ห้างสรรพสินค้าไม่มีนาฬิกา

20190824_nowatches

เราจะได้หลงระเริงอยู่ในนั้น

ในอาคารใหญ่ๆ อย่างออฟฟิศ สถานที่ราชการ หรือโรงพยาบาล เรามองเห็นนาฬิกาติดผนังได้โดยง่าย แต่ห้างสรรพสินค้าไม่มีเวลาคอยบอก นอกเสียจากในแผนกขายนาฬิกา

หลายสิ่งหลายอย่าง ถูกออกแบบมาโดยตั้งใจ

ซูเปอร์มาร์เก็ตไม่น้อยวางผลไม้ไว้ตรงทางเข้า ทั้งๆ ที่ในทางปฏิบัติผลไม้ควรจะอยู่ช่วงท้ายๆ ของการเดิน เวลาหยิบใส่รถเข็นจะได้ไม่ต้องห่วงว่าอะไรจะมาทับ

แต่เหตุผลที่เขาวางผลไม้ไว้ตรงทางเข้า ก็เพื่อให้คนรู้สึกดีที่ได้หยิบผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพแล้ว จากนั้นจะซื้อของกินอื่นๆ ที่ไม่ดีต่อสุขภาพบ้างก็ไม่เป็นไร อารมณ์คงเหมือนคนที่ออกกำลังกายมาใหม่ๆ แล้วรู้สึกว่าจะกินอะไรก็ได้นั่นแหละ

หรืออย่างเมนูอาหารในร้านหรู บรรทัดแรกๆ มักจะเป็นเมนูราคาแพง แพงในระดับที่เราไม่กล้าสั่ง พอเจอรายการอื่นๆ จะได้รู้สึกว่าถูกไปโดยปริยาย

ห้างสรรพสินค้าไม่มีนาฬิกา ทางเข้าซูเปอร์ขายผลไม้ เมนูที่แพงจนขายไม่น่ามีใครกล้าสั่ง

หลายสิ่งหลายอย่างที่เราเห็น (หรือไม่เห็น) ถูกใส่มาหรือถูกละไว้โดยตั้งใจ

ขอให้เรามองออกและรู้เท่าทันกันนะครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือดวงตาแห่งชีวิต โดยท่านเขมานันทะ

คนคิดเอาเปรียบเป็นเพียงคนส่วนน้อย

20190731

คนคิดเอาเปรียบเป็นเพียงคนส่วนน้อย

แฟนผนชอบซื้อเสื้อผ้าออนไลน์จาก Pomelo มาก เพราะใช้งานง่าย ใส่ใจรายละเอียด แถมถ้าได้ลองใส่แล้วไม่ชอบยังสามารถส่งคืนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีเวลาส่งคืนถึง 1 ปีเต็ม

หนึ่งในนโยบายที่บริษัท Wongnai มีคือเราไม่จำกัดวันลาหยุดของพนักงาน เล่าให้ใครฟังก็มักจะถามว่ามันจะคุ้มกันเหรอ ไม่กลัวคนลาจนไม่เป็นอันทำงานทำการเหรอ

แล้วผมก็ได้ข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า บางทีเราอาจจะกลัวคนเอาเปรียบมากเกินไป

แน่นอนว่าคนที่เอาแต่ได้นั้นมีอยู่ แต่คนที่รักความเป็นธรรมและมีศักดิ์ศรีนั้นมีมากกว่าไม่รู้กี่เท่า

การที่เราจะทำธุรกิจอะไรก็ตามแต่ เราต้องมองให้ออกว่าเรากำลัง deal กับคนประเภทไหน และส่วนใหญ่เขามีพฤติกรรมแบบไหน เวลาเรารับพนักงาน Wongnai เราจะพยายามคัดคนที่มีพื้นฐานจิตใจดี ขยันและอยากทำงานให้ได้ดี ดังนั้นโอกาสที่เขาจะลางานพร่ำเพรื่อย่อมมีไม่มากนัก

ในขณะเดียวกันก็ต้องมีกลไกบางอย่างที่จะช่วยลดความน่าจะเป็นที่จะโดนเอาเปรียบด้วย อย่าง Pomelo เองก็มีกติกาว่าสินค้าที่จะส่งคืนต้องห้ามตัดป้ายราคาทิ้ง เพื่อกันคนเอาไปใส่ซ้ำๆ แล้วค่อยส่งคืน ส่วนที่ Wongnai เราก็เข้มงวดและเด็ดขาดกับคนที่ทำงานได้ไม่ตามเป้า ดังนั้นคนก็จะไม่ลาบ่อยจนเสียงานเสียการ

ผมจึงคิดว่าเราสามารถเชื่อมั่นในมนุษย์ได้มากกว่านี้โดยไม่จำเป็นต้องโลกสวย แค่ต้องมองให้ออกว่าแท้จริงแล้วโลกเป็นเช่นไร มันน่ากลัวอย่างที่เราคิดจริงรึเปล่า

แค่เรากล้าขึ้นอีกนิด เราจะได้ใจคนขึ้นอีกเยอะ ซึ่งใจที่ว่านี้มันมีคุณค่าและมูลค่าสูงกว่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากคนคิดเอาเปรียบแค่ไม่กี่คนอย่างเทียบกันไม่ได้เลยครับ

ทฤษฎีงูเห่า

20190521_cobra

ผมเพิ่งได้รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า Cobra Effect หรือ ทฤษฎีงูเห่า เห็นว่าน่าสนใจเลยอยากเอามาแชร์ครับ

เรื่องนี้มีที่มาจากเรื่องเล่าในสมัยที่อังกฤษยังปกครองอินเดียอยู่

สมัยนั้น เมืองเดลี (Delhi) มีงูเห่าชุกชุมมาก รัฐบาลจึงตั้ง “ค่าหัว” ให้กับงูเห่า ใครฆ่างูเห่าและนำศพงูเห่ามาให้เจ้าหน้าที่ ก็จะได้รับเงินรางวัลไป

ช่วงแรกทุกอย่างก็ไปได้สวยเพราะงูเห่ามากมายถูกจับตายและส่งตัวให้รัฐบาล

แต่แล้วพวกหัวหมอก็นำงูเห่ามาเพาะเลี้ยงเป็นจำนวนมากเพื่อจะสร้างรายได้ให้ตัวเอง

เมื่อรัฐบาลรู้เข้า จึงยกเลิกค่าหัวงูเห่า

คนที่เลี้ยงงูเห่าจึงปล่อยงูเห่าเข้าป่า เพราะเลี้ยงไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว

สุดท้ายงูเห่าในเดลีจึงชุกชุมยิ่งกว่าเดิม

ในบ้างครั้ง การลงมือแก้ปัญหากลับทำให้ปัญหายิ่งแย่ลง

เรื่องราวงูเห่าในเดลีนี้อาจเป็นเพียงตำนานที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง แต่ Cobra Effect นั้นมีอยู่จริง

มองย้อนกลับมาในปัจจุบัน เราอาจเคยเห็น Cobra Effect ที่บ้าน ที่ออฟฟิศ หรือในระดับประเทศ

ดังนั้นเราควรจะมองให้ออกว่าสิ่งที่เรากำลังจะตัดสินใจทำมันเปิดมีโอกาสให้เกิด Cobra Effect รึเปล่า

ถ้าใช่ ก็อาจต้องคิดอะไรให้รัดกุมมากกว่านี้ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia

วิกฤติรถม้า

20190331_horsemanure

ใครที่เคยไปเที่ยวยุโรปอาจเคยย้อมเสียตังค์เพื่อได้ขึ้นไปนั่งรถม้าชมเมือง

คงเป็นประสบการณ์ที่ชวนให้เราย้อนยุคกลับไปสมัยเก่าก่อน ที่คนยังเดินทางด้วยสัตว์อันสง่างามอย่างม้าอาชาไนย ไม่มีควันพิษที่ออกมาจากท่อไอเสียอย่างสมัยนี้

แต่ภาพที่เราคิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมันก็ไม่ได้สอดคล้องกันเสมอไป

เมื่อก่อนปี ค.ศ.1900 ลอนดอนใช้ม้าถึง 50,000 ตัวสำหรับการสัญจรของคนในเมือง

ปัญหาก็คือม้าพวกนี้วิ่งไปถ่ายไป ม้าตัวนึงอุจจาระวันละประมาณ 10 กิโลกรัม ซึ่งนั่นแปลว่ามีขี้ม้าถึงวันละห้าแสนกิโลกรัมถูกถ่ายเรี่ยราดไว้ตามท้องถนนในลอนดอน ส่วนที่นิวยอร์คที่มีม้า 100,000 ตัวก็จะมีขี้ม้าถึงวันละ 1 ล้านกิโลกรัม

ม้าพวกนี้ยังมีอายุขัยค่อนข้างต่ำคือ 3 ปีเท่านั้น จึงมีม้าที่หมดแรงตายตามท้องถนนเต็มไปหมด ศพม้ามักจะถูกทิ้งให้เน่าเปื่อยเสียก่อนเพื่อจะได้จัดเก็บได้ง่าย

ลองคิดสภาพดูว่าท้องถนนที่เต็มไปด้วยขี้ม้าและศพม้านั้นจะมีกลิ่นอบอวลเพียงใด

แย่ไปกว่ากลิ่นคือการที่มันเป็นแหล่งเพาะเชื้อชั้นดีให้แมลงวันและสัตว์ที่เป็นพาหะต่างๆ มาซ่องสุมและกระจายเชื้อร้ายอย่างไทฟอยด์และอหิวา

ในปี 1894 ปัญหาขี้ม้าเป็นวิกฤติที่หนักหนาสาหัสในเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก หนังสือพิมพ์ The Times ถึงกับทำนายว่า อีกไม่เกิน 50 ปี ถนนทุกสายในลอนดอนจะจมอยู่ในกองขี้ม้าลึก 3 เมตร!

เหตุการณ์นี้ได้รับการขนานนามว่า ‘The Great Horse Manure Crisis of 1894’ – วิกฤติขี้ม้าครั้งใหญ่แห่งปี 1894

วิกฤตินี้นำไปสู่การประชุมการวางแผนผังเมืองนานาชาติครั้งแรกในปี 1898 ซึ่งตอนแรกจะใช้เวลา 10 วัน แต่พอผ่านไป 3 วันการประชุมนี้ก็ต้องยุติลงเพราะไม่มีใครคิดหาทางออกให้กับปัญหาขี้ม้านี้ได้

แต่แล้วแสงสว่างปลายอุโมงค์ก็มาถึงอย่างไม่มีใครคาดคิด

ในปีค.ศ. 1903 ณ เมืองดีทรอยท์ สหรัฐอเมริกา นายเฮนรี่ ฟอร์ด (Henry Ford) ได้ก่อตั้งบริษัท Ford Motor Company และคิดค้นระบบสายพานการผลิต (assembly line) ที่ทำให้ต้นทุนในการผลิตรถถูกลงอย่างมหาศาล

ในปี 1908 ฟอร์ดผลิตรถรุ่น Model T ที่ดิบขายดีไปทั่วทั้งอเมริกาและยุโรป แถมยังมีราคาถูกลงทุกปี จนสุดท้ายคนก็หันมาซื้อรถยนต์เพราะราคาถูกกว่าและดูแลง่ายกว่าการใช้รถม้า

ภายในปี 1917 รถม้าก็หมดไปจากท้องถนนในนิวยอร์ค และเหตุการณ์คล้ายๆ กันก็เกิดขึ้นในลอนดอนและเมืองใหญ่ต่างๆ ที่เคยใช้รถม้ามาก่อน

วิกฤติบางอย่างอาจจะมีทางออกที่เรานึกไม่ถึง

อ่านเรื่องนี้แล้วอาจช่วยให้เราพอจะมีความหวังกับวิกฤติฝุ่น PM2.5 และภาวะโลกร้อนได้ไม่มากก็น้อยนะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก Historic UK, Business Horsepower, Wikipedia

เปิดรับสมัคร Writing Workshop รุ่นที่ 3 เรียนวันเสาร์ที่ 20 เมษายน 9:00-12:00 (เหลือ 8 ที่นั่ง) อ่านรายละเอียดได้ที่ https://anontawong.com/2017/12/03/writing-workshop

สี่คำพูดที่นึกถึงใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

20190325_fourwords

“With some distance and awareness, you can become much more than a follower of or a rebel against your generation; you can mold your own relationship to the zeitgeist and become a formidable trendsetter.”

“ด้วยระยะห่างที่เหมาะสมและความตระหนักรู้ คุณจะเป็นได้มากกว่าผู้ตามหรือผู้ต่อต้าน คุณจะหล่อหลอมความสัมพันธ์ที่คุณมีต่อยุคสมัยและกลายมาเป็นผู้จุดกระแสให้กับสังคมนี้ได้”

-Robert Greene, The Laws of Human Nature


“โจรสลัดเป็นฝ่ายเลว?
กองทัพเรือคือความถูกต้อง
ไอ้ของพรรค์นั้นจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมายังไงก็ได้อยู่แล้ว
ผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดคือคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงความผิดเป็นถูกได้
และตอนนี้ที่นี่คือสถานที่กึ่งกลางนั้น
ความถูกต้องย่อมชนะงั้นเรอะ
มันก็แหงอยู่แล้วสิ
เพราะมีแต่ผู้ชนะเท่านั้น
ถึงจะเป็นฝ่ายถูกต้องยังไงล่ะ!!”
– ดองกี้โฮเต้ โดฟลามิงโก้, One Piece ตอนที่ 556 หนวดขาวและลูฟี่ปะทะกองทัพเรือเพื่อช่วยเอส หมัดอัคคี


“I’m a relic of a bygone era. No ship can carry me into the New Age.”
“ฉันเป็นเพียงซากปรักหักพังแห่งยุคสมัย ไม่มีเรือให้ฉันนั่งไปสู่ยุคใหม่หรอกนะ”
-หนวดขาวกล่าวกับกลุ่มโจรสลัดหนวดขาว, One Piece ตอนที่ 572


“You die as a hero or live long enough to see yourself become the villain.”
“คุณจะตายอย่างวีรบุรุษ หรืออยู่นานพอที่จะเห็นตัวเองกลายเป็นผู้ร้าย”
–Harvey Dent กล่าวกับ Bruce Wayne, The Dark Night