8 ข้อควรรู้สำหรับเด็กที่เกิดยุคโควิด

ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าคงมีพ่อแม่จำนวนไม่น้อยที่คิดหนักเรื่องการมีลูก เพราะกลัวความเสี่ยงจะติดเชื้อ รวมถึงความไม่แน่นอนของอนาคตด้วย

ช่วงนี้เราอาจจะอุ่นใจมากขึ้น เพราะมีวัคซีนที่ป้องกันการป่วยขั้นรุนแรงได้ แต่คำถามสำคัญก็คือการมีลูกในช่วงที่โรคโควิดยังระบาดอยู่นั้นมันมีข้อควรระวังอะไรบ้าง

วันนี้ผมได้อ่านบทความเรื่อง The COVID generation: how is the pandemic affecting kids’ brains ที่เขียนโดย Melinda Wenner Moyer ของ Nature – วารสารทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่มานานกว่า 150 ปี

อ่านแล้วเห็นว่ามีประเด็นน่าสนใจ โดยเฉพาะสำหรับพ่อแม่ที่เพิ่งให้กำเนิดลูกในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้

เลยอยากนำมาสรุปเป็นข้อๆ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

1. คุณแม่ติดโควิด ไม่ได้มีผลเสียร้ายแรง
ก่อนหน้านี้คุณหมอก็เป็นห่วงว่าถ้าเด็กทารกที่ติดโควิด หรือเกิดจากคุณแม่ที่ติดโควิดจะมีผลกระทบร้ายแรงหรือไม่ เพราะโรคติดต่ออย่าง Zika นั้นมีรายงานชัดเจนว่าอาจก่อให้เกิดความผิดปกติแต่กำเนิดได้ (birth defects) แต่ COVID-19 นั้น ดูเหมือนจะไม่ได้ส่งผลต่อความสมบูรณ์ของร่างกายของเด็กทารก

2. พัฒนาการช้ากว่าเด็กรุ่นอื่น
Dani Dumitriu จาก Morgan Stanley Children’s Hospital ที่นิวยอร์ค ได้มีการเก็บข้อมูลการพัฒนาการของเด็กมาตั้งแต่ปลายปี 2017 โดยทีมแพทย์ได้ศึกษาเรื่องการสื่อสารและการเคลื่อนไหวร่างกาย (motor skills) ของเด็กวัยแรกเกิดจนถึงวัย 6 เดือน จึงลองทำการเปรียบเทียบว่าเด็กที่เกิดยุคโควิดกับเด็กที่เกิดก่อนหน้านั้นมีพัฒนาการที่แตกต่างกันอย่างไร

แล้วพวกเขาก็พบว่า เด็กที่เกิดยุคโควิดนั้นมีพัฒนาการช้ากว่าเด็กยุคก่อนหน้านั้นค่อนข้างชัดเจน ซึ่งพัฒนาการที่ล่าช้านั้นไม่ได้เกี่ยวกับว่าพ่อหรือแม่เคยติดโควิดมาก่อนหรือไม่ สิ่งที่ดูน่าจะเป็นปัจจัยหลักคือสภาพแวดล้อมของเด็กหลังจากคลอดออกมา

ในอีกงานวิจัยหนึ่งของ Seon Dioni จาก Brown University ที่เก็บข้อมูลจากเด็ก 600 คน อายุตั้งแต่ 3 เดือนถึง 3 ขวบ ก็พบว่า เด็กที่ถูกวัดผลในช่วงปี 2020 และ 2021 นั้นได้คะแนนความสามารถทางสมอง (อารมณ์คล้ายๆ IQ test) ต่ำกว่าเด็กรุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน โดยปกติคะแนนจะขึ้นลงอยู่ระหว่าง 85-115 แต่ปี 2020 กับ 2021 นั้นมีคะแนนเฉลี่ยเพียง 75-80 เท่านั้น (ดูรูปกราฟประกอบบทความ) ซึ่งทางผู้วิจัยเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า Development Dip

3. ยิ่งจนยิ่งได้รับผลกระทบ
อีกสิ่งหนึ่งที่ทาง Brown University ค้นพบก็คือ สถานะทางเศรษฐกิจก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน จะมี development dip มากที่สุด และเด็กผู้ชายจะได้รับผลกระทบมากกว่าเด็กผู้หญิง โดยมิติที่กระทบหนักที่สุดคือ gross motor skills ที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างการลุกขึ้นนั่ง การคลาน หรือการเดิน

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? นักวิจัยสันนิษฐานว่าในช่วง pandemic นี้ เด็กขาดโอกาสที่จะได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (a lack of human-to-human interactions) โดยทีมงานได้พบว่า จำนวนคำที่พ่อแม่พูดกับเด็กในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในปีอื่นๆ

ทีมงานยังสันนิษฐานอีกว่า การที่เด็กรุ่นนี้ไม่ได้เล่นกับเด็กวัยเดียวกัน ก็อาจส่งผลให้มีพัฒนาการด้าน motor skills ที่ล่าช้าเช่นกัน

4. คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ ให้ระวังเรื่องความเครียด
อีกหนึ่งคำถามที่น่าสนใจก็คือ โควิดสามารถสร้างผลกระทบให้กับเด็กตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ได้หรือไม่

Catherine Lebel จากมหาวิทยาลัย Calgary ในแคนาดาได้ทำการสำรวจคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ถึง 8,000 คนในช่วงสองปีที่ผ่านมา เกือบครึ่งหนึ่งตอบว่ามีอาการวิตกกังวล และหนึ่งในสามมีอาการซึมเศร้า ซึ่งสัดส่วนนี้สูงกว่าตอนที่โควิดจะระบาดอย่างมีนัยสำคัญ

เพื่อจะหาผลกระทบ ทางทีมวิจัยจึงทำ MRI สแกนสมองของเด็ก 75 คนตอนอายุครบ 3 เดือน และพบว่าเด็กที่เกิดจากแม่ที่มีอาการวิตกและซึมเศร้านั้น มีการเชื่อมโยงของสมองส่วนอะมิกดาลากับสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) ต่างไปจากแม่ที่ไม่ค่อยมีอาการเครียด ซึ่งการเชื่อมโยงในรูปแบบนี้มีความสัมพันธ์ (correlation) กับพฤติกรรมที่รุนแรง (agressive behavior) ของเด็กวัยก่อนเข้าเรียน (preschool age)

อ่านมาถึงตรงนี้ พ่อแม่หลายคนอาจจะเริ่มเครียด มาฟังอีกมุมนึงกันบ้างดีกว่า

5. แม้จะใส่หน้ากากคุยกัน เด็กก็ยังเข้าใจเราได้
มีการตั้งสมมติฐานเหมือนกันว่า การที่พ่อแม่หรือพี่เลี้ยงเด็กใส่หน้ากากเวลาอยู่กับลูก จะเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการด้านอารมณ์และด้านภาษาหรือไม่ เพราะเด็กจะเห็นแค่ดวงตาของเรา แต่ไม่เห็นปาก ไม่เห็นสีหน้าที่ชัดเจน

Edward Tronick จาก University of Massachusetts ซึ่งเคยโด่งดังจากการทดลอง ‘Still Face’* ในปี 1975 ได้ทำการทดลองโดยให้พ่อแม่คุยกับลูกวัยแบเบาะแบบไม่ใส่หน้ากากก่อน จากนั้นให้พ่อแม่หยิบหน้ากากขึ้นมาใส่และดูว่าเด็กจะมีปฏิกิริยาเช่นไร

Tronick พบว่า เด็กจะสังเกตเห็นว่าพ่อแม่หน้าตาไม่เหมือนเดิม โดยเด็กจะชี้ไปที่หน้ากาก แล้วก็พยายามสื่อสารกับพ่อแม่ต่อเหมือนเป็นปกติ เขาจึงได้ข้อสรุปว่าการใส่หน้ากากอาจจะปิดกั้นช่องทางการสื่อสารบ้างก็จริง แต่พ่อแม่ก็ยังสามารถแสดงออกได้ว่ายังคุยกับเด็กและยังเชื่อมโยงกับเขาได้อยู่

6. เดี๋ยวมันจะดีขึ้น
Marion van Den Heuvel นักวิจัยจาก Tilburg University บอกว่า “การวัด IQ ในเด็กแรกเกิดนั้นบอกอะไรเกี่ยวกับอนาคตของเด็กไม่ได้มากนักหรอก”

Moriah Thomason จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นจาก New York University ก็ให้ความเห็นว่า แม้ความเครียดของแม่ในช่วงตั้งครรภ์จะมีผลต่อลูก แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะทำให้ลูกต้องลำบากไปตลอดชีวิต “เด็กๆ นั้นยืดหยุ่นและปรับตัวเก่งมาก เราจึงเชื่อว่าพวกเขานั้นเข้มแข็งพอที่จะรับมือเรื่องเหล่านี้ได้”

ในปี 2011 มีน้ำท่วมใหญ่ในรัฐ Queensland ของ Australia และเด็ก 6 เดือนที่เกิดจากแม่ที่มีอาการเครียดจากเหตุการณ์นี้ก็มีทักษะการแก้ปัญหาและการเข้าสังคมที่ต่ำกว่าเกณฑ์ แต่พอเด็กอายุครบ 30 เดือน ข้อด้อยตรงนี้ก็หายไป โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่พ่อและแม่ให้เวลากับลูกอย่างเพียงพอ

7. ฟังหูไว้หู
งานวิจัยหลายชิ้นที่กล่าวถึงในบทความนี้ยังไม่ได้รับการ peer review หรือการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญว่าถูกต้องตามมาตรฐานงานวิจัยหรือไม่ และโดยธรรมชาติของนักวิจัยก็อยากจะมองหาผลกระทบที่เป็นเชิงลบ เพราะมันมีโอกาสจะได้ตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการที่มีชื่อเสียง ไม่ต่างอะไรกับนักข่าวที่ต้องพาดหัวข่าวให้ดูน่าตื่นเต้นเอาไว้ก่อนเพื่อให้คนสนใจอยากอ่าน

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องระวังก็คือกลุ่มตัวอย่างที่เก็บได้ในช่วง 2 ปีมานี้อาจจะมี selection bias นั่นก็คือพ่อแม่ที่ยอมเสี่ยงพาเด็กมาโรงพยาบาลในช่วงนี้อาจจะมีความกังวลเกี่ยวกับพัฒนาการที่ล่าช้าของเด็กเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

8. คุยกับลูกให้มากๆ
Dani Dumitriu นักวิจัยที่ผมกล่าวถึงในข้อที่ 2 ให้ความเห็นว่า “เรายังมีเวลาที่จะทำอะไรก่อนที่เรื่องนี้จะกลายเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข” (public health emergency) “สมองของเด็ก 6 เดือนนั้นยืดหยุ่นมาก ดังนั้นเราจึงสามารถมีส่วนสำคัญในพัฒนาการของเด็กได้”

สิ่งที่พ่อแม่จะช่วยได้คือคุยและเล่นกับลูกเป็นประจำ รวมถึงเปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นกับเด็กคนอื่นในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

นักวิจัยหลายคนเห็นตรงกันว่าสุดท้ายแล้วเด็กส่วนใหญ่จะโอเค โดย Sean Deoni ได้ให้ความเห็นว่า “เด็กๆ นั้นเข้มแข็งและยืดหยุ่น แต่ขณะเดียวกันเราก็รู้ว่า 1,000 วันแรกของวัยเด็กนั้นเป็นพื้นฐานที่สำคัญมาก”

เด็กที่เกิดในช่วงที่โควิดระบาดทั่วโลกใหม่ๆ ตอนเดือนมีนาคม 2020 นั้น บัดนี้ก็อายุเกิน 650 วันแล้ว

Deoni กล่าวปิดท้ายว่า “เด็กคือผลผลิตของสภาพแวดล้อม เราได้เล่นกับเขามากเท่าไหร่ อ่านนิทานให้เขามากเท่าไหร่ รักเขาได้มากเท่าไหร่ ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เขาเติบโตขึ้นมาได้อย่างที่เราวาดหวังไว้”


ขอบคุณข้อมูลจากเว็บ Nature: The COVID generation: how is the pandemic affecting kids’ brains? by Melinda Wenner Moyer

* การทดลอง Still Face ของ Edward Tronick คือการให้พ่อแม่แกล้งทำ “หน้าตาย” เพื่อดูปฏิกิริยาของเด็กแบเบาะว่าจะทำตัวยังไง ลองไปเสิร์ชดูในยูทูบได้นะครับ

พิซซ่าถาดละ 10,000 ล้านบาท

วันที่ 22 พ.ค.ปี 2010 ถือเป็น Bitcoin Pizza Day เพราะเป็นครั้งแรกที่มีการใช้บิตคอยน์ในการซื้อสินค้าในโลกแห่งความจริง

โดย Laszlo Hanyecz ซึ่งเป็น software developer ในฟลอริด้า และเคยเป็น contributor ในทีมงานหลักของ Bitcoin มาก่อนได้มาโพสต์ลงในเว็บบอร์ด Bitcointalk Community เพื่อหาคนที่สนใจจะหาพิซซ่าให้เขาในราคา 10,000 BTC


Pizza for bitcoins?

May 18, 2010, 12:35:20 AM
“ผมจะจ่าย 10,000 บิตคอยน์สำหรับพิซซ่าสองถาดใหญ่ จะได้เก็บไว้กินอีกวันนึงได้ด้วย คุณจะทำพิซซ่าแล้วมาส่งที่บ้านผมหรือโทรสั่งตามร้านให้มาส่งที่บ้านผมก็ได้ สิ่งที่ผมอยากจะทำคือหาอาหารมาส่งที่บ้านโดยแลกกับบิตคอยน์โดยที่ผมไม่ต้องโทรสั่งหรือทำพิซซ่าเอง คล้ายๆ กับสั่งอาหารเช้ารูมเซอร์วิสในโรงแรมอะไรประมาณนั้น เขาแค่เอาอาหารมาส่งแล้วคุณก็แฮปปี้

ถ้าคุณสนใจก็รบกวนแจ้งผมมา แล้วเราน่าจะตกลงอะไรกันได้”

ผ่านไปเกือบ 4 วัน Laszlo ก็มาทักอีกครั้งว่าไม่มีใครสนใจรับบิตคอยน์จริงๆ เหรอเนี่ย?

Anderson Dourado’s answer to Can Bitcoin cause regret?

May 21, 2010, 07:06:58 PM

“สรุปไม่มีใครอยากซื้อพิซซ่าให้ผมเหรอ ผมเสนอบิตคอยน์ให้น้อยเกินไปรึเปล่า?”

และอีก 24 ชั่วโมงต่อมา Laszlo ก็มารายงานว่าเค้าทำสำเร็จแล้ว

May 22, 2010, 07:17:26 PM

“ผมแค่อยากจะมารายงานว่าผมซื้อพิซซ่าด้วยเงิน 10,000 บิตคอยน์สำเร็จแล้ว!

ดูรูปได้ที่นี่: http://heliacal.net/~solar/bitcoin/pizza/

ขอบคุณนะ jercos!”


ก็ไม่รู้ว่าคุณ jercos ที่น่าจะเป็น user ในเว็บบอร์ดนี้ได้เอา 10,000 BTC ไปทำอะไรต่อรึเปล่า เพราะ ณ วันนั้นมันมีมูลค่าแค่ $40 เท่านั้น

แต่ถ้าเอา 10,000 BTC มาแปลงเป็นเงินบาทในวันนี้ – 8 พ.ย.2564 เวลา 6:33am – พิซซ่าสองถาดนั้นจะมีมูลค่าประมาณ 21,000 ล้านบาท

หรือตกถาดละ 10,000 ล้านบาทนั่นเอง

พิซซ่าที่ต่อมาจะกลายเป็นพิซซ่าที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์นี้คือพิซซ่ายี่ห้อ Papa John’s ครับ

บทความนี้ไม่ได้จะชี้ชวนให้ลงทุนในคริปโตแต่อย่างใด เพราะผมเองก็ไม่เคยซื้อ แต่เผอิญไปอ่านเจอกระทู้ใน Quora ที่ถามว่า “Can Bitcoin cause regret?” – บิตคอยน์ทำให้ชีช้ำได้รึเปล่า เลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก

Quora: Anderson Dourado’s answer to Can Bitcoin cause regret?

Yahoo Finance: Crypto Industry Celebrates 11th Anniversary of First Official BTC Transaction, Bitcoin Pizza Day

Bitcoin Forum: Pizza for bitcoins?

ในวันที่เราบ่นเรื่องลูกเรียนออนไลน์

สำหรับคนเป็นพ่อแม่ หนึ่งในปัญหาหนักอกในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา คือการที่ลูกต้องเรียนออนไลน์

งานก็ต้องทำ ลูกก็ต้องดู เรียนก็ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวเท่าไหร่ แถมค่าเทอมยังแทบไม่ลดอีกต่างหาก

ผมกับพ่ออยู่บ้านคนละหลัง แต่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน เมื่อวันก่อนผมวิ่งรอบหมู่บ้านเสร็จก็เจอพ่อกำลังเดินออกกำลังกายอยู่พอดี พ่อเลยชวนเดินไปคุยไป

พ่อเล่าให้ฟังว่าเพิ่งได้มีโอกาสพูดคุยกับข้าราชการท่านหนึ่งในกระทรวงมหาดไทย เขาเล่าให้ฟังว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองท่านหนึ่งได้ปรารภไว้ว่าเป็นห่วงเกี่ยวเด็กในต่างจังหวัดอยู่สองเรื่องและฝากฝังให้เขาช่วยคิดแก้ไข

หนึ่งคือการฉีดวัคซีนยังไปไม่ทั่วถึง หลายครอบครัวยังไม่ได้ฉีดแม้แต่เข็มแรกด้วยซ้ำ

สองคือเด็กเหล่านี้ไม่มีโอกาสเรียนออนไลน์เลย พ่อแม่ต้องออกไปทำมาหากิน แถมที่บ้านก็ไม่มีคอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ต ถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เด็กกลุ่มนี้จะเสียเปรียบมาก

ผมฟังไปก็สะท้อนใจว่าปัญหาลูกเรียนออนไลน์ของเรานี่มันจิ๊บจ๊อยเหมือนกัน เป็นปัญหาที่เกิดจากการที่เรามีโอกาสดีกว่าคนอื่นตั้งมากมาย

ด้วยหน้าที่ในงาน ทำให้ผมติดตามสถานการณ์เรื่องโควิดค่อนข้างใกล้ชิด นับตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนจนถึงบัดนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อโควิดในกรุงเทพลดลง 3 เท่าจากวันละ 3700 คนเหลือประมาณ 1200 คน และผู้เสียชีวิตลดลง 6 เท่าจาก 120 เหลือ 20 คน

ถ้าไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์ เดือนพฤศจิกายนสถานการณ์ในกรุงเทพน่าจะดีขึ้นพอที่จะทำให้พ่อแม่ชาวกรุงส่วนหนึ่งกล้าส่งลูกกลับไปเรียนที่โรงเรียน

แต่ประเทศไทยไม่ใช่กรุงเทพ ยังมีอีกหลายจังหวัดที่ไม่อาจเข้าถึงทรัพยากรได้เท่าเรา

เมื่อเราตระหนักว่าเรายังโชคดีกว่าผู้คนอีกมาก เราก็จะมีกำลังใจที่จะรับมือกับปัญหาที่เราเผชิญอยู่ครับ

อย่าให้กรุงเทพน่าอยู่แค่ช่วงสงกรานต์กับปีใหม่

ช่วงหยุดยาว เวลาขับรถในกรุงเทพ เรามักจะหันไปพูดกับคนใกล้ตัวว่า “ถ้ากรุงเทพถนนโล่งอย่างนี้ทุกวันจะน่าอยู่มากเลยนะ”

แม้จะไม่เพอร์เฟ็กต์ แต่กรุงเทพก็เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ อาหารการกินเพียบพร้อม ห้างน่าเดิน ทุกอย่างอยู่ใกล้กัน ถ้ารถไม่ติดจะเดินทางไปไหนก็ใช้เวลาเพียงนิดเดียว

สองปีที่ผ่านมาเราอาจจะไม่ค่อยได้เห็นคุณค่าของวันหยุดยาวมากนัก เพราะโควิดและล็อคดาวน์ทำให้เราคุ้นชินกับกรุงเทพที่รถไม่ค่อยติดเสียแล้ว

ตอนนี้รัฐบาลเริ่มคลายล็อคดาวน์ รถบนท้องถนนเริ่มมีมากขึ้น ผมเลยอยากเขียนบทความนี้ถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

ว่านโยบาย work from home ควรจะมีอยู่ต่อไป

จริงๆ ผมสนับสนุนให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศนะครับ เพราะทำงานที่บ้านทุกวันนั้นทำให้เหี่ยวเฉาและเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคซึมเศร้า

มนุษย์เป็นสัตว์สังคมและอยู่ร่วมกับมนุษย์ผู้อื่นมาเป็นแสนเป็นล้านปี การต้องมานั่งทำงาน 10 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์อยู่หน้าจอคอมในห้องตัวคนเดียวไม่น่าจะเป็นผลดีต่อร่างกายและจิตใจได้

ผมได้แต่หวังว่าเมื่อโควิดเริ่มซา ผู้บริหารส่วนใหญ่จะมีความกล้าพอที่จะไม่กลับไปยึดมั่นถือมั่นนโยบายเดิมๆ เพราะเราได้พิสูจน์แล้วว่าการทำงานแบบ work from home นั้นไม่ได้ทำให้คนอู้งาน จริงๆ แล้วในหลายบริษัทมันทำให้คนทำงานหนักเกินไปด้วยซ้ำ

หากทั้งหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และบริษัทเอกชน ร่วมแรงร่วมใจออกนโยบายให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ 2-3 วันต่อสัปดาห์ มันน่าจะเป็น sweet spot ที่เป็นผลดีต่อทุกคน พนักงานยังได้เจอเพื่อนฝูงแต่ก็ยังมีความยืดหยุ่นที่ไม่ต้องเดินทางเข้าเมืองทุกวัน นายจ้างก็ยังได้การทำงานที่ประสิทธิภาพโดยไม่เบียดเบียนสุขภาพพนักงานมากจนเกินไป

ที่สำคัญ เมื่อรถบนท้องถนนหายไป 40% กรุงเทพจะเป็นเมืองที่น่าอยู่ขึ้นอย่างมาก ไม่ต้องตะเกียกตะกายตื่นแต่เช้าเพื่อหลีกเลี่ยงรถติดอีกต่อไป

แน่นอนว่านโยบาย WFH คงไม่ได้เป็นผลดีต่อทุกคน ราคาหุ้นทางด่วนอาจจะไม่โต คอนโดอาจต้องจัดโปรโมชั่น พนักงานบริษัทรถยนต์อาจไม่ได้โบนัส 6 เดือน ส่วนสถาบันการศึกษาก็ต้องขบคิดว่าจะสอนแบบ hybrid ทั้งออนไลน์และเจอหน้าได้อย่างไร

แต่มนุษย์นั้นปรับตัวเก่งอยู่แล้ว อย่างไรเสียก็น่าจะหาทางออกกันได้

อีกสามเดือนต่อจากนี้ เมื่อประชาชนกรุงเทพได้รับการฉีดวัคซีนอย่างเพียงพอจนเกิด herd immunity การตัดสินใจของพวกเราเกี่ยวกับนโยบาย work from home จะเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญว่าคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพจากนี้ไปจะเป็นอย่างไรครับ

ความสม่ำเสมอของเรื่องร้ายๆ

“ความเลวร้ายหรือ ข้าเห็นมานักต่อนักแล้ว แต่ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น จงระลึกไว้ว่า มันเกิดแล้วเกิดเล่าเสมอมา ทุกแห่งหนตำบล คลาคล่ำทั่วบันทึกประวัติศาสตร์ แต่บุราณจนสมัยนี้ เกลื่อนไปทั่วบ้านทั่วเมือง มิใช่เรื่องใหม่เลย ซ้ำซาก ไม่จีรัง”

นี่คือคำพูดที่ชายคนหนึ่งเขียนเตือนตัวเองไว้ในไดอารี่เมื่อเกือบ 2 พันปีที่แล้ว

ไม่ว่าโลกจะหมุนเวียนเปลี่ยนผันไปแค่ไหน แต่ปัญหาของเราก็ยังคงเป็นเรื่องเดิมๆ

ยังดีที่เราอยู่ในยุคที่ความรู้ทางการแพทย์รุดหน้า เราจึงมีวัคซีนและยาเป็นสรณะมากกว่าหมอผี

เราอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีเปิดทางให้เราสามารถได้รับข่าวสารจากทั่วโลกและติดต่อหาใครก็ได้ในชั่วพริบตา

แม้ว่าวิกฤติครั้งนี้จะหนักหน่วง แต่โลกก็มีวิกฤติในแบบของมันมาแต่ไหนแต่ไร

ปัญหามีก็แก้กันไปตามกำลังความสามารถ แน่นอนว่ามันทรมานและไม่ทันใจ

แต่หากเรามองโลกอย่างมีความหวังเข้าไว้ วิกฤตินี้ก็จะผ่านไปเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาครับ


ขอบคุณ quote จากหนังสือ Meditations เมื่อจักรพรรดิพินิจชีวิต by มาร์คุส ออเรลิอุส