คิดแบบนี้เวลารถติดแล้วอาจหงุดหงิดน้อยลง

รถติดนับเป็นปัญหาคลาสสิคที่รัฐบาลไหนก็ยังไม่เคยแก้ได้ ยิ่งตอนนี้คนกลับมาใช้ชีวิตกันปกติ รถก็กลับมาติดกันเป็นปกติเช่นกัน

ผมเองเป็นคนที่เคยเกลียดรถติดมาก เลี่ยงได้จะเลี่ยงตลอด สมัยทำงานใหม่ๆ ผมจะออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อให้ถึงออฟฟิศก่อนเจ็ดโมง และออกจากออฟฟิศหลังทุ่มนึงเพื่อจะได้ไม่ต้องเจอรถติด

เดี๋ยวนี้ผมไม่กลัวรถติดเท่าแต่ก่อน เพราะหาอะไรฟังเพลินๆ ได้มากกว่าฟังเพลง ถ้าไม่มีนัดอะไรเร่งด่วนก็ถือว่าพอรับได้

แต่บางวันมันก็ติดจนเกินรับได้จริงๆ อาจจะเพราะฝนตก อุบัติเหตุ หรือเหตุอะไรก็ตามแต่

วันหนึ่งผมไปเยี่ยมลูกบ้านเพื่อน ปรากฎว่ารถติดมาก เลยเปลี่ยนแผนไปทางแอร์พอร์ตลิงค์แทน เห็นถนนข้างล่างรถติดกันเป็นเบือ

ปรากฎว่าผมไม่รู้สึกหงุดหงิดกับรถติดเลย

จะว่าไปก็เป็นเรื่องธรรมดาสามัญมากที่ผมจะไม่หงุดหงิด เพราะถ้าเราเอาตัวเองออกจากปัญหา มันก็จะเลิกเป็นปัญหาสำหรับเรา

แล้วผมก็คิดขึ้นได้ว่า เวลาผมขับรถแล้วเจอรถติดจนผมหงุดหงิด ผมไม่เคยมองตัวเองเลยว่าที่จริงแล้วผมก็เป็นหนึ่งในต้นเหตุ

รถติดเพราะรถบนถนนมันเยอะ และผมก็ทำให้มันติดมากขึ้นด้วยการเอารถมาเพิ่มบนถนนอีกหนึ่งคัน การที่ผมต้องเจอรถติดจึงเป็นเรื่องที่ผมควรรับได้ และถ้าผมเลือกเดินทางโดยวิธีอื่นรถติดก็จะไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมอีกต่อไป

แน่นอนว่าใช่ว่าทุกคนจะมีทางเลือกขนาดนั้น ขนส่งสาธารณะอาจยังไม่ตอบโจทย์คนจำนวนมาก และผมไม่ได้จะสื่อว่าการที่รถติดสาหัสเป็นเรื่องที่ถูกต้องและควรปล่อยให้เป็นไปแบบนี้

แค่อยากสะกิดให้ลองมองในมุมที่ว่า ที่เราเจอรถติดเพราะเราขับรถออกมาเอง และเรานี่แหละที่เป็นหนึ่งในรถอีกนับหมื่นนับแสนคันที่ทำให้คนอื่นรถติดไปกับเรา

เวลาต้องรับมือกับปัญหาใดๆ การรู้ตัวว่าเราก็เป็นต้นเหตุของปัญหาน่าจะช่วยให้เราหงุดหงิดน้อยลงครับ

Skin In The Game – คนสร้างสะพานควรใช้ชีวิตอยู่ใต้สะพาน

เมื่อวานนี้เกิดเหตุสะพานข้ามแยกหน้าโลตัสลาดกระบังที่กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง เกิดทรุดตัวและร่วงกระแทกพื้น ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 รายและผู้บาดเจ็บอีกนับสิบราย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ เมื่อสิงหาคมปีที่แล้วสะพานกลับรถตรงถนนพระราม 2 ก็มีการถล่ม เวลาผมขับรถไปหัวหินก็ยังหวาดเสียวทุกครั้ง

ทำให้ผมนึกถึงคอนเซ็ปต์หนึ่งที่คิดว่ามีความสำคัญและเชื่อมโยงกับเหตุการณ์แบบนี้

คอนเซ็ปต์ที่ว่า คือ Skin in the game หรือการมีส่วนได้ส่วนเสียในเกมที่เราลงเล่น

สมัยกรุงโรมเฟื่องฟู เคยมีกฎบังคับให้วิศวกรที่คุมการสร้างสะพานต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้สะพานเป็นระยะเวลาหนึ่ง

และในกาลต่อมา ในประเทศอังกฤษก็มีกฎหมายให้วิศวกรที่สร้างสะพานนั้นต้องพาตัวเองและครอบครัวมาใช้ชีวิตอยู่ใต้สะพานด้วยเช่นกัน

ผมค่อนข้างมั่นใจว่า ถ้าผู้รับเหมาก่อสร้างในเมืองไทยต้องมาอาศัยอยู่ใต้สะพานด้วย โอกาสจะเกิดเหตุการณ์สะพานถล่มแบบที่ลาดกระบังหรือพระราม 2 น่าจะน้อยลงไปเยอะ

แต่แน่นอนว่านี่ไม่ใช่สมัยกรุงโรม เราคงไปบังคับใครให้ทำแบบนั้นไม่ได้ จึงขอพักเรื่องไว้ตรงนี้ก่อน แล้วชวนคุยเรื่อง Skin in the game ต่ออีกสักนิด

Nassim Nicolas Taleb ผู้โด่งดังจากหนังสืออย่าง The Black Swan และ Antifragile เคยเขียนหนังสืออีกเล่มซึ่งอาจดังไม่เท่า แต่ผมก็ชอบมากเช่นกัน

หนังสือเล่มนี้ ชื่อว่า Skin in the Game: The Hidden Asymmetries in Daily Life

Taleb เชื่อว่าหากเราอยากให้สังคมมีความเท่าเทียมและยุติธรรม เราต้องสร้างกลไกให้บุคลคลหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องแบกรับความเสี่ยงจากการกระทำของเขาด้วย

“For social justice, focus on symmetry and risk sharing. You cannot make profits and transfer the risks to others, as bankers and large corporations do. You cannot get rich without owning your own risk and paying for your own losses. Forcing skin in the game corrects this asymmetry better than thousands of laws and regulations.”

ปี 2007/2008 ตอนเกิดเหตุการณ์วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในอเมริกา มีแบงค์มากมายที่เกือบจะล้ม แต่เพราะว่ามัน too big too fail รัฐบาลจึงตัดสินใจเข้าไปอุ้มหรือที่เรียกกันว่าการ bail out ทำให้ธุรกิจยังไปต่อได้ แต่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการ bail out ครั้งนั้น ประชาชนผู้เสียภาษีต้องเป็นคนแบกรับ (เพราะรายได้ของรัฐบาลมาจากภาษีประชาชน) กลายเป็นว่าก่อนเกิดวิกฤติแบงค์รวย แต่พอเกิดวิกฤติ แบงค์ล้มบนฟูก และผู้บริหารของบางธนาคารยังได้โบนัสอีกด้วย

Taleb ยกหลายตัวอย่างของการมี skin in the game

เครื่องบิน – สมมติว่ามีเทคโนโลยีที่เอื้อให้กัปตันสามารถคุมเครื่องบินจากที่อื่นได้ เราจะกล้าขึ้นเครื่องบินที่นักบินไม่ได้ขึ้นเครื่องบินไปกับเรามั้ย? ถ้าเลือกได้ ผมจะเลือกนั่งเครื่องบินที่กัปตันขึ้นเครื่องไปกับเรา เพราะกัปตันคนนี้มี skin in the game มากกว่ากัปตันที่ขับเครื่องบินจากพื้นดิน

คนขับรถแย่ๆ – แต่ละวันมีรถวิ่งอยู่บนถนนหลายหมื่นหลายแสนคัน ระยะทางรวมแล้วเป็นล้านกิโลเมตร แม้จะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น แต่ก็ต้องถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมดที่ขับรถ

คำถามคือเพราะอะไร? คำตอบก็คือคนที่ขับรถแย่มากๆ นั้นย่อมจะเจออุบัติเหตุและเสียชีวิตไปแล้วนั่นเอง เพราะการขับรถคือการมี skin in the game รูปแบบหนึ่ง มันจึงบังคับให้เราต้องขับรถอย่างระมัดระวัง ถ้าไม่ระวังเราเองก็อาจจะไม่ได้ขับอีกต่อไป

สงคราม – สมัยก่อน คนที่ชอบการสู้รบและกระหายสงคราม ไม่ว่าจะเป็นเจงกิสข่าน หรือพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ล้วนแต่เป็นคนนำทัพด้วยตนเอง คนเหล่านี้มี skin in the game ชัดเจน

แต่ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ที่คนกระหายสงคราม (warmonger) ไม่ต้องออกไปร่วมรบ จอร์จ บุชสามารถสั่งอเมริกาบุกอิรักได้โดยที่ตัวเองยังอยู่ในกรุงวอชิงตันโดยไม่มีความเสี่ยงทางกายภาพใดๆ หรืออย่างการที่รัสเซียบุกยูเครน ปูตินเองก็ไม่ได้มี skin in the game เท่ากับ โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ที่ปักหลักร่วมสู้รบกับประชาชน จะว่าไปแล้วเซเลนสกีนี่ถือเป็นตัวอย่างที่หาได้ยากมากๆ ในสมัยนี้


กลับมาที่เรื่องสะพานข้ามแยกถล่ม

เราคงไม่อาจบังคับให้ผู้รับเหมาและครอบครัวมาอยู่ใต้สะพานได้ แต่สังคมควรจะคิดหากลไกที่ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมี skin in the game มากกว่านี้เพื่อจะได้ป้องกันปัญหา (ส่วนในเชิงลงโทษเมื่อปัญหาเกิดแล้วนั้นมีกฎหมายเอาผิดอยู่แล้ว ส่วนจะเอาผิดได้มากน้อยหรือทันใจแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

สมัยก่อนเวลาผมอ่านบทความบนเว็บของ a day ท้ายบทความจะมีลงท้ายว่าบทความนี้เขียนโดยใคร และพิสูจน์อักษรโดยใคร

ผมคิดว่าการระบุชื่อของผู้พิสูจน์อักษรท้ายไว้ตรงท้ายบทความ ทำให้คนที่ทำหน้าที่นี้มี skin in the game ว่าจะต้องตรวจตราบทความอย่างถี่ถ้วนว่าไม่มีการสะกดผิดเลยแม้แต่จุดเดียว ไม่อย่างนั้นเสียเขาจะเสียชื่อ นั่นทำให้บทความของ a day แทบไม่มีจุดผิดเลยในยุคที่ online content เจ้าอื่นๆ เน้นความรวดเร็วจนขาดความระมัดระวัง

ผมเลยคิดว่า หากเราไม่สามารถเอาตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องไปอยู่ใต้สะพานที่กำลังก่อสร้างได้ อย่างน้อยเราเอาชื่อของเขาเหล่านั้น “ไปอยู่ใต้สะพาน” ก่อนได้รึเปล่า

ไม่ว่าจะเป็นชื่อบริษัทผู้รับเหมา ชื่อ-นามสกุลผู้บริหารของบริษัท ชื่อของวิศวกรที่คุมการก่อสร้าง ชื่อเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐที่เซ็นอนุมัติโครงการ ฯลฯ

ไม่ใช่แค่เอาไว้ใต้สะพานอย่างเดียว แต่เอามาแสดงในออนไลน์ด้วย

ผมคิดว่าเรามีเทคโนโลยีและการ crowdsourcing ที่ดีพอที่จะทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้น เอาให้ดูได้เลยว่าตอนนี้มีโครงการก่อสร้างอยู่กี่แห่ง แต่ละแห่งมีรายชื่อผู้รับผิดชอบชัดเจน และยิ่งถ้ามี Facebook page หรือ social account อื่นๆ ของคนเหล่านั้นก็ควรระบุลงไปเพื่อให้มี skin in the game มากขึ้น

ขอจุดประเด็นไว้แต่เพียงเท่านี้ ฝากไปขบคิดและลงมือกันต่อนะครับ

ยุคของการอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้นานพอ

ยุคของการอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้นานพอ

ผมเป็นเด็กที่โตมาในยุคที่แกรมมี่กับอาร์เอสรุ่งเรือง

เราจะรอคอยศิลปินคนโปรดที่จะออกเทปสองปีครั้ง ใครที่ฮอตหน่อยก็อาจจะได้ออกปีละครั้ง ต้องรอดูมิวสิควีดีโอเพลงเปิดอัลบั้มที่มาพร้อมกับรายการเพลงช่วงดึกดื่นหรือช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์

จากนั้นก็ไปตามเชียร์ต่อกันในรายการวิทยุ รอฟังว่าเพลงที่เราชอบนั้นจะฮิตติดชาร์ตรึเปล่า

พอเก็บตังค์ได้ครบก็ไปแผงเทป ซื้อเทปกลับมาบ้าน แกะพลาสติก เปิดกล่อง ใส่เทปเข้าเครื่องเล่น เปิดเนื้อร้อง นอนฟังเพลงหรือร้องตามกันไป เพลงไหนชอบมากๆ ก็กรอฟังซ้ำบ่อยหน่อย จะเดินทางไปไหนก็จะต้องเอาเทปไปฟังในรถหรือพกซาวด์อะเบาท์ติดตัวไปด้วย

และเนื่องจากค่ายเพลงที่เราฟังสมัยนั้นมีแค่สองค่าย แต่ละค่ายจะกะจังหวะเพื่อให้ศิลปินเบอร์ใหญ่แต่ละคนมีช่วงเวลาเก็บเกี่ยว เราจึง “ได้ใช้เวลา” กับพี่เบิร์ด ธงไชยอย่างน้อย 3-4 เดือนก่อนจะได้ฟังอัลบั้มใหม่ของ เจ เจตริน

เมื่อได้ใช้เวลาด้วยกันนานๆ ก็เลยร้องเพลงเขาได้ไปโดยปริยาย ร้องได้แบบไม่ลืม แม้ว่าเวลาจะผ่านมา 30 ปีแล้วก็ตาม

หันกลับมาดูตอนนี้ ที่ตลาดเพลงมีการกระจายอำนาจและเป็นโลกาภิวัฒน์กว่าเดิม ข้อดีคือเราได้ฟังเพลงที่หลากหลาย แต่สิ่งหนึ่งที่อาจหายไปคือเราไม่ได้อยู่กับศิลปินคนหนึ่งได้ยาวนานเท่าเมื่อก่อน

เพลงที่ฮิตสุดขีดในเมืองไทยจะมีช่วงชีวิตที่สั้นลง อาจจะแค่ 2 เดือนหรือไม่กี่สัปดาห์แล้วก็จะหายไปแบบไร้ร่องรอย

เราได้ฟังเพลงใหม่ๆ กันเยอะมาก แต่ผมไม่แน่ใจว่าเด็กสมัยนี้จะมีเพลงที่ “นิยาม” (define) ชีวิตช่วงใดช่วงหนึ่งเหมือนเด็กสมัยก่อนหรือไม่

ไม่ใช่แค่เรื่องเพลง แต่ซีรี่ส์ก็มีช่วงชีวิตที่สั้นลงเช่นกัน เพราะเราไม่ต้องรอดูสัปดาห์ละตอนสองตอน แต่สามารถดูรวดเดียว 12 ตอนจบภายใน 2-3 คืนได้เลย

อารมณ์เหมือนการไปเที่ยวกับทัวร์ที่หวังจะเก็บที่เที่ยวดังๆ ให้ครบ ลงจากรถแล้วรีบถ่ายรูป ก่อนจะต้องขึ้นรถไปที่อื่นต่อ ไม่ได้มีเวลาเพียงพอที่จะซึมซับและเข้าไปรู้จักกับสถานที่นั้นจริงๆ

เมื่อเราเสพสิ่งต่างๆ อย่างรวดเร็ว ก็น่าสนใจว่ามันจะมีผลต่อความทรงจำอย่างไร

อีก 30 ปีเราจะยังร้องเพลง “เฮอร์ไมโอน้อง” หรือ “เลือดกรุ๊ปบี” ได้รึเปล่า หรือเราจะยังหวนระลึกถึงซีรี่ส์ดังๆ ที่เราเคยดูในเน็ตฟลิกซ์ด้วยความคิดถึงหรือไม่

นี่ยังไม่นับเรื่อง Generative AI ที่จะทำให้เกิด content ใหม่ๆ มากขึ้นอีกไม่รู้กี่เท่า

อาจจะใกล้หมดยุคที่เราจะอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้นานพอแล้วก็ได้

ขอให้เราโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ยังมีคนคอยเตือน

สังคมไทยตอนนี้มี “แรงขับเคลื่อน” สองอย่างที่เมื่อรวมกันแล้วน่าสนใจ

แรงขับเคลื่อนที่หนึ่ง ก็คือ social media โดยเฉพาะ Facebook ที่ขยายขอบเขตของ “เพื่อน” ไปครอบคลุมคนที่เรา “รู้จักกันเพียงผิวเผิน” เวลาบางคนมาคอมเมนท์โพสต์ของเรา เราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร รู้จักกันที่ไหน

แรงขับเคลื่อนที่สอง คือคนไทยไม่ชอบการเผชิญหน้า ไม่ชอบทำให้ใครเสียหน้า ยิ่งถ้าเราเป็นผู้น้อย เรายิ่งไม่อยากมีปัญหากับผู้ที่อาวุโสกว่า ไม่ว่าจะทางวัยวุฒิหรือคุณวุฒิ

เมื่อแรงขับเคลื่อนสองอย่างนี้รวมกัน จะส่งผลต่อ “ผู้ใหญ่” เป็นพิเศษ

เมื่อเราอายุมากขึ้น เริ่มมีตำแหน่งหน้าที่ มีฐานะทางสังคมที่สูงขึ้น เราจะยิ่งมีความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราทำมาตลอดนั้นถูกต้อง และเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำต่อไปนั้นเป็นเรื่องถูกต้องด้วยเช่นกัน

จะเป็นอย่างไร หากสิ่งที่เราคิดว่ามันถูก แท้จริงแล้วมีคนไม่เห็นด้วย หรือมองว่ามันหมิ่นเหม่

ด้วยแรงขับเคลื่อนแรกของโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้คนที่รู้จักเราโดยผิวเผินเห็นภาพของเราดีเกินจริง แต่ยังเข้ามาเชียร์และส่งกำลังใจ ว่าสิ่งที่เราทำนั้นดี ถูกต้อง และเหมาะสมแล้ว

และด้วยแรงขับเคลื่อนที่สองของคนไทยที่ไม่ชอบหักหน้ากัน คนที่รู้จักเราจริงๆ ที่เห็นข้อบกพร่องหรือไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเรา ก็มีแนวโน้มที่จะอยู่เฉยๆ ไม่แสดงความเห็นอะไร

เมื่อมีแต่คนเชียร์ และไม่มีคนปราม เราก็ยิ่งมั่นใจ และเดินหน้าต่อโดยไม่ได้คิดพิจารณาให้ดี

คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ย่อมลำบากเป็นอย่างยิ่ง เพราะกว่าจะรู้ตัวว่ามาผิดทาง ก็อาจจะเสียหายไปแล้วไม่น้อย

สังเกตว่าไม่มีใครประสงค์ร้าย คนกระทำก็แค่ทำในสิ่งที่คิดว่ามันดี คนไกลตัวเห็นดีเห็นงามก็เลยช่วยเชียร์ ส่วนคนใกล้ตัวก็ไม่เอ่ยปากเพราะอยากถนอมความสัมพันธ์มากกว่า

การเป็น “ผู้ใหญ่” ในสังคมไทยจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งถ้าเราเป็นคนชอบคิดโปรเจ็คใหม่ๆ โอกาสที่จะเดินเกมผิดย่อมเกิดขึ้นได้ตลอด

สิ่งที่อาจจะพอช่วยได้ คืออย่าไปฟังกองเชียร์ให้มากนัก เพราะเขาไม่ได้รู้จักเราดี และเขาไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเราเท่าไหร่ ยิ่งเชียร์เยอะยิ่งทำให้เราประมาท

อีกสิ่งหนึ่ง คือหมั่นถามความเห็นคนที่เราไว้ใจ ว่ามีอะไรที่เขามองว่าไม่เหมาะสมหรือควรระวังหรือไม่ เพราะถ้าเราไม่เอ่ยปากถาม เขาก็คงเลือกที่จะไม่พูด

และสุดท้าย เราต้องรักษาคนที่กล้าเตือนเรา เพราะกัลยาณมิตรที่กล้าพูดออกมาเวลาเรากำลังไปผิดทางนั้นหาได้ยากเป็นอย่างยิ่ง

ขอให้เราโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ยังมีคนคอยเตือนครับ

เมื่อนักการเมืองร้องเพลงร็อคและแม่บ้านส่องกระจก

เมื่อตอนต้นสัปดาห์ ผมเห็นคลิปไวรัลที่น.ต.ศิธา ทิวารี ขึ้นเวทีร้องเพลงในผับ

แถมเพลงที่ร้องก็คือเพลง “คุกเข่า” ของวง Cocktail ที่แม้จะไม่ได้ใหม่มากนัก แต่ก็เป็นเพลงที่ถือว่ายัง “วัยรุ่น”

ณ วันที่เขียนบทความ คลิปร้องเพลงคุกเข่าถูกแชร์ใน TikTok 10,000 ครั้ง และในเฟซบุ๊คของคุณศิธาอีก 11,000 ครั้ง

ผมเดาว่าที่คลิปนี้เป็นที่ถูกใจเพราะเป็นภาพที่ไม่คุ้นตา ไม่คิดว่านักการเมืองรุ่นใหญ่จะมากินเหล้าร้องเพลงอยู่ในผับเดียวกับ “คนธรรมดา” อย่างพวกเราได้


เมื่อได้ดูคลิปนี้ มันทำให้ผมนึกถึงเรื่องหนึ่งเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ระหว่างที่ผมไปเดินเล่นรอบหมู่บ้านตอนเช้าตรู่

ผมเดินผ่านคลับหน้าเฮาส์ของหมู่บ้าน ที่ข้างในมีสระว่ายน้ำและห้องฟิตเนส

ตรงห้องฟิตเนส จะมีเครื่องเล่นเวท และมีกระจกทรงสูงอันหนึ่งติดอยู่ตรงกำแพงเพื่อให้คนที่มาเล่นเวทได้เห็นตัวเองว่าทำท่าถูกต้อง

จากระยะไกล ผมมองเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่หน้ากระจก

ไม่ใช่คนที่มาออกกำลังกาย แต่เป็นแม่บ้านประจำคลับเฮาส์ อายุประมาณห้าสิบต้นๆ ผิวสีเข้ม ยืนส่องกระจกและหวีผมตัวเองอยู่อย่างพิถีพิถัน

เป็นภาพที่ผมไม่คุ้นตา เพราะทุกครั้งที่ผมเจอพี่แม่บ้านคนนี้ที่คลับเฮาส์ จะเป็นตอนที่เขากำลังถูพื้นอยู่เสมอ

การได้เห็นเขายืนส่องกระจก ทำให้ผมตระหนักได้ว่า ผู้หญิงย่อมรักสวยรักงาม ไม่ว่าเขาจะทำอาชีพอะไรก็ตาม


Wikipedia ได้อธิบายคำว่า “การเหมารวม” ไว้ดังนี้

“การเหมารวม[1] (อังกฤษ: Stereotype) คือ คตินิยมหรือทัศนคติของสังคมทั่วไปที่มีต่อกลุ่มคนอื่น ชาติอื่น หรือลักษณะของบุคคลบางประเภทจนกลายเป็นมาตรฐาน”

กับบางอาชีพ เรามีภาพจำค่อนข้างชัด เมื่อภาพมันชัดและเกิดขึ้นซ้ำๆ จึงเกิดการเหมารวมไปโดยปริยาย

แขกในร้านขึ้นเวทีร้องเพลงในผับเป็นเรื่องธรรมดา แต่เราแปลกใจเพราะเขาเป็นนักการเมือง

ผู้หญิงยืนหวีผมหน้ากระจกเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผมแปลกใจเพราะว่าเขาเป็นแม่บ้าน

เมื่อเราเห็นภาพที่ขัดกับ stereotype จึงเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นในใจ ก่อนจะคิดได้ว่าเขาเองก็เป็นคนธรรมดา

การมองให้เห็นว่าคนอื่นเป็นคนธรรมดานั้นสำคัญมาก

เพราะด้วยกระแสการเมืองที่ร้อนแรง เศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง และ social media ที่คอยขยายเสียงให้กับเรื่องที่เป็นดราม่า เรามีแนวโน้มที่จะมอง “อีกฝ่าย” แบบเหมารวม ว่าเป็นคนใช้ไม่ได้ เป็นคนประสงค์ร้าย เป็นคนไม่ฉลาด

การเหมารวมช่วยให้สมองเราไม่ต้องทำงานหนัก เพราะมันช่วย simplify คนกลุ่มหนึ่งให้อยู่ใน “กล่อง” ที่เรากำหนดเอาไว้อย่างชัดเจน และช่วยให้เรารู้สึกดีกับตัวเองว่าฉลาดกว่าหรือคุณธรรมสูงกว่า

แต่การเหมารวมนั้นมีจุดอ่อนสำคัญ เพราะว่ามันจะทำให้เราหลงลืม “ความเป็นมนุษย์” ของคนคนนั้น

เมื่อเราหลงลืมความเป็นมนุษย์ในตัวคนอื่น เราก็จะหลงลืมความเป็นมนุษย์ในตัวเราเช่นกัน

วิจารณญาณย่อมถดถอย อคติย่อมยึดครอง มองแต่ไม่เห็น ฟังแต่ไม่ได้ยิน

หากเราสามารถมองคนให้เต็มคน เราจะเห็นมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่ต่างจากเรา มนุษย์ที่มีหลายมิติเกินกว่าจะนิยามได้ด้วย “กล่อง” ใดๆ

เมื่อเรามองเห็นคนธรรมดา ภาพต่างๆ เหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่ควรประหลาดใจ

พลเอกไปรับหลานที่โรงเรียนอนุบาล คนเก็บขยะอ่านหนังสือ non-fiction

ดารานั่งจิบชาคุยกันเรื่องศาสนา อดีตศาลฏีกานั่งกินก๋วยเตี๋ยวริมทาง

คุณพ่อเลี้ยงลูกอยู่บ้าน คุณแม่ขึ้นกล่าวปาฐกถางานประชุมที่เมืองนอก

นักการเมืองร้องเพลงร็อค และแม่บ้านส่องกระจกครับ