้วันศุกร์ มาดูอะไรเบาๆ กันครับ

เป็นโฆษณาไหมขัดฟันของคอลเกตที่มีแต่คนชื่นชมว่าเจ๋งมากๆ

Fstoppers-Colgate-2

Fstoppers-Colgate-1

Fstoppers-Colgate-3

ดูรูปเสร็จแล้ว ถ้าคุณเป็นเหมือนผม (และใครอีกหลายๆ คน) ก็คงคิดเหมือนกันว่า “มันเจ๋งตรงไหนวะ?”

ให้โอกาสเลื่อนกลับขึ้นไปดูรูปอีกครั้งนึงครับ

ถ้ายังไม่รู้สึกอะไรอีก ผมใบ้ให้ก็ได้ว่า ในแต่ละรูปมีสิ่งผิดปกติอยู่

แต่เรามองไม่เห็นสิ่งผิดปกติเหล่านั้น เพราะว่าความสนใจของเราทั้งหมดพุ่งไปที่ฟันที่มีผักติดอยู่

ซึ่งเป็นสิ่งที่คอลเกตพยายามจะบอกนั่นเองว่า การมีอะไรติดอยู่ที่ฟันนี่มันเด่นชัดซะยิ่งกว่าความผิดปกติอื่นๆ ในร่างกายคุณซะอีก

ดังนั้นจงซื้อไหมขัดฟันซะนะ!

—–

ป.ล. ถ้าใครยังไม่รู้อยู่ดีว่าแต่ละภาพมีอะไรผิดปกติ ผมมีคำใบ้สุดท้ายให้นะครับ : นิ้ว-มือ-หู

ป.ล.2 พอกูเกิ้ล “colgate genius advert” จึงรู้ว่าบริษัทที่ทำโฆษณานี้คือขึ้นมาคือ Y&R Brazil ครับ

7 วิธีคลายความหงุดหงิดบนท้องถนน

20150625_Traffic

ผมเคยเป็นคนที่เกลียดรถติดมากชนิดเข้ากระดูก

ช่วงที่เริ่มทำงานใหม่ๆ ยังไม่มีรถใต้ดิน ผมจะออกจากบ้านตั้งแต่หกโมงสิบห้าเพื่อมาถึงที่ทำงานตอนเจ็ดโมงเช้า ส่วนตอนเย็นก็ตีปิงปองถึงสองทุ่มถึงจะกลับบ้าน เพื่อเป็นการหนีรถติด

พอรถใต้ดินเปิดให้บริการในปี 2005 ผมก็เปลี่ยนเป็นนั่งรถไฟฉึกฉักจากสถานีหัวหมากมาลงที่ที่หยุดรถมักกะสัน แล้วเดินมาขึ้นรถไฟใต้ดินสถานีเพชรบุรีตัดใหม่ ข้อดีอย่างยิ่งของการเดินทางด้วยวิธีนี้คือผมได้อ่านหนังสือเยอะมาก โดยเฉพาะเวลารอรถไฟ เพราะรถไฟไทยมาสายประจำ

แต่หลังจากแต่งงาน ก็ต้องเปลี่ยนการเดินทางมาเป็นขับรถแทนเพราะออฟฟิศเราสองคนอยู่ไม่ห่างกัน การขับรถมาทำงานดูจะตอบโจทย์มากที่สุด

ในบางครั้งจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญสภาวะรถติดบนท้องถนน จนผมต้องค่อยๆ เรียนรู้ที่จะอยู่กับรถติดโดยไม่ทุกข์ใจเกินไปนัก

1. ฟัง Audiobook / Podcast
การฟัง Audiobook ก็เหมือนเป็นการอ่านหนังสืออีกทางหนึ่ง พอดีที่บริษัท พนักงรานทุกคนจะได้เป็นสมาชิกของ books24x7.com ซึ่งเราสามารถดาวน์โหลดหนังสือเสียงมาได้ไม่จำกัด ผมได้ฟังหนังสืออย่าง Start with Why ของ Simon Sinek และ Purple Cow ของ Seth Godin

ลองถามที่บริษัทของคุณดูนะครับว่ามีแหล่ง Audiobooks ให้โหลดมาฟังรึเปล่า ถ้าไม่มีจริงๆ ก็ยังสามารถไปดาวน์โหลด Podcast ฟรีๆ มาฟังได้ ที่ผมเคยใช้บริการก็ได้แก่ The Tim Feriss Show (คนเขียน 4-hour Work Week), The James Altucher Show, และ Good Life Project 

2. ฟังธรรมะ
รู้เรื่องรอบตัวจาก Audibook มาเยอะแล้ว ก็ต้องหัดมารู้ใจตัวเองบ้าง ในรถผมมีซีดีของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโชอยู่แผ่นนึงที่แถมมากับหนังสือของท่าน (น่าจะเป็นหนังสือที่เป็นภาพวาดการ์ตูนเกี่ยวกับหลักของพระพุทธศาสนา) ฟังมาหลายเดือนแล้วยังไม่จบเลย เพราะมีทั้งหมด 45 ตอน ตอนนึงประมาณหนึ่งชั่วโมง ส่วนใครไม่มีก็สามารถไปดาวน์โหลดได้ฟรีๆ ที่นี่ครับ 

หรือถ้าใครชอบงานของดังตฤณ (ผู้เขียนเสียดายคนตายไม่ได้อ่าน) ก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลด Audiobook ได้ที่นี่เช่นกัน

3. คิดเลขจากทะเบียนรถ
จะเล่นคนเดียวก็ได้ แต่ผมมักเล่นกับแฟนเวลารถติด วิธีเล่นก็แค่เลือกรถมาคันหนึ่ง แล้วก็ดูว่าจะเอาเลขทะเบียนสี่ตัวนั้นมาบวกลบคูณหารให้ได้ค่า 24 ยังไง ที่เลือกใช้เลข 24 เพราะมันเป็นเลขที่มา “ทางไป” ได้เยอะ เช่น 6×4, 8×3, 12×2

4. เล่นเกมต่อคำ
เกมนี้คิดขึ้นมาได้โดยบังเอิญระหว่างคุยเล่นกับแฟน

เลือกคำมาหนึ่งคำที่มีสองพยางค์และใช้เสียงเดียวกันเช่น “ลิงลม”

อีกคนก็ต้องคิดคำที่เป็นเสียงล.ลิงทั้งสองพยางค์เช่น “ลวงหลอก” จากนั้นก็โต้กันไปมา

ละเลย – หละหลวม – ละเล่น – ลำลอง – หลุดลุ่ย – ลวนลาม

อักษรสูงหรืออักษรต่ำอย่าง ข.ไข่ กับ ค.ควาย ให้ถือว่าเป็นเสียงเดียวกัน

ค้าขาย – คำคม – คู่ความ – ขายของ – ข้อความ – คุ้นๆ – ขำๆ

เกมนี้จะช่วยให้เวลาผ่านไปเร็วมาก แนะนำให้เล่นตอนเช้า ถือเป็นการวอร์มอัพสมองก่อนเข้าที่ทำงาน ตอนเย็นอาจจะเล่นลำบากเพราะสมองหมดแรงแล้ว ขับรถตอนกลางคืนต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่าตอนเช้า

5. คุยกับแฟน
ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะคุยเรื่องราวต่างๆ เช่นวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง วันนี้เจออะไรดีๆ บ้าง สุดสัปดาห์นี้จะไปไหนกัน

6. เปิดเพลงแล้วร้องตาม
อันนี้หลายคนคงทำอยู่แล้ว และนี่ถือเป็นกิจกรรมไม่กี่อย่างที่คนเดินทางด้วยวิธีอื่นไม่สามารถทำได้

7. ดูลมหายใจ
จะว่าไปการนั่งในรถยนต์ตอนรถติดๆ ก็ไม่ต่างจากการนั่งในห้องเงียบๆ คนเดียว แทนที่จะหงุดหงิดไฟแดงหรือนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือ การกลับมาสังเกตลมหายใจและความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตัวเองก็ถือว่าเป็นการใช้เวลาอย่างมีประโยชน์ เพราะนอกจากจะช่วยให้หงุดหงิดน้อยลงแล้ว ยังเป็นการดีท็อกซ์จิตใจด้วย

—–

และนี่คือเจ็ดวิธีที่ผมลดความหงุดหงิดเวลารถติดครับ ถ้าใครมีวิธีอื่นๆ ที่ทำแล้วเวิร์คก็มาแชร์กันบ้างนะครับ ผมจะได้เอาไปลองบ้าง