อุปสรรคของคนยุคใหม่คือการรุกรานของ AI

20200507

เมื่อวานนี้ผมมีโอกาสได้กลับไปดูการแข่งขันระหว่าง Manchester United รุ่น 1999 Reunion กับทีม Bayern Munich รุ่นเก๋า ฉลองครบรอบ 20 ปีสามแชมป์ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2019 เพื่อระดมทุนให้กับ Manchester United Foundation

หนึ่งในคนที่โดดเด่นที่สุดในสนามคือ David Beckham ในวัย 44 ปี ที่ยังเปิดบอลแม่นราวจับวาง จนแฟนแมนยูหลายๆ คนรวมทั้งผมอดเปรียบเทียบกับกองกลางยุคปัจจุบันของแมนยูไม่ได้

ตอนท้ายเกมเบ็คแฮมยังเลี้ยงหลบกองหลังและยิงประตูเข้าอีกด้วย เจ้าตัวดีใจสุดๆ ดังภาพที่เห็น

ผมอ่านเจอในคอมเมนท์สักที่ว่า “Passion ในเกมกระชับมิตรของเบ็คแฮมยังเข้มข้นว่า passion ตอนแข่งขันจริงของนักเตะแมนยูชุดปัจจุบันที่เอาแต่เล่นอินสตาแกรม”

—–

ในช่วงวัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น อุปสรรคอย่างหนึ่งที่คนรุ่นพวกผมไม่มีคือโซเชียลมีเดีย

ความพลุ่งพล่าน ความดุดัน ความอัดอั้น จึงถูกระบายผ่านการเล่นดนตรี เล่นกีฬา หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เป็น physical

นักเตะยุค Class of 92 อย่างเบ็คแฮม กิ๊กส์ สโคลส์ เนวิลล์ บัตต์ ก็เติบโตในยุคที่คนส่วนใหญ่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต พวกเขาจึงมีเวลาฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ ชีวิตมีแต่ฟุตบอล

อาจจะมีเบ็คแฮมที่หลังจากแต่งงานกับวิคตอเรียที่มีเรื่องชื่อเสียงและชีวิตดารามาเกี่ยวบ้าง แต่มันก็ยังเป็นสื่อแบบเก่า เหตุเกิดวันนี้ เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์แทบลอยด์วันรุ่งขึ้น ไม่ได้มี Twitter หรือ Facebook Live ให้เป็นข่าวแบบ real-time อย่างทุกวันนี้

ตัวผมเองไปโตที่นิวซีแลนด์ สิ่งล่อตาล่อใจน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย รายการทีวีรายการเดียวที่ติดตามดูคือซิทคอมเรื่อง Friends เวลานอกเหนือไปจากนั้นก็คือไปนั่งเล่นบ้านเพื่อน เล่นกีตาร์ เตะบอล อ่านหนังสือตามเรื่องตามราว เวลาที่เสียไปกับการกังวลว่าจะมีใครมากดไลค์รูปของเราหรือไม่เท่ากับศูนย์เพราะตอนนั้นยังไม่มีเฟซบุ๊ค

เด็กที่โตมาในยุคสมัยนี้จึงทั้งโชคดีและโชคร้าย

โชคดีที่ทุกอย่างง่ายดายกว่าแต่ก่อนมาก อยากจะทำรายงานทีก็เข้ากูเกิ้ล (สมัยผมต้องไปค้นที่ห้องสมุด) อยากมีรายได้ก็เป็น Youtuber (สมัยผมต้องรับจ้างส่งนมสด-แบกฟืน) อยากจีบสาวก็ทัก LINE (สมัยผมต้องโทรไปที่บ้านเขา ต้องลุ้นอีกว่าใครจะรับสาย)

ส่วนโชคร้ายก็คือ เมื่อ Facebook, Youtube, Instagram, Netflix, Tiktok และอะไรต่อมิอะไรล้วนใช้ AI และ Algorithm มาดึงเวลาและดึงความสนใจของเราไป พลังงานที่เราจะเหลือให้กับสิ่งที่สร้างคุณค่าในระยะยาวย่อมลดน้อยลงอย่างช่วยไม่ได้

เมื่อความสนใจของเราถูกซอยถูกหั่นจนบางนิดเดียว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนจะรู้สึกว่านักเตะยุคนี้มี passion ไม่เท่ากับนักเตะยุคก่อน

AI จึงเป็นอุปสรรคสำคัญของคนรุ่นใหม่ ไม่ต้องนับว่ามันจะมาแย่งงานเราทำ แค่มันรู้จักเราดีกว่าที่เรารู้จักตัวเอง ก็เพียงพอแล้วที่จะพาให้เราหลงอยู่ในเขาวงกตมหึมาที่ยากจะหาทางออกครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เราเห็นเขาแต่เขาไม่เห็นเรา

20200421b

ผมว่าการที่เราเป็น “ประเทศกำลังพัฒนา” นั้นมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง

คือเราจะเห็นคนอื่นมาก ในขณะที่คนอื่นไม่ค่อยได้เห็นเรา

เราคนไทยเห็นอะไรดีๆ ของฝรั่งก็เอามา ของจีนก็เอามา ของญี่ปุ่นก็เอามา

ในขณะที่ฝรั่งไม่ค่อยได้มีโอกาสที่จะเรียนรู้ภูมิปัญญาของคนไทยเท่าไหร่

หนังสือฝรั่งแปลไทยมีเป็นร้อยเป็นพันเล่ม หนังสือไทยแปลเป็นฝรั่งมีนับนิ้วได้

บางคนอาจจะบอกว่าก็แหงอยู่แล้ว ฝรั่งเขาล้ำหน้ากว่าไทยตั้งเยอะ ทำไมเขาต้องมาสนใจเราด้วย

แต่เมื่อมองดูสถานการณ์โควิดในขณะนี้ ผมก็ชักไม่แน่ใจว่าเขา “ล้ำหน้า” กว่าเรามากอย่างที่เราเคยคิดรึเปล่า

ทุนนิยมและเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่กำเนิดมาจากตะวันตก เมื่อเขาเป็นคนกำหนดเกมนี้ ก็เป็นเรื่องยากที่เราจะตามเขาทัน แต่ไม่เป็นไร ในยุคโลกาภิวัฒน์เช่นนี้ เราสามารถนำเข้าเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อยู่แล้ว

ในทางกลับกัน ภูมิปัญญาตะวันออกเป็นสิ่งที่ฝรั่งแทบไม่เคยสัมผัสหรือมีโอกาสได้ใช้ประโยชน์

ฝรั่งต้องขับรถทางไกล ใส่เข็มขัดนิรภัยและแวะพักบ่อยๆ

คนไทยต้องขับรถทางไกล ใส่เข็มขัดนิรภัย แวะพักบ่อยๆ ไหว้พระก่อนออกจากบ้าน ไหว้แม่ย่านางก่อนเหยียบคันเร่ง

ฝรั่งเป็นมะเร็ง ฉายคีโมได้

คนไทยเป็นมะเร็ง ฉายคีโมและทำบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวรได้

ฝรั่งจิตใจดีและเชื่อในพระเจ้า เพียรทำความดีเพื่อให้ได้ขึ้นสวรรค์

คนไทยจิตใจดี เพียรทำความดีเพื่อให้ได้ขึ้นสวรรค์ และเพียรภาวนาเพื่อให้ถึงนิพพาน

ใครที่คิดว่าแม่ย่านาง เจ้ากรรมนายเวร เป็นเรื่องเหลวไหล ก็เป็นไปได้ว่าเขากำลังเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์เกินไป

มีคำศัพท์สำหรับอาการนี้ด้วยนะครับ เขาเรียกว่า “scientism” : excessive belief in the power of scientific knowledge and techniques.

วิทยาศาสตร์นั้นดีอยู่แล้ว และคนไทยเราก็รับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ แต่ประเด็นของผมก็ยังเหมือนเดิมคือฝรั่งเขามีโอกาสน้อยกว่าเราเยอะที่จะได้เห็นอีกด้านหนึ่งของดวงจันทร์

สุดท้ายแล้วเราเลือกที่จะเชื่ออะไรนั้นเป็นสิทธิ์ของเรา แต่การที่เรามีทางเลือกมากกว่าตั้งแต่ต้น ผมมองว่ามันเป็นความโชคดีของเราครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ทำไมโคโรนาไวรัสไม่ระบาดในอินเดีย

20200301

ณ วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2563 ที่ผมเขียนบทความนี้ มีคนติดเชื้อ COVID-19 ไปแล้วทั่วโลกราว 87,000 คน เสียชีวิตแล้ว 3,000 คน และรักษาตัวจนกลับบ้านได้แล้ว 42,000 คน

ใน 87,000 คน เป็นผู้ติดเชื้อในประเทศจีน 80,000 คนหรือคิดเป็น 92% ของทั้งหมด

ส่วนอีก 7,000 คนที่เหลือก็กระจายไปตามประเทศต่างๆ มากที่สุดคือเกาหลีใต้ 3,500 คน เมืองไทยอยู่อันดับ 12 คือ 42 คน

ที่น่าสนใจก็คือประเทศอินเดีย ซึ่งในภาพจำของคนไทยหลายคนนั้นประชาชนไม่ได้มีสุขลักษณะที่ดีมากนัก แถมผู้คนก็อยู่กันอย่างแออัด

แต่อินเดียกลับมีผู้ป่วย COVID-19 แค่ 3 คน น้อยกว่าเยอรมันนี (79) อังกฤษ (23) และสวิตเซอร์แลนด์ (19) เสียอีก ทั้งๆ ที่เป็นประเทศที่มีประชากรถึง 1.34 พันล้านคน เป็นรองแค่ประเทศจีนเท่านั้น (1.39)

แถมผู้ป่วยทั้งสามคนในอินเดียยังกลับบ้านไปเรียบร้อยแล้วอีกต่างหาก ไม่มีใครเสียชีวิตเลยสักคนเดียว โดยทั้งสามคนที่ป่วยล้วนเป็นนักเรียน/นักศึกษาที่เพิ่งกลับมาจากอู่ฮั่นทั้งหมด

ทำไมอัตราการการติดเชื้อของคนอินเดียจึงต่ำถึงเพียงนี้?

ถ้าให้คิดเล่นๆ เร็วๆ ก็อาจจะเป็นเพราะว่า

– อินเดียรับมือสถานการณ์นี้ได้ดี
– ข้อมูลที่รายงานไม่ถูกต้อง
– คนอินเดียมีภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสมากกว่าชาติอื่น
– คนอินเดียไม่ค่อยได้เดินทางออกนอกประเทศ

ถ้าเป็นข้อหนึ่ง เราก็ควรเรียนรู้จากเขา ข้อสองเราคงไม่อาจพิสูจน์ได้ ข้อสามผมยังไม่เจอข้อมูลที่ยืนยันเรื่องนี้ ส่วนข้อที่สี่นั้น จริงๆ แล้วคนอินเดียฐานะดีๆ ก็มีเยอะแยะ

แล้วอะไรอีกบ้างที่เรารู้ว่าเป็นข้อเท็จจริง ที่น่าจะเป็นปัจจัยทำให้คนอินเดียติดเชื้อน้อย?

เรื่องแรก คือคนอินเดียกินอาหารปรุงสุกเสมอ (กินร้อน) แถมคนอินเดียถึง 42% เป็นมังสวิรัติอีกด้วย 

SARS (2003) มาจากตัวชะมด
Bird Flu (2006) มาจากนก
Swine Flu (2009) มาจากหมู
MERS (2012) มาจากอูฐ
COVID-19 (2019) มาจากค้างคาว

เมื่อกินเนื้อสัตว์น้อย แถมยังเป็นเนื้อที่ปรุงสุกแล้ว โอกาสติดเชื้อย่อมน้อยลง

เรื่องที่สองที่ผมคิดว่าอาจเป็นอีกปัจจัย คืออุณหภูมิครับ

นี่คืออุณหภูมิตอนกลางวันของสามเมืองที่มีประชากรมากที่สุดของอินเดีย 3 เมืองแรก

มุมไบ (บอมเบย์) 31 องศา
เดลี 24 องศา
บังกาลอร์ 29 องศา

คราวนี้ลองไปดูอุณหภูมิของ 20 ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อ COVID-19 สูงที่สุดกันดู ผมจะยึดเอาอุณหภูมิของเมืองหลวงเป็นหลัก ยกเว้นจีนที่จะใช้ของอู่ฮั่น

ประเทศ / อุณหภูมิ (°C ) / จำนวนผู้ติดเชื้อ
จีน / 15 / 79,827
เกาหลีใต้ / 7 / 3,526
อิตาลี / 15 / 1,128
อิหร่าน / 15 / 593
ญี่ปุ่น / 13 / 241
สิงคโปร์ / 32 / 102
ฝรั่งเศส / 8 / 100
ฮ่องกง / 23 / 95
เยอรมันนี / 8 / 79
สหรัฐอเมริกา / -1 / 69
สเปน / 9 / 58
คูเวต / 24 / 45
ไทย / 33 / 42
บาห์เรน / 25 / 41
ไต้หวัน / 20 / 39
ออสเตรเลีย / 24 / 25
มาเลเซีย / 32 / 25
อังกฤษ / -7 / 23
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ / 26 / 21
แคนาดา / -7 / 20

ถ้าไม่นับประเทศในภูมิภาคนี้ (สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย) และประเทศที่มีคนจีนหนาแน่น (ฮ่องกง ไต้หวัน) จะเห็นว่าเกือบทุกประเทศใน Top 20 นั้นล้วนแต่อุณหภูมิตอนกลางวันต่ำกว่า 20 องศาทั้งในทวีปยุโรปและอเมริกา ส่วนในตะวันออกกลางจะอยู่ที่ประมาณ 25 องศา ยกเว้นอิหร่านที่อุณหภูมิประมาณ 15 องศาเท่านั้นและเป็นประเทศตะวันออกกลางที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุด

เทียบกับประเทศที่อุณหภูมิเฉลี่ยยี่สิบปลายๆ ถึงสามสิบองศาต้นๆ ตัวเลขผู้ติดเชื้อกลับต่ำมาก

ประเทศ / อุณหภูมิ / จำนวนผู้ติดเชื้อ
อินเดีย / 31 / 3
กัมพูชา / 32 / 1
ไนจีเรีย / 36 / 1
ศรีลังกา / 29 / 1

หรือประเทศเหล่านี้ที่ไม่มีผู้ติดเชื้อเลย
ซาอุดิอาระเบีย / 31 / 0 (อยู่เกือบติดกับอิหร่านและอิรัก)
อาร์เจนตินา / 27 / 0
อินโดนีเซีย / 28 / 0
เคนยา / 26 / 0

เรื่องอุณหภูมิสูง -> แพร่เชื่อน้อย และอุณหภูมิต่ำ -> แพร่เชื้อได้ดีกว่า อาจไม่ใช่สมมติฐานที่แข็งแรงนัก เพราะประเทศอย่างรัสเซียซึ่งอุณหภูมิต่ำเพียง 5 องศาก็ยังมีคนติดเชื้อเพียง 2 คน และประเทศที่ไม่มีผู้ติดเชื้อเลยก็อาจจะมีแต่ไม่ได้รายงานก็ได้

เรื่องนี้ยังต้องดูกันอีกหลายสัปดาห์ว่าชาวโลกจะควบคุมสถานการณ์อยู่หรือไม่

แต่ผมก็แอบมีความหวังเล็กๆ สามเรื่อง

หนึ่ง คือเมืองไทยกำลังเข้าสู่หน้าร้อน

สอง ฝุ่นเริ่มน้อยลงแล้ว เราสามารถอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้มากกว่าเดิม

สาม โรงเรียนกำลังจะปิดเทอม

ซึ่งด้วยเหตุผลดังกล่าว น่าจะช่วยลดความเสี่ยงโดยรวมได้ไม่มากก็น้อย

ถึงจะใจชื้นขึ้น แต่ก็ห้ามชะล่าใจ เรายังควรกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และหลีกเลี่ยงฝูงชนเหมือนเช่นเคย

แต่ก็ไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินเลยจนไม่เป็นอันทำการทำงานครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S Asia Books และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

80507942_579966649467475_5144866110411112448_n

 


Update: 2 March 2020: 7am

หลังจากโพสต์ไปเมื่อคืนทั้งทาง Facebook และ Blockdit ก็ได้คอมเมนท์ดีๆ มา เลยขอนำมาแปะไว้ตรงนี้นะครับ

Blockdit: รณชัย ฤทธิ์พวง

จากที่อยู่มาทั้ง 3 เมือง ชอบบังคาลอร์มากที่สุด อากาศดี ส่วนเรื่องคัดกรอง ค่อนข้างแน่นหนาพอสมควร ลูกน้องผมเข้ามุมไบ โดนจับแยกแต่ละประเทศเลย คนไทย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ต่อแถวสแกนอุณหภูมิกันหมด แล้วก็ที่ รพ.ที่มุมไบ แขกบอกว่าเปิดวอร์ด รอรับเคสโคโรน่าไว้แล้ว 4 รพ. ใหญ่ รอบๆเมืองครับ อันนี้คือข้อมูลที่ลูกน้องแขกบอกให้ฟังนะครับ
—–

Blockdit: Pimkwan

สำคัญที่สุดคืออาหารค่ะ อาหารที่เค้าทานเป็นพวกเครื่องเทศเป็นหลัก สร้างภูมิคุ้มกันได้ดีมาก เพราะอีกประเทศนึงที่ไม่มีรายงานคนติดเชื้อเลย คือประเทศอินโดนีเซีย สิ่งที่เค้ามีเหมือนกันนอกจากอากาศก็คืออาหารที่มีเครื่องเทศค่ะ
—–

ข้อ 2 แน่นอนครับ อากาศร้อนโรคทางเดินหายใจเกิดน้อยกว่านี่เป็นความจริง แต่มันไม่ถึงขนาดฆ่าเชื้อไม่ติด อินเดียมีคนตายจากไข้หวัดใหญ่เยอะกว่าค่าเฉลี่ยของโลก อันนี้ก็คงไม่ต่าง

ลองไปดูสารคดีเรื่อง Pandemic ใน netflix จะเห็นสภาพ H1N1 2009 ในอินเดีย

—–

[ความเห็นของผม]: ผมว่าคนอินเดียแพ้ทาง Swine Flu (H1N1 2009) ครับ ผมลองดึงตัวเลขผู้เสียชีวิตชาวอินเดียจากโรคระบาดที่ผ่านๆ มามาให้ดูนะครับ

โรค (ปี) / จำนวนชาวอินเดียที่ติดเชื้อ / จำนวนผู้เสียชีวิต

SARS (2003) / 3 / 0
Bird Flu (2006) 0 / 0
Swine Flu (2009) / 33,783 / 2,024
MERS (2012)  / 0 / 0
COVID-19 (2019) / 3 / 0


Update 11 March 7:30am อินเดียแซงไทยเรียบร้อยครับ

2563-03-11 07_31_45-Window

ยาสีฟันที่ทันตแพทย์ 80% แนะนำ

20200215

โฆษณาแบบนี้ถูกแบนในอังกฤษนะครับ

ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นข้อมูลเท็จหรือคลาดเคลื่อน แต่เพราะมันชวนให้คนอ่านเข้าใจผิด (misleading)

พอเราเจอประโยค “ยาสีฟันที่ทันตแพทย์ 80% แนะนำ” เราจะคิดทันทีว่า ทันตแพทย์ 80% แนะนำยาสีฟันยี่ห้อนี้ ส่วนทันตแพทย์อีก 20% เท่านั้นที่แนะนำให้ใช้ยี่ห้ออื่น ดังนั้นยาสีฟันยี่ห้อนี้ย่อมเหนือกว่ายาสีฟันยี่ห้ออื่นอยู่หลายขุม

แต่ในความเป็นจริงก็คือ ในแบบสอบถามนั้นทันตแพทย์สามารถแนะนำได้มากกว่า 1 ยี่ห้อ!

นั่นหมายความว่า จำนวน % ทั้งหมดสามารถบวกได้เกิน 100

สถานการณ์แบบนี้จึงเกิดขึ้นพร้อมกันได้สบายๆ

ยาสีฟันยี่ห้อ A ทันตแพทย์ 80% แนะนำ
ยาสีฟันยี่ห้อ B ทันตแพทย์ 75% แนะนำ
ยาสีฟันยี่ห้อ C ทันตแพทย์ 90% แนะนำ

A B C แม้จะแตกต่างกันแต่ก็เพียง 10-15% เท่านั้น ไม่ได้มากอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจจากคำโฆษณาแบบด้านบน

อังกฤษจึงไม่ยอมให้เกิดโฆษณาแบบนี้ เพราะแม้จะไม่ผิด แต่ก็ส่อเจตนาไม่ตรงไปตรงมาอยู่ดี

ครั้งต่อไป หากเห็นสินค้าตัวไหนที่โฆษณาตัวเลขดีผิดหูผิดตา ลองคิดเผื่อดูนะครับว่ามันตีความเป็นแบบอื่นได้รึเปล่า

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Ganesh Prasad’s answer to What is your favorite example of abuse of statistics? 

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

10 เรื่องสุดคูลของสวีเดน

20200122

1. สวีเดนมีทะเลสาบ 100,000 แห่งและเกาะ 267,000 เกาะ ประมาณ 33,000 เกาะอยู่ล้อมรอบสต๊อคโฮล์ม เมืองหลวงของสวีเดน

2. พื้นที่ตอนเหนือของสวีเดนจะอยู่ใกล้ขั้วโลก ในหน้าร้อนอุณหภูมิจะแกว่งระหว่าง 30 และ -40 องศา

3. สวีเดนไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้น ไม่เคยเข้าร่วมสงครามโลก และไม่ทำสงครามกับใครมา 200 ปีแล้ว กองทัพของสวีเดนเล็กมาก คนสวีเดนจึงไม่ได้เคารพหรือเกรงกลัวทหาร

4. 3 ใน 4 ของชาวสวีเดนไม่นับถือศาสนา

5. IKEA H&M Spotify Skype Electrolux Volvo Ericsson ล้วนเป็นแบรนด์จากสวีเดน

6. 99% ของขยะในสวีเดนถูกนำไปรีไซเคิล แถมยังนำเข้าขยะจากนอร์เวย์และฟินแลนด์เพื่อรีไซเคิลอีกด้วย

7. ถ้าป่วยจนต้องแอดมิท ค่านอนโรงพยาบาลตกคืนละ 255 บาท คนสวีเดนหนึ่งคนจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลไม่เกินปีละ 3200 บาท หากเกินกว่านั้นรัฐบาลจะออกให้ทั้งหมด

8. พ่อแม่มือใหม่ชาวสวีเดนลาเลี้ยงลูกได้ 480 วันโดยได้เงินเดือนเต็มจำนวน

9. ชาวสวีเดนเรียนฟรีตั้งแต่อนุบาลจนจบปริญญาเอก

10. รัฐบาลจ่ายค่าขนมให้เด็กมัธยมเดือนละ 5700 บาท และถ้าบ้านอยู่ไกลจากโรงเรียนและป้ายรถเมล์ นักเรียนสามารถนั่งแท๊กซี่ไปโรงเรียนได้ทุกวันแล้วมาเบิกค่าใช้จ่ายกับรัฐบาลตอนสิ้นเดือน

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora และ Reddit

Time Management Workshop รุ่นที่ 15 เช้าวันเสาร์ที่ 22 ก.พ. เหลือ 3 ที่นั่ง ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ bit.ly/time22feb20

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer